บทที่ 70
การล่าถอยของจอมมาร และการหลบหนีจากวิหารถล่ม
เลือดสีแดงสดหยดลงบนพื้นศิลาสีขาวบริสุทธิ์ราวกับดอกเหมยที่ผลิบานกลางหิมะเสี่ยวเป่าในร่างเด็กน้อยวัยห้าขวบยืนโอนเอนไปมา แม้มือขวาจะยังกำ 'พัดสยบเมฆา' ไว้แน่น
แต่เรี่ยวแรงที่ใช้พยุงตัวกลับเหือดหายไปจนหมดสิ้น
การครอบครองและดึงพลังจากอาวุธเทพในขณะที่ร่างกายยังไม่เติบโตเต็มที่เปรียบเสมือนการเอาน้ำตกทั้งสายมาเทใส่แก้วน้ำใบเล็กๆ... แก้วใบนั้นย่อมต้องปริแตก
"เสี่ยวเป่า!"กู้หลินพุ่งพรวดเข้าไปรับร่างของน้องสาวก่อนที่นางจะล้มกระแทกพื้นเขากอดร่างเล็กจิ๋วที่ร้อนระอุราวกับเตาไฟไว้แน่น "เลือด...น้องกระอักเลือดไม่หยุดเลย! พี่หยู! เอากล่องพยาบาลมาเร็ว!"
กู้หยูวิ่งหน้าตื่นเข้ามาพร้อมกับหวังเฉิน"กล่องพยาบาลมันรักษาอาการธาตุไฟแตกซ่านไม่ได้หรอกพี่ใหญ่!พลังปราณในตัวน้องกำลังตีกลับ!"
พัดสยบเมฆาที่รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของผู้เป็นนายมันค่อยๆ หดแสงสีทองลงเพื่อลดภาระการดึงพลังงาน ก่อนจะพับเก็บตัวเองกลายเป็นด้ามพัดหยกขาวธรรมดาๆเลื่อนเข้าไปซุกอยู่ในกระเป๋าเอี๊ยมของเสี่ยวเป่าอย่างรู้ความ
"แค่ก... หนู... ยังไม่ตายหรอกน่า..." เสี่ยวเป่าพยายามฝืนยิ้มแม้ริมฝีปากจะซีดเผือด "ดูผลงานของหนูสิ... ไอ้ศิษย์พี่ทรยศนั่น...สภาพดูไม่จืดเลยใช่ไหมล่ะ..."
ทุกคนหันขวับไปมองยังซากบัลลังก์น้ำแข็งที่พังทลาย
ใต้กองเศษผลึกน้ำแข็งที่แตกละเอียดร่างของลาสบอสแห่งเทียนซานค่อยๆ ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา สภาพของ
หมิงเทียนบัดนี้ห่างไกลจากคำว่า 'เทพบุตรผู้สง่างาม' ไปมากโข ชุดคลุมสีขาวขาดวิ่นผมสีขาวโพลนเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีดำและฝุ่นผง ที่อกซ้ายมีรอยไหม้ขนาดใหญ่จากการถูกแสงธรรมแผดเผาไอมารที่เคยแผ่ซ่านอย่างยิ่งใหญ่บัดนี้หดตัวลงและสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้
"แก... นังปีศาจ..." หมิงเทียนกัดฟันกรอดดวงตาสีดำสนิทเบิกกว้างด้วยความเคียดแค้นและไม่อยากจะเชื่อ "แกกล้า...ทำลายแก่นวิญญาณของข้า..."
"แกต่างหากที่เป็นปีศาจ!" หวังเฉินชี้หน้าด่าพร้อมยกปืนแม็กนั่มขึ้นเล็ง "ยอมแพ้ซะไอ้หัวหงอก! สภาพแกตอนนี้โดนฉันเตะก้านคอทีเดียวก็หลับแล้ว!"
หมิงเทียนกระอักเลือดสีดำออกมาอีกระลอกเขารู้ตัวดีว่าการประเมินเย่ว์ซินต่ำเกินไปคือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดพายุแสงธรรมเมื่อครู่ไม่เพียงแต่ช่วงชิงพัดสยบเมฆาไป แต่ยังทำลาย 'ค่ายกลดูดวิญญาณ'ที่เขาวางรากฐานไว้บนภูเขาเทียนซานมานับร้อยปีจนพินาศย่อยยับ!หากเขายังฝืนสู้ต่อในสภาพที่แก่นวิญญาณแตกร้าว เขาอาจจะต้องตายจริงๆด้วยน้ำมือของมนุษย์ที่เขาเคยมองว่าเป็นแค่สวะ!
"ฝากไว้ก่อนเถอะเย่ว์ซิน..." หมิงเทียนแสยะยิ้มเย็นชาเลือดสีดำไหลย้อยตามมุมปาก "วันนี้เจ้าอาจจะโชคดีที่ชิงอาวุธคืนไปได้...แต่ร่างกายของเจ้าก็แหลกเหลวไม่ต่างจากข้า! และอย่าลืมล่ะ...ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าจะไม่มีวันได้พบกับพ่อแม่ในชาตินี้ของเจ้า!"
คำขู่นั้นจี้จุดอ่อนของเสี่ยวเป่าอย่างจังเธอเบิกตากว้าง "แกเอาพ่อแม่ข้าไปไว้ไหน! ตอบมานะ!"
"อยากรู้ก็รักษาชีวิตตัวเองให้รอดก่อนเถอะ... เกมของเรายังไม่จบ!"
หมิงเทียนยกมือขวาที่อาบไปด้วยเลือดของตนเองขึ้นมาวาดอักขระเวทมนตร์ดำกลางอากาศอย่างรวดเร็ว "วิชาเลือดต้องห้าม... เคลื่อนย้ายเงาโลหิต!"
วูบบบบ!
หลุมดำขนาดยักษ์เปิดออกเบื้องหลังร่างของหมิงเทียนแรงดูดมหาศาลดึงเอาร่างที่บาดเจ็บสาหัสของลาสบอสกลืนหายเข้าไปในความมืดก่อนที่มิติจะปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเย้ยหยันที่ค่อยๆเลือนหายไป
"หนอย! มันหนีไปได้!" กู้หลินสบถอย่างหัวเสีย
แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้เจ็บใจไปมากกว่านี้...
ครืนนนน...ครืนนนน!!!
ทั่วทั้งตำหนักน้ำแข็งและวิหารโบราณเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง!เสาหินยักษ์ที่เหลืออยู่เริ่มเกิดรอยร้าวและหักโค่นลงมาก้อนผลึกน้ำแข็งขนาดเท่ารถยนต์ร่วงหล่นจากเพดานดังกึกก้องพื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าปริแตกแยกออกเป็นเหวลึก!
"ฉิบหายแล้ว!" หวังเฉินตาเหลือก "พอไอ้บอสนั่นหนีไปพลังเวทที่ค้ำจุนวิหารนี้ไว้ก็เสื่อมสภาพ! ที่นี่กำลังจะถล่มแล้ว!"
"วิ่ง! ทุกคนวิ่งกลับไปที่รถเดี๋ยวนี้!"
หัวหน้าบอดี้การ์ดอดีตหน่วยซีลตะโกนสั่งการลูกน้องที่เหลือรีบเปิดไฟฉายแรงสูงส่องนำทาง
กู้หลินไม่รอช้าเขาอุ้มร่างของเสี่ยวเป่าขึ้นแนบอก ใช้ตัวบังเศษหินและน้ำแข็งที่ร่วงหล่นลงมา"เกาะพี่ไว้แน่นๆ นะ
เสี่ยวเป่า!" เขาออกตัววิ่งสุดฝีเท้า พลังมังกรทองที่ยังหลงเหลืออยู่น้อยนิดถูกรีดเร้นมาใช้ในการเพิ่มความเร็ว
"รอด้วยพี่ใหญ่!" กู้หยูวิ่งหน้าตั้ง ขาสั้นๆ ของเด็กแปดขวบสับรัวๆโดยมีหวังเฉินวิ่งประกบติดคอยดึงคอเสื้อให้หลบก้อนหิน
การหลบหนีออกจากวิหารน้ำแข็งที่กำลังถล่มทลายนั้นระทึกขวัญยิ่งกว่าการสู้กับกองทัพผีดิบ!พวกเขาต้องวิ่งฝ่าเขาวงกตที่พังครืนลงมา กระโดดข้ามรอยแยกของพื้นดินและหลบเศษซากตำหนักที่ร่วงหล่นราวกับห่าฝน
"สะพาน! สะพานอยู่ข้างหน้าแล้ว!" หวังเฉินชี้มือไปที่แสงสว่างปลายทาง
พวกเขาพุ่งทะยานออกมาจากโถงวิหารได้หวุดหวิดก่อนที่บานประตูสำริดขนาดยักษ์จะถล่มลงมาปิดตายเส้นทางด้านหลังดังสนั่น!
แต่การข้ามสะพานศิลากลับไม่ง่ายอย่างที่คิดโซ่เหล็กที่เคยขาดไปตอนสู้กับ Mr.X ทำให้สะพานเอียงกระเท่เร่และแกว่งไกวอย่างน่ากลัวท่ามกลางหมอกหนาทึบและเหวลึกเบื้องล่าง
"ค่อยๆ ไต่ไป! อย่ามองลงไปข้างล่าง!" กู้หลินตะโกนสั่งขณะมือหนึ่งอุ้มน้องสาว อีกมือจับราวโซ่แน่น
และแล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นร่างของ'สิงโตเหมันต์ไป๋เสวี่ย' ที่ยังคงนอนสลบไสลอยู่บนสะพาน!
"ไป๋เสวี่ย!" เสี่ยวเป่าที่สติเริ่มเลือนรางพึมพำ "ทิ้ง...ทิ้งเขาไว้ไม่ได้..."
"ตัวเท่าตึกขนาดนั้น ใครจะแบกไหวล่ะอาจารย์น้อย!" หวังเฉินโวยวาย"ขืนแบกไป สะพานขาดตายหมู่แน่!"
ทว่าราวกับปาฏิหาริย์... ทันทีที่พัดสยบเมฆาในกระเป๋าของเสี่ยวเป่าเปล่งแสงสีทองจางๆร่างมหึมาของสิงโตเหมันต์ก็ค่อยๆ เปล่งแสงและหดเล็กลงเรื่อยๆ...จนกระทั่งกลายร่างเป็น 'ลูกสิงโตน้อย' สีขาวขนปุยตัวเท่าลูกสุนัข!
"เฮ้ย! ย่อส่วนได้ด้วย!" กู้หยูอ้าปากค้าง เขาไม่รอช้ารีบวิ่งไปคว้าร่างของลูกสิงโตน้อยยัดใส่กระเป๋าเป้ของตัวเองทันที"เก็บไอเทมดรอปสำเร็จ! ไปกันต่อเลย!"
ขบวนผู้กล้าทุลักทุเลปีนป่ายข้ามสะพานศิลาจนกลับมาถึงลานจอดรถจี๊ปออฟโรดได้อย่างปลอดภัยทุกคนหอบหายใจอย่างหนัก สภาพแต่ละคนสะบักสะบอมเต็มไปด้วยฝุ่นควันและบาดแผล
"ขึ้นรถ! สตาร์ทเครื่องเดี๋ยวนี้!เราต้องออกจากหุบเขานี้ให้เร็วที่สุด!" กู้หลินตะโกนสั่งเขาวางเสี่ยวเป่าลงบนเบาะหลังอย่างเบามือ
บอดี้การ์ดเหยียบคันเร่งมิดไมล์รถจี๊ปหุ้มเกราะทั้งสามคันพุ่งทะยานออกจากหุบเขาลี้ลับทิ้งซากปรักหักพังของวิหารและเทือกเขาเทียนซานไว้เบื้องหลังพายุหิมะด้านนอกเริ่มสงบลงแล้ว ราวกับว่าเมื่อค่ายกลมารพังทลายธรรมชาติก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ
ภายในรถที่กำลังแล่นลงเขาบรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด กู้หลินและกู้หยูนั่งขนาบข้างน้องสาวที่ตอนนี้หมดสติไปแล้วโดยสมบูรณ์อุณหภูมิร่างกายของเสี่ยวเป่าพุ่งสูงจนน่าตกใจ ผิวเนื้อแดงก่ำราวกับถ่านไฟลมหายใจรวยรินลงทุกขณะ
"ไข้ไม่ยอมลดเลยพี่ใหญ่! ระบบแจ้งเตือนว่าอวัยวะภายในกำลังล้มเหลว!"กู้หยูมองหน้าจอแท็บเล็ตด้วยน้ำตาที่เอ่อคลอ"ร่างกายน้องรับพลังของพัดสยบเมฆาไม่ไหว!"
กู้หลินกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อเขารู้สึกเกลียดความอ่อนแอของตัวเอง "ต้องมีวิธีสิ! เราฝ่าฟันมาถึงขนาดนี้จะยอมเสียน้องไปไม่ได้เด็ดขาด!"
ทันใดนั้นกู้หยูก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขารีบล้วงเข้าไปในเป้ และหยิบ 'โหลแก้ว' ที่บรรจุสมุนไพรสีทองเปล่งประกายออกมา
"หญ้าเซียนคืนวิญญาณ!" กู้หยูเบิกตากว้าง"เราได้มันมาจากสวนสมุนไพรลับไงพี่ใหญ่!มันเป็นยารักษาวิญญาณและบาดแผลระดับเทพไม่ใช่เหรอ!"
"ใช่! หมิงเทียนมันยังอยากได้เพื่อเอาไปซ่อมแก่นวิญญาณมันเลย!"กู้หลินตาเป็นประกายความหวัง "แต่... เราจะให้น้องกินยังไงล่ะ? เราปรุงยาเทวดาไม่เป็นนะ!"
"ไม่เห็นต้องต้มเลยลูกพี่!" หวังเฉินที่นั่งอยู่เบาะหน้าหันมา"ในหนังกำลังภายในเขาเคี้ยวป้อนกันทั้งนั้นแหละ! หรือไม่ก็บดๆคั้นน้ำให้ดื่มเลย! สปอนเซอร์รับรอง!"
กู้หลินไม่รอช้าเขารีบเปิดโหลแก้ว ดึงหญ้าเซียนสีทองออกมากลิ่นหอมบริสุทธิ์ของมันแผ่ซ่านไปทั่วรถจนความหนาวเย็นมลายหายไปเขาใช้สองมือขยี้ใบสมุนไพรอย่างระมัดระวังจนมันแหลกละเอียดและมีน้ำยางสีทองไหลซึมออกมา
"เสี่ยวเป่า... กลืนมันลงไปนะ..."
กู้หลินค่อยๆบีบน้ำยางสีทองจากหญ้าเซียนให้หยดลงไปในริมฝีปากที่แห้งผากของน้องสาวทีละหยดๆทันทีที่ของเหลวศักดิ์สิทธิ์ไหลลงสู่ลำคอ แสงสีทองอ่อนๆก็แผ่ซ่านออกมาจากกลางอกของเด็กน้อยมันทำปฏิกิริยากับพลังของพัดสยบเมฆาที่ตกค้างอยู่ในร่างช่วยสมานเส้นปราณที่ปริแตกและเยียวยาอวัยวะภายในอย่างรวดเร็ว
อุณหภูมิร่างกายของเสี่ยวเป่าค่อยๆลดลงสู่สภาวะปกติ สีหน้าแดงก่ำจากพิษไข้กลับมามีสีเลือดฝาดของเด็กสุขภาพดีลมหายใจที่เคยติดขัดกลับมาสม่ำเสมอและสงบเงียบ
กู้หลินและกู้หยูถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่ทรุดตัวลงพิงเบาะรถด้วยความโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก
"รอดแล้ว... เทพธิดาน้อยของเราปลอดภัยแล้ว" หวังเฉินยิ้มกว้างปาดเหงื่อที่หน้าผาก "ทริปนี้สปอนเซอร์คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ได้เห็นทั้งผีดิบได้เห็นน้องสาวพี่ฟาดบอสกระจุย แถมยังได้หมา... เอ้ย สิงโตหิมะกลับไปเป็นสัตว์เลี้ยงอีกต่างหาก!"
กู้หลินก้มลงมองน้องสาวตัวน้อยที่หลับพริ้มอย่างสบายใจก่อนจะหันไปมองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง แสงแดดรุ่งอรุณกำลังสาดส่องกระทบผืนหิมะเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นวันใหม่... และการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่แท้จริง