ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 60 ข้าสัญญา..

            หลังจากลงทะเบียนยืนยันตัวกันเสร็จ พวกเราก็ถูกพาไปยังบ้านรับรองของตระกูลซุนทางตะวันออกเฉียงใต้ของสนาม

            ไม่ต้องถาม.. ระดับตระกูลซุนแล้ว..

            บ้านรับรองนี่หลังใหญ่โตระดับเปิดเป็นรีสอร์ตยังได้ แถมมีถึงสามชั้น กว้างพอให้คนอยู่ได้ครึ่งร้อย แถมยังมีวิวสนามประลองฟรีแนบมาอีกหนึ่งมุม

            แน่นอนว่าผมเองก็พลอยได้อานิสงส์จากการติดสอยห้อยตามตระกูลซุนมา

            ไม่เช่นนั้นก็คงได้ไปนอนเบียดไหล่กับกลุ่มตัวแทนภูธรทางด้านเขตชายเมืองแทนแล้ว เพราะตอนนี้โรงเตี๊ยมภายในเมืองนั้นเต็มทุกแห่งแถมราคายังดีดไป 3 ถึง 5 เท่าด้วย

             

            พอ ผมเลือกห้องเสร็จ ก็นั่งขัดสมาธิบนเตียง มือทำพุทราเตรียมเข้าสมาธิ

            แต่ก่อนจะหลับตา สายตาก็ดันไปสะดุดเข้ากับหลินซินที่ยืนตรงมุมห้องเงียบ ๆ อย่างกับผีเรือน

            “นี่ก็เย็นมากแล้ว เจ้าไม่ต้องมาอยู่เฝ้าข้าหรอก

            กลับไปพักผ่อนที่ห้องของเจ้าดีกว่า”

            ผมพูดโดยไม่ทันมองตรง ๆ ด้วยซ้ำ

             

            “ให้หลินซินอยู่เฝ้านายน้อยเถอะเจ้าค่ะ..

            เผื่อว่านายน้อยต้องการหยิบจับอะไรเพียงบอกต่อหลินซิน จะได้ไม่เสียเวลาการฝึกของนายน้อย”

             

            เมื่อเธอพูดมาแบบนั้น ผมก็เลยหันไปมองเธอจริง ๆ

            ตอนมองไปก็เห็นเธอกำลังจับกำไลโซ่ที่ข้อมือแน่นแบบที่ทำประจำเวลามีอะไรในใจ

            เห็นแบบนั้นแล้วก็พอจะเดาได้..

            เจ้าหล่อนมีเรื่องกังวลแน่นอน

             

            “เจ้ากังวลรึ?”

            ผมถามตรง ๆ

             

            “มะ...ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ เชิญนายน้อยฝึกเถิดเจ้าค่ะ”

            คำตอบแบบนี้น่ะเหรอ?

            มองก็รู้ว่าเธอยังไม่ผ่านหลักสูตร 'การโกหกเบื้องต้น' ด้วยซ้ำไป

            โคตรจะไม่เนียน..

             

            “ข้าจะฝึกปรับลมปราณ หากมีเจ้ายืนถอนหายใจอยู่แบบนี้

            นู้.. คงอีกนานกว่าข้าจะสงบใจเข้าสู่สมาธิได้”

            ผมยิ้มมุมปาก ก่อนพูดต่อ

            “บอกมาเถอะ..

            ถือเสียว่าข้าเป็นเพื่อนเป็นสหายเจ้า อย่างไรเราก็อายุไล่เลี่ยกัน”

             

            “หะ..หามิได้เจ้าค่ะ!

            หลินซินไม่อาจตีตนเสมอนายน้อยได้!!

            ไม่มีวันแม้แต่จะคิด!”

            เธอสวนกลับมาทันควัน แถมโบกมือปัดแรงจนทำให้โซ่เหล็กที่ถูกข่ายปราณบังตาทำให้มองไม่เห็นเกิดเสียง 'ครืดคราด' เบา ๆ

             

            “ข้าแค่เปรียบเปรยน่ะ.. เปรียบเปรย!”

