[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 53 ชาติกำเนิดนี้มิมีเหตุผลที่จะต้องหวั่นเกรงผู้ใด ทุกคนถึงกับยอมจำนนในทันที

    ตอนที่ 53 ชาติกำเนิดนี้มิมีเหตุผลที่จะต้องหวั่นเกรงผู้ใด ทุกคนถึงกับยอมจำนนในทันที

            เบื้องหน้าทางเข้ามหาวิหาร

            กู้ฉางเกอยืนสง่างาม เผยสีหน้าที่แสดงออกถึงความเรียบเฉย ขณะพินิจมองหญิงสาวในอาภรณ์สีม่วงตรงหน้า

            ผิวพรรณของนางขาวเนียนราวกับหยกเนื้องาม

            เครื่องหน้าคมคายงดงามไร้ที่ติ เรือนร่างสูงโปร่งผอมเพรียว ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายเย็นเยียบที่ชวนให้ผู้คนหวาดเกรง

            ดูจากวัยแล้ว นางน่าจะมีอายุเพียงสิบเจ็ดหรือสิบแปดปีเท่านั้น

            แต่ดวงตาคู่นั้นกลับแปลกแตกต่างจากเผ่ามนุษย์ เปล่งประกายดุจแก้วผลึกใส บ่งบอกถึงสายเลือดที่มาจากเผ่าพันธุ์อื่น

            เขาอดที่จะแค่นหัวเราะขึ้นมาในใจมิได้

            ‘เย่เฉินผู้นี้ ถึงแม้จะมิมีอันใดโดดเด่นเป็นพิเศษ แต่โชคในเรื่องสตรีเพศของเขาก็ช่างมิธรรมดาเสียจริง’

            มิว่าจะเป็นหญิงสาวนางใดที่มีส่วนเกี่ยวพันกับเขา ก็ล้วนแล้วแต่มีรูปโฉมงามล้ำจนยากจะหาผู้ใดในใต้หล้าเทียบเคียงได้

            ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อกู้ฉางเกอได้ลองตรวจสอบแต้มวาสนาของเย่หลิวหลี ก็กลับพบว่านางมีแต้มวาสนามากถึงแปดร้อยกว่าแต้ม

            แต้มที่มีค่าสูงส่งเช่นนี้นั้นนับว่าน่าตกตะลึงอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเหนือชั้นกว่าเย่เฉินเสียด้วยซ้ำ

            และแน่นอนว่าเรื่องนี้ก็อยู่ในความคาดหมายของกู้ฉางเกออยู่แล้วเช่นกัน

            เพราะในตอนนี้ พลังหนุนหลังที่แข็งแกร่งที่สุดของเย่เฉิน ก็คือญาติผู้น้องผู้นี้นั่นเอง

            ส่วนวิธีการจัดการกับนาง กู้ฉางเกอก็ได้เตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว

    คู่รักที่ผูกพันกันมาตั้งแต่วัยเยาว์อย่างนั้นหรือ

            ท้ายที่สุด นางก็เป็นเพียงดรุณีน้อยในวัยเพียงสิบเจ็ดสิบแปดปีเท่านั้น จะไปเทียบได้อย่างไรกับเยี่ยนจี ผู้ที่มีอายุยืนยาวจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นอสูรโบราณ แต่นางก็กลับถูกเขาเล่นงานจนตกเป็นเบี้ยล่างอยู่ในกำมือ

            เรื่องเช่นนี้จึงมินับว่ามีอันใดที่น่ากังวล

            กู้ฉางเกอยังคงแสดงสีหน้าเรียบเฉย มิมีท่าทีเร่งร้อนเอ่ยกล่าวคำใด

            ในขณะที่เขากำลังพินิจมองเย่หลิวหลีอยู่นี้

            ทางด้านเย่หลิวหลี ผู้อาวุโสเสวี่ย และผู้ติดตามคนอื่นๆ ก็จับจ้องมองกู้ฉางเกออยู่เช่นเดียวกัน

            ผู้อาวุโสเสวี่ยอดมิได้ที่จะชื่นชมเขา ยิ่งมองก็ยิ่งเชื่อมั่นในข้อสันนิษฐานและการตัดสินใจของตนเอง

