หลังผ่านพ้นพายุหิมะที่โหมกระหน่ำอยู่นาน ท้องฟ้าเหนือหุบเขาชิงซีในเช้าวันถัดมากลับแปรเปลี่ยนไปอย่างเงียบเชียบ ลมหนาวที่เคยหวีดหวิวอยู่ตามซอกเขาคล้ายอ่อนกำลังลงไม่น้อย มวลเมฆสีเทาหม่นซึ่งปกคลุมผืนฟ้ามาหลายวันค่อย ๆ แยกตัวออก เผยให้เห็นแสงสว่างสีเงินจาง ๆ เบื้องบน
หิมะยังคงโปรยตกลงมา ทว่าไม่ดุดันรุนแรงดังเช่นก่อนหน้าอีกแล้ว ปุยขาวแต่ละเม็ดค่อย ๆ ลอยลงสู่พื้นดินอย่างเงียบงัน ทั่วทั้งหมู่บ้านชิงซีถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวสะอาด
หลังคาเรือน รั้วไม้ ต้นสน และตรอกเล็กต่างถูกแต่งแต้มจนกลายเป็สีเดียวกันไปหมด ฟ้าดินเงียบสงบกว่าหลายวันที่ผ่านมา และในความเงียบนั้นเอง กลิ่นควันไฟจากปล่องหลังคา เสียงคนกวาดหิมะหน้าบ้าน รวมถึงเสียงเด็ก ๆ ที่เริ่มวิ่งออกมาเล่นนอกเรือน ก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นทีละน้อย ราวกับหมู่บ้านทั้งแห่งกำลังตื่นขึ้นจากฤดูหนาวอันยาวนาน
ณ ท้ายหมู่บ้านชิงซี ภายในกระท่อมดินหลังย่อม หลินเหยียนตื่นขึ้นตรงเวลาดังเช่นทุกวัน เด็กหนุ่มก้าวข้ามธรณีประตูออกมาจัดการงานยามเช้าตามกิจวัตรที่คุ้นเคย สองมือสวมถุงมือผ้าฝ้ายหยาบออกแรงจับพลั่วไม้ กวาดหิมะที่ทับถมอยู่หน้าบ้านออกไปกองรวมกันไว้ข้างรั้วทีละกอง
ครั้นจัดการทางเดินจนพอมองเห็นพื้นดินด้านล่างแล้ว เขาจึงเดินอ้อมไปยังหลังบ้าน ตักน้ำจากลำธารสายเล็กที่มีเกล็ดน้ำแข็งลอยจับอยู่ริมตลิ่ง ขนฟืนสนแห้งกลับมาเรียงกองไว้ข้างกำแพงดิน และนำเมล็ดธัญพืชไปโปรยให้ไก่สองสามตัวที่กำลังเบียดกันหลบลมหนาวอยู่ใต้เพิงไม้ไผ่
ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างเป็ระเบียบและสม่ำเสมอ ราวกับเด็กหนุ่มได้ทำเื่เหล่านี้ซ้ำมาแล้วนับพันครั้ง
เมื่อจัดการงานภายนอกเสร็จสิ้น หลินเหยียนจึงกลับเข้าสู่ตัวบ้าน เขาก่อไฟใต้เตาดิน เติมน้ำสะอาดลงในหม้อยา ก่อนนำสมุนไพรที่เตรียมไว้ทยอยใส่ลงไปทีละอย่าง
ไม่นานนัก เปลวไฟสีส้มอ่อนก็เริ่มลุกไหวอยู่ใต้ก้นหม้อ เสียงเดือดปุด ๆ ดังขึ้นอย่างสม่ำเสมอ กลิ่นยาสมุนไพรรสขมค่อย ๆ ลอยฟุ้งออกมา ผสมกับกลิ่นควันฟืนและไออุ่นจากเตาไฟ จนบรรยากาศภายในกระท่อมดินดูอบอุ่นขึ้นไม่น้อยเมื่อเทียบกับความหนาวเย็นภายนอก
ที่มุมห้อง ข้างตะกร้าสานไม้ไผ่ใบเก่า มีดเดินป่าเล่มใหม่และตะขอเหล็กขุดสมุนไพรวางอยู่เงียบ ๆ ใต้แสงไฟจากเตาดิน เนื้อเหล็กสีเทาเข้มสะท้อนประกายสลัวจาง ๆ ยามเปลวไฟลุกไหว
หลินเหยียนเหลือบสายตามองมันอยู่ครู่หนึ่ง ปลายนิ้วขยับลูบผ่านด้ามมีดอย่างเคยชิน ทว่าหลังจากนั้น เด็กหนุ่มก็ละสายตากลับมา