            ผมถึงกับถอนมือจากพุทธา มาเกาหัวตัวเองแทนอย่างเหนื่อยใจ

            คงอีกนานกว่าเธอคนนี้จะเลิกทำตัวแบบนี้ได้

            “ให้ตายสิ!

            นี่มันปีไหนแล้วยังแบ่งชนชั้นวรรณะกันอยู่อีกนะ?

            ประเด็นคือเด็กรุ่นใหม่อย่างเจ้ากลับอินกับมันอีก.. ให้ฟ้าผ่าใส่โหวหวังเถอะน่า..”

            ผมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ตั้งใจจะเข้าสมาธิให้ได้ในคืนนี้

            แต่ถ้าไม่เคลียร์เรื่องนี้ให้จบ คงได้แต่นั่งขัดสมาธิแล้วหลับคาเตียงแทนแล้ว

            “สรุปว่าเจ้ากังวลเรื่องอะไรกันแน่ พูดมาเถอะ!”

             

            หลินซินหยุดมือที่โบกไปมาของเธอทันทีเมื่อผมยิงคำถามซ้ำแบบไม่ปล่อยวาง

            เธอเงียบลง..

            มือกลับไปลูบกำไลโซ่ตรงข้อมืออีกครั้งเหมือนกับว่ามันคือสิ่งเดียวที่ยังทำให้เธอมั่นคงได้ในตอนนี้

            “หลินซินเป็นห่วงนายน้อยและนายหญิงเจ้าค่ะ..”

            เธอเอ่ยเบา ๆ แต่แววตากลับหนักแน่นกว่าคำพูดนัก

            “นายหญิงนั้น..

            แม้ดูภายนอกจะเข้มแข็ง ราวกับเป็นแม่ทัพหญิงที่พร้อมรบทุกเมื่อ

            แต่ลึก ๆ แล้ว..

            ท่านกลับเปราะบางราวกับกระจกบาง ๆ ที่แม้ลมก็สามารถทำให้สั่นไหวได้”

            เสียงของหลินซินเบาลง แต่กลับหนักแน่นจนผมเงียบไปโดยไม่รู้ตัว

            “มีหลายครั้ง..

            หลินซินแอบเห็นนายหญิงแอบไปร่ำไห้เพียงลำพังในที่ลับ”

            ผมขยับตัวเล็กน้อย..

            ความรู้สึกเหมือนโดนเข็มเล็ก ๆ แทงเข้ากลางอก

            มันแสบแต่ไม่ถึงกับเจ็บ..

            แค่รู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก

            “แม้หลินซินจะไม่รู้แน่ชัด ว่าเหตุใดนายหญิงถึงได้ให้พี่ ๆ คนอื่นลาออกจากเรือน

            แต่หลินซินก็พอจะเดาได้...”

            เธอกัดริมฝีปากแน่น

            “เพราะนายหญิง..

            เศร้า..”

            ท่อนสุดท้ายของหลินซิน..

            มันไม่ได้สะท้อนแค่ความรู้สึกของท่านย่า..

            แต่มันสะท้อนถึงหญิงสาวตรงหน้าผมด้วย

             

            ผมเงียบไปอีกครั้ง..

            ไม่ใช่เพราะไม่รู้จะพูดอะไร..

            แต่เพราะผมเพิ่งรู้ว่า..

            ผมไม่เคยมองเห็นน้ำเสียงแบบนี้จากหลินซินเลยสักครั้ง

            นี่คงเป็นเสียงของคนที่แบกความอัดอั้นไว้ในใจมานาน และวันนี้มันเพิ่งมีโอกาสระบาย

             

            แล้วพอเธอพูดแบบนั้น..

            มันก็ได้ทำให้ผมเห็นเรื่องที่ผ่านมาตลอดเจ็ดเดือน..

            ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ในยุทธทวีป ชีวิตผมก็วนเวียนอยู่แต่ในสำนัก แทบจะนับครั้งได้ ที่ผมได้เจอท่านย่า

            ซึ่งก็แค่ไม่กี่ครั้ง..

