8
ผ่านมาร่วมเดือนอาการของมู่เยว่ชินดีขึ้นเป็อย่างมากแต่ในทุกคืนล้วนต้องนอนจับมือเขา ครั้งแรกเหยาเยี่ยชิงคิดว่าเป็อาการที่เกิดจากการเ็ปแต่เมื่อพินิจดูแล้วอาจขวัญเสีย ไม่ง่ายเลยกว่าที่จะผ่านคืนวันอันโหดร้ายจากการโดนทรมานได้
ตัวเขาไม่คิดรังเกียจจึงได้แต่นอนกล่อมจนหลับไป รอยที่อยู่ด้านหลังตกสะเก็ดแล้วแต่ยังคงเหลือแผลเป็ฝากเอาไว้
เมื่อมองไปยังหน้าต่างก็มืดค่ำเอาเสียแล้ว อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ หลายวันมานี้เขาหาเวลาว่างไปยังยอดเขาได้เพียงสองครั้งแต่ละครั้งก็มีเวลาเพียงน้อยนิด สืบหาวิธีกลับร่างไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
เพียงแค่ลุกขึ้นจากเก้าอี้เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากทางเดิน เด็กคนนี้จะเกาะติดเขาเกินไปแล้ว!
“มีเื่อะไร”
“ข้าอยากเป็ศิษย์สำนักเสียงหรู”
เขามองไปยังเด็กตัวน้อยสวมชุดขาว ผมถูกรวบขึ้นอย่างเป็ระเบียบ าแของมู่เยว่ชินหายเกือบดีใบหน้าเลยดูแจ่มใสขึ้นหลายส่วน
“ทำไมเล่า?”
“ข้าชอบ..ที่นี่” เหยาเยี่ยชิงถึงกับเลิกคิ้ว
“เ้าอยู่ที่นี่ได้หาก้า ไม่จำเป็ต้องเข้าสำนัก” กฎสำนักมีข้อหนึ่งกล่าวว่าห้ามรับปีศาจเข้าเป็ศิษย์ ดูท่าแล้วเด็กตรงหน้าคงไม่มีที่ไปเป็แน่
มู่เยว่ชินเงียบไปจากนั้นเอ่ยออกมา “ข้าอยากช่วยเหลือผู้คนเช่นท่าน..อยากร่วมสู้กับท่าน”
เหยาเยี่ยชิงคิดไปครู่หนึ่ง กฎข้อนี้นับว่าขัดตาเขาอยู่มาก หากปีศาจต่างเลือกเกิดได้จะเกิดเป็ปีศาจจริงหรือ ผู้คนล้วนแบ่งแยกแต่ภายนอกไม่เว้นแม้กระทั่งสำนักที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้
“หากเ้าคิดว่ามีความสุขก็ทำตามใจเถิด” เขาไม่ตัดสินชีวิตผู้ใดและไม่อยากยัดเยียดความ้าของตนให้ใครเช่นกัน
กำหนดการรับศิษย์และคัดเลือกทั้งสายในและสายตรงถูกประกาศขึ้นเมื่อสองเดือนก่อน เป็หลิวหยางที่เห็นว่าเขาไม่มีคนช่วยเหลือนับั้แ่ฟื้นขึ้นเขาก็เรียกใช้แต่ศิษย์ผู้อื่น มันขัดตานักเลยสั่งแกมบังคับ กำหนดการจะจัดขึ้นในอีกเจ็ดวันข้างหน้า แต่คนที่อยากได้ศิษย์แทบตายกลับหายไปอยู่ไหนไม่ทราบได้
“หากว่าพลาดพลั้งก็อย่าได้โทษตนเอง” ว่าพลางก็เดินไปหาคนตรงหน้า ปีศาจตนหนึ่งคิดว่าจะดูแลมนุษย์นับว่าน่ายินดีมากแล้ว
“เข้านอนเถอะ” ่นี้เขามักเข้านอนพร้อมกับคนตัวเล็กจนเคยชินเสียแล้ว ในทุกวันเขาหลับสนิทจนรุ่งสาง
แต่เหยาเยี่ยชิงไม่รู้เลยว่าทุกครั้งที่หลับไปมักมีดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองมาเสมอ
ไม่นานก็ถึงวันคัดเลือกศิษย์ในสำนักเสียงหรู ผู้คนหลั่งไหลมามากมายจนตีนเขาฝูแทบจะถล่ม เป็ไปไม่ได้เลยที่จะตัดสินได้ในคราวเดียว
ผู้ที่ทำหน้าที่ช่วยคัดเลือกในรอบแรกเป็ศิษย์สายนอกทั้งร้อยเจ็ดสิบคน โดยให้ทุกคนทดสอบพละกำลัง ผู้ที่เหลือหนึ่งพันคนสุดท้ายจะได้แข่งในรอบต่อไปใช้เวลาในการประลองอยู่สิบวันสิบคืนถึงจะได้รายชื่อทั้งหนึ่งพันคน
เหยาเยี่ยชิงฟังรายชื่ออยู่บนหอพิชัยา โดยปกติแล้วหากจำเป็ต้องเรียกรวมตัวศิษย์ในสำนักหรือประกาศข่าวสำคัญจะใช้เรือนเจียวลู่ที่เคยตั้งอยู่บนยอดเขา เมื่อไม่มีแล้วจึงต้องดีดตัวมารอฟังการประกาศรายชื่อที่หอตำราพิชัยาแทน
ผู้ที่ผ่านคัดเลือกจะสามารถขึ้นมายังเขตล่างของสำนักเสียงหรูได้ เมื่อผ่านการคัดเลือกอีกสองครั้งจึงจะสามารถรับมาพิจารณาเป็ศิษย์ หากรับศิษย์สายนอกแล้วจึงจะทำการคัดเลือกศิษย์สายในและสายตรงต่อไป
โดยปกติแล้วสำนักทั่วไปจะรับศิษย์สายในเป็คนในครอบครัวโดยไม่ต้องผ่านการคัดเลือก แต่สำหรับสำนักเสียงหรู ศิษย์สายในคือผู้ที่มีความสามารถจากการพิจารณาศิษย์สายนอกแล้ว ส่วนศิษย์สายตรงคือผู้ที่ได้รับเลือกจากผู้าุโในแขนงต่าง ๆ เพื่อสืบทอดวิชาอย่างเต็มขั้นต่อไป
“ลำดับที่หกร้อยหกสิบหก มู่เยว่ชิน..”
เหยาเยี่ยชิงฟังไปไม่นานก็ได้ยินชื่อของมู่เยว่ชิน อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา ยังเหลืออีกสองครั้งหากเด็กคนนั้นสามารถผ่านมาได้ก็เป็ศิษย์ในการดูแลของสำนักแล้วก็ไม่จำเป็ต้องพเนจรไปอยู่ที่อื่น
คิดพลางก็อดคิดถึงใบหน้าเล็ก หกวันแล้วที่มู่เยว่ชินลงเขาไป เขาตามไปดูอยู่สองสามรอบทุกครั้งที่ไปก็จะเห็นฝึกวิชาอยู่ที่ริมน้ำข้างที่พัก เป็เด็กที่มุ่งมั่นตั้งใจคนหนึ่ง
ความรู้สึกที่พ่อแม่มองการเติบโตของลูกอยู่ห่าง ๆ คงเป็แบบนี้ด้วยกระมัง
เมื่อประกาศขานชื่อเสร็จก็เริ่มการคัดเลือกรอบถัดไปทันที ครั้งนี้เป็ศิษย์สายตรงทั้งห้าคนของผู้าุโจะทำการดูแลความปลอดภัย คนที่ทำหน้าที่ดังกล่าวได้แก่ เหลยเฟิง เลี่ยงหวง เจียวเจี้ย เจียวซินและหวงเชียนเล่อ ทั้งห้าคนได้รับการถ่ายทอดความรู้มาจากผู้าุโจิ้นและผู้าุโลี่ ถึงเป็ศิษย์แต่ใช่ว่าจะไม่มีชื่อเสียง ผู้คนต่างเคารพสำนักเสียงหรูดังนั้นแล้วชื่อเสียงทั้งห้าจัดว่าอยู่ในระดับที่รู้จักเป็วงกว้าง
เหยาเยี่ยชิงนั่งมองกำหนดการคัดเลือกผ่านนกวิเศษซุนก่าง มันมีจำนวนที่มากและเป็สัตว์ที่อาศัยอยู่ในหุบเขาฝู เป็นกที่ดูดซึมพลังปราณของธารน้ำที่ไหลลงมาจากหุบเขา
เปรียบเหมือนนกที่เป็เอกลักษณ์ในหุบเขา ไม่มีต้นกำเนิดที่แท้จริงเพียงแต่สามารถเรียกใช้ได้หาก้า ลำตัวมีประกายแสงสะท้อนสิ่งที่เห็นมายังผลึกเซียนนับว่าเป็สิ่งที่สะดวกยิ่ง
แต่ก่อนที่จะเริ่มประกาศรายชื่อทุกคนก็เข้าไปอยู่ในค่ายกลของลี่หลินแล้วโดยที่ไม่มีใครรู้สึกตัว เหยาเยี่ยชิงอดไม่ได้ที่จะเหลือบไปมองนาง ‘เป็ผู้มีความสามารถ’
“!!!!!!”
“!!!”
“!!!!”
ในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปมีคนทำลายค่ายกลออกมาได้แล้ว เขาเดินไปยังผู้คุมและยื่นป้ายเพื่อเข้าสู่รอบถัดไป ตอนนี้ศิษย์ทั้งหุบเขาต่างแข็งค้างเป็แถบ ในตอนที่พวกเขาผ่านการทดสอบในรอบสองต่างเืตาแทบทะลัก สภาพหลังออกมาจากค่ายกลดูไม่ได้สักราย
ในปีนั้นเป็อาจารย์ลี่หลินได้รับการแต่งตั้งเป็ผู้าุโเป็ปีแรก โดยได้รับการเห็นชอบจากจิ้นฮุ่ยิ่ให้เปิดคัดเลือกศิษย์ ในการคัดเลือกรอบสองมีผู้ผ่านแค่สิบเจ็ดคนเท่านั้น
ศิษย์แทบทุกคนรอฟังการประกาศชื่อรวมถึงเหยาเยี่ยชิงเช่นกัน เพราะภาพที่ฉายในผลึกเซียนเห็นแค่เพียงเลือนรางเท่านั้น
“ผู้ผ่านการคัดเลือกรอบที่สองลำดับที่หนึ่ง มู่เยว่ชิน!”
“ฮะ?” เป็เหยาเยี่ยชิงที่ใจนเก็บเสียงไม่อยู่ เด็กคนนั้นเก่งกาจขนาดนั้นเชียว? ขนาดเขาไม่ได้เข้าไปเองยังรับรู้ถึงความโหดร้ายของค่ายกลนั้นเลย
ทุกคนในสำนักหันมายังเหยาเยี่ยชิงเป็ตาเดียว แม้แต่ลี่หลินยังเหลือบมองมา กว่าจะรู้ตัวก็เป็จุดเด่นไปเสียแล้ว เขาอุทานไม่ดังมากนักแต่หอตำราแห่งนี้เงียบงันเกินกว่าจะกลบเสียงของเขา
เมื่อรู้ตัวว่าเสียกิริยาจึงบรรจงเก็บสีหน้าของตนเข้าไป
เหตุใดเ้าเด็กปีศาจจึงร้ายกาจเช่นนั้น โดยปกติแล้วของแค่เพียงเศษของไอเซียนหากมีความสามารถพลังของเ้าสำนักก็รับรู้ได้ถึงลักษณะการใช้พลัง หากมีความสามารถสูงเช่นนั้นเหตุใดยังถูกจับไปทรมานได้อีก?
เมื่อจบการคัดเลือกรอบที่สอง ศิษย์ที่เหลือรอดมีจำนวนอยู่ที่สามสิบเอ็ดคน เหยาเยี่ยชิงหน้านิ่ว เขาไม่นึกว่าจะน้อยนิดเพียงหยิบมือถึงเช่นนี้ ผู้าุโลี่นับว่าโหดร้ายเกินคนยิ่งนัก
การคัดเลือกในรอบสุดท้ายจะเริ่มในอีกสองวันอีกด้วย ตอนแรกเขาคิดว่าคงเหลืออีกซักร้อยคนจึงจัดให้เริ่มแข่งไม่ห่างกันจะได้มีเวลาเลือกศิษย์เข้าเรือนตนเองเสียหน่อย แต่ลืมคิดถึงสภาพคนที่ผ่านค่ายกลของลี่หลิน แต่ละคนหากคนใดไม่มีแผลจะเป็สิ่งที่น่าใมากกว่า แม้กระทั่งมู่เยว่ชินยังมีแผลติดมือมาเหมือนกัน
ตกดึกเหยาเยี่ยชิงเดินไปยังที่พักของมู่เยว่ชิน ถึงจะอยู่ห่างออกไปแต่เขาก็รับรู้ได้ว่าคนตัวเล็กมีาแ ในมือมียาอยู่ขวดหนึ่งไม่ใหญ่ไม่เล็ก เป็ยาที่ได้มาจากลี่หลิน
ความจริงแล้วาแเพียงเล็กน้อยเขาไม่จำเป็ต้องมาด้วยตนเอง แต่าแนอกกายจะสำคัญไปกว่าาแทางจิตใจได้อย่างไร เด็กคนนี้ไม่มีพ่อแม่พลาดพลั้งาเ็ไม่มีผู้ใดมาห่วงใย เขารู้ดีว่าการเฝ้ามองผู้อื่นได้รับความรักทรมานเช่นไร
ภายในโรงเตี๊ยมห้องขนาดเล็กบนชั้นสองถูกจัดให้เป็ที่อาศัยของมู่เยว่ชิน ร่างในชุดครามเดินเข้าไปยังห้องคับแคบตามความเคยชิน ภายในมีแค่เตียงเล็กและอ่างล้างหน้าใบหนึ่ง
กลิ่นชื้นเจือจางไปด้วยความหอมบุปผาในฤดูใบไม้ผลิกลมกลืนกันได้อย่างน่าประหลาด เหยาเยี่ยชิงนั่งลงปลายเตียงจมอยู่ในห้วงความคิดแต่คิดไม่ถึงว่าหย่อนกายลงไม่ได้นานจะเผลอเอนตัวลงหลับไปอย่างงงงวย ลืมตามาอีกครั้งก็ย่ำรุ่งเสียแล้ว