บทที่ 4 เปิดศาล
พ่อบ้านหลี่หัวเราะออกมา “ฮูหยินใหญ่ พวกเราล้วนรู้ดีทั้งนั้น อย่าได้แกล้งโง่เลย สกุลซูในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็บุตรีฮูหยินเอกหรือบุตรีฮูหยินรองก็ล้วนแล้วแต่ห่างชั้นกับคุณชายสามของเราทั้งสิ้น ยังจะฝืนใจยัดเยียดให้คู่กันอยู่ได้หรือ ส่วนคุณหนูสี่ก็อยู่ที่นี่แล้ว ท่านคิดเห็นอย่างไร”
ให้ข้าพูดงั้นหรอ… ซูซีหัวย่อมยินดีที่ได้ถอนหมั้น แต่ไม่ยินดีที่จะต้องเสียเปรียบนางยิ้มแย้มแจ่มใสกล่าวว่า
“พ่อบ้านหลี่พูดถูก ข้าก็ไม่เหมาะสมกับคุณชายสามอยู่แล้ว” พ่อบ้านหลี่พยักหน้าด้วยความพอใจ
“คุณหนูสี่เป็ผู้ที่เข้าใจเหตุผล เื่ราวไม่ควรล่าช้าอีกต่อไป โปรดเชิญคุณหนูสี่ส่งมอบของหมั้นหมายคืนมา”
“การแต่งงานนี้ไม่สามารถยกเลิกได้” ฮูหยินใหญ่ลดเสียงลง จับคุมแขนของซูซีหัวไว้แน่นราวกับจับยึดเกาะสิ่งของที่สามารถช่วยชีวิต “เ้า…”
“ท่านวางใจเถอะ ไม่มีอันใดให้ท่านต้องกังวล” ซูซีหัวปลอบประโล
เมื่อเห็นนางมีความมั่นใจเช่นนี้ ราวกับว่าเื่ราวทั้งหมดล้วนอยู่ในกำมือของนาง ฮูหยินใหญ่ก็ไม่สะดวกใจที่จะเอ่ยอันใด
ซูซีหัวจึงเดินไปหยิบของหมั้นหมายมาให้พ่อบ้านหลี่ เมื่อพ่อบ้านหลี่จากไปแล้ว นางก็รีบรุดออกไปทางประตูด้านหลัง หยิบผ้าปิดปากจากในอ้อมกอด ทิ้งผ้าด้านในห่อลงในมุมทาง เมื่อเห็นพ่อบ้านหลี่เพียงลำพัง ซูซีหัวก็สวมผ้าลงบนร่างเขาแล้วนางซ้อมเขาอย่างหนักหน่วง
“ใคร ใครกล้าทำร้ายข้า!” พ่อบ้านหลี่เคยชินกับการใช้ชีวิตที่สุขสบาย ร่างกายก็อ่อนแอใช้การไม่ได้ จะไปสู้กับซูซีฉัวที่มีวิชาป้องกันตัวได้อย่างไร จึงถูกซ้อมจนด่าทอโวยวายขึ้นมา
“หากเ้ายังโวยวายอีกคำ ข้าจะตอนเ้าให้ขาดใจเชื่อหรือไม่?” ซูซีหัวเตะเข้าที่ท้องของเขาอย่างรุนแรง จงใจลดเสียงของตนเองลง
“มะมะ… ไม่กล้า ข้าไม่กล้าอีกแล้ว” พ่อบ้านหลี่รีบก้มลงกราบขออภัย
เช้าวันรุ่งขึ้น ซูซีหัวก็ถูกนางกำนัลลากลุกจากที่นอนอย่างแรง
“เกิดอะไรขึ้น?” นางเอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่า คนที่เรียกนางคืออิงเถา
“คุณหนูเ้าคะ ศาลาว่าการจิ่งเสินเปิดแล้ว จะมีการไต่สวนคุณชายของเราแบบเปิดเผยต่อหน้าชาวบ้านเ้าค่ะ”
“อะไรนะ!?”