หิมะบนูเายังคงหนาเกินไป ต่อให้มีมีดเล่มใหม่อยู่ในมือ หรือมีตะขอขุดสมุนไพรที่แข็งแรงกว่าเดิม เขาก็ยังไม่มีเหตุผลให้ต้องรีบร้อนขึ้นเขาในเวลานี้ ป่าในฤดูหนาวหาใช่สถานที่ที่ควรฝืนเข้าไปไม่ และหลินเหยียนก็รู้ดีว่า ของบางอย่างที่ควรรอ ก็ต้องรอ
หลินหว่านชิงประคองถ้วยยาอุ่นร้อนขึ้นดื่มช้า ๆ นางทอดสายตามองบุตรชายที่กำลังนั่งเติมฟืนอยู่ข้างเตาไฟ ใบหน้าซูบซีดของสตรียังคงสงบนิ่งดังเช่นทุกวัน
นางมิได้เอ่ยคำสั่งสอนยืดยาวอันใด เพียงกล่าวขึ้นเบา ๆ ทว่าน้ำเสียงกลับชัดเจนท่ามกลางเสียงเดือดของหม้อยา
“เหยียนเอ๋อร์ วันนี้หิมะบนูเายังหนาอยู่มาก... อย่าได้ฝืนขึ้นไปเลย”
หลินหว่านชิงเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ “หากจะออกไปข้างนอกก็อย่ากลับช้านักลมหนาวยามบ่ายแรงกว่าตอนเช้าอยู่มาก”
“ขอรับ ท่านแม่” หลินเหยียนพยักหน้ารับคำตามปกติ เดิมทีเขาคิดจะหยิบตำราหน้าปกผ้าป่านออกมาอ่านอยู่ข้างเตาไฟสักครู่ ใช้เวลาของเช้าวันนี้ผ่านไปอย่างเงียบสงบ ทว่าความคิดนั้นยังไม่ทันได้แปรเปลี่ยนเป็การกระทำ เสียงะโอันคุ้นหูก็ดังฝ่าม่านหิมะจากหน้ารั้วไม้ไผ่เข้ามาเสียก่อน
“อาเหยียน! อาเหยียน! เ้าตื่นหรือยัง! รีบออกมาเร็วเข้า!”
เสียงะโนั้นดังลั่นเสียจนไก่หลังบ้านพากันใ กระพือปีกพรึบพรับส่งเสียงร้องระงมไปทั้งคอก หลินเหยียนส่ายหน้า พลางยิ้มบาง ๆ อย่างจนใจ จำต้องวางท่อนฟืนในมือลง ก่อนหมุนกายก้าวออกไปเปิดประตูไม้เก่า
ที่หน้ารั้วไม้ไผ่ ปรากฏร่างสูงใหญ่กำยำของตงเยี่ยนเฉิงกำลังยืนย่ำเท้าไปมาบนพื้นหิมะ บนเสื้อผ้าฝ้ายตัวหนาของเขายังคงมีคราบเขม่าสีดำจาง ๆ ติดอยู่ตามแขนเสื้อและชายเสื้อ คงเป็ร่องรอยจากการช่วยงานในโรงตีเหล็กเมื่อวาน ทว่าใบหน้าสีทองแดงนั้นกลับเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น ดวงตาเบิกกว้างเป็ประกาย ราวกับเก็บเื่น่าตื่นเต้นบางอย่างเอาไว้เต็มอก แม้ลมหนาวจะพัดกรูผ่านลานหิมะอยู่ตลอดเวลา ทว่ากลับไม่อาจลดทอนเรี่ยวแรงและความคึกคักของเด็กหนุ่มโรงตีเหล็กผู้นี้ลงได้เลย
“เยี่ยนเฉิง มีเื่อันใดหรือ เหตุใดจึงดูรีบร้อนนัก” หลินเหยียนเอ่ยถามพลางก้าวเท้าเดินเข้าไปหา
ตงเยี่ยนเฉิงยกมือขึ้นตบลงบนบ่าของหลินเหยียนทีหนึ่งอย่างคุ้นเคย ก่อนหัวเราะร่วนเสียจนไอขาวพวยพุ่งออกจากปาก
“มีเื่อันใดน่ะหรือ! เ้าลืมสัญญาเมื่อวานแล้วหรืออย่างไร”
“วันนี้ฟ้าเปิดแล้วนะ!” เขาชี้นิ้วไปทางท้องฟ้าอย่างตื่นเต้น “พวกลูกลิงในหมู่บ้านพากันวิ่งไปที่เนินหิมะกันหมดแล้ว ข้าก็นัดกับเสี่ยวอวี่ไว้แล้วว่าจะไปแข่งกระดานเลื่อน!”
