มามี้ของข้าไม่อ่อนโยน

    สู่ขอชายารอง

    เว่ยซิ่วนั่งยิ้มเล็กยิ้มใหญ่อยู่ในเรือนหญิงสาวรู้สึกดีใจอยู่ไม่น้อยที่แผนการของตนสำเร็จแม้ว่าจะไม่เป็นดั่งที่คิดเท่าใดนักก็ตาม

    “คุณหนูเรื่องที่เกิดขึ้น....”

    “เจ้าไม่ต้องพูดมาก ตอนนี้พวกเราต้องเตรียมตัวรอคนมาสู่ขอข้าก็พอ”

    “คุณหนูคิดว่าพระสนมเซี่ยและองค์ชายแปดจะให้คนมาสู่ขอคุณหนูจริงๆ หรือเจ้าคะ”

    “แน่นอนว่าย่อมต้องมาอย่างเสียไม่ได้ประการแรกข้าเป็นถึงบุตรีของท่านโหวมีหรือที่พระสนมจะปล่อยให้ชื่อเสียงขององค์ชายเสื่อมเสียเพราะเรื่องเช่นนี้ยิ่งพระสนมทรงรักองค์ชายมากเท่าไหร่พระนางก็ยิ่งไม่อยากให้ใครกล่าวร้ายองค์ชายแปดมากเท่านั้น”

    “แต่..”

    “นี่เจ้ายังไงกันทำไมถึงพูดขัดข้าได้ตลอดไม่ว่าอย่างไรก็ตามองค์รัชทายาทต้องช่วยพูดแทนข้าอย่างแน่นอน”

    เว่ยซิ่วรีบเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินเข้าไปจัดเตรียมเสื้อผ้าและเครื่องประดับโดยไม่สนใจอาฮุ่ยที่ตอนนี้รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น‘ใคร ๆต่างก็รู้ว่าพระสนมนั้นร้ายเพียงใดยิ่งรักองค์ชายมากเท่าไหร่ก็ยิ่งหวงและเกลียดสตรีที่อยู่ข้างกายองค์ชายแปดมากเท่านั้น....เรื่องความร้ายกาจของพระนางนั้น....’อาฮุ่ยรู้สึกกลัวแทนเว่ยซิ่วในทันที

     

    บุรุษในอาภรณ์ฟ้าอ่อนนั่งคุกเข่าอยู่หน้าสตรีที่แม้จะมีอายุแต่ยังคงงดงามอยู่ไม่น้อยทุกคนในตำหนักต่างพากันก้มหน้าและแทบจะกลั้นหายใจกันเพราะความกลัว

    “นี่มันอะไรกันไหนเจ้าบอกว่าจะติดตามองค์รัชทายาท องค์ชายหกไปจวนโหวเพื่อดูการเรียนและการฝึกขององค์ชายสิบสองแต่ทำไมกลับมีเรื่องราวเกิดขึ้นจนถึงขั้นต้องให้ไปสู่ขอกันเช่นนี้”

    “คือว่าเสด็จแม่ตอนนั้นลูกเห็นคุณหนูรองตกน้ำแล้วลูกจึงได้กระโดดลงไปช่วยจนหลงลืมไปว่าชายหญิงนั้นไม่ควรใกล้ชิดกัน จึงเป็นเหตุให้...”

    เฟิงหยูเฟยรีบเอ่ยขึ้นในทันที โดยตัวเรื่องที่จู่ๆตนสะดุดลงน้ำนั้นได้ถูกตัดออกไปเพื่อให้ทุกคนเห็นว่าตนเป็นคนดีและตั้งใจช่วยหญิงสาวตกน้ำ

    “เจ้าเองก็เช่นกันไม่รู้จักเล่ห์เหลี่ยมของสตรี ดูสิ แค่นางแกล้งตกน้ำเพื่อให้เจ้าไปช่วยเจ้าก็ยังหลงกลนาง ตอนนี้ก็คงจะนั่งยิ้มรอเกี้ยวเจ้าสาวแล้วสินะ”

    “ข้าผิดเองพ่ะย่ะค่ะข้าไม่ทันระวัง”

    “แน่นอนว่าเจ้าผิดเจ้าผิดที่เจ้าไม่ทันเล่ห์กลของนางเห็นทีหากนางได้แต่งเข้าตำหนักมาคงมีเรื่องให้ปวดหัวไม่เว้นแต่ละวันเป็นแน่ตอนนี้แค่เพียงสนมนางอุ่นเตียงและหญิงรับใช้ของเจ้าก็ทำให้ข้าปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน”

    ชายหนุ่มค่อย ๆ คลานเข่าไปนั่งข้าง ๆพระสนมเซี่ยชางมารดาของตนก่อนจะบีบนวดขานั้นเบา ๆ อย่างเอาใจ

    “เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ”

    “ในเมื่อมาถึงตอนนี้แล้วเห็นทีคงต้องให้นางแต่งเข้ามา ในฐานะชายารอง”

    “ชายารองงั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”

    “ถูกต้องประการแรกนางนั้นเป็นเพียงบุตรีของอนุได้ตำแหน่งนี้ก็ถือว่าข้าให้เกียรติท่านโหวมากพอแล้วประการที่สอง เล่ห์เหลี่ยมที่นางใช้จับเจ้านั้นข้าไม่ชอบให้นางเป็นชายารองนั่นแหละดีแล้ว”

    “แล้วเสด็จพ่อ...”

    “เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นกังวลไปเดี๋ยวข้าจะจัดการเอง”

    ชายหนุ่มค่อย ๆ เอียงศีรษะหนุนขามารดาของตนอย่างออดอ้อนด้วยรอยยิ้มเซี่ยชางค่อย ๆ ลูบศีรษะบุตรชายของตนอย่างเอ็นดู ‘เจ้ายังเด็กเกินกว่าจะรู้เท่าทันนังจิ้งจอกพวกนั้นไว้แต่งนางเข้ามาแล้วแม่จะจัดการทุกเรื่องให้เจ้าเอง’

     

    เพียงไม่นานเรื่ององค์ชายแปดแต่งชายารองต่างแพร่ไปรอบเมืองทุกคนในจวนโหวและจวนหานต่างพอจะคาดเดาได้ว่าเว่ยซิ่วจะเข้าตำหนักองค์ชายแปดในฐานะใดมีเพียงแต่เว่ยซิ่วเท่านั้นที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจในตำแหน่งนี้เท่าใดนัก

    “ทำไมข้าถึงมิได้เป็นชายาเอกกันทำไม ๆ ๆ”

    เว่ยซิ่วโมโหขว้างปาข้าวของมีเพียงอาฮุ่ยเท่านั้นที่กล้าสู้หน้าหญิงสาว

    “คุณหนูเจ้าคะอย่าเสียงดังไปเจ้าค่ะ หากเรื่องที่คุณหนูอาละวาดนี้รู้ไปถึงเรือนใหญ่คุณหนูอาจถูกลงโทษได้นะเจ้าคะ”

    “แล้วอย่างไรถึงตอนนี้แล้วท่านพ่อกับท่านแม่คงไม่กล้าทำอะไรข้าหรอก”

    เว่ยซิ่วพูดขึ้นอย่างรู้ดีเพราะตอนนี้นางเป็นถึงว่าที่ชายารอง แม้จะเป็นชายารองแต่ก็เป็นตำแหน่งที่สูงพอที่จะทำให้คนในจวนเกรงใจนางและที่สำคัญยังสูงกว่าตำแหน่งของหานลี่กันอย่างแน่นอน

    “แต่หากทำเช่นนี้ต่อไปหากคุณหนูหานรู้เข้ามิ...”

