ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 66 เสียงกระซิบจากอีกฟากของความทรงจำ

    บทที่ 66เสียงกระซิบจากอีกฟากของความทรงจำ

    “นั่นคือเสียงจากข้างในใจฉันที่อยากให้เธอได้ยิน”

     

            

            จะมีใครรู้ไหมนะ ว่าฉันอยู่ตรงนี้...

             

            

            ตอนที่มินาโยะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งรอบข้างเธอก็ว่างเปล่าเสียแล้ว

            

            เด็กสาวค้นพบว่าตัวเองนอนฟุบอยู่บนพื้นหินแข็งกระด้างความหนาวเย็นจากแผ่นหินส่งผ่านใบหน้าไปสู่ร่างกายทำให้เธอหนาวสั่นภาพสุดท้ายที่จำได้คือตอนที่วงแหวนเวทปิดตัวลงพร้อมๆกับความรู้สึกที่คุ้นเคยและโหยหาเล่นวาบผ่านเข้ามา พอรู้สึกตัวอีกครั้งเด็กสาวก็ถูกขังอยู่บนยอดหอคอยที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นห้องของเธอเองเสียแล้ว

            

            ไม่มีใครอยู่ด้วยกันกับเธอในตอนนี้ทุกคนหายไปหมด แม้จะมั่นใจว่าทั้งหมดถูกส่งมาที่นี่พร้อมกันกับเธอแต่ในตอนนี้ไม่มีใครอยู่ด้วยกันกับมินาโยะเลยสักคน เด็กสาวดันตัวเองขึ้นจากพื้นเดินตรงไปที่หน้าต่าง เบื้องนอกนั้นกำลังมีการต่อสู้เกิดขึ้น

            

            เธอต้องออกไปจากที่นี่

            

            มินาโยะบอกกับตัวเอง

            

            เธอตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมการต่อสู้นี้กับทุกคนเพื่อทำให้ทุกอย่างจบลงนี่ไม่ใช่เวลามาติดแหง็กอยู่บนยอดหอคอยเมื่อก่อนเบริลน่าอาจจะเคยขังตัวเองไว้บนนี้ แต่ ‘มินาโยะ’ ในตอนนี้นั้นไม่ได้ต้องการแบบนั้นอีกต่อไปข้างนอกนั่นมีการต่อสู้เกิดขึ้นและเด็กสาวคิดว่าพลังของเธออาจจะเป็นกำลังให้พวกเขาได้ทุกคนมาที่นี่เพื่อช่วยพี่มาซารุ ช่วยพี่สาวของเธอให้พ้นจากอันตราย และเธอต้องไป

            

            แต่มินาโยะไม่รู้วิธีออกไปจากที่นี่ในห้องรูปทรงกระบอกที่มีเพดานเป็นรูปครึ่งทรงกลมไม่มีประตูอยู่เลยสักบานบนกำแพงมีแต่ช่องอิฐที่เจาะทะลุเป็นหน้าต่างและมีเศษผ้าม่านขาดวิ่นขึงไว้เด็กสาวพยายามตรวจสอบทุกตารางนิ้วของกำแพงรวมไปถึงพื้นห้องที่ทำจากแผ่นหินแต่ไม่มีช่องว่างไหนเลยที่พอจะให้เธอแทรกตัวออกไปจากหอคอยนี่ได้ ไม่มีเลย

            

            มินาโยะจำอะไรเกี่ยวกับที่นี่ไม่ค่อยได้นับตั้งแต่ตอนที่เธอตัดสินใจขังตัวเองไว้บนยอดหอคอยนี้ ทุกอย่างก็ดูเลือนรางไปหมด

            