ซูซีหัวรู้สึกตัวขึ้นมาทันที นางพลิกตัว ลุกจากที่นอนแล้วเปลี่ยนชุด จากนั้นก็ล้างมือล้างหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวว่า
“ถ้าฮูหยินใหญ่ถามขึ้นมาก็บอกท่านว่าข้าไปที่นั่น ให้ท่านสบายใจได้” นางรีบเดินออกไปพร้อมกับกำมือแน่น ถูกหลอกแล้ว นางคิดว่าเซียวฝานจะปล่อยซูชิ่งไห่ เมื่อรู้ว่าใครคือมือสังหาร แต่เขาก็ไม่ได้ปล่อย บางทีมือสังหารคนนี้อาจจะใหญ่เกินกว่าที่เขาจะจัดการ หรืออาจจะเป็เพราะว่าเขาไม่อยากจัดการ
ศาลาว่าการจิ่งเสินของเมืองหลวงเป็สถานที่เช่นไร ถึงไม่ตายก็คงจะต้องเสียหายหนักหน่วง เข้าไปแล้วส่วนใหญ่ก็จะเป็การตัดสินโทษ มีกี่คนที่สามารถหนีรอดออกมาได้ ซูซีหัวยิ่งคิดก็ยิ่งเดินอย่างเร่งรีบ นางโกรธตัวเองที่ดันไปหลงเชื่อเซียวฝาน ตระกูลซูตอนนี้ตกอับแล้ว จะเอาอะไรไปสู้ผลประโยชน์จากขุนนางคนอื่น ๆ
เวลาไม่ถึงสองเค่อ*[1] นางก็มาถึงหน้าศาลาว่าการจิงเสิ่น ที่ ณ เวลานี้มีผู้คนจำนวนมากมายืนมุงกันอยู่ทั้งสามชั้น นางเบียดผู้คนเข้าไปพร้อมกับยกไม้ตีกลองขึ้นตีกลองร้องทุกข์ ไม่นาน องครักษ์ทั้งสองก็พานางขึ้นไปยังโถงกลางศาล
“มีเื่ใดจึงตีกลองร้องทุกข์ของศาลขณะที่มีการไต่สวนสอบสวนเช่นนี้?” ศาลาว่าการจิงเสิ่นสังกัดอยู่ภายใต้ศาลต้าหลี่ ผู้นั่งอยู่บนแท่นในยามนี้ คือ รองเสนาบดีศาลต้าหลี่
“เรียนใต้เท้า ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าท่านผู้นี้คือคุณหนูซูซีหัวหลานสาวของซูชิ่งไห่ ผู้ต้องหาในคดีนี้ อาเล็กของข้าไม่ใช่มือสังหาร” ซูซีหัวเอ่ยด้วยกิริยาสง่างามไม่เกรงกลัวรองเสนาบดีศาลต้าหลี่หรี่ตามองพลางกล่าว
“นำตัวผู้ต้องหามายังที่นี่” ทหารองครักษ์ทั้งสองลากร่างของชายคนหนึ่งซึ่งาเ็เต็มตัว นามว่าซูชิ่งไห่ เข้ามาในศาล ซูซีหัวอดกลั้นความโมโหไว้ไม่ได้พลางเอ่ยถาม
“ใต้เท้า คดีนี้ยังไม่สิ้นสุดการพิจารณา เหตุใดจึงกระทำการรุนแรงเยี่ยงนี้?” รองเสนาบดีศาลต้าหลี่หัวเราะออกมาอย่างเ็า
“คดีไม่ได้สลับซับซ้อน พยานหลักฐานตรงกันทั้งหมด เขาเป็เช่นนี้ก็เนื่องด้วยคนในคุกกระทำและข้าก็ได้ลงโทษคนเ่าั้ไปแล้ว” คำกล่าวของเขาช่างดูดีเหลือเกิน นับเป็เื่ราวที่เหล่าผู้คนในศาลนี้รู้กันดี หากมีนักโทษคนใหม่เข้ามาเ้าหน้าที่จะไม่ลงมือเอง
แต่กลับใช้ให้นักโทษในคุกเป็ผู้ลงมือ ถือเป็วิธีที่ทั้งโหดร้ายและแยบยล เพราะหาคนผิดไม่ได้ ซูซีหัวไม่อยากโต้แย้งกับเขา นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า
“เช่นนั้นขอให้ท่านนำหลักฐานที่ชัดเจนมาแสดงว่าอาเล็กผู้นี้คือมือสังหาร” รองเสนาบดีศาลต้าหลี่ไม่ได้ตอบกลับ หากแต่ถามกลับไปที่นางแทน
“แล้วเ้ามีหลักฐานที่แสดงว่าชายผู้นั้นไม่ใช่มือสังหารหรือไม่?” ซูซีหัวนึกอยากตอบว่านางมี แต่ก็ถูกเซียวฝานฉกฉวยไปแล้ว นางไม่อาจกล่าวเช่นนั้นได้ จึงเอ่ยเพียง
“ข้าไม่มี แต่ว่า…”
“ไม่มีแต่ เ้าไม่มีหลักฐานแล้วมาฟ้องร้องที่ศาลนี้ เป็การรบกวนศาลชัด ๆ”
รองเสนาบดีศาลต้าหลี่ ใช้ไม้ปลุกสติ*[2]กระทบลงอย่างแรงขัดจังหวะนาง เขาถอนหายใจและเอนหลังพิงตั่งราวกับได้คลายความกังวลใจ
“ข้าแนะนำให้เ้ากลับไปเถอะ อย่ามาก่อความวุ่นวายที่นี่”
ซูซีหัวยังยืนนิ่ง
“ใต้เท้า แม้ข้าจะไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงว่าอาเล็กไม่ใช่มือสังหาร แต่ก็มีผู้หนึ่งมีหลักฐาน” รองเสนาบดีศาลต้าหลี่ จิบน้ำชาพลางถาม
“ใครล่ะ?”