    “หยุดนะ! หยุดพูดถึงมันยังไงเสียถึงข้าจะได้เป็นชายารองข้าก็ได้เป็นชายารองขององค์ชายมิใช่ภรรยาแม่ทัพเช่นมัน”

    เมื่อเห็นว่าเว่ยซิ่วนั้นไม่ขว้างปาข้าวของและอารมณ์เย็นขึ้นหญิงสาวจึงได้เปลี่ยนเรื่องในทันที

    “เช่นนั้นบ่าวจะให้คนแจ้งอนุฉินที่บ้านเดิมเรื่อง...”

    “ไม่ต้อง!ค่อยแจ้งนางหลังจากที่ข้าแต่งออกไปแล้ว”

    “ทำไมกันหรือเจ้าคะคุณหนูหากอนุฉินทราบเรื่องที่คุณหนูจะได้ออกเรือนกับองค์ชายแปดอนุฉินจะต้องดีใจเป็นอย่างมากและ...”

    “เพราะข้ารู้จักท่านแม่ของข้าเป็นอย่างดีและข้ารู้ว่านางจะต้องแอบเข้าเมืองหลวงมาอย่างแน่นอนหากเป็นเช่นนั้นจริงข้าเกรงว่าจะเกิดเรื่องราววุ่น ๆ ได้รอให้ข้าได้เข้าตำหนักองค์ชายแปดเสียก่อน จะเชิญท่านแม่มาเยี่ยมตอนนั้นก็ยังไม่สาย”

    “เจ้าค่ะ”

    เพียงไม่นานโหวฮูหยินได้เตรียมสินเดิมไว้ให้เว่ยซิ่วอย่างเรียบร้อยขบวนสินสอดได้มาถึงหน้าจวนโหวไม่มากไม่น้อย มู่หนิงหวง เว่ยเจียวจิ้นกงเยว่และคนอื่น ๆในตระกูลโหวและตระกูลหานต่างออกมาต้อนรับแม่สื่อที่นำของหมั้นเข้ามา เว่ยซิ่วที่ได้ยินว่าแม่สื่อมาพร้อมกับของหมั้นจึงได้รีบออกไปต้อนรับแต่เมื่อพบกับแม่สื่อและเห็นของหมั้นนั้นหญิงสาวกลับทำหน้าไม่สู้ดีเท่าใดนัก

    “ซิ่วเออร์คำนับท่านย่าท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอาเขย ท่านอาและผู้อาวุโส”

    “อื่มบุตรสาวคนรองของท่านโหวช่างดูน่ารักไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ”

    ขณะที่ผู้อาวุโสกำลังคุยกันนั้นเว่ยซิ่วแอบนับสินสอดอยู่ในใจ‘อะไรกัน สินสอดมีแค่ 50หีบเท่านั้นเองหรือ ข้าจำได้ว่าของหานลี่กันนั้นมีมากกว่าร้อยหีบนี่มันอะไรกัน’ ใบหน้าที่ยิ้มเริ่มจะแสดงอาการไม่สบอารมณ์อาฮุ่ยที่ยืนอยู่ไกลเห็นจึงรีบคิดที่จะพาหญิงสาวออกไปจากที่นั่น

    “ตั้งแต่ตกน้ำวันนั้นคุณหนูยังมีอาการป่วยอยู่เล็กน้อยเช่นนั้น....”

    กงเยว่ที่เห็นสีหน้าของเว่ยซิ่วจึงรีบเอ่ยให้อาฮุ่ยพาหญิงสาวออกไปทันทีก่อนที่นางจะแสดงสีหน้าและทำให้แม่สื่อมีเรื่องนำไปกราบทูลพระสนม

    “เช่นนั้นเจ้าก็พาซิ่วเออร์ไปพักก่อนเถอะ”

    “เจ้าค่ะ”

    เมื่อออกมาจากห้องโถงเว่ยซิ่วก็เดินกระทืบเท้าไปตามทางอย่างไม่พอใจ

    “นี่มันอะไรกันข้าลงทุนไปถึงเพียงนี้ แต่ทำไมกลับให้สินสอดข้ามาเท่านี้น้อยกว่านังหานลี่กันเสียด้วยซ้ำ”

    “คุณหนูอย่าพูดดังไปสิเจ้าคะ”

    “ก็ข้าพูดจริงเป็นถึงอื้อออออ”

    อาฮุ่ยรีบปิดปากเว่ยซิ่วในทันทีขณะที่หญิงสาวกำลังจะเอ่ยถึงบุคคลที่ไม่ควรเอ่ยถึงนั้นเว่ยซิ่วรีบดึงมือที่ปิดปากออกอย่างไม่พอใจ

    “เจ้ามาปิดปากข้าทำไม”

    อาฮุ่ยรีบเอ่ยขอโทษคุณหนูของตนในทันที

    “บ่าวต้องขออภัยเจ้าค่ะแต่บุคคลที่คุณหนูกำลังจะเอ่ยถึงนั้นอาจทำให้....หัวของคุณหนูตกอยู่บนพื้นได้นะเจ้าคะ”

    เมื่อได้ยินอาฮุ่ยพูดหญิงสาวจึงเริ่มรู้สึกตัวและใช้เสียงที่อ่อนลง

    “อื่ม ข้ารู้แล้ว”

    ขณะนั้นเองสายตาของเว่ยซิ่วกลับพบกับสตรีในอาภรณ์ชมพูที่กำลังเดินมาทางที่นางกำลังยืนอยู่

    “นี่เจ้ากำลังจะไปชื่นชมสินสอดของข้าที่องค์ชายส่งมาขอข้าเช่นนั้นหรือ”

    เว่ยซิ่วเอ่ยขึ้นก่อนจะยิ้มเย้ยหานลี่กันทั้งๆ ที่ลึก ๆในใจของหญิงสาวนั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าตนนั้นไม่อาจสู้สตรีตรงหน้าได้แม้แต่น้อยหานลี่กันมิได้สนใจ หญิงสาวเดินผ่านเว่ยซิ่วไปอย่างไม่แยแสแต่ขณะที่กำลังผ่านไปนั้นกลับได้ยินประโยคหนึ่งที่ทำให้หานลี่กันต้องหยุดเท้าและเดินกลับไปเผชิญหน้ากับเว่ยซิ่ว

    “ก็แค่แม่ทัพหน้าบากอีกทั้งยังมีลูกติดไม่เห็นจะมีอะไรดี”

    มือน้อย ๆของหานลี่กันบีบปากของเว่ยซิ่วในทันทีแม้มือนั่นจะน้อยแต่แรงบีบกลับทำให้เว่ยซิ่วเจ็บปวดไม่น้อย

    “เจ้าพูดใหม่อีกทีซิ”

    “อี้เอ้าอำอะไออ้าอ้าจะไป...”

    “คุณหนูหานโปรดอภัยคุณหนูของข้าไม่สบายและมีไข้จึงทำให้สติเลอะเลือนขอคุณหนูหานอย่าได้ถือสาเลยนะเจ้าคะ”

    หานลี่กันมองหญิงรับใช้ของเว่ยซิ่วที่คุกเข่าอยู่ด้านหลังก่อนจะสะบัดมือที่บีบคางนั้นทำให้เว่ยซิ่วเซไปเล็กน้อย

    “หากปากที่พูดของเจ้านั้นไม่มีสิ่งดีๆ จะเอ่ยออกมาแม้สักคำ สู้อย่ามีเสียดีกว่า”

    “นี่เจ้ากล้าขู่ข้าหรือ”

    หานลี่กันมองไปทางเว่ยซิ่วด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมจนทำให้ขาของเว่ยซิ่วอ่อนลงจนเซล้มลงก่อนที่หญิงสาวจะเดินจากไป

    คล้ายกับเรื่องมามี้ของข้าไม่อ่อนโยน ที่คุณอ่าน