            มันเริ่มต้นมาจากตรงไหนกันนะตั้งแต่ตอนที่ท่านพ่อของพวกเธอตายใช่ไหม? เขาตายในคืนพิธีสืบรัชทายาทของพี่มีความจริงบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลังการตายครั้งนั้นที่มินาโยะไม่รู้และดูเหมือนพี่เองก็ไม่ทันได้สังเกต พี่สาวของเธอรักท่านพ่อของพวกเธอมากการสูญเสียท่านพ่อไปทำให้พี่จมอยู่กับความทุกข์ทรมานตั้งแต่ตอนนั้นเองที่เบริลน่าไม่เคยได้พบกับเบริลอีกเลย พี่ไม่เคยกลับมาที่นี่ ยกเว้นในวันหนึ่งที่เด็กสาวได้ยินเสียงของพี่ทะเลาะกับแม่มาจากทางสวนด้านหลังหอคอยท่านพี่บอกว่าตัวเองไม่ใช่ผู้พิทักษ์ ตัวของเบริลน่าเองต่างหากที่ได้รับเลือกพี่มาที่นี่เพื่อพาเธอออกไปจากหอคอย แต่เพราะการปรากฏตัวของ ‘เขา’ ทำให้เบริลน่าตัดสินใจหันหลังให้กับทุกอย่าง

            

            ‘แอลโด้ ครอส’ในความทรงจำของเบริลน่านั้นไม่เคยกลับมาที่นี่อีกเลยนับตั้งแต่ตอนที่เด็กสาวรู้ว่าเขากลายเป็นคู่หมั้นของพี่สาวเธอพวกเขาไม่เคยได้พบกันอีก มินาโยะมักจะเห็นเขาอยู่กับพี่เธอเฝ้ามองเขาได้จากที่ไกลๆ ตัวของเบริลน่านั้นปล่อยให้ความสัมพันธ์เว้นระยะห่างมากขึ้นเรื่อยๆเธอเริ่มเดินถอยกลับหลัง แล้วในที่สุดเด็กสาวก็หายเข้าไปในหอคอยที่ตั้งอย่างโดดเดี่ยวในสวนกว้าง เธอเลือกที่จะเดินจากมา

            

            มินาโยะเข้าใจว่านั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เบริลน่าเลือกขังตัวเองไว้ที่นี่ในวันที่ได้พบกับเขาอีกครั้งเพราะเธอไม่เชื่อใจเขา ไม่เชื่อมั่นว่าเขาจะกลับมาเด็กสาวตัดสินใจว่าเขาควรจะอยู่เคียงข้างพี่ปกป้องพี่เหมือนกับที่พ่อของพวกเธอเคยทำ ถ้าเธออยู่ตรงนั้น เขาก็จะยังคงเอาแต่พูดว่าตัวเขาเองเป็นคู่หมั้นของเธอทั้งๆที่มันไม่จริงเลยสักอย่าง มินาโยะรู้ว่าเบริลน่ารักเบริล พี่สาวของเธอมากทั้งยังอิจฉาในความสัมพันธ์ของพวกเขา สิ่งที่เบริลมีแต่เบริลน่าไม่ได้รับความรักจากคนที่เธอรัก เธอจึงเลือกที่จะถอยออกมา

            

            ความทรงจำหลังจากนั้นขาดช่วงไป เกิดอะไรขึ้นระหว่างที่เบริลน่าขังตัวเองไว้บนนี้มินาโยะนึกความทรงจำในตอนนั้นไม่ออกเรื่องสุดท้ายที่เธอจำได้เกี่ยวกับเอิร์ธมูนคือตอนที่เธอตายท่านแม่ของเธอพาเธอออกไปจากที่นี่เพื่อไปพบเขาเธอเข้าร่วมในพิธีสืบรัชทายาทต่อจากท่านพี่ หลังจากที่พี่เสียไปได้ไม่กี่วัน แต่ก่อนหน้านั้นล่ะ?มีอะไรเกิดขึ้นกับเบริลน่า แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับเธอในคืนที่เธอตาย

            

            สมองของมินาโยะปวดระบม เด็กสาวร้องไห้มันเจ็บปวดและทรมานเมื่อตระหนักได้ว่าตัวเธอเองไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลยสักอย่างที่เธอควรรู้ทุกอย่างดูเหมือนจะถึงทางตัน ในสถานการณ์แบบนี้ตัวเธอเองถูกขังอยู่บนยอดหอคอยที่ไม่มีทางออกมีคนรอคอยเธออยู่ที่ข้างนอกนั่น แต่เด็กสาวไม่รู้วิธีออกไป

            

            จะทำยังไง?จะพาตัวเองออกไปจากสถานการณ์ตรงนี้ยังไงดี?

            

            ‘คิดดีแล้วเหรอที่จะออกไป?’

            

            มีเสียงของใครบ้างคนดังก้องอยู่ในหัวเป็นเสียงที่ไพเราะและกังวาใส มินาโยะคุ้นเคยกับเสียงนั้นนั่นคือเสียงที่ดังอยู่ในหัวของเธอตลอดมา

            

            “เบริลน่า...” เด็กสาวพึมพำ“เธอคือเบริลน่าเหรอ?”

            

            ‘ฉันก็คือนั่นแหละ’

            

            เสียงนั้นตอบกลับมา

            

            “ฉันอยากออกไปจากที่นี่ พาฉันออกไปจากที่นี่ทีเธอรู้วิธีใช่ไหม?”


            เสียงนั่นไม่ตอบเธอ


            ‘ทำไมถึงคิดที่จะออกไปจากที่นี่ล่ะ?’ เสียงในหัวถามอีกครั้ง ‘เธอก็รู้แล้วไม่ใช่เหรอว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่เธอออกไป’

                 

            ฉันตาย...

                 

            มินาโยะตอบตัวเอง


            ‘เธอโดนเขาหลอกอีกแล้วล่ะ เบริลน่า’เสียงนั้นกล่าวอย่างเศร้าสร้อยและเหมือนจะได้ยินเสียงสะอื้นลอยตามมา ‘เธอก็รู้เหตุผลที่เขากลับมาหาเธอแล้วนี่เพราะท่านพี่จากไปเขาถึงได้คิดว่าตัวเองหลุดพ้นจากพันธนาการนั่นเธอคิดว่าเขากลับมาหาเธออีกครั้งเพราะเบริลไม่อยู่แล้ว ใช่ไหม? เบริลน่า...เธอช่างน่าสงสาร เขามาหาเธอเพราะเธอคือภารกิจสุดท้ายที่เขาต้องทำต่างหาก...ที่ผ่านมา... เธอเคยถามตัวเองบ้างไหมว่าเขารู้สึกยังไงกับเธอ?’

                 

            มินาโยะนิ่งเงียบไป


            ‘เด็กน้อย... ถ้าเขามีความรักแม้เศษเสี้ยวหนึ่งมอบให้เธอเขาจะไม่ทำร้ายเธอ เขาจะไม่ปล่อยให้เธอต้องอยู่อย่างเดียวดายบนหอคอยแห่งนี้จะไม่ปล่อยเธอทิ้งไว้กับคนที่ทำให้เธอต้องเจ็บปวดในวันที่ความทรงจำทั้งหมดกลับคืนมา’

                 

            ใบหน้าของโทวะลอยผ่านเข้ามา

                 

            กลิ่นอายของงานประเพณียังคงติดค้างอยู่ในความทรงจำของเด็กสาวแม้จะเฝ้าบอกกับตัวเองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นผ่านมาได้สักพักแล้วและเธอเลือกที่จะทำเป็นไม่ใส่ใจ เก็บมันไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจเพื่อไม่ให้หวนกลับไปนึกถึงและทำให้ตัวเธอเองเจ็บปวดแต่มินาโยะค้นพบว่ามันเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกินที่จะให้อภัยความเขลานั้นตัวเธอในวันที่ไร้ความทรงจำเกี่ยวกับเขาทำให้เด็กสาวทำเรื่องที่ผิดพลาดลงไปเธอทำร้ายทุกคนที่อยู่รอบตัวเธอ ทุกๆคนที่หวังดีกับเธอ เธอทำให้พวกเขาเจ็บปวด


            ‘อย่าออกไปเลย เบริลน่า...อย่าให้เขาเข้ามาทำร้ายเราอีกเลย...’