            ส่วนรูปลักษณ์ภายนอกของกู้ฉางเกอนั้น ก็มิจำเป็นต้องกล่าวถึงให้มากความ

            ด้วยอาภรณ์ยาวสีดำสนิทที่เขาสวมใส่ ยิ่งขับเน้นให้ร่างสูงโปร่งนั้นดูสง่างามเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจและบารมีโดยธรรมชาติ ราวกับเกิดมาเพื่ออยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง

            หากจะกล่าวว่าบุรุษหนุ่มตรงหน้านี้เป็นเทพหนุ่มผู้สูงศักดิ์ ก็คงจะมิมีผู้ใดรู้สึกแปลกใจนัก

            เมื่อเปรียบเทียบกับยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งโลกเบื้องล่างผู้ที่เรียกขานตนว่าเป็นอัจฉริยะเหล่านั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าเขานี้ ก็มิต่างอันใดกับแสงหิ่งห้อยที่พยายามเปรียบตนกับแสงจันทร์อันเจิดจ้า กระทั่งยังมิมีคุณสมบัติคู่ควรที่จะนำตนมาเปรียบเทียบเสียด้วยซ้ำ

            ส่วนเย่เฉินก็ยิ่งนับว่ามิมีความหมายอันใดเลยสำหรับเขา เปรียบได้กับมดปลวกไร้ค่าที่มิมีวันเทียบได้กับมังกรผู้สูงส่งแห่งเก้าชั้นฟ้า

            “ท่านคือคุณชายกู้ผู้นั้นใช่หรือไม่” เย่หลิวหลีเอ่ยถามขึ้นในที่สุด คิ้วของนางขมวดแน่นมิคลาย

            แน่นอนว่านางถามออกไปทั้งที่รู้อยู่แล้ว เพียงเพราะมิรู้ว่าจะทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดนี้อย่างไร ในตัวชายหนุ่มตรงหน้านี้ นางสัมผัสได้ถึงความยากลำบากที่อาจจะเกิดขึ้น และแรงกดดันอันมหาศาล

            เพียงแค่เขายืนอยู่ตรงนั้น ด้วยสายตาที่มองลงมาอย่างเหนือกว่า พร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงความเย้ยหยัน คล้ายกับกำลังมองดูสิ่งมีชีวิตที่เล็กจ้อย

            สายตาเช่นนั้นทำให้นางรู้สึกอึดอัดจนมิอาจสงบใจได้

            คำถามที่ตั้งใจจะถามในตอนแรก ก็กลับถูกกลืนหายไป มิรู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี

            โดยเฉพาะคำพูดที่ท่านป้าเสวี่ยเอ่ยกล่าวเตือนก่อนที่นางจะเข้ามา

            คุณชายกู้ผู้นี้ดูเหมือนจะมีชาติกำเนิดที่ยิ่งใหญ่มิด้อยไปกว่านางเลยแม้แต่น้อย

            นั่นหมายความว่า ท่านป้าเสวี่ยจะมิยื่นมือเข้ามาแทรกแซงอย่างมิรอบคอบ เว้นเสียแต่ว่าสถานการณ์จะคุกคามถึงชีวิตของนาง

            อีกทั้งพลังของนางเองก็อยู่เพียงขั้นครึ่งทางของระดับจ้าวศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น จึงมิมีทางเป็นศัตรูคู่ต่อสู้ของชายหนุ่มตรงหน้าได้

            การที่บุกเข้ามาด้วยท่าทีมาดมั่น แต่กลับลงเอยด้วยสภาพเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกอับอายและมองว่าตนเองช่างโง่เขลายิ่งนัก

            เมื่อได้ยินคำพูดนี้ กู้ฉางเกอก็เพียงปรายตามองนางเล็กน้อยโดยมิเอ่ยคำใด

            ท่าทีที่แฝงไปด้วยการดูแคลนนี้ ทำให้เย่หลิวหลีถึงกับชะงักไปทันควัน ก่อนจะกัดฟันแน่นด้วยความขุ่นเคือง

            มิว่าจะเป็นเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลหรือโลกภายนอก หรือมิว่าจะเป็นที่แห่งใดก็ตาม ก็มิเคยมีผู้ใดกล้าดูหมิ่นนางเช่นนี้มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น คนผู้นั้นก็ยังเป็นถึงบุรุษเพศอีกด้วย!

            แต่เย่หลิวหลีเองก็หาใช้ผู้ที่ธรรมดาสามัญไม่ นางจึงสามารถรวบรวมสติและสงบใจลงได้อย่างรวดเร็ว

            ในขณะนั้นเอง ผู้อาวุโสเสวี่ยที่ยืนอยู่เบื้องหลังนางก็ก้าวออกมาพร้อมทั้งเผยรอยยิ้มบางประดับบนใบหน้า ก่อนจะประสานมือคารวะเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “คารวะคุณชายกู้ คุณหนูของข้ามีนามว่าเย่หลิวหลี ส่วนข้าเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้มาคุ้มครองคุณหนูในโลกเบื้องล่าง…”

            “เมื่อครู่คุณหนูและผู้ติดตามอาจได้กระทำการล่วงเกินไปบ้าง หากได้กระทำการมิเหมาะสมอันใดไป ก็หวังว่าคุณชายกู้จะโปรดยกโทษให้ โดยมิถือสาเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้”

            น้ำเสียงและท่าทางของนางเต็มไปด้วยความจริงใจ มิได้ดูเหมือนการเสแสร้งแต่อย่างใด 

            ในเรื่องของมารยาทและการวางตัว ผู้อาวุโสเสวี่ยเรียกได้ว่ามีความเหนือชั้นกว่าเย่หลิวหลีหลายเท่านัก

            “ท่านป้าเสวี่ย…”

            เมื่อเห็นท่านป้าเสวี่ยแสดงท่าทีเช่นนี้ เย่หลิวหลีก็ถึงกับนิ่งงัน สีหน้าแฝงความงุนงงและมิอยากจะเชื่อสายตาตนเอง

            เหล่าสรรพชีวิตจากเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลที่ติดตามอยู่เบื้องหลัง ต่างก็เผยสีหน้าตกตะลึงมิแพ้กัน

            พวกเขาต่างตระหนักดีถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวของผู้อาวุโสเสวี่ย

            ผู้ที่ทรงพลังระดับนี้ ปกติแล้วจะมิเคยแสดงตัวต่อหน้าผู้ใดได้โดยง่าย

            แต่เหตุใดในวันนี้ นางจึงแสดงท่าทีอ่อนโยนและมีไมตรีจิตถึงเพียงนี้

            ทั้งที่ความจริงแล้ว เป้าหมายในการมาครั้งนี้ของพวกเขาก็คือการล้างแค้นและทวงคืนความยุติธรรมมิใช่หรือ!

            “ท่านป้าเสวี่ย ท่านทำเกินไปแล้วกระมัง!”

            เย่หลิวหลีเผยสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น แฝงด้วยท่าทีที่มิพอใจอย่างชัดเจน

            ท้ายที่สุดแล้ว ท่านป้าเสวี่ยเองก็เป็นเพียงข้ารับใช้ของตระกูลเย่เท่านั้น จะอย่างไรนางก็มิมีสิทธิ์มาตัดสินใจแทนผู้เป็นนายอย่างนางได้

            “คุณหนู เรื่องนี้อาจเป็นเพียงความเข้าใจผิด ข้าเห็นว่าควรใช้โอกาสนี้ในการอธิบายให้กระจ่างจะดีกว่า มิเช่นนั้น หากเกิดเรื่องราวดังเช่นน้ําเชี่ยวชนปะทะวังพญามังกร คนกันเองกลับมิยอมรอมชอมกันเช่นนี้ ก็คงมิเป็นผลดีนัก…” ผู้อาวุโสเสวี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังดี

            นางอยู่เคียงข้างคุณหนูมานานหลายปี ย่อมมิมีวันคิดร้ายต่อคุณหนูแน่นอน

            “เป็นเช่นนั้นหรือ ท่านผู้อาวุโสช่างเกรงใจกันเสียจริง เช่นนั้นรบกวนกล่าวแจ้งข้ามาได้หรือไม่ ว่าพวกท่านมาเยือนที่แห่งนี้ด้วยวัตถุประสงค์อันใด”

            เมื่อเห็นท่าทีของทั้งสองฝ่าย กู้ฉางเกอก็กล่าวขึ้นในที่สุด สีหน้าของเขาสงบนิ่งจนมิอาจคาดเดาความรู้สึกได้

            เมื่อเห็นภาพนี้ กู้ฉางเกอก็กลับเอ่ยขึ้นในที่สุด สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่งจนยากจะคาดเดาความรู้สึกอันใดได้

            แต่ท่าทางของเขาก็กลับดูเหมือนจะแฝงไปด้วยความสนอกสนใจอยู่เล็กน้อย

            ผู้คุ้มครองของเย่หลิวหลีผู้นี้ ดูเหมือนจะมีอะไรที่น่าสนใจอยู่มิน้อย

            หากเป็นเช่นนี้ เรื่องราวทุกอย่างก็คงจะจัดการได้อย่างง่ายดายขึ้น

            “แต่ก่อนอื่น ข้าขอล่วงเกินสอบถามหน่อยเถิด ว่าคุณชายกู้มาจากตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงใช่หรือไม่”

            เมื่อได้ยินคำถาม ผู้อาวุโสเสวี่ยก็เผยรอยยิ้ม พร้อมกับประสานมือคารวะและกล่าวถามขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “คุณหนูของข้านั้นสืบทอดสายเลือดมาจากตระกูลเย่อันเป็นตระกูลเซียนโบราณ ซึ่งหากจะสืบย้อนกลับไปแล้ว ตระกูลของพวกเราอาจนับว่ามีความเกี่ยวพันกันในอดีต”

            นางจงใจกล่าวอ้างถึงชาติกำเนิดของเย่หลิวหลี เพื่อให้กู้ฉางเกอรับรู้ว่าพวกนางหาได้ธรรมดาสามัญไม่

            ยิ่งไปกว่านั้น คุณหนูของนางก็อยู่ในฐานะบุตรสาวคนโปรดของผู้นำตระกูล ซึ่งนับว่ามีสถานะสูงส่งเกินกว่าศิษย์ทั่วไปของตระกูลเย่จนมิอาจนำมาเทียบเคียงได้

            แน่นอนว่าคำเรียกขานว่าท่านผู้อาวุโสจากปากของกู้ฉางเกอนั้นทำให้นางยิ่งแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ พร้อมทั้งความชื่นชมในตัวของเขาก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้น

            มิว่าจะมองอย่างไร เขาก็ย่อมมีสถานะเป็นยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์แห่งแดนสวรรค์มิมีผิดเพี้ยนแน่

            ในฐานะที่เป็นหนึ่งในตระกูลเก่าแก่ที่สุดของแดนสวรรค์เบื้องบน ตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงและตระกูลเซียนโบราณ ต่างก็เป็นกลุ่มอำนาจที่ครอบครองอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาล

            ความแตกต่างระหว่างพวกนางสองตระกูลนั้นก็อยู่ที่การที่ตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงนั้นมีมนุษย์เป็นสายเลือดหลัก ในขณะที่ตระกูลเซียนโบราณนั้นกลับเต็มไปด้วยสายเลือดจากเผ่าพันธุ์อันหลากหลาย ซึ่งตระกูลนางก็ยังถูกเรียกขานกันในนามว่า ตระกูลหมื่นเผ่าพันธุ์

            และแน่นอนว่าตระกูลของทั้งสองฝ่ายต่างก็ย่อมรู้จักกันอยู่แล้ว

            นางกล่าวเช่นนี้ก็เพื่อยืนยันตัวตนของกู้ฉางเกอให้แน่ชัด

            เมื่อผู้อาวุโสเสวี่ยกล่าวคำเหล่านี้

            เหล่าผู้ติดตามจากเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลที่อยู่เบื้องหลังเย่หลิวหลีก็ต่างเผยสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หลายคนถึงกับใบหน้าซีดเผือด หากกู้ฉางเกอมีที่มาจากตระกูลนั้นจริงละก็…

            เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นมาบนหน้าผากของพวกเขา พร้อมกับความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลัง

            เหตุใดจึงมิมีผู้ใดบอกกับพวกเขาก่อนหน้านี้เล่า เหตุใดถึงได้มาบอกกล่าวเอาหลังจากที่พวกเขามาเยือนที่แห่งนี้แล้ว

            ในใจพวกเขาเต็มไปด้วยความสำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง

            ตระกูลเซียนโบราณนั้นมิใช่ว่าจะบังอาจไปล่วงเกินได้ แล้วนับประสาอะไรกับตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงที่ยิ่งมิอาจจะแตะต้องได้เข้าไปใหญ่

            แม้แต่เย่หลิวหลีที่ตั้งใจจะกล่าวบางสิ่ง ก็ได้แต่เงียบงันลงในที่สุด

            “ที่แท้ก็มาจากตระกูลเซียนโบราณนี่เอง มิน่าคุณหนูเย่หลิวหลีถึงได้มั่นใจในตัวเองถึงขนาดกับกล้าบุกมาถึงที่นี่ได้”

            เมื่อได้ยินคำพูดนี้ กู้ฉางเกอก็เพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ และมิได้เอ่ยปฏิเสธสิ่งใด “บิดาของข้าเมื่อครั้งอดีตได้เคยไปมาหาสู่กับผู้นำตระกูลเย่อยู่บ่อยครั้ง ดูเหมือนว่าท่านผู้อาวุโสเองก็คงจะรู้จักกับตระกูลกู้ของพวกเราเป็นอย่างดีทีเดียว”

            ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มแฝงความเย้ยหยัน

            เมื่อพูดถึงชาติกำเนิด เขาก็มิมีเหตุผลที่จะต้องหวั่นเกรงผู้ใด

            จากคำพูดดังกล่าว ผู้อาวุโสเสวี่ยก็ย่อมฟังออกในทันที

            กู้ฉางเกอมิได้เป็นเพียงสมาชิกของตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงเท่านั้น แต่เขาอาจเป็นถึงบุตรชายของผู้นำตระกูลกู้ด้วย

            เพราะท้ายที่สุด ผู้ที่สามารถมีความสัมพันธ์กับผู้นำตระกูลเย่ได้ ก็ย่อมต้องเป็นผู้ที่อยู่ในสถานะเดียวกันอยู่แล้ว!

            บุคคลที่ทรงอำนาจเช่นนี้ เพียงคำพูดเดียวก็สามารถเปลี่ยนแปลงฟ้าดิน ปรับเปลี่ยนชะตากรรมแห่งยุคสมัย และเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้มีอำนาจเกรียงไกรไร้เทียมทาน

            ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดที่นางรับรู้มาก็คือ ผู้นำตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงนั้นมีทายาทเพียงคนเดียวเท่านั้น!

            ตราบใดที่ชายหนุ่มตรงหน้ายังคงยืนหยัดอยู่ได้ ในอนาคตเขาก็จะต้องกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของแดนสวรรค์!

            และอาจถึงขั้นได้เป็นผู้ปกครองแห่งชีวิตอันยืนยงในอนาคต!

            เมื่อคิดได้ดังนั้น

            รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็ยิ่งปรากฏชัดขึ้น ท่าทีที่แสดงออกก็ยิ่งนอบน้อมถ่อมตน ถึงขั้นแฝงความพยายามประจบเอาใจอยู่ในที

            การที่กู้ฉางเกอเรียกนางว่าท่านผู้อาวุโส สำหรับนางแล้วก็นับว่าเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตอย่างยิ่ง!

            ในชั่วขณะนั้นเอง เย่หลิวหลีก็รู้สึกเหมือนเสียงก้องดังขึ้นในศีรษะ สีหน้าของนางซีดเซียวไร้สีเลือด

            เหตุการณ์ทั้งหมดได้เกินเลยไปจากสิ่งที่นางคาดการณ์ไว้โดยสิ้นเชิง

            ตุ้บ!

            เหล่าสรรพชีวิตจากเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาลต่างก็เผยสีหน้าซีดเผือด พร้อมกับคุกเข่าลงทันทีด้วยความหวาดกลัว

            “ระ…เรื่องที่เชวี่ยเทียนได้กระทำการล่วงเกินท่านไปเมื่อครู่นั้น หวังว่าท่านจะโปรดยกโทษให้อภัย…”

            เสียงของพวกเขาสั่นสะท้านจนแทบจะฟังมิได้ศัพท์ ราวกับจะสิ้นสติด้วยความกลัว

            แม้ว่าพวกเขาเองจะมิได้พูดจาล่วงเกินอันใด แต่หากกลับโชคร้ายถูกลากไปพัวพันด้วยเล่า



    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน