ภาคินได้ยินคำถามนั้น ทันใดนั้น นิ้วมือที่เคยเกร็งจิกฝ่ามืออยู่ก็พลันสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุมได้... สัมผัสแห่งพลังอันยิ่งใหญ่และลึกล้ำชนิดที่แรงกดดันของท่านชาญชัย ผู้วิเศษระดับหกก็ไม่อาจเทียบติด ได้แผ่พุ่งลงมากดทับร่างของเขา ทว่ามันกลับปรากฏขึ้นเพียงชั่วแวบเดียวก่อนจะจางหายไป ภาคินตกอยู่ในความสับสน เขายังคงไม่แน่ใจว่าตนเองควรจะตอบคำถามนี้อย่างไรดี
ชายใต้ชุดคลุมพเนจรเอ่ยพูดต่อด้วยภาษาโบราณอันแปลกประหลาด แม้ฟังไม่ออกแม้แต่คำเดียว ทว่าความหมายกลับแจ่มชัดและเข้าใจได้ในจิตวิญญาณทันที
"ไม่ต้องกลัวที่จะตอบคำถาม... ที่นี่คือโลกแห่งจิตใจของเจ้า ไม่มีผู้อื่นใดได้ยินทั้งสิ้น จงพูดสิ่งที่ตกค้างอยู่ในใจของเจ้าออกมาเถอะ แน่นอนว่าเราย่อมรู้ดีว่าเจ้าพูดความจริงหรือโกหก"
ภาคินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ยตอบออกไปตามตรง" ใช่ครับ... ผมไม่อยากได้ 'เดอะฟูล' ผมไม่อยากถูกสายตาของผู้คนมองว่าเป็นเพียงคนโง่เขลา... พลังนี้ ตลอดประวัติศาสตร์นับพันปีของเหล่าผู้วิเศษ ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่จะนำพาผู้ครอบครองไปสู่ความสำเร็จได้"
"ผมคิดว่าโชคชะตากำลังเล่นตลกกับผมอยู่... ตั้งแต่เรื่องไอ้ช่างมนตราไร้ฝีมือนั่น มาจนถึงพลังใบนี้ ทุกอย่างมันช่างแตกต่างจากสิ่งที่ผมเคยคาดหวังไว้สิ้นเชิง มันเหมือนกับว่าผมกำลังล้มเหลว"
ภาคินกัดฟันแน่น ดวงตาฉายแวววูบวาบด้วยความมุ่งมั่นและศักดิ์ศรีที่ยังไม่ยอมดับสูญ "แต่ในเมื่อได้มันมาแล้ว... ผมก็ใช้มันให้ทรงพลังเหนือกว่าทุกคน! ผมจะพิสูจน์ให้เห็นว่าผมไม่ใช่คนล้มเหลวอย่างที่พวกมันคิด และผมจะทำให้พวกมันทั้งหมดต้องมาก้มศีรษะสยบอยู่แทบเท้าผมให้ได้!"
ชายใต้ผ้าคลุมเงียบเสียงไปครู่หนึ่ง... ก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราร่าเริงก้องกังวานออกมาอย่างถูกอกถูกใจ
"ฮ่า ๆ ๆ ดี! พูดได้ดี ความจริงใจเช่นนี้แหละจึงจะสามารถไปได้ไกล! พวกคิดเล็กคิดน้อยพวกนั้น เพียงเพราะโชคชะตาไม่เข้าข้าง ก็เจ็บแค้นจนตาบอด เพียงได้ยินว่าได้ชื่อ 'คนโง่' ก็ไม่คิดจะเปิดใจเอาอะไรแล้ว เช่นนั้นข้าจะมอบมรดกให้พวกคนโง่เขลาพวกนั้นไปทำไมกัน? เอาล่ะ แบมือมารับมันไปสิ"
ภาคินยื่นมือไปข้างหน้าอย่างเชื่อฟัง ผู้วิเศษใต้ผ้าคลุมพเนจรวางสิ่งของชิ้นหนึ่งลงบนฝ่ามือของภาคิน
"มันคือ..." ภาคินก้มมองสิ่งของในมือ ก่อนจะรู้ได้ทันทีว่ามันคืออะไร
"มันคือลูกเต๋า... อย่าทำหน้ายับยู่ยี่แบบนั้นสิ ลูกเต๋ามันไม่ดียังไง?" ชายใต้ผ้าคลุมเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าของภาคิน
"ขอเป็นไม้เท้าไม่ได้หรือครับ?" ภาคินชี้ไปยังไม้เท้ายาวที่ผูกย่ามเก็บของเอาไว้ "ผมเคยได้ยินว่ามันช่วยเรื่องการเดินทางได้ดี หรือถุงน้ำที่เสกเครื่องดื่มเวทมนตร์ก็ได้ ผมเคยได้ยินมาว่าผู้ถูกเลือกคนก่อนหน้าคุณได้รับของสองสิ่งนี้ไป…."
"ไม่ได้หรอกๆ ใช่ พวกมันคือของดีก็จริง แต่มันไม่เหมาะกับเธอเลยสักนิด... เธอมีเวทมนตร์สายแรงโน้มถ่วง จะเอา 'ไม้เท้าฟ้าจากจร' ไปทำไม? แถมเธอก็ไม่ได้ขัดสนหรือไร้พรสวรรค์ขนาดต้องพึ่งพา 'ถุงน้ำอูฐบรรพกาล' ข้าวของพวกนั้นมีแต่จะทำให้เธอช้าลงเสียเปล่า ๆ"
"แต่ว่า..." ภาคินลังเล
"เธอคิดว่าฉันเป็นไพ่หมายเลขศูนย์ของไพ่ทาโรต์เพราะพลังติดลบหรืออย่างไร? ฉันคือ เทพแห่งความไม่แน่นอน หนึ่งในยี่สิบสองเทพเนจร... น่าเสียดายที่ตอนนี้ฉันเหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณ ไม่อย่างนั้นฉันคงเคาะหัวเธอแรง ๆ สักที! อีกอย่าง... ภัยพิบัติในครั้งนี้ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เธอคิดหรอกนะ"
"หมายความว่ายังไงครับ?" ภาคินมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ
"ตายล่ะ... ฉันเผลอพูดเรื่องสวรรค์..." ชายใต้ผ้าคลุมทำท่าเลิ่กลั่ก ก่อนจะรีบพูดเปลี่ยนเรื่องทันที "เอาเป็นว่ารับลูกเต๋านี้ไป นี่คือหนึ่งในสองสิ่งที่ฉันเคยใช้กรุยทางขึ้นสู่ความเป็นเทพ มันคือ 'เต๋าแห่งปาฏิหาริย์'"
"เต๋าแห่งปาฏิหาริย์..." ภาคิน ทวนคำแต่ขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม
"ลูกเต๋านี้มีพลังในการขยายหรือลดทอนโชคชะตา... เมื่อเธอใช้งานมันในการต่อสู้ ทุก ๆ หนึ่งนาที มันจะทำการทอยเต๋าหนึ่งครั้ง หากทอยได้หน้าต่ำ เธอจะโชคร้าย เช่น ร่ายมนตร์แล้วพลังลดลง ร่ายคาถาแล้วไม่ได้ผล หรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย... แต่หากทอยได้หน้าสูง เวทมนตร์ของเธอก็จะยิ่งทรงพลังขึ้น หรือเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ได้เปรียบ แน่นอนว่ามันจะใช้ไม่ได้ผลกับผู้ที่มีโชคชะตาแข็งแกร่งกว่าเธอ หรือผลลัพธ์อาจจะลดลงมาก
โดยจำนวนหน้าจะขึ้นอยู่กับระดับพลังของฝั่งตรงข้าม หากเป็นคู่ต่อสู้ระดับทั่วไปก็จะเป็นเต๋าหกหน้า (D6) หากระดับสูงกว่าเธอขึ้นมาหน่อยก็จะเป็นเต๋าเจ็ดถึงสิบหน้า (D10) และหากเจอกับศัตรูระดับยากสุด ๆ ก็อาจจะเป็นเต๋ายี่สิบหน้า (D20)"
"แล้วถ้าเจอกับศัตรูที่สู้ไม่ได้เลยล่ะครับ?" ภาคินเอ่ยถามด้วยความสนใจที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
"ก็อาจจะเป็นเต๋าหนึ่งร้อยหน้า (D100)..." ชายใต้ผ้าคลุมลูบคางตนเอง "แต่ส่วนใหญ่ผลลัพธ์มักจะออกมาในรูปของเหรียญกษาปณ์สองด้านมากกว่า... มันไม่ได้บอกว่าเธอจะชนะหรือแพ้ แต่มันจะบอกแค่ว่า 'รอด หรือ ตาย!' หากทอยแล้วออกเป็นเหรียญเมื่อไหร่ ฉันแนะนำให้เธอรีบหนีให้ไวที่สุด เพราะยังไงเธอก็ไม่มีทางชนะหรอก"
"เข้าใจแล้วครับ" ภาคินพยักหน้ารับคำ
"ตอนนี้เธอจะได้รับพลังสามประการ... ข้อแรกคือ การใช้เหรียญตรานี้ได้สิบนาทีต่อวัน ข้อสอง คือการทอยเต๋าเพื่อระบุว่าเธอจะโชคดีหรือโชคร้าย ซึ่งขึ้นอยู่กับดวงของเธอ ผลจะสุ่มเกิดขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงและจางหายไปเมื่อเกิดผลแล้ว และข้อสาม เธอสามารถสลักเก็บบันทึกหน้าลูกเต๋าเอาไว้ได้หนึ่งลูกในระยะเวลาเจ็ดวัน"
"สลักเก็บยังไงครับ?" ภาคินถามด้วยความสงสัย
“ฉันไม่ค่อยมีเวลาสอนเสียด้วยสิ งั้น…”
ชายใต้ผ้าคลุมยื่นนิ้วมาจิ้มลงบนหน้าผากของภาคิน พลันสายธารความรู้ในการสลักเก็บบันทึกหน้าลูกเต๋าก็แล่นปรากฏขึ้นในสมอง! ทว่าความรู้อันมหาศาลนั้นกลับทำให้เขาปวดหัวแทบระเบิด ภาคินก้มหน้าลงด้วยความหน้ามืดวิกฤต แต่กระนั้นสองมือก็ยังประคองลูกเต๋าเอาไว้ได้อย่างมั่นคง
"ด้วยระดับพลังของเธอในตอนนี้ เพียงพอที่จะเก็บบันทึกหน้าเต๋าเอาไว้ได้หนึ่งหน้า มีระยะเวลาเจ็ดวัน โดยโชคดีหรือโชคร้ายประจำวันนั้นจะไม่เกิดขึ้น ส่วนวิชาเต๋าอื่น ๆ ฉันสลักมันลงไปพร้อมกันแล้ว มันจะเปิดเผยให้เธอรู้เมื่อเธอพร้อม... เอาล่ะ ลุกขึ้นได้แล้ว ฉันเห็นเต๋าของเธอเริ่มทำงานแล้ว แนะนำให้เก็บบันทึกมันไว้ก่อนดีกว่า เพราะเธอจะต้องผ่าน 'บททดสอบเล็ก ๆ'... จริงสิ ในเมื่อเธอสืบทอดพลังของฉันแล้ว ฉันก็จะเตือนอะไรเธอสักอย่าง... ระวังหนึ่งในสี่ศาสนจักรเอาไว้ให้ดีล่ะ... เอาล่ะ ฉันไปก่อน แล้วพบกันใหม่ โปโป้ ไปกันเถอะ!"
โฮ่ง!
สุนัขสีขาวตัวน้อยเห่ารับ ก่อนจะวิ่งตามชายใต้ผ้าคลุมพเนจรลับหายไป...
ทันทีที่ภาคินฝืนตัวลุกขึ้นยืน กาลเวลารอบตัวก็กลับมาหมุนเดินอีกครั้ง เสียงผู้คนในโถงพิธีแตกตื่นตกใจเมื่อเห็นว่าภาพนิมิตเทพได้มลายหายไปแล้ว
ท่านชาญชัยรีบเดินตรงเข้ามาหาภาคินเพื่อสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ภาคินเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับตัวตนและพลังเพียงเล็กน้อย โดยตั้งใจปกปิดเรื่องคำเตือนเกี่ยวกับศาสนจักรเอาไว้
ในกลุ่มตัวแทนศาสนจักรทั้งสี่ จู่ ๆ มหาราชครูแห่งศาสนจักรวิหารเทวะมันตราก็แค่นหัวเราะ "หึ! ได้ไพ่กระจอก... เสียเวลาจริง ๆ ใครอยากได้ไปดูแลก็รับเอาไปเถอะ รอบนี้วิหารเทวะมันตรา ขอสละสิทธิ์!" มหาปุโรหิตเอ่ยจบก็สะบัดหน้าเดินกลับไป พร้อมกับชนสิษฎ์ที่เหลือบมองภาคินด้วยสายตาดูแคลนเล็กน้อย การกระทำเช่นนี้ทำให้เสียงของแขกทั่วงานเกิดการปั่นป่วนด้วยสายตาทั้งสงสาร เห็นใจ รังเกียจ ทว่าสายตาเช่นนั้นไม่อาจกระทบกระเทือนจิตใจของภาคินได้อีกต่อไป
"ข้าก็มีความเห็นไม่ต่างกัน... ก่อนหน้านี้ศาสนจักรชีวันนิรันดร์ได้เด็กที่ครอบครองโคนโทน้ำแห่งเทมเพอแรนซ์ (The Temperance) ไปแล้วจึงของสละสิทธิ์ ท่านมุขนายก ท่านเอปิสโคพอส... พวกท่านสองคนยังไม่ได้ผู้ครอบครองเหรียญตรารอบนี้นี่ ก็เลือกันเองแล้วกัน"
ท่านฮาคิมโยนขวดยาให้ภาคินหนึ่งขวด ก่อนจะเดินกลับไปนั่งพลางเอ่ยกลั้วหัวเราะ "คนที่ได้ 'เดอะฟูล' มักจะจากไปเป็นคนแรก... งั้นเธอก็รับยานี้ไปแล้วกัน มันสามารถรักษาชีวิตเธอได้หนึ่งครั้ง หากร่างของเธอยังไม่ถูกทำลายไปเสียก่อนล่ะนะ" ท่านหันหลังกลับไปยังที่นั่งที่จัดเตรียมไว้ หล่อยให้ตัวแทนที่เหลืออีกสองศาสนจักรยืนอยู่บนลานพิธี