เยี่ยนเฉิงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “คราวนี้ข้าเตรียมตัวมาพร้อม ต้องล้างตาเื่วันก่อนให้ได้!”
กล่าวจบ เขาก็กวาดตามองหลินเหยียนั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนทำหน้าครุ่นคิดเกินจริงอยู่ครู่หนึ่ง
“เอ๊ะ... เมื่อวานข้าก็นึกว่าก้อนถ่านในคลังหายไปไหนก้อนหนึ่ง”
เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ พลางหัวเราะร่วน “ที่แท้เดินกลับบ้านมาพร้อมกับเ้านี่เอง!”
กล่าวจบ เด็กหนุ่มโรงเหล็กก็ชี้นิ้วไปยังลานหิมะสีขาวรอบกาย “วันนี้ออกมาโดนหิมะเสียบ้างเถอะ ไม่เช่นนั้นอีกสองสามวัน ข้าคงแยกไม่ออกแล้วว่าระหว่างเ้ากับก้อนถ่านในโรงเหล็ก สิ่งใดดำกว่ากัน!”
หลินเหยียนได้ยินดังนั้นก็หาได้ขุ่นเคืองไม่ดวงตาสดใสทอประกายขบขันอยู่ลึก ๆ “หากกล่าวถึงเื่ผิวดำ... วันนี้เ้าคงต้องลงไปกลิ้งหิมะสักหลายรอบกระมัง”
เขามองตงเยี่ยนเฉิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน “เพราะว่าคราบถ่านบนตัวข้ายังล้างออกได้ง่าย ทว่าผิวคล้ำกร้านของเ้านั้น เกรงว่าหิมะทั้งหุบเขาก็คงช่วยไม่ได้”
ตงเยี่ยนเฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับเพิ่งคิดตามคำพูดของหลินเหยียนทัน จากนั้นสีหน้าของเขาก็พลันบิดเบี้ยวขึ้นทันที
“มารดามันเถอะ!” เด็กหนุ่มตบต้นขาฉาดใหญ่ พลางหัวเราะลั่น
“อาเหยียน! เดี๋ยวนี้เ้ารู้จักย้อนคนคืนแล้วหรือ! ่นี้เ้าอยู่กับท่านปู่หลิวมากเกินไปแล้วกระมัง!”
หลินเหยียนเพียงยิ้มบาง ๆ ไม่ได้โต้ตอบกลับไป
เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีเช่นนี้ ตงเยี่ยนเฉิงกลับยิ่งหัวเราะชอบใจ เสียงหัวเราะของเด็กหนุ่มทั้งสองดังขึ้นท่ามกลางลานหิมะยามเช้า กระทั่งไก่หลังบ้านที่เพิ่งสงบลงได้ไม่นาน ยังพากันส่งเสียงร้องตามอย่างแตกตื่นอีกครา
หลินหว่านชิงก้าวเดินมาหยุดอยู่ใต้ชายคาเรือน นางมองดูเด็กหนุ่มทั้งสองหยอกล้อกันตามประสาสหายวัยเยาว์ ก่อนรอยยิ้มจาง ๆ จะปรากฏขึ้นบนมุมปากโดยไม่รู้ตัว
นางมิได้เอ่ยวาจาห้ามปรามอันใด เพียงทอดสายตามองบุตรชายอยู่ครู่หนึ่งตามวิสัยของผู้เป็มารดา จากนั้นจึงปล่อยให้หลินเหยียนก้าวพ้นรั้วบ้าน เดินเคียงไปกับบุตรชายช่างตีเหล็ก มุ่งหน้าสู่ถนนสายหลักของหมู่บ้านชิงซี
ยามนี้ หมู่บ้านชิงซีดูคึกคักกว่าหลายวันที่ผ่านมาไม่น้อย หิมะที่เคยปิดกั้นการสัญจรและบังคับให้ผู้คนต้องเก็บตัวอยู่ในบ้าน บัดนี้กลับกลายเป็ลานละเล่นขนาดใหญ่ของบรรดาเด็กเล็กเด็กน้อย
ลูกหลานชาวบ้านแต่ละคนสวมเสื้อผ้าหนาเตอะจนร่างกลมป้อมคล้ายลูกส้มจีน ต่างวิ่งวุ่นไปทั่วลานหิมะ
บางคนโกยหิมะขึ้นมาปั้นเป็ก้อนกลม บางคนลากกระดานไม้เก่าไถลไปบนพื้นน้ำแข็งอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะและเสียงะโเจื้อยแจ้วดังสลับกันไปทั่วตรอกซอย ขับไล่ความเงียบเหงาที่ปกคลุมหมู่บ้านมาหลายวันให้เลือนหายไปไม่น้อย
ตลอดสองข้างทาง บรรดาผู้ใหญ่และคนเฒ่าคนแก่ต่างพากันออกมายืนอยู่ใต้ชายคาเรือน
บ้างใช้พลั่วเหล็กแซะน้ำแข็งที่เกาะแน่นอยู่หน้าบ้าน บ้างนั่งผิงเตาไฟเล็ก ๆ พลางทอดสายตามองดูความครึกครื้นของเด็กหนุ่มเด็กสาวและบรรดาเด็กเล็กที่วิ่งเล่นกันอยู่ทั่วหมู่บ้าน
แม้ปากจะพร่ำบ่นว่าเสียงดังหนวกหูรบกวนความสงบ ทว่าบนใบหน้าเหี่ยวย่นกลับมีรอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏอยู่ไม่ห่าง แววตาแต่ละคู่ล้วนแฝงความเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด
“พวกเ้าวิ่งเล่นกันระวังๆหน่อย!” เสียงของป้าหวังดังลอยมาจากหน้าร้านน้ำเต้าหู้ สตรีวัยกลางคนผู้กำลังยืนเฝ้าหม้อน้ำขิงร้อน ๆ ยกมือขึ้นโบกไปทางกลุ่มเด็กที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ไกล ๆ
“หากผู้ใดซุ่มซ่ามล้มหน้าทิ่มหิมะจนขี้มูกย้อย ยามกลับมาต้องแวะมาดื่มน้ำขิงร้อน ๆ ที่ร้านข้าก่อน มิเช่นนั้นพรุ่งนี้ป่วยขึ้นมา ข้าจะไปฟ้องมารดาพวกเ้าให้หมดทุกคน!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบด้านทันที ขณะเดียวกัน กลิ่นหอมหวานของถั่วเหลืองต้มและน้ำขิงร้อน ๆ ก็ลอยอ้อยอิ่งไปตามสายลมหนาว เพิ่มความอบอุ่นให้แก่เช้าวันนั้นไม่น้อย
ขยับไปไม่ไกล ตาเฒ่าจางซึ่งนั่งอยู่บนตั่งไม้หน้าร้านค้าของตนกำลังบ่นอุบอิบอยู่ในลำคอ
