หลังจากลงทะเบียนยืนยันตัวกันเสร็จ พวกเราก็ถูกพาไปยังบ้านรับรองของตระกูลซุนทางตะวันออกเฉียงใต้ของสนาม
ไม่ต้องถาม.. ระดับตระกูลซุนแล้ว..
บ้านรับรองนี่หลังใหญ่โตระดับเปิดเป็นรีสอร์ตยังได้ แถมมีถึงสามชั้น กว้างพอให้คนอยู่ได้ครึ่งร้อย แถมยังมีวิวสนามประลองฟรีแนบมาอีกหนึ่งมุม
แน่นอนว่าผมเองก็พลอยได้อานิสงส์จากการติดสอยห้อยตามตระกูลซุนมา
ไม่เช่นนั้นก็คงได้ไปนอนเบียดไหล่กับกลุ่มตัวแทนภูธรทางด้านเขตชายเมืองแทนแล้ว เพราะตอนนี้โรงเตี๊ยมภายในเมืองนั้นเต็มทุกแห่งแถมราคายังดีดไป 3 ถึง 5 เท่าด้วย
พอ ผมเลือกห้องเสร็จ ก็นั่งขัดสมาธิบนเตียง มือทำพุทราเตรียมเข้าสมาธิ
แต่ก่อนจะหลับตา สายตาก็ดันไปสะดุดเข้ากับหลินซินที่ยืนตรงมุมห้องเงียบ ๆ อย่างกับผีเรือน
“นี่ก็เย็นมากแล้ว เจ้าไม่ต้องมาอยู่เฝ้าข้าหรอก
กลับไปพักผ่อนที่ห้องของเจ้าดีกว่า”
ผมพูดโดยไม่ทันมองตรง ๆ ด้วยซ้ำ
“ให้หลินซินอยู่เฝ้านายน้อยเถอะเจ้าค่ะ..
เผื่อว่านายน้อยต้องการหยิบจับอะไรเพียงบอกต่อหลินซิน จะได้ไม่เสียเวลาการฝึกของนายน้อย”
เมื่อเธอพูดมาแบบนั้น ผมก็เลยหันไปมองเธอจริง ๆ
ตอนมองไปก็เห็นเธอกำลังจับกำไลโซ่ที่ข้อมือแน่นแบบที่ทำประจำเวลามีอะไรในใจ
เห็นแบบนั้นแล้วก็พอจะเดาได้..
เจ้าหล่อนมีเรื่องกังวลแน่นอน
“เจ้ากังวลรึ?”
ผมถามตรง ๆ
“มะ...ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ เชิญนายน้อยฝึกเถิดเจ้าค่ะ”
คำตอบแบบนี้น่ะเหรอ?
มองก็รู้ว่าเธอยังไม่ผ่านหลักสูตร 'การโกหกเบื้องต้น' ด้วยซ้ำไป
โคตรจะไม่เนียน..
“ข้าจะฝึกปรับลมปราณ หากมีเจ้ายืนถอนหายใจอยู่แบบนี้
นู้.. คงอีกนานกว่าข้าจะสงบใจเข้าสู่สมาธิได้”
ผมยิ้มมุมปาก ก่อนพูดต่อ
“บอกมาเถอะ..
ถือเสียว่าข้าเป็นเพื่อนเป็นสหายเจ้า อย่างไรเราก็อายุไล่เลี่ยกัน”
“หะ..หามิได้เจ้าค่ะ!
หลินซินไม่อาจตีตนเสมอนายน้อยได้!!
ไม่มีวันแม้แต่จะคิด!”
เธอสวนกลับมาทันควัน แถมโบกมือปัดแรงจนทำให้โซ่เหล็กที่ถูกข่ายปราณบังตาทำให้มองไม่เห็นเกิดเสียง 'ครืดคราด' เบา ๆ
“ข้าแค่เปรียบเปรยน่ะ.. เปรียบเปรย!”
ผมถึงกับถอนมือจากพุทธา มาเกาหัวตัวเองแทนอย่างเหนื่อยใจ
คงอีกนานกว่าเธอคนนี้จะเลิกทำตัวแบบนี้ได้
“ให้ตายสิ!
นี่มันปีไหนแล้วยังแบ่งชนชั้นวรรณะกันอยู่อีกนะ?
ประเด็นคือเด็กรุ่นใหม่อย่างเจ้ากลับอินกับมันอีก.. ให้ฟ้าผ่าใส่โหวหวังเถอะน่า..”
ผมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ตั้งใจจะเข้าสมาธิให้ได้ในคืนนี้
แต่ถ้าไม่เคลียร์เรื่องนี้ให้จบ คงได้แต่นั่งขัดสมาธิแล้วหลับคาเตียงแทนแล้ว
“สรุปว่าเจ้ากังวลเรื่องอะไรกันแน่ พูดมาเถอะ!”
หลินซินหยุดมือที่โบกไปมาของเธอทันทีเมื่อผมยิงคำถามซ้ำแบบไม่ปล่อยวาง
เธอเงียบลง..
มือกลับไปลูบกำไลโซ่ตรงข้อมืออีกครั้งเหมือนกับว่ามันคือสิ่งเดียวที่ยังทำให้เธอมั่นคงได้ในตอนนี้
“หลินซินเป็นห่วงนายน้อยและนายหญิงเจ้าค่ะ..”
เธอเอ่ยเบา ๆ แต่แววตากลับหนักแน่นกว่าคำพูดนัก
“นายหญิงนั้น..
แม้ดูภายนอกจะเข้มแข็ง ราวกับเป็นแม่ทัพหญิงที่พร้อมรบทุกเมื่อ
แต่ลึก ๆ แล้ว..
ท่านกลับเปราะบางราวกับกระจกบาง ๆ ที่แม้ลมก็สามารถทำให้สั่นไหวได้”
เสียงของหลินซินเบาลง แต่กลับหนักแน่นจนผมเงียบไปโดยไม่รู้ตัว
“มีหลายครั้ง..
หลินซินแอบเห็นนายหญิงแอบไปร่ำไห้เพียงลำพังในที่ลับ”
ผมขยับตัวเล็กน้อย..
ความรู้สึกเหมือนโดนเข็มเล็ก ๆ แทงเข้ากลางอก
มันแสบแต่ไม่ถึงกับเจ็บ..
แค่รู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก
“แม้หลินซินจะไม่รู้แน่ชัด ว่าเหตุใดนายหญิงถึงได้ให้พี่ ๆ คนอื่นลาออกจากเรือน
แต่หลินซินก็พอจะเดาได้...”
เธอกัดริมฝีปากแน่น
“เพราะนายหญิง..
เศร้า..”
ท่อนสุดท้ายของหลินซิน..
มันไม่ได้สะท้อนแค่ความรู้สึกของท่านย่า..
แต่มันสะท้อนถึงหญิงสาวตรงหน้าผมด้วย
ผมเงียบไปอีกครั้ง..
ไม่ใช่เพราะไม่รู้จะพูดอะไร..
แต่เพราะผมเพิ่งรู้ว่า..
ผมไม่เคยมองเห็นน้ำเสียงแบบนี้จากหลินซินเลยสักครั้ง
นี่คงเป็นเสียงของคนที่แบกความอัดอั้นไว้ในใจมานาน และวันนี้มันเพิ่งมีโอกาสระบาย
แล้วพอเธอพูดแบบนั้น..
มันก็ได้ทำให้ผมเห็นเรื่องที่ผ่านมาตลอดเจ็ดเดือน..
ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ในยุทธทวีป ชีวิตผมก็วนเวียนอยู่แต่ในสำนัก แทบจะนับครั้งได้ ที่ผมได้เจอท่านย่า
ซึ่งก็แค่ไม่กี่ครั้ง..