            เรียกได้ว่าน้อยจนสามารถใช้นิ้วมือของมือเดียวมานับได้เสียด้วยซ้ำ

            และที่น่าเศร้ากว่าก็คือ..

            ส่วนใหญ่แล้ว..

            เป็นท่านย่าที่ให้คนมาเชิญผมไปพบ.. ไม่มีสักครั้งเลยที่ผมเป็นฝ่ายไปหาท่านด้วยตัวเอง

             

            คำพูดของหลินซิน..

            เหมือนผมโดนกระแทกด้วยฝ่ามือที่มองไม่เห็น..

            ผมอดรู้สึกตำหนิตัวเองไม่ได้..

            ผมผลักท่านย่าของตัวเองไว้หลังสุดในลิสต์ความสำคัญเสมอมา..

            แล้วแบบนั้น..

            มันทำให้ผมไม่รู้ว่าท่านย่านั้นรู้สึกเช่นไร

             

            “ท่านย่าเศร้ารึ..

            หรือจะเป็นเรื่องอาป๊า--!

            ข้าหมายถึงเรื่องของท่านพ่อของข้า?”

            ผมถามเสียงอ้อมแอ้ม รู้สึกตัวว่าถามอะไรที่น่าจะรู้อยู่แล้วอยู่หน่อย ๆ

             

            เธอพยักหน้า..

            แต่ท่าทางการผงกหัวของเธอนั้นเหมือนกำลังบอกว่าถูกเพียงครึ่งหนึ่ง

            “ทุก ๆ งานเทศกาล คนอื่นในบ้านตระกูลหลิวมักขอลากลับบ้านเกิด หรือไม่ก็มีบรรดาญาติ ๆ ของพวกเขามาเยี่ยมเยียนที่บ้านตระกูลหลิวบ้าง

            ทว่าช่วงเวลาเหล่านั้น..

            นายหญิงท่านมักขังตนเองอยู่แต่ในห้องนอนของตนเอง

            หลินซินรู้..

            ว่านายหญิงท่านรู้สึกเหงาและว้าเหว่ ท่านจึงเลือกที่จะผลักตนเองออกจากความอบอุ่นเหล่านั้นเพราะไม่อยากตอกย้ำตัวของท่านเองว่าเป็นเช่นไร

            หลินซินเข้าใจดี..

            เพราะหลินซินเอง..

            ก็ไม่มีใครเหมือนกัน”

            เธอกำมือแน่นที่โซ่เหล็กดำบนข้อมือ ราวกับอยากจะฉีกมันออกด้วยมือเปล่า

            “ไม่มีใคร..”

             

            คำพูดนั้นไม่ดัง..

            แต่มันกระแทกใจผมอย่างแรงพอ ๆ กับหมัดของซุนโหวหวังตอนซ้อมวันแรก ๆ

            ผมนั่งนิ่ง..

            ไม่ใช่เพราะไม่รู้จะตอบยังไง..

            แต่เพราะนี่คือครั้งแรกที่หลินซินเผยด้านนี้ออกมาให้เห็น

            มันรวมทั้งความเศร้า ความโดดเดี่ยว ความปวดร้าว

            ทุก ๆ อย่างมันรวมอยู่ในทุกคำที่หลุดจากปากเธอ

            ไม่สิ..!

            มันอยู่กับเธอมาตลอด..

            แค่ผมไม่เคยเหลือบตาไปมอง

             

            “แต่ตั้งแต่นายน้อยปรากฏตัวขึ้น..”

            เธอพูดต่อ

            “ทุกสิ่งอย่างรอบตัวนายหญิงท่านล้วนเปลี่ยนไป..

            ตอนที่นายน้อยไปทำภารกิจแล้วหลินซินได้กลับไปรับใช้นายหญิงที่จวนของท่านเจ้าเมือง

            หลินซินสังเกต..

