ฟ้าว
"หลบเร็ว!"
ลูกไฟขนาด 15 เมตร พุ่งผ่านแบล็คสติงไปแบบเฉียดฉิว
แม้ว่าเกราะยานจะแข็งพอที่จะชนเศษอุกกาบาตเมื่อครู่ได้แบบสบายๆ แต่ถ้าถูกมันกระแทก ความเร็วขณะพุ่งขึ้นก็จะลดลง ดังนั้น การหลบจึงดีกว่า
ฟ้าว ฟ้าว ฟ้าว
หลังจากลูกแรกผ่านไป อุกกาบาตอีกนับไม่ถ้วนก็ทยอยตกตามลงมา แบล็คสติงสามารถหลบทุกก้อนได้อย่างไม่มีปัญหา
เจ้ากระเบนดำค่อยๆ พุ่งฝ่าชั้นบรรยากาศขึ้นไปเรื่อยๆ โชคดีที่พลังงานของยานเลยขีดความปลอดภัยมาไม่มากนัก ซึ่งถ้าหมดก็ยังคงทดแทนด้วยพลังงานจากสูทของเฟรีสได้อยู่
ขณะที่ทุกอย่างดูเหมือนเป็นไปได้ด้วยดี ทันใดนั้นเอง จู่ๆ ท้องฟ้าทั้งหมดก็กลายเป็นมืดสนิทจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้ว
"บ้าน่า..." เฟรีสอุทานหลังจากเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า จากการคำนวณก่อนเข้าสู่ดาวอีโนโนก้า อุกกาบาตยักษ์ควรใช้เวลาอีกสามสิบวินาทีกว่าจะเริ่มเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ
แต่จากที่เห็นตอนนี้บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ามันมาถึงก่อนเวลา ด้วยขนาดอันมหึมา แสงจากดวงอาทิตย์จึงถูกบดบังจนหมดสิ้น
เมื่อเห็นว่าเริ่มไม่เข้าท่า เฟรีสจึงรีบเช็ควงโคจรของเจ้าอุกกาบาตยักษ์ใหม่อีกรอบ
"ไอ้หินบัดซบ!" เขาคำรามลั่นเมื่อค้นพบสาเหตุ
กลายเป็นว่าเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา เจ้าอุกกาบาตยักษ์ที่มีรอยร้าวอยู่แล้วได้แตกออกเป็นสองส่วน และครึ่งหนึ่งของมันก็ถูกแรงโน้มถ่วงของดาวดูดลงมาก่อน ส่วนอีกครึ่งจะตามมาในอีก 30 วินาที ตามกำหนดเดิม
“แบล็คสติง! หักหัวยานลงสี่สิบห้าองศา เพิ่มความเร็วสิบเปอร์เซ็นต์ห้าวินาที”
ตอนนี้ยานไม่อาจใช้ความเร็วสูงสุดได้ เพราะด้านนอกเต็มไปด้วยฝนอุกกาบาตจำนวนนับไม่ถ้วน บางก้อนถึงกับใหญ่เท่าสนามฟุตบอลสองสนามต่อกัน ถ้าโดนกระแทกเข้าไปก็ไม่ต้องคิดต่อ เขาจึงจำต้องหักหัวยานลง ไม่เช่นนั้นก็ต้องชนเข้ากับเจ้าหินยักษ์นั่นแน่นอน
ระหว่างยานกำลังพุ่งลง เมื่อมองผ่านกระจกออกไป เฟรีสอดกลืนน้ำลายไม่ได้ ภายนอกเลวร้ายราวกับวันสิ้นโลก ไม่สิ! นี่มันคือวันสิ้นโลกของจริง เพียงแต่เป็นของดาวดวงนี้เท่านั้น
ตอนที่เจ้าอุกกาบาตยักษ์แตกออก มันได้ก่อให้เกิดเศษหินจำนวนมากขึ้น และก็ได้กลายเป็นฝนอุกกาบาตอย่างที่เห็นในตอนนี้
พื้นผิวดาวเราวกับถูกระเบิดปรมาณูปูพรมใส่ น้ำในมหาสมุทรเดือดเป็นฟอง ไอร้อนจัดที่ระเหยขึ้นมาทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ บรรยากาศที่เคยบริสุทธิสดชื่นเต็มไปด้วยละอองฝุ่นควันพิษ สัตว์น้อยใหญ่มากมายพากันลอยตายเกลื่อนกราด
"ดับเครื่อง!" หลังจากบังคับยานพุ่งลงมาครบ 5 วินาที เฟรีสสั่งแบล็คสติงดับเครื่องยนต์เพื่อประหยัดพลังงาน ยานจึงพุ่งไปเบื้องหน้าโดยอาศัยเพียงแรงเฉื่อยเท่านั้น
‘หนึ่งกิโลเมตร... แปดร้อยเมตร... ห้าร้อยเมตร... ห้าสิบเมตร...’
“ตอนนี้แหละ! เชิดหัวยานขึ้นหกสิบองศา เพิ่มความเร็วสิบห้าเปอร์เซ็นต์ เปิดโหมดหลบหลีกสูงสุด โอนพลังงานเกราะทั้งหมดไปที่ส่วนหน้า!”
เพื่อออกห่างจากอุกกาบาตยักษ์ให้มากที่สุด เฟรีสจึงเลือกบินขึ้นในแนวทแยงหกสิบองศา เพราะถ้าบินขึ้นไปตรงๆ ก็คงมีหวังชนรอบนอกของหินยักษ์
ปัง! ปัง! ปัง!
ขณะกำลังใต่ระดับ เศษหินเล็กๆ ได้กระแทกเข้ากับส่วนหน้าของยานอย่างรุนแรง ถึงจะเพิ่มอัตราการหลบหลีกไปแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะหลบฝนอุกกาบาตที่มาแบบถี่ยิบได้ เขาจึงใช้วิธีเลือกชนก้อนเล็กและหลีกเลี่ยงก้อนใหญ่แทน
ตื้ดดด!
"เกิดอะไรขึ้น"
เฟรีสถามแบล็คสติงด้วยสีหน้าย่ำแย่ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเตือนก็จะมีแต่เรื่องร้ายๆ ตามมาตลอด
[พลังงานที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอจะพ้นเอกโซสเฟียร์*ไปได้ครับท่าน] การมาถึงก่อนกำหนดของอุกกาบาตบัดซบ ทำให้ต้องเสียพลังงานบางส่วนไปกับการหลบหลีก...และที่เหลืออยู่ก็ไม่เพียงพอ
"ฉันไม่ยอมแพ้หรอก! คงความเร็วเดิมไว้" เฟรีสกัดฟันแน่นสั่งยานคู่ใจ
ตื้ด เสียงเตือนนรกดังขึ้นอีกครั้ง
[อีกสิบวินาที ความเร็วจะตก คลาดเคลื่อนจากเป้าหมายสิบห้าเปอร์เซ็นต์ครับ]
"ทิ้งของที่ไม่จำเป็นทั้งหมดไป" เฟรีสสั่งหุ่นยนต์อเนกประสงค์ที่ยังเหลืออยู่ให้เริ่มโยนสัมภาระส่วนเกินออกไปเพื่อลดน้ำหนักยาน สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤติ เพื่อเอาชีวิตรอดอะไรที่ทำได้ก็ต้องทำ แม้แต่วิธีเบสิคอย่างทำให้ยานเบาขึ้นก็ตาม
[ความเร็วยังไม่เพียงพอ คลาดเคลื่อนจากเป้าหมายสิบสามเปอร์เซ็นต์]
"ปลดอาวุธทิ้งไป" เฟรีสตะโกน มือสั่นเล็กน้อย
แกร่ก
อาวุธนับสิบชิ้นถูกปลดออกตกลงสู่เบื้องล่าง หลายชิ้นราคาแพงหูฉี่จะไม่ให้มือไม้สั่นได้อย่างไร เพียงแต่ตอนนี้มันคือน้ำหนักที่อาจฆ่าเขา
[ความเร็วยังไม่เพียงพอ คลาดเคลื่อนจากเป้าหมายแปดเปอร์เซ็นต์]
เจ้ายานกระเบนรายงานข่าวร้ายไม่หยุด แปดเปอร์เซ็นต์ที่ว่าอาจดูไม่เยอะ แต่ในสถานการณ์นี้มันคือหายนะ ถ้าขาดไปแม้เพียงเปอร์เซ็นต์เดียว ยานก็จะทำความเร็วได้ไม่ถึงกำหนด จากนั้นมันจะถูกแรงดึงดูดของดาวฉุดลงสู่เบื้องล่าง
ครืนนน
เสียงดังสนั่นลั่นมาจากท้องฟ้าด้านบน เป็นสัญญาณว่าอุกกาบาตยักษ์ครึ่งแรกเริ่มเสียดสีกับบรรยากาศชั้นนอกสุดแล้ว มันลุกไหม้ราวกับไฟบรรลัยกัลป์ ท้องฟ้าในตอนนี้เต็มไปด้วยสีแดงฉาน อุณหภูมิร้อนระอุในพริบตา
"ปลดเกราะทั้งหมดทิ้งไปซะ! เหลือไว้แค่ส่วนหน้า" เฟรีสสั่งด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
การทิ้งเกราะไปนั่นก็หมายความว่า ถ้าโดนศัตรูโจมตีหรือพวกขยะอวกาศชนใส่ ยานก็มีโอกาสที่จะแตกหรือร้าวได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ถึงจำใจต้องปลดส่วนอื่นทิ้ง แต่ท่ามกลางเศษหินคมๆนับไม่ถ้วน เขาจะไม่ปลดเกราะส่วนหน้าออกอย่างเด็ดขาด
[ความเร็วยังไม่เพียงพอ คลาดเคลื่อนจากเป้าหมายห้าเปอร์เซ็นต์]
"โยนน้ำ อาหาร และของจำเป็นทั้งหมดทิ้งไปซะ จะมีอะไรสำคัญกว่าชีวิตตอนนี้อีก!" เฟรีสไม่มีทางเลือกอย่างแท้จริง ไปตายเอาดาบหน้าก็ดีกว่าตายตอนนี้
[ความเร็วยังไม่เพียงพอ คลาดเคลื่อนจากเป้าหมายสี่จุดห้าเปอร์เซ็นต์]
น้ำกับอาหารและวัตถุดิบจำเป็นไม่ได้มีน้ำหนักมากนัก มันจึงช่วยอะไรไม่ได้มาก
'เอาก็เอาวะ ต้องเสี่ยงแล้ว' เฟรีสคิดพร้อมกับรีบพุ่งตัวไปยังห้องควบคุมพลังงาน จากนั้นก็เสียบสายจากชุดสูทเข้ากับระบบเครื่องยนต์
[ความเร็วยังไม่เพียงพอ คลาดเคลื่อนจากเป้าหมายสองเปอร์เซ็นต์]
ได้ยินดังนั้น เขาก็กัดฟันเพิ่มพลังงานเข้าไปอีก ทำให้ชุดสูทเหลือพลังงานเพียงสามเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
[ความเร็วยังไม่เพียงพอ คลาดเคลื่อนจากเป้าหมายหนึ่งเปอร์เซ็นต์]
“ตายเป็นตาย โอนพลังงานทั้งหมดไปยังเครื่องยนต์เดี๋ยวนี้" เฟรีสกัดฟันสั่ง
[คำเตือน เมื่อสูทไม่มีพลังงาน ระบบพยุงชีพจะล้มเหลวและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต กรุณายืนยันเพื่อดำเนินการต่อ]
ชุดสูทส่งเสียงเตือน มันถูกออกแบบมาให้รักษาความปลอดภัยของผู้ใช้ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ คำสั่งใดๆที่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้จะต้องมีการยืนยันซ้ำก่อน
“ฉันยืนยัน….จากนี้ไปฝากด้วยนะเจ้ากระเบน” เฟรีสพูดราวกับสั่งเสีย จากนั้นก็เริ่มทำสมาธิปรับอารมณ์ให้หัวใจเต้นช้าลง เพื่อประหยัดการใช้ออกซิเจน
ถึงอากาศภายในชุดจะค่อยๆหมดไป แต่ยังไงเขาก็ไม่กล้าถอดมันออกอยู่ดี เพราะในยานแบล็คสติงเองก็แทบอยู่ไม่ได้ เนื่องจากพลังงานของระบบพยุงชีพได้ถูกโอนไปหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์หมดแล้ว
บนอวกาศนั้นมีอุณหภูมิที่เลวร้าย ถ้าไม่ร้อนไปก็หนาวแบบสุดๆ ยังไม่นับพวกรังสีต่างๆ อีก ถ้าไร้อุปกรณ์ป้องกันก็คงมีชีวิตรอดได้ไม่นาน ถึงชุดสูทของเฟรีสจะไร้พลังงาน แต่มันก็ยังมีเกราะที่ป้องกันสภาพแวดล้อมแบบสุดขั้วได้อยู่
[ความเร็วเสถียร จะพ้นชั้นบรรยากาศในสิบ... เก้า... แปด...ฯ... สาม... สอง... หนึ่ง ขอให้ผู้โดยทุกท่านสนุกกับการเดินทางครับ]
"ฮ่า ฮ่า ไอ้บัด...ซบ สนุกพ่อมึ..." เฟรีสโกรธจัดจนแค่นหัวเราะ แต่ยังด่าไม่ทันจบก็สลบไปเสียก่อน
[จะ เจ้านาย...ตื้ด...ตรวจพบปริมาณออกซิเจนในเลือดต่ำ เริ่มทำการชาร์จระบบพยุงชีพฉุกเฉิน]
เมื่อเจ้ายานกวนประสาทรู้ว่าเจ้านายขาดออกซิเจน มันก็เริ่มชาร์จพลังงานจากสสารมืดอย่างเร่งด่วน เมื่อออกสู่อวกาศได้ วิกฤติพลังงานก็จบลง
ร่างของเฟรีสถูกนำไปที่ห้องพยาบาล จากนั้นอีกสิบนาทีต่อมาเขาก็ฟื้นคืนสติ
"รอดตายแล้ว" เฟรีสถอนหายใจด้วยความโล่งอก
บึ้มมม
แต่ยังถอนหายใจไม่ทันสุด เสียงระเบิดดังสนั่นก็ทำให้เขาสะดุ้งสุดตัว ยานทั้งลำสั่นสะเทือนราวกับถูกเขย่าด้วยมือยักษ์
ในที่สุดอุกกาบาตขนาดมหึมาทั้งสองก็ได้กระแทกเข้ากับพื้นผิวดาวอีโนโนก้า เสียงระเบิดดังกึกก้องจนแก้วหูแทบแตก ดาวทั้งดวงแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ
เฟรีสรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั่วทั้งตัว เขาเกือบต้องจบชีวิตไปพร้อมกับดาวดวงนั้นแล้ว นับว่าเฉียดตายมากที่สุดเท่าที่ได้เคยพบเจอมา
"ลาก่อน ดวงดาวแสนสวย" เฟรีสพึมพำเบาๆด้วยความรู้สึกเสียดาย ดาวดวงนี้นับได้ว่าอุดมสมบูรณ์ มีสิ่งมีชีวิตและทรัพยากรมากมายที่ยังไม่ถูกค้นพบ นอกจากนั้นมันยังสวยมากอีกด้วย
ตื้ด
ขณะกำลังจมอยู่กับความคิด เสียงเตือนนรกก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"อะไรอีกฟะ" เฟรีสถามขึ้นด้วยความหงุดหงิด วันนี้เขาได้ยินเสียงบ้านี่มามากพอแล้ว
[ระบบซ่อมแซมอัตโนมัติหยุดทำงาน เนื่องจากวัสดุไม่เพียงพอครับ] แบล็คสติงรายงานด้วยน้ำเสียงเรียบแต่ฟังแล้วกลับน่าโมโห
"เฮ้อ….ไม่จบไม่สิ้นสักที" เฟรีสทรุดลงนั่งกับเก้าอี้พลางถอนใจยาวราวกับระบายความเหนื่อยทั้งชีวิตออกมา
*เอกโซสเฟียร์ (Exosphere) ชั้นบรรยากาศสุดท้ายของโลกก่อนออกสู่อวกาศ อยู่สูงจากพื้น 600 กิโลเมตร เป็นต้นไป