เรียกได้ว่าน้อยจนสามารถใช้นิ้วมือของมือเดียวมานับได้เสียด้วยซ้ำ
และที่น่าเศร้ากว่าก็คือ..
ส่วนใหญ่แล้ว..
เป็นท่านย่าที่ให้คนมาเชิญผมไปพบ.. ไม่มีสักครั้งเลยที่ผมเป็นฝ่ายไปหาท่านด้วยตัวเอง
คำพูดของหลินซิน..
เหมือนผมโดนกระแทกด้วยฝ่ามือที่มองไม่เห็น..
ผมอดรู้สึกตำหนิตัวเองไม่ได้..
ผมผลักท่านย่าของตัวเองไว้หลังสุดในลิสต์ความสำคัญเสมอมา..
แล้วแบบนั้น..
มันทำให้ผมไม่รู้ว่าท่านย่านั้นรู้สึกเช่นไร
“ท่านย่าเศร้ารึ..
หรือจะเป็นเรื่องอาป๊า--!
ข้าหมายถึงเรื่องของท่านพ่อของข้า?”
ผมถามเสียงอ้อมแอ้ม รู้สึกตัวว่าถามอะไรที่น่าจะรู้อยู่แล้วอยู่หน่อย ๆ
เธอพยักหน้า..
แต่ท่าทางการผงกหัวของเธอนั้นเหมือนกำลังบอกว่าถูกเพียงครึ่งหนึ่ง
“ทุก ๆ งานเทศกาล คนอื่นในบ้านตระกูลหลิวมักขอลากลับบ้านเกิด หรือไม่ก็มีบรรดาญาติ ๆ ของพวกเขามาเยี่ยมเยียนที่บ้านตระกูลหลิวบ้าง
ทว่าช่วงเวลาเหล่านั้น..
นายหญิงท่านมักขังตนเองอยู่แต่ในห้องนอนของตนเอง
หลินซินรู้..
ว่านายหญิงท่านรู้สึกเหงาและว้าเหว่ ท่านจึงเลือกที่จะผลักตนเองออกจากความอบอุ่นเหล่านั้นเพราะไม่อยากตอกย้ำตัวของท่านเองว่าเป็นเช่นไร
หลินซินเข้าใจดี..
เพราะหลินซินเอง..
ก็ไม่มีใครเหมือนกัน”
เธอกำมือแน่นที่โซ่เหล็กดำบนข้อมือ ราวกับอยากจะฉีกมันออกด้วยมือเปล่า
“ไม่มีใคร..”
คำพูดนั้นไม่ดัง..
แต่มันกระแทกใจผมอย่างแรงพอ ๆ กับหมัดของซุนโหวหวังตอนซ้อมวันแรก ๆ
ผมนั่งนิ่ง..
ไม่ใช่เพราะไม่รู้จะตอบยังไง..
แต่เพราะนี่คือครั้งแรกที่หลินซินเผยด้านนี้ออกมาให้เห็น
มันรวมทั้งความเศร้า ความโดดเดี่ยว ความปวดร้าว
ทุก ๆ อย่างมันรวมอยู่ในทุกคำที่หลุดจากปากเธอ
ไม่สิ..!
มันอยู่กับเธอมาตลอด..
แค่ผมไม่เคยเหลือบตาไปมอง
“แต่ตั้งแต่นายน้อยปรากฏตัวขึ้น..”
เธอพูดต่อ
“ทุกสิ่งอย่างรอบตัวนายหญิงท่านล้วนเปลี่ยนไป..
ตอนที่นายน้อยไปทำภารกิจแล้วหลินซินได้กลับไปรับใช้นายหญิงที่จวนของท่านเจ้าเมือง
หลินซินสังเกต..
สังเกตเห็นว่านายหญิงดูมีชีวิตชีวามากขึ้น แล้วตอนที่ท่านเจ้าเมืองซุนแจ้งข่าวว่านายน้อยหายตัวไป นายหญิงท่านร้อนใจเป็นอย่างมาก ถึงกับไม่เจริญอาหาร
กว่าจะหลับก็ต้องเพลียจนถึงขีดจำกัดจึงจะหลับได้
พอหลับ.. ก็ต้องสะดุ้งตื่นด้วยความกังวล
กว่าที่จะกลับมาเป็นสุขก็ตอนที่ท่านมงกุฎคราม (เซ่อหลัน)
ตอนที่ได้ข่าวว่านายน้อยปลอดภัย
หลินซินถึงเห็นแววตานายหญิงกลับมามีประกายอีกครั้ง”
คราวนี้มือของหลินซินเลื่อนไปกำชายเสื้อแทน แววตาไม่สั่นไหวอีกต่อไป เธอมองตรงมาที่ผม..
ราวกับจะตอกลึกทุกคำให้ฝังลงในใจผมไม่ให้ลืม
“ตอนนี้นายน้อยคือความหวังเดียวของนายหญิง..
หลินซินไม่อยากคิด..
ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับนายน้อยอีกครา..
นายหญิงท่านจะเป็นเช่นไร..
ท่านยังจะมีที่ว่างเหลือพอสำหรับความเสียใจระลอกใหม่อีกหรือไม่”
ตอนที่ท่านย่าพาผมไปที่สุสานบรรพบุรุษ ตอนที่ท่านพรั่งพรูความกังวลออกมาไม่หยุด
ผมกลับรู้สึกเฉย ๆ
ไม่ใช่เพราะไม่รักท่านย่า..
แต่เพราะผมคงคุ้นชินกับความห่วงใยนั้นจนมองว่ามันเป็นของตาย ออกจะรู้สึกรำคาญด้วยในบางครั้ง
แต่เหมือนหลินซินไม่ใช่แบบนั้น..
เธอไม่พูดพร่ำ ไม่แสดงออก แต่เธอสังเกตทุกคนในความเงียบ
และพอได้ยินสิ่งที่เธอพูดออกมา..
มันเหมือนโดนฟาดกลางอกด้วยดาบใหญ่ มันไม่คม แต่เจ็บ และชัดเจน
ชัดกว่าตอนเปิดดวงเนตรจ้าวมังกรอีก
เพราะเนตรนั้นไว้ใช้มองสิ่งอื่นรอบตัว..
แต่ตาผมตอนนี้..
มองทะลุใจตัวเองได้ชัดกว่าครั้งไหน
ผมเคยอ้างเรื่องคุณธรรม เรื่องทำในสิ่งที่ถูก เพื่อไปบ้าบิ่นเสี่ยงตาย บางครั้งถึงขั้นมองว่าคนที่ไม่กล้าทำเหมือนผมเป็นพวกขลาด
แต่พอคิดดี ๆ หรือทั้งหมดนั่นเป็นแค่ข้ออ้างของคนหยิ่งยโส..
มีอีโก้เพราะเป็นคนในคำทำนายของท่านผู้ก่อตั้ง..
โคตรจะอวดเก่งเลย..
แล้วแบบนั้นผมต่างอะไรกับตงป๋ายซาน..
“หะ...หากหลินซินพูดอะไรไม่เข้าหูนายน้อย!
หลินซินต้องขออภัยจริง ๆ นะเจ้าค่ะ!
พอได้พูดแล้ว.. หลินซินก็หยุดตัวเองไม่ได้เลย...”
เธอรีบพูดแทบจะกลบเสียงความเงียบของผม
สายตาดูตื่นเหมือนกลัวว่าผมจะโกรธ หรืออย่างน้อยก็เสียหน้า
ผมส่ายหัว ยิ้มบาง ๆ ที่ไม่ได้มีไว้แค่ปลอบเธอ
แต่มันคือรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกจริง ๆ
ใครจะโกรธคนที่หวังดีกับผมได้กันล่ะ..
“ไม่เลย.. คำพูดของเจ้าน่ะ ข้าชอบมาก”
ผมพูดพลางพยักหน้าเบา ๆ
“มันทำให้ข้ารู้ว่า ที่ผ่านมา..
ข้าละเลยท่านย่ามากขนาดไหน..
ทำให้ท่านต้องเป็นห่วงข้ามาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทั้งที่ข้าแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไร
และที่หนักที่สุด..
มันทำให้ข้ารู้ว่าข้าเกือบจะกลายเป็นคนที่ข้าเกลียดในสักวันหนึ่ง..
คนที่เอาแต่ถือดี อ้างคำว่าถูกต้องแต่ทำเพื่อตัวเอง”
ผมหันไปสบตากับหลินซิน แววตานั้นเต็มไปด้วยความขอบคุณอย่างไม่มีคำพูดใดจะกลบได้
“หากไม่ได้เจ้าคืนนี้..
ข้าคงถลำลึกไปกว่านี้แน่
ขอบใจเจ้ามากนะ..
หลินซิน”
“หละ..หลินซินเป็นบ่าว ไม่มีสิทธิ์สอนหรือเตือนสตินายน้อยหรอกเจ้าค่ะ..
ที่หลินซินทำได้ก็แค่พูดถึงความเป็นห่วงออกไป
หลินซินแค่อยากให้นายน้อยถนอมร่างกายของตนเองเพื่อนายหญิงก็เท่านั้น”
ผมหรี่ตามองเธออย่างอ่อนใจ
เอาเถอะ..
ไม่ว่าใครจะพูดอะไรแบบนี้ ผมอาจจะตอกกลับไปแล้ว
แต่พอเป็นหลินซิน..
ผมกลับรู้สึกว่าเธอพูดออกมาจากใจจริง แบบที่ไม่ต้องตีความซับซ้อน
ผมยิ้มออกมาเล็กน้อย
รอยยิ้มแบบที่มุมปากกระตุกนิดหนึ่ง แต่อารมณ์ในอกกลับโล่งกว่าเดิมมาก
“ก็ได้...ก็ได้”
ผมว่าพลางถอนหายใจหนึ่งเฮือก..
ดวงตาที่เคยหม่นก็กลับมาใสแจ๋วแบบที่ไม่ได้เกิดจากปราณ..
แต่เกิดจาก 'สติ'
“เช่นนั้นเจ้าก็อยู่เป็นห่วงข้าแบบนี้น่ะดีแล้ว
และข้าสัญญา..
แล้วจะยืนตามคำเดิมที่ข้าเคยบอกท่านย่า!
คือข้าจะกลับไปหาท่านด้วยร่างกายที่ครบถ้วน ข้าจะไม่ทิ้งแขนหรือขาไว้ที่เมืองนี้แน่นอน
เพราะข้าเพิ่งตระหนักว่า
มีคนจำนวนมากที่ห่วงใยข้าและรอคอยการกลับมาของข้าอย่างแท้จริง!”
“ค่ะ!”
หลินซินตอบพลางพยักหน้าแรงจนผมแอบกลัวคอจะหลุด
เธออาจจะได้ยินประโยคคล้าย ๆ แบบนี้จากปากผมมาหลายครั้งแล้ว
แต่คราวนี้..
คำพูดของผมคงจิงใจพอจนทำให้เธอรู้สึกได้ว่า..
มันมาจากใจจริง
หลังจากนั้น เราก็คุยกันอีกนิดหน่อย ไม่มีอะไรดราม่า ไม่มีน้ำตา แต่กลับรู้สึกแน่นในอกอย่างประหลาด เหมือนคนที่เคยเดินหลงทางมานาน แล้วเพิ่งรู้ว่าตัวเองเดินอ้อมอยู่รอบบ้านตัวเองมาตลอด
จนสุดท้ายเธอก็ขอตัวลากลับไปนอน
ส่วนผม..
ก็ได้กลับเข้าสมาธิ
พรุ่งนี้คือวันเปิดพิธีการแข่งขันรุ่นกลาง
และก็เป็นวันสอบรอบคัดเลือกด้วย นี่คือการประลองอย่างเป็นทางการครั้งแรกของผม
แม้ผมจะไม่ได้รู้สึกกังวลเพราะรู้ตัวว่าร่างกายของผมตอนนี้น่ะพร้อมสุด ๆ
แต่จิตใจ..
มันเพิ่งจะเข้าที่ก็คืนนี้แหละ
.
.
ต้นยามซื่อ (09:00 - 09:59) วันรุ่งขึ้น ณ สนามประลองแห่งเมืองศฤคาล
ผมตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
จะว่าตื่นเต้นก็ไม่ใช่ กลัวก็ไม่เชิง แต่ที่แน่ ๆ
สมองมันปลุกตัวเองขึ้นมาก่อนเสียงไก่ขันด้วยซ้ำ
ก็ไม่แปลก..
เพราะนี่คือวันแรกของการประลองอย่างเป็นทางการของผมนี่นะ
สนามประลองแห่งเมืองศฤคาลดูอลังการเสียจนผมแอบคิดว่านี่มันคือเวทีประกวดนางงามหรือเปล่า
มีทั้งเวทีหลักและเวทีรองอีกสิบเวทีล้อมรอบไว้
ตัวเวทีหลักออกแบบเป็นทรงห้าเหลี่ยมด้านเท่า ขนาดแต่ละด้านสิบเมตร ตั้งอยู่ตรงกลางลานกว้าง และห่างจากอัฒจันทร์โดยรอบสิบเมตรพอดิบพอดี ล้อมไว้ด้วยอัฒจันทร์ทรงห้าเหลี่ยมเหมือนกัน
แต่ละด้านของอัฒจันทร์สื่อถึงตระกูลเสาหลักทั้งห้าของแดนนี้:
ทิศตะวันตกเฉียงใต้: ตระกูลฮู (เจ้าภาพ)
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ: ตระกูลอุสางิ
ทิศเหนือ: ตระกูลหม่า
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ: ตระกูลตง
ทิศตะวันออกเฉียงใต้: ตระกูลซุน
ถ้าสังเกตดี ๆ มันคือการนั่งเรียงตำแหน่งตามเกียรติและอิทธิพลในระดับไม่เป็นทางการแฝงอยู่ด้วย..
แค่ไม่ประกาศชัดก็เท่านั้นแหละ
ส่วนเวทีรองสิบเวทีนั้นก็กระจายกันตามมุม ทิศละสองเวที เล็กกว่าเวทีหลักประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ก็นับว่ามีขนาดพอให้ศิษย์รุ่นเยาว์ได้แสดงฝีมือแบบไม่ต้องห่วงว่าจะเผลอกระเด็นจนหลุดเวทีไปชนอะไรข้างสนาม
รูปแบบการคัดเลือกนั้นแบ่งเป็นสองรอบ..
รอบแรก.. คัดจากผู้เข้าแข่งขันร้อยคน แบ่งเป็นสามช่วงเวลา ช่วงละครึ่งชั่วยาม
ยามซื่อสองเค่อ (09:30)
ยามซื่อหกเค่อ (10:30)
ยามอู่สองเค่อ (11:30)
รอบถัดไป.. เหลือสิบห้าคน เข้าสู่การประลองหลัก
วันนี้บ่ายมี 5 คู่
พรุ่งนี้มี 10 คู่ ซึ่งกระจายแบ่งแข่งขันเป็นรอบ ๆ ทั้งวัน
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าใครรอดจากเช้านี้ไปได้ ก็ต้องไปเหนื่อยต่ออีกวันเต็ม ๆ
ตอนนี้ผมยืนอยู่ที่สนามประลองหมายเลขเก้า ตำแหน่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเวทีหลักแบบพอดิบพอดี ซึ่งเป็นผลจากจับฉลากที่ได้มาในรอบที่สอง
ส่วนเจ้าโหวหวังที่ยังคงโชคดีตามคำทำนายของผู้ก่อตั้ง ก็ได้สนามที่สิบในรอบสามไปครองอย่างสบายใจ
เหล่าผู้สมัครแข่งขันรุ่นมัธยุทธ์ต่างทยอยมายืนกันประจำสนามย่อยทั้งสิบ
แต่แปลกดี..
ไม่มีใครสนใจสนามตัวเองเลย เพราะสายตาทุกคู่ดันหันไปทางเวทีหลักพร้อมกันราวกับมีแรงดึงดูดลึกลับอยู่ตรงนั้น
ซึ่งก็ไม่ต้องเดาให้เมื่อย เจ้าเมืองฮูเฉียนกำลังกล่าวเปิดพิธีด้วยน้ำเสียงอันทรงพลังจาการเสริมพลังปราณไปที่กล่องเสียงจนดังก้องไปทั่วทั้งเมืองศฤคาล..
ระดับที่ผมเชื่อว่าต่อให้นั่งหลบอยู่ในห้องน้ำคงทำธุระได้ไม่สุดท้องแน่ ๆ
“เอาล่ะ..
สิ่งสุดท้ายที่ข้าอยากจะขอต้นกล้ารุ่นหลังเช่นพวกเจ้านั้นมีเพียงสิ่งเดียว...”
น้ำเสียงของฮูเฉียนพลันเปลี่ยนจากโหมดขึงขังเป็นจริงจังจนดูน่าคล้อยตาม
ช่วงว่างระหว่างประโยคทำให้หลายคนกลั้นหายใจ
“หลังจากจบการประลองแล้ว...”
ทุกคนเตรียมตัวฟังคำคมปิดท้าย ปรัชญาชีวิต หรืออะไรก็ตามที่จะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับการประลอง และสร้างความฮึกเหิมก่อนศึกจะเริ่ม..
แต่ไม่เลย...
นั่นไม่ใช่วิถีของคนตระกูลฮู
“อย่าลืมแวะเวียนเข้าไปเลือกซื้อสินค้าที่สมาคมการค้าตระกูลฮูของข้าด้วย!”
ผมนี่เกือบหลุดหัวเราะ!
เขาสมควรพูดกดดันหรือมีการสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่กำลังจะแข่งไม่ใช่หรือยังไง
หรืออย่างน้อย ๆ ก็สมควรพูดอะไรที่มันดูทำให้อะดรีนาลีนมันสูบฉีดหน่อย
แต่นี่อะไร..!
เขากลับพูดโปรโมทร้านค้าตระกูลฮูซะงั้น
ให้ไอ้โหวหวังขนร่วงหมดทั้งตัวเถอะ!!
“พิเศษสำหรับปีนี้!
แน่นอน!
เรื่องลดราคาเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดสำหรับสมาคมของข้า...”
เขาหัวเราะร่วน ราวกับนี่คือหมัดเด็ดที่ใช้มัดใจลูกค้าของเขา
ทันใดนั้น..
คนจากสมาคมการค้าในชุดสีประจำตระกูลฮูก็ทยอยเดินขึ้นเวทีทั้งสิบ
ในมือของพวกเขาถือกล่องสลักลวดลายหรูหราราวกับจะมอบรางวัลจักรพรรดิ
“ของที่พวกเราตระกูลฮูเตรียมไว้ ได้แก่ ปิ่นปักผมสำหรับสตรี และพู่หินที่ทำจากหินอัคนีสำหรับบุรุษ!
ทั้งสองสิ่งนี้จะถูกสลักตราทั้งห้าของตระกูลเสาหลักเอาไว้เพื่อเป็นที่ระลึก!”
ระทึกสิไม่ว่า..
จะสู้กันให้ตายตรงนี้หรือจะเดินแฟชั่นโชว์กันแน่เนี่ย? ..