            สังเกตเห็นว่านายหญิงดูมีชีวิตชีวามากขึ้น แล้วตอนที่ท่านเจ้าเมืองซุนแจ้งข่าวว่านายน้อยหายตัวไป นายหญิงท่านร้อนใจเป็นอย่างมาก ถึงกับไม่เจริญอาหาร

            กว่าจะหลับก็ต้องเพลียจนถึงขีดจำกัดจึงจะหลับได้

            พอหลับ.. ก็ต้องสะดุ้งตื่นด้วยความกังวล

            กว่าที่จะกลับมาเป็นสุขก็ตอนที่ท่านมงกุฎคราม (เซ่อหลัน)

            ตอนที่ได้ข่าวว่านายน้อยปลอดภัย

            หลินซินถึงเห็นแววตานายหญิงกลับมามีประกายอีกครั้ง”

            คราวนี้มือของหลินซินเลื่อนไปกำชายเสื้อแทน แววตาไม่สั่นไหวอีกต่อไป เธอมองตรงมาที่ผม..

            ราวกับจะตอกลึกทุกคำให้ฝังลงในใจผมไม่ให้ลืม

            “ตอนนี้นายน้อยคือความหวังเดียวของนายหญิง..

            หลินซินไม่อยากคิด..

            ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับนายน้อยอีกครา..

            นายหญิงท่านจะเป็นเช่นไร..

            ท่านยังจะมีที่ว่างเหลือพอสำหรับความเสียใจระลอกใหม่อีกหรือไม่”

             

            ตอนที่ท่านย่าพาผมไปที่สุสานบรรพบุรุษ ตอนที่ท่านพรั่งพรูความกังวลออกมาไม่หยุด

            ผมกลับรู้สึกเฉย ๆ

            ไม่ใช่เพราะไม่รักท่านย่า..

            แต่เพราะผมคงคุ้นชินกับความห่วงใยนั้นจนมองว่ามันเป็นของตาย ออกจะรู้สึกรำคาญด้วยในบางครั้ง

            แต่เหมือนหลินซินไม่ใช่แบบนั้น..

            เธอไม่พูดพร่ำ ไม่แสดงออก แต่เธอสังเกตทุกคนในความเงียบ

            และพอได้ยินสิ่งที่เธอพูดออกมา..

            มันเหมือนโดนฟาดกลางอกด้วยดาบใหญ่ มันไม่คม แต่เจ็บ และชัดเจน

            ชัดกว่าตอนเปิดดวงเนตรจ้าวมังกรอีก

            เพราะเนตรนั้นไว้ใช้มองสิ่งอื่นรอบตัว..

            แต่ตาผมตอนนี้..

            มองทะลุใจตัวเองได้ชัดกว่าครั้งไหน

             

            ผมเคยอ้างเรื่องคุณธรรม เรื่องทำในสิ่งที่ถูก เพื่อไปบ้าบิ่นเสี่ยงตาย บางครั้งถึงขั้นมองว่าคนที่ไม่กล้าทำเหมือนผมเป็นพวกขลาด

            แต่พอคิดดี ๆ หรือทั้งหมดนั่นเป็นแค่ข้ออ้างของคนหยิ่งยโส..

            มีอีโก้เพราะเป็นคนในคำทำนายของท่านผู้ก่อตั้ง..

            โคตรจะอวดเก่งเลย..

            แล้วแบบนั้นผมต่างอะไรกับตงป๋ายซาน..

             

            “หะ...หากหลินซินพูดอะไรไม่เข้าหูนายน้อย!

            หลินซินต้องขออภัยจริง ๆ นะเจ้าค่ะ!

            พอได้พูดแล้ว.. หลินซินก็หยุดตัวเองไม่ได้เลย...”

            เธอรีบพูดแทบจะกลบเสียงความเงียบของผม

            สายตาดูตื่นเหมือนกลัวว่าผมจะโกรธ หรืออย่างน้อยก็เสียหน้า

             

            ผมส่ายหัว ยิ้มบาง ๆ ที่ไม่ได้มีไว้แค่ปลอบเธอ

            แต่มันคือรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกจริง ๆ

            ใครจะโกรธคนที่หวังดีกับผมได้กันล่ะ..