เขาบ่นว่าเด็ก ๆ วิ่งพล่านผ่านหน้าร้านจนฝูงนกกระจอกป่าที่เพิ่งบินลงมาจิกหาเศษอาหารแตกตื่นหนีหายไปหมด
ทว่ามือที่เหี่ยวย่นและหยาบกร้านคู่นั้นกลับค่อย ๆ ล้วงเข้าไปในห่อผ้าข้างกาย ก่อนหยิบขนมงาตัดชิ้นเล็ก ๆ ออกมาวางเรียงไว้บนถาดไม้ทีละชิ้น ราวกับกำลังรอให้มีเด็กคนใดวิ่งผ่านมาแวะขอชิมสักคำ
หลินเหยียนและตงเยี่ยนเฉิงเดินผ่านภาพอันคุ้นตาเ่าั้ไปเรื่อย ๆ ผ่านตรอกท้ายตลาดผ่านโรงตีเหล็กของช่างตง ก่อนมุ่งหน้าสู่ปากหมู่บ้านทางทิศเหนือ
เบื้องหน้า ปรากฏเนินหิมะลาดยาวทอดตัวลงมาจากเชิงเขา ส่วนด้านหลังนั้น ป่าสนหนาวสีเขียวเข้มที่ถูกหิมะจับเกาะเป็หย่อม ๆ ตั้งตระหง่านเงียบงันอยู่ท่ามกลางสายลม ดุจกำแพงธรรมชาติที่คอยโอบล้อมหมู่บ้านชิงซีเอาไว้จากโลกภายนอก
เมื่อทั้งสองมาถึง ก็พบว่ามีผู้หนึ่งมารออยู่ก่อนแล้ว หลี่เสี่ยวอวี่ บุตรชายของพรานเฒ่าหลี่ กำลังนั่งยอง ๆ อยู่บนขอนไม้ใต้ต้นสนใหญ่
ร่างกายของเขาสูงโปร่ง ทว่าแข็งแรงปราดเปรียว เส้นเอ็นตามแขนและลำคอเด่นชัดจากการวิ่งขึ้นลงตามป่าเขามาั้แ่เล็ก ผิวพรรณสีเข้มกร้านแดดกร้านลม บ่งบอกถึงเด็กหนุ่มที่เติบโตมากับผืนป่า ลำธาร และขุนเขา
เสื้อผ้าฝ้ายที่สวมอยู่ก็แฝงกลิ่นควันไฟและน้ำมันสนจาง ๆ อันเป็เอกลักษณ์ของบ้านนายพราน
ข้างกายของเขามีกระดานเลื่อนไม้วางพิงอยู่หนึ่งแผ่น พื้นไม้ด้านล่างถูกขัดจนเรียบลื่นจากการใช้งานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนหัวกระดานผูกเชือกป่านเส้นหนาเอาไว้อย่างแ่า เห็นได้ชัดว่าเ้าของมันคงเฝ้ารอวันนี้มานานไม่น้อย
“พวกเ้ามาช้านัก”
หลี่เสี่ยวอวี่เงยหน้าขึ้น ดวงตาเรียวรีคู่นั้นทอดมองผู้มาใหม่ ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงแววหยอกเย้าอยู่เล็กน้อย
“ข้านั่งรออยู่ตรงนี้จนหิมะเกาะหัวเกือบกลายเป็ชายชราไปแล้ว”
ตงเยี่ยนเฉิงรีบสาวเท้าเข้าไปหา พลางร้องขึ้นทันที
“เ้ายังกล้าพูดอีกหรือ! ที่มาช้าก็เพราะข้าต้องไปลากอาเหยียนออกจากบ้านต่างหาก”
กล่าวจบ เขาก็ก้มมองกระดานเลื่อนไม้ข้างกายอีกฝ่าย “แต่กระดานของเ้านี่ดูไม่เลวเลยนะ”
หลี่เสี่ยวอวี่ยันตัวลุกขึ้น ก่อนใช้ปลายเท้าเขี่ยขอบกระดานเบา ๆ “เมื่อคืนข้าเหลาและขัดมันอยู่ตั้งนาน เชือกป่านก็เพิ่งเปลี่ยนใหม่”
เขาเหลือบมองเยี่ยนเฉิงแวบหนึ่ง “เพราะรู้ดีว่าคนอย่างเ้า หากแพ้ขึ้นมาเมื่อใด ย่อมหาเหตุผลมาโทษกระดานก่อนเป็อย่างแรก”
ตงเยี่ยนเฉิงเบิกตาทันที “เหลวไหล!”
หลี่เสี่ยวอวี่หัวเราะเบา ๆ “ดังนั้นข้าจึงเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว วันนี้จะได้ไม่มีข้ออ้างยามต้องลากกระดานกลับขึ้นเนิน”
ตงเยี่ยนเฉิงถลึงตาใส่สหาย พลางตบหน้าอกตนเองดังปึ้ก
“ใครจะแพ้กัน! วันนี้ข้าพกความมั่นใจจากเรือนมาเต็มอก! ไฟในอกข้ายังร้อนยิ่งกว่าถ่านในเตาหลอมเสียอีก!”
กล่าวจบก็หันมาชี้นิ้วใส่หลินเหยียนทันที
“อาเหยียน! วันนี้เ้าต้องเป็พยานให้พวกเราด้วย!”
หลินเหยียนมองดูสหายทั้งสองโต้เถียงกันไปมา คนหนึ่งไม่ยอมแพ้ อีกคนก็ไม่ยอมถอย เพียงกระดานเลื่อนไม้เก่าแผ่นเดียว กลับถูกยกขึ้นมาเป็ประเด็นราวกับกำลังตัดสินเื่สำคัญของใต้หล้า
เด็กหนุ่มจึงอดหัวเราะออกมาไม่ได้ เสียงหัวเราะนั้นเบาและผ่อนคลาย ต่างจากยามที่เขานั่งอ่านตำราอยู่ลำพัง หรือยามครุ่นคิดถึงเื่ราวมากมายภายในใจ
หิมะยังคงโปรยลงมาแ่เบา ขณะที่เสียงโวยวายของตงเยี่ยนเฉิงกับเสี่ยวอวี่ยังคงดังไม่ขาดสาย ท่ามกลางภาพเช่นนั้น หลินเหยียนในยามนี้ ก็ไม่ต่างจากเด็กหนุ่มวัยสิบสามปีธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
ทว่ายังไม่ทันที่การแข่งขันของเด็กหนุ่มทั้งสามจะเริ่มขึ้น เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ระลอกหนึ่งก็ดังแว่วมาจากทางด้านล่างของเนินหิมะ ครั้นหันไปมอง จึงเห็นเด็กน้อยสี่ห้าคนกำลังวิ่งฝ่ากองหิมะขึ้นมาอย่างทุลักทุเล บางคนลื่นไถลจนเกือบล้ม บางคนต้องใช้มือช่วยพยุงตัว ทว่าทุกคนยังคงพุ่งตรงมาทางพวกเขาอย่างไม่ยอมลดละ
ดวงตาของเด็ก ๆ ก็พลันสว่างวาบขึ้น
“พี่อาเหยียน! พี่อาเหยียน!”
เด็กชายตัวน้อยผู้สวมหมวกไหมพรมเก่า ๆ วิ่งเข้ามาคว้าชายเสื้อของหลินเหยียน ก่อนเขย่าเบา ๆ อย่างร้อนใจ
“ช่วยพวกเราปั้นตุ๊กตาหิมะหน่อยเถิด!”
“พวกเราจำได้ว่าก่อนเทศกาลโคมไฟ พี่ปั้นตัวที่ตลาดออกมาได้งดงามยิ่งนัก! แต่พวกเราปั้นกันอย่างไร ก็ไม่เหมือนของพี่เลย!”
หลินเหยียนชะงักไปเล็กน้อย เขามองเด็ก ๆ ที่กำลังเงยหน้าขึ้นมองตนด้วยความคาดหวัง ก่อนหันไปมองตงเยี่ยนเฉิงและหลี่เสี่ยวอวี่คล้ายกำลังจะเอ่ยปฏิเสธ เพราะยังมีเื่แข่งกระดานเลื่อนที่นัดกันไว้
ทว่าตงเยี่ยนเฉิงกลับหัวเราะลั่น
“ฮ่า ๆ ๆ!”
เขาเอื้อมมือไปขยี้ศีรษะเด็กน้อยคนนั้นเบา ๆ ก่อนหันมาทางหลินเหยียน “อาเหยียนเอ๋ย อาเหยียน ดูท่าพวกเด็ก ๆ จะชอบเ้ามากกว่าพวกเราเสียอีก!”
ตงเยี่ยนเฉิงชี้ไปทางกลุ่มเด็กที่กำลังเกาะอยู่รอบตัวหลินเหยียน “เอาเถิด! ก่อนแข่งกระดานเลื่อน เ้าก็ช่วยลูกลิงพวกนี้ให้สมใจเสียก่อน มิเช่นนั้นวันนี้พวกเราคงไม่ได้เล่นกันอย่างสงบแน่!”
หลี่เสี่ยวอวี่พยักหน้าเห็นด้วย พลางยิ้มบาง ๆ “ช่วยพวกเขาสักหน่อยเถิด ถือเสียว่าเป็การอุ่นร่างกายก่อนก็แล้วกัน”