ซูซีหัวกล่าวเสียงกร้าว
“เ้ากรมอาญา แม่ทัพใหญ่เซียวฝาน” รองเสนาบดีศาลต้าหลี่เกือบสำลักน้ำชา พลางหัวเราะ
“เ้ากำลังพูดถึงใครกัน ท่านแม่ทัพเซียวงั้นรึ”
“ถูกแล้ว”
“สามหาว!” ท่านยกมือขว้างไม้ปลุกสติ “ท่านแม่ทัพเซียวมีฐานะและอำนาจขนาดไหน หากท่านรู้ตัวมือสังหารตัวจริงแล้ว คงจับกุมตัวมานานแล้ว จะต้องให้เ้ามาะโโวยวายเช่นนี้หรือ ข้าว่าเ้ามาเพื่อก่อกวนแท้ ๆ พวกเ้าจัดการนางให้หนัก ให้นางได้บทเรียนบ้าง”
เมื่อได้ยินชื่อเซียวฝานรองเสนาบดีศาลต้าหลี่ถึงกับสั่นสะท้าน ทว่าเมื่อนึกถึงท่าทีของอีกฝ่ายเมื่อวานก็อุ่นใจขึ้นบ้าง หากท่านรู้ความจริงแล้ว ย่อมลงมือจับกุมตัวคนร้ายไปนานแล้ว จะปล่อยให้ศาลจิงเสิ่นเปิดศาลไต่สวนทำไม
ทหารองครักษ์ทั้งสองยกตั่งเสือ*[3]ขึ้นมาทันที ซูซีหัวสีหน้าไม่เปลี่ยน ซูชิ่งไห่หมอบราบอยู่ข้าง ๆ ตัวสั่นเทา อยากพูดบางอย่างแต่ก็ไม่กล้า ได้แต่แอบมองนาง ใจทั้งเศร้าทั้งร้อนรน เดิมทีซูชิ่งไห่คิดว่าซูซีหัวจะมาช่วยตน แต่กลับมาก่อกวน หากว่าการกระทำของนางทำให้เขาถูกลงโทษหนักขึ้นจะทำอย่างไร นึกได้เช่นนี้ ซูชิ่งไห่จึงคุกเข่าลงพร้อมก้มหัวคำนับสองสามครั้งพลางกล่าวว่า
“ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ ข้ากับบุตรีอนุผู้นี้ไม่ได้ชิดใกล้คุ้นเคยอันใดกัน นางเป็แค่บุตรีอนุ วันนี้คงตั้งใจมาที่นี่เพื่อก่อกวน ท่านอย่าได้โกรธเคืองเพราะนางเลย” ซูซีหัวฟังแล้วแทบจะหัวเราะออกมาได้ ผู้เฒ่าซูเป็คนดีซื่อตรงมาั้แ่หนุ่ม ไม่รู้เลี้ยงคนโง่เช่นนี้มาได้เยี่ยงไร รองเสนาบดีศาลต้าหลี่สนุกสนานกับการดูพวกเขากัดกัน จึงหัวเราะเยาะ
“ลงมือ!” ทหารองครักษ์ทั้งสองเข้ามาจับนางลงบนตั่งเสือ ง้างแส้ยกขึ้นสูงกำลังจะฟาดลงมา ซูซีหัวหลับตาลง กัดฟันแน่น เตรียมรับการลงโทษ ตอนนั้นเองก็มีลูกธนูพุ่งมาสะกัดแส้จนหลุดร่วงจากมือทหารองครักษ์ รองเ้ากรมอาญารีบลุกขึ้นโวย
“ใคร! กล้าดีนัก ให้ก้าวออกมาเดี๋ยวนี้!”
“ข้าเอง” เซียวฝานโยนธนูในมือให้องครักษ์ข้างกายแล้วเดินเข้ามาในศาลอย่างสง่าผ่าเผย
[1] สองเค่อ : หนึ่งเค่อเท่ากับสิบห้านาที
[2] ไม้ปลุกสติ : เวาลพิจารณาคดีจะมีการเคาะไม้ท่อนสี่เหลี่ยมกับโต๊ะ เพื่อให้ในโถงศาลเงียบเสียง เริ่มมีมาั้แ่สมัยชุนชิวจั้นกั๋ว มีบันทึกใน "กั๋วอวี่-เยวี่ยอวี่"(国语·越语) ว่า "ไม้ปลุกสติ ยาวหกนิ้ว กว้างห้านิ้ว หนา2.8นิ้ว
[3] ตั่งเสือ : เป็เครื่องนั่งลงโทษชนิดหนึ่งในสมัยโบราณ