                 

            น้ำเสียงนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัว

     

     

            


            “เจ้าหญิงไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกนะ”

            

            เสียงของเอเรียลดังขึ้นอยู่ตรงหน้า

            

            เท็ตสึยะหายใจหอบ ร่างกายที่ผ่านการวิ่งมาอย่างหนักเริ่มจะไร้เรี่ยวแรงเด็กหนุ่มใช้มือข้างหนึ่งเกาะขอบประตูไว้เพื่อทรงตัวเขาวิ่งมาได้ไกลพอสมควรแล้วกว่าจะมาถึงที่นี่และอาจจะไกลกว่าผู้พิทักษ์คนไหนๆที่กระจายตัวอยู่รอบกำแพงด้านนอกปราสาท

            

            เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึกเข้าปอด นัยน์ตาสีเหลืองทองจ้องมองร่างของเอเรียลผู้ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดตรงมุมหนึ่งของห้องนอนบนชั้นสองเด็กหนุ่มเพื่อนร่วมชั้นของเขานั่งหมิ่นๆอยู่บนขอบโต๊ะเขียนหนังสือที่พุผังกำลังมองออกไปนอกหน้าต่างที่ต่ำออกไปเบื้องล่างมีม่านพลังน้ำของนักรบอเวจีกางเขตแดนอยู่ถัดออกไปไม่ไกลตรงขอบกำแพงวังเป็นแนวป่าสีเขียวครึ้มที่ทอดตัวยาวออกไปไกลสุดลูกหูลูกตาแต่คนตรงหน้าเขากลับไม่ทำอะไรเลยสักอย่างนอกจากนั่งนิ่งๆอยู่ตรงนั้นราวกับรู้ว่าเขาจะมา

            

            แล้วเขาก็บ้าตามมาเจอมันเสียด้วย

            

            เอเรียลหันมายิ้มให้เขาอย่างคุ้นเคย

            

            “ฉันกลัวว่านายจะมาเสียเวลาเปล่าซะแล้วสิเท็ตสึยะคุง”

            

            เอเรียลบอกกับเขา

            

            “ไม่ล่ะ ฉันคิดว่าฉันมาถูกที่แล้ว”

            

            เท็ตสึยะบอก เพราะไม่มีที่ไหนที่จะให้เขาไปได้แล้วนอกจากที่นี่เขาเพิ่งแยกกับมาโมรุมาได้ไม่นานและต่างก็มุ่งหน้าไปคนละทางเด็กหนุ่มทั้งคู่เห็นพ้องต้องกันว่าการที่พวกเขาได้กลับมายังโลกนี้อีกครั้งคือการให้โอกาสได้กลับไปสะสางเรื่องราวในอดีตสำหรับเท็ตสึยะแล้ว เขาไม่มีความแค้นใดๆเลยต่อเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งอย่างรอคอยอยู่ตรงหน้าจริงอยู่ที่แบล็คเป็นคนทำลายเอิร์ธธันเดอร์บ้านเกิดของเขา แต่ท้ายที่สุดแล้วทั้งเขา แบล็ค และคนอื่นๆก็ตายในสงครามนั้นและกลับมาเกิดใหม่อยู่ดี

            

            เขาไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องกลับมาสู้เลยสิ่งเดียวที่เด็กหนุ่มพอจะทำได้ในฐานะผู้พิทักษ์คือหยุดอีกฝ่ายไว้เท่านั้น ไม่ว่าสิ่งที่พวกนักรบอเวจีต้องการนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม

            

            “ทำไมล่ะ? นายอยากสู้กับฉันหรือไง?”

            

            เอเรียลถามเสกก้อนหินขึ้นมาหมุนเล่นในมือก่อนจะโยนเขวี้ยงไปอย่างทิ้งๆขว้างๆตอนนี้รอบห้องนอนที่เด็กหนุ่มอยู่เต็มไปด้วยเศษหินมากมายทั้งจากซากปรักหักพังของตัวอาคารและเศษหินที่เด็กหนุ่มสร้างขึ้นมาเล่นฆ่าเวลา

            

            “ไม่ล่ะ พูดกันตามตรง ฉันไม่คิดอยากทำร้ายตัวเองขนาดนั้นนายเป็นคู่ต่อสู้ที่ฉันรับมือได้ยาก แล้วฉันก็ชอบนายมากด้วย”

            

            เอเรียลเหลือบตามองเขาครั้งหนึ่งเท็ตสึยะเห็นประกายตาสีน้ำเงินนั้นไหววูบท่ามกลางความมืด

            

            “แม้ว่าฉันจะลงมือทำร้ายเพื่อนของนายอย่างนั้นเหรอ?”

            

            “เออ อันที่จริงเราต่างก็ทำร้ายกันและกันทำไมไม่ลองมาคุยกันหน่อยล่ะ”

            

            เอเรียลชะงักไปก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่น

            

            “คุยกัน? ในสถานการณ์แบบนี้เนี่ยนะ!”

            

            ด้านหลังเอเรียล ที่ด้านนอกหน้าต่าง มีอะไรบางอย่างกำลังปะทุอยู่ภายใต้เขตแดนที่เป็นม่านพลังน้ำผิวน้ำด้านหน้าแตกกระจายจากแรงปะทุที่อยู่ต่ำไปในผืนน้ำด้านล่างเท็ตสึยะเดาได้ไม่ยากเลยว่าใครกำลังสู้อยู่ในนั้น

            

            “ถึงพวกเราจะคุยกันไปการต่อสู้มันก็ไม่ได้สิ้นสุดลงไปด้วยหรอก นายก็เห็นแล้วว่าข้างนอกนั่นเกิดอะไรขึ้นบ้างไม่ใช่ทุกคนที่จะหันหลังให้อดีตแล้วเดินหน้าต่อไปได้เหมือนนายหรอกนะ”

            

            เอเรียลว่า

            

            “ลำพังแค่พลังของฉันกับนายน่ะมันเปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอก”

            

            “แล้วสิ่งที่พวกนายกำลังทำอยู่นี่มันเปลี่ยนอะไรได้ด้วยหรือไงการต่อสู้เพื่ออะไรก็ไม่รู้แบบนี้น่ะ!”

            

            “พวกฉันสู้ก็เพื่อตัวเอง” เอเรียลบอก“เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น พวกเราทั้งหมดจะหายไปฉันจะเล่าให้นายฟังเองว่าเหตุผลที่ทำให้พวกเราทั้งหมดมาอยู่ที่นี่มันเพื่ออะไร”

            

            นี่เป็นครั้งแรกที่เอเรียลทำท่าสนใจเท็ตสึยะอย่างจริงจังนับตั้งแต่ที่เขาเข้ามาปรากฏตัวในห้องนอนเด็กหนุ่มร่างเล็กสมส่วนผู้ครอบครองนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มลึกล้ำกำลังจ้องมองมาที่เขาในขณะที่ด้านนอกหน้าต่างการต่อสู้ของผู้พิทักษ์กับนักรบอเวจีคนอื่นๆกำลังดำเนินต่อไป

            

            “นานมาแล้วก่อนหน้าที่จะมีพวกนายกับฉันก่อนหน้าที่ประตูแห่งดวงดาวจะถือกำเนิดขึ้นมาและทำให้พวกเราทั้งหมดได้พบกันก่อนหน้านั้นหลายร้อยพันปีพวกเราในดวงดาวทั้งสิบสามอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาโดยตลอดแต่แล้วในที่สุด ไม่ว่าจะด้วยความบังเอิญหรืออะไรก็ตามประตูแห่งดวงดาวถือกำเนิดขึ้น นั่นเป็นครั้งแรกที่เรารู้ว่าในจักรวาลที่กว้างใหญ่แห่งนี้ไม่ได้มีแค่เราการถือกำเนิดของประตูแห่งดวงดาวคือการเชื่อมต่อดวงดาวทั้งสิบสามเข้าด้วยกันเราเรียกสิ่งยึดเหนี่ยวของการเชื่อมต่อนั้นว่า ‘มหาเวทแห่งดวงดาว’ นั่นทำให้เกิดผลกระทบทั้งดีและร้ายคล้ายๆกับการล่าอาณานิคมนั่นแหละ การเปลี่ยนแปลงนั่นมันเกิดขึ้นเร็วเกินไปเร็วเกินกว่าที่ช่วงชีวิตของหนึ่งอายุคนจะปรับตัวได้ทันแต่ก่อนที่เรื่องทั้งหมดจะบานปลายคนคนหนึ่งก็เข้ามาหยุดสงครามระหว่างดวงดาวที่กำลังจะก่อตัวขึ้น”

            

            “ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง?”

            

            เท็ตสึยะพึมพำ

            

            “ใช่ นั่นคือต้นกำเนิดของพวกนาย” เอเรียลว่า“เพราะการที่ดวงดาวเชื่อมต่อกันมันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลมีทั้งคนที่ต้องการและไม่ต้องการ มีทั้งคนต่อต้านและคนที่สนับสนุนความขัดแย้งนั้นแบ่งออกเป็นสองฝั่งท้ายที่สุดความขัดแย้งนั้นสร้างตัวตนของเมตาเรียขึ้นมา ในขณะที่อีกด้านผู้คนขนานนามผู้ซึ่งเสียสละตัวเองเพื่อจัดการกับเมตาเรีย (ความขัดแย้ง)นั้นว่าผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง แต่พวกนั้นไม่เคยกำจัดเมตาเรียออกไปได้... ไม่เลย...เมตาเรียทิ้งคำสาปไว้ที่ดวงดาวทั้งสิบสามเป็นระเบิดเวลาที่เรียกว่าเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างเพื่อกำจัดดวงดาวทั้งหมดผู้พิทักษ์จากแสงสว่างสร้างผู้พิทักษ์ประจำดาวขึ้นเพื่อจัดการกับสิ่งนั้นก่อนที่จะตายจากไปสิ่งที่เหลือสืบทอดกันมาหลังจากนั้นคือตำนานของผู้พิทักษ์และเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างยาวนานกว่าร้อยพันปีจนกระทั่งถึงยุคของพวกเราผู้พิทักษ์ทั้งสิบสามคือผู้ที่สืบทอดเจตจำนงค์ของผู้พิทักษ์จากแสงสว่างปกป้องรักษาดวงดาวของตัวเองนั้นเรื่อยมา แต่พวกฉัน นักรบอเวจีคือเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างยุคใหม่ที่เมตาเรียสร้างขึ้นเมตาเรียผู้ซึ่งไม่เคยถูกกำจัดเลยนับตั้งแต่ที่ประตูแห่งดาวดวงถือกำเนิดขึ้น”

            

            ผู้พิทักษ์จากแสงสว่างสละชีวิตตัวเองเพื่อปิดผนึกเมตาเรียไว้ในใจกลางที่ลึกที่สุดของดวงดาว...นั่นคือสิ่งที่เท็ตสึยะรู้และคิดว่าผู้พิทักษ์คนอื่นๆเองก็คงรู้ว่าต้นกำเนิดของตัวเองมีที่มาอย่างไรแต่การที่เมตาเรียไม่เคยตายและกลับมาอีกครั้งในยุคของพวกเขานั่นมัน...