            “ไม่เลย.. คำพูดของเจ้าน่ะ ข้าชอบมาก”

            ผมพูดพลางพยักหน้าเบา ๆ

            “มันทำให้ข้ารู้ว่า ที่ผ่านมา..

            ข้าละเลยท่านย่ามากขนาดไหน..

            ทำให้ท่านต้องเป็นห่วงข้ามาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทั้งที่ข้าแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไร

            และที่หนักที่สุด..

            มันทำให้ข้ารู้ว่าข้าเกือบจะกลายเป็นคนที่ข้าเกลียดในสักวันหนึ่ง..

            คนที่เอาแต่ถือดี อ้างคำว่าถูกต้องแต่ทำเพื่อตัวเอง”

            ผมหันไปสบตากับหลินซิน แววตานั้นเต็มไปด้วยความขอบคุณอย่างไม่มีคำพูดใดจะกลบได้

            “หากไม่ได้เจ้าคืนนี้..

            ข้าคงถลำลึกไปกว่านี้แน่

            ขอบใจเจ้ามากนะ..

            หลินซิน”

             

            “หละ..หลินซินเป็นบ่าว ไม่มีสิทธิ์สอนหรือเตือนสตินายน้อยหรอกเจ้าค่ะ..

            ที่หลินซินทำได้ก็แค่พูดถึงความเป็นห่วงออกไป

            หลินซินแค่อยากให้นายน้อยถนอมร่างกายของตนเองเพื่อนายหญิงก็เท่านั้น”

             

            ผมหรี่ตามองเธออย่างอ่อนใจ

            เอาเถอะ..

            ไม่ว่าใครจะพูดอะไรแบบนี้ ผมอาจจะตอกกลับไปแล้ว

            แต่พอเป็นหลินซิน..

            ผมกลับรู้สึกว่าเธอพูดออกมาจากใจจริง แบบที่ไม่ต้องตีความซับซ้อน

             

            ผมยิ้มออกมาเล็กน้อย

            รอยยิ้มแบบที่มุมปากกระตุกนิดหนึ่ง แต่อารมณ์ในอกกลับโล่งกว่าเดิมมาก

            “ก็ได้...ก็ได้”

            ผมว่าพลางถอนหายใจหนึ่งเฮือก..

            ดวงตาที่เคยหม่นก็กลับมาใสแจ๋วแบบที่ไม่ได้เกิดจากปราณ..

            แต่เกิดจาก 'สติ'

            “เช่นนั้นเจ้าก็อยู่เป็นห่วงข้าแบบนี้น่ะดีแล้ว

            และข้าสัญญา..

            แล้วจะยืนตามคำเดิมที่ข้าเคยบอกท่านย่า!

            คือข้าจะกลับไปหาท่านด้วยร่างกายที่ครบถ้วน ข้าจะไม่ทิ้งแขนหรือขาไว้ที่เมืองนี้แน่นอน

            เพราะข้าเพิ่งตระหนักว่า

            มีคนจำนวนมากที่ห่วงใยข้าและรอคอยการกลับมาของข้าอย่างแท้จริง!”

             

            “ค่ะ!”

            หลินซินตอบพลางพยักหน้าแรงจนผมแอบกลัวคอจะหลุด

            เธออาจจะได้ยินประโยคคล้าย ๆ แบบนี้จากปากผมมาหลายครั้งแล้ว

            แต่คราวนี้..

            คำพูดของผมคงจิงใจพอจนทำให้เธอรู้สึกได้ว่า..

            มันมาจากใจจริง

             

            หลังจากนั้น เราก็คุยกันอีกนิดหน่อย ไม่มีอะไรดราม่า ไม่มีน้ำตา แต่กลับรู้สึกแน่นในอกอย่างประหลาด เหมือนคนที่เคยเดินหลงทางมานาน แล้วเพิ่งรู้ว่าตัวเองเดินอ้อมอยู่รอบบ้านตัวเองมาตลอด

            จนสุดท้ายเธอก็ขอตัวลากลับไปนอน

            ส่วนผม..

            ก็ได้กลับเข้าสมาธิ

            พรุ่งนี้คือวันเปิดพิธีการแข่งขันรุ่นกลาง

            และก็เป็นวันสอบรอบคัดเลือกด้วย นี่คือการประลองอย่างเป็นทางการครั้งแรกของผม

            แม้ผมจะไม่ได้รู้สึกกังวลเพราะรู้ตัวว่าร่างกายของผมตอนนี้น่ะพร้อมสุด ๆ

            แต่จิตใจ..

            มันเพิ่งจะเข้าที่ก็คืนนี้แหละ

            .

            .

            ต้นยามซื่อ (09:00 - 09:59) วันรุ่งขึ้น ณ สนามประลองแห่งเมืองศฤคาล

            ผมตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

            จะว่าตื่นเต้นก็ไม่ใช่ กลัวก็ไม่เชิง แต่ที่แน่ ๆ

            สมองมันปลุกตัวเองขึ้นมาก่อนเสียงไก่ขันด้วยซ้ำ

            ก็ไม่แปลก..

            เพราะนี่คือวันแรกของการประลองอย่างเป็นทางการของผมนี่นะ

             

            สนามประลองแห่งเมืองศฤคาลดูอลังการเสียจนผมแอบคิดว่านี่มันคือเวทีประกวดนางงามหรือเปล่า

            มีทั้งเวทีหลักและเวทีรองอีกสิบเวทีล้อมรอบไว้

            ตัวเวทีหลักออกแบบเป็นทรงห้าเหลี่ยมด้านเท่า ขนาดแต่ละด้านสิบเมตร ตั้งอยู่ตรงกลางลานกว้าง และห่างจากอัฒจันทร์โดยรอบสิบเมตรพอดิบพอดี ล้อมไว้ด้วยอัฒจันทร์ทรงห้าเหลี่ยมเหมือนกัน

            แต่ละด้านของอัฒจันทร์สื่อถึงตระกูลเสาหลักทั้งห้าของแดนนี้:

            ทิศตะวันตกเฉียงใต้: ตระกูลฮู (เจ้าภาพ)

            ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ: ตระกูลอุสางิ

            ทิศเหนือ: ตระกูลหม่า

            ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ: ตระกูลตง

            ทิศตะวันออกเฉียงใต้: ตระกูลซุน

            ถ้าสังเกตดี ๆ มันคือการนั่งเรียงตำแหน่งตามเกียรติและอิทธิพลในระดับไม่เป็นทางการแฝงอยู่ด้วย..

            แค่ไม่ประกาศชัดก็เท่านั้นแหละ

             

            ส่วนเวทีรองสิบเวทีนั้นก็กระจายกันตามมุม ทิศละสองเวที เล็กกว่าเวทีหลักประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ก็นับว่ามีขนาดพอให้ศิษย์รุ่นเยาว์ได้แสดงฝีมือแบบไม่ต้องห่วงว่าจะเผลอกระเด็นจนหลุดเวทีไปชนอะไรข้างสนาม

            รูปแบบการคัดเลือกนั้นแบ่งเป็นสองรอบ..

            รอบแรก.. คัดจากผู้เข้าแข่งขันร้อยคน แบ่งเป็นสามช่วงเวลา ช่วงละครึ่งชั่วยาม

            ยามซื่อสองเค่อ (09:30)

            ยามซื่อหกเค่อ (10:30)

            ยามอู่สองเค่อ (11:30)

            รอบถัดไป.. เหลือสิบห้าคน เข้าสู่การประลองหลัก

            วันนี้บ่ายมี 5 คู่

            พรุ่งนี้มี 10 คู่ ซึ่งกระจายแบ่งแข่งขันเป็นรอบ ๆ ทั้งวัน

            พูดง่าย ๆ คือ ถ้าใครรอดจากเช้านี้ไปได้ ก็ต้องไปเหนื่อยต่ออีกวันเต็ม ๆ

             

            ตอนนี้ผมยืนอยู่ที่สนามประลองหมายเลขเก้า ตำแหน่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเวทีหลักแบบพอดิบพอดี ซึ่งเป็นผลจากจับฉลากที่ได้มาในรอบที่สอง

            ส่วนเจ้าโหวหวังที่ยังคงโชคดีตามคำทำนายของผู้ก่อตั้ง ก็ได้สนามที่สิบในรอบสามไปครองอย่างสบายใจ

             

            เหล่าผู้สมัครแข่งขันรุ่นมัธยุทธ์ต่างทยอยมายืนกันประจำสนามย่อยทั้งสิบ

            แต่แปลกดี..

            ไม่มีใครสนใจสนามตัวเองเลย เพราะสายตาทุกคู่ดันหันไปทางเวทีหลักพร้อมกันราวกับมีแรงดึงดูดลึกลับอยู่ตรงนั้น

            ซึ่งก็ไม่ต้องเดาให้เมื่อย เจ้าเมืองฮูเฉียนกำลังกล่าวเปิดพิธีด้วยน้ำเสียงอันทรงพลังจาการเสริมพลังปราณไปที่กล่องเสียงจนดังก้องไปทั่วทั้งเมืองศฤคาล..

            ระดับที่ผมเชื่อว่าต่อให้นั่งหลบอยู่ในห้องน้ำคงทำธุระได้ไม่สุดท้องแน่ ๆ

             

            “เอาล่ะ..

            สิ่งสุดท้ายที่ข้าอยากจะขอต้นกล้ารุ่นหลังเช่นพวกเจ้านั้นมีเพียงสิ่งเดียว...”

            น้ำเสียงของฮูเฉียนพลันเปลี่ยนจากโหมดขึงขังเป็นจริงจังจนดูน่าคล้อยตาม

            ช่วงว่างระหว่างประโยคทำให้หลายคนกลั้นหายใจ

            “หลังจากจบการประลองแล้ว...”

            ทุกคนเตรียมตัวฟังคำคมปิดท้าย ปรัชญาชีวิต หรืออะไรก็ตามที่จะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับการประลอง และสร้างความฮึกเหิมก่อนศึกจะเริ่ม..

            แต่ไม่เลย...

            นั่นไม่ใช่วิถีของคนตระกูลฮู

            “อย่าลืมแวะเวียนเข้าไปเลือกซื้อสินค้าที่สมาคมการค้าตระกูลฮูของข้าด้วย!”

             

            ผมนี่เกือบหลุดหัวเราะ!

            เขาสมควรพูดกดดันหรือมีการสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่กำลังจะแข่งไม่ใช่หรือยังไง

            หรืออย่างน้อย ๆ ก็สมควรพูดอะไรที่มันดูทำให้อะดรีนาลีนมันสูบฉีดหน่อย

            แต่นี่อะไร..!

            เขากลับพูดโปรโมทร้านค้าตระกูลฮูซะงั้น

            ให้ไอ้โหวหวังขนร่วงหมดทั้งตัวเถอะ!!

             

            “พิเศษสำหรับปีนี้!

            แน่นอน!

            เรื่องลดราคาเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดสำหรับสมาคมของข้า...”

            เขาหัวเราะร่วน ราวกับนี่คือหมัดเด็ดที่ใช้มัดใจลูกค้าของเขา

            ทันใดนั้น..

            คนจากสมาคมการค้าในชุดสีประจำตระกูลฮูก็ทยอยเดินขึ้นเวทีทั้งสิบ

            ในมือของพวกเขาถือกล่องสลักลวดลายหรูหราราวกับจะมอบรางวัลจักรพรรดิ

            “ของที่พวกเราตระกูลฮูเตรียมไว้ ได้แก่ ปิ่นปักผมสำหรับสตรี และพู่หินที่ทำจากหินอัคนีสำหรับบุรุษ!

            ทั้งสองสิ่งนี้จะถูกสลักตราทั้งห้าของตระกูลเสาหลักเอาไว้เพื่อเป็นที่ระลึก!”

             

            ระทึกสิไม่ว่า..

            จะสู้กันให้ตายตรงนี้หรือจะเดินแฟชั่นโชว์กันแน่เนี่ย? ..

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน