ทั้งสองเด็กน้อยรีบหลบด้านหลังพระมารดาในทันที ดวงตากลมใสแอบมองร่างนักพรตสตรีท่าทางขึงขังที่เพิ่งก้าวเดินเข้ามา ด้วยแววตาหวั่นเกรง “ท่านเจ้าสำนัก… เกิดเหตุอันใดขึ้นหรือ” ฝ่าบาทมันตรา กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เมื่อครู่… มีผู้ส่งสารด่วนจากเขตหุบเขาอัฏฐคีรี เพคะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ คัมภีร์ปฐมวิญญาณ” เสวียนหานจื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
พระราชินีมันปนิตา ขมวดคิ้ว “คัมภีร์ปฐมวิญญาณ… หรือ” เสวียนหานจื่อ พยักหน้า “เพคะ… แต่ก่อนดูเหมือนเป็นเพียงแค่ตำนาน แต่บัดนี้ดูเหมือนว่ามันกำลังจะกลายเป็นความจริง”
แรงลมพัดวูบเข้ามา กลีบดอกเหมยปลิวผ่านหน้าต่างร่วงลงมายังพื้นตำหนัก “สามเดือนก่อน มีคนพบจารึกเก่าในถ้ำลึกบนเขาประกายภพ” เสวียนหานจื่อเริมเล่าเหตุการณ์โดยสรุป “เป็นหนึ่งในยอดเขาทั้งแปดที่มีนามว่าอัฏฐคีรีใช่หรือไม่” ฝ่าบาทมันตราชิงถามด้วยความสงสัย
“ใช่แล้วเพคะ เขานี้คือหนึ่งในอัฏฐคีรีทั้งแปด โดยในแต่ละลูกมีนามเรียงกันดังนี้ นพเทวัน วงจันทรา ธารวารี มณีเทพา มหามณฑล พิมลพราว ดาวกระจาย และประกายภพ” เสวียนหานจื่อกล่าวตอบแล้วจึงเล่าต่อ “จารึกที่พบนั้นมีข้อความสรรเสริญคัมภีร์ปฐมวิญญาณ ว่าเป็นของวิเศษที่ขจัดได้ทั้งมารและปีศาจ… ข่าวนี้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ยอดฝีมือต่างหมายจะครอบครอง”
“เล่าต่อ” ฝ่าบาทมันตรากล่าวเหมือนเด็กอยากฟังนิทาน เสวียนหานจื่อ จึงเล่าต่อไป “แท้จริงแล้ว มิได้มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าตัวคัมภีร์นั้นอยู่ที่ใดกันแน่ แต่เล่าต่อๆกันมาว่าเทพีชิงอี้เคยเก็บ ปกคัมภีร์ ไว้ใน ‘มหาวิหารจิตอมตะแห่งอัฏฐคีรี’ หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกขานนามว่า ‘วิหารปฐมญาณ’ ที่ถูกซ่อนไว้ในมิติเร้นลับ… แต่แล้ว… วิหารนี้ก็ได้ปรากฏขึ้นเมื่อหกปีก่อน และทุกเดือนเมษายนจะให้กำเนิดบทตำราใหม่ สำนักเหมันต์ของเราได้เก็บรวบรวมเอาไว้แล้วถึงสี่บทด้วยกัน”
ไป๋หานเย่ว์ ถอนหายใจ “ถึงแม้จะมีแค่เพียงสี่บท แต่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะดึงดูดความโลภของผู้คนในใต้หล้า…”
เสวียนหานจื่อ น้ำเสียงหนักแน่น แววตานิ่งลึกดุจผืนน้ำแข็งพันปี
“เพคะ… และเมื่อสองวันก่อน… มีผู้บุกรุกวิหารปฐมญาณ ขโมยทั้งปกคัมภีร์ และ บทคัมภีร์ทั้งหมดไป”
บรรยากาศในตำหนักดอกเหมยเงียบลงราวกับหิมะหยุดโปรย เด็กทั้งสองขยับเข้ามากอดพระมารดาไว้แน่น ราวกับสัมผัสได้ถึงเงาอันตรายที่กำลังแผ่ปกคลุม
ราชามันตรา เอื้อนพระโอษฐ์ช้าๆ สีพระพักตร์ยังคงสงบ แต่แววพระเนตรลึกล้ำจนยากที่จะหยั่งถึง “ท่านเจ้าสำนัก จึงอยากให้เราช่วยติดตามคัมภีร์และบทตำราเหล่านั้นกลับมาใช่หรือไม่”
เสวียนหานจื่อ ส่ายหน้าช