            

            “เป็นเรื่องที่ถูกกำหนดไว้แล้ว”

            

            เอเรียลบอกราวกับอ่านใจเขาได้

            

            “เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้วในบรรดาคนของเอิร์ธสตาร์ในฐานะดวงดาวต้นกำเนิดเมตาเรียและนักรบอเวจี”

            

            เอเรียลบอก

            

            “มีคำทำนายถูกเขียนอยู่ในบันทึกแห่งฟีนาเล่ในวันที่เมตาเรียถูกปิดผนึกว่าการเสียสละของคนคนหนึ่งจะสามารถหยุดยั้งภัยพิบัติทั้งหมดได้ในยุคที่ดวงดาวทั้งสิบสามเชื่อมต่อกันและกระแสการไหลของพลังเปลี่ยนแปลงไปเมตาเรียฟื้นกลับขึ้นมาอีกครั้งเพื่อล้างแค้นและพวกเรานักรบอเวจีเข้าร่วมสงครามด้วยเหตุผลเดียวกัน นั่นคือถ้าไม่ทำให้ความปรารถนาของเมตาเรียเป็นจริงพวกเราจะไม่ได้รับการปลดปล่อย และการต่อสู้นี้จะยังคงวนเวียนต่อไปไม่ว่านายจะเกิดใหม่สักอีกกี่ครั้งก็ตาม”

            

            “พูดเป็นเล่น”

            

            “ฉันพูดจริง” เอเรียลหัวเราะขำ“และคนที่ต้องเสียสละคนนั้นก็คือเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนของพวกนายยังไงล่ะ”

            

            “แล้วทำไมต้องเป็นมินาโยะ?”

            

            “เพราะคำสาป” เอเรียลตอบ “ของเมตาเรีย”

            

            ไกลออกไปตรงชายป่าตามแนวรั้วของกำแพงปราสาทเกิดเสียงปึงปังของระเบิดดังสนั่นเหนือน่านฟ้าและที่ม่านน้ำนอกหน้าต่างของห้องนอนนี้ก็มีแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้ตัวปราสาททั้งหลังสั่นไหวห่างออกไปไม่ไกล การต่อสู้ที่อื่นๆกำลังเริ่มขึ้นในระหว่างที่เท็ตสึยะกำลังทำความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแม้จะไม่มีเหตุผลที่ทำให้เขาต้องมาสู้กับเอเรียลแต่ผู้พิทักษ์กับนักรบอเวจีคนอื่นๆกำลังต่อสู้อยู่ทุกคนต่างก็กำลังต่อสู้เพื่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่นกันทั้งนั้น

            

            สำหรับเท็ตสึยะแล้วการที่ทุกคนกำลังพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อสิ่งที่ตัวเองมุ่งหวังนั้นเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เขามาอยู่ที่นี่

            

            “ฉันจะไปช่วยมินาโยะฉันไม่ยอมให้พวกนายทำร้ายเธอเพื่อให้ตัวเองได้มีชีวิตอยู่หรอก”

            

            “แต่พวกนายทำไปแล้วนะ ด้วยน้ำมือของตัวเองเลย”เอเรียลว่า“นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเรามาอยู่บนดาวเคราะห์สีครามที่เรียกว่าโลกไงนั่นเพราะพวกนาย ‘ผู้พิทักษ์’ ใช้ชีวิตของเธอเพื่อเปิดประตูแห่งดวงดาว เชื่อมต่อดวงดาวทั้งสิบสามและโลกที่พวกเราอยู่เข้าด้วยกันยังไงล่ะ”

            

            เท็ตสึยะไม่เข้าใจสิ่งที่เอเรียลพูด ทั้งเรื่องของมินาโยะกับประตูแห่งดวงดาวและเมตาเรียแต่ก่อนที่เขาจะทันได้ใช้เวลาทบทวนและทำความเข้าใจเรื่องยากๆพวกนั้นเสียงระเบิดที่ดังสนั่นกว่าครั้งไหนๆก็เกิดขึ้นตรงชายป่าที่อยู่รอบแนวกำแพงวังเท็ตสึยะเห็นฝุ่นควันพุ่งทะยานขึ้นมาในอากาศและเศษซากของต้นไม้ที่ปลิวว่อนอยู่บนท้องฟ้าเขาได้ยินเสียงกระซิบของชินลอยมาตามสายลมว่า

            

            ขอโทษนะ...ขอโทษที่ไปด้วยกันไม่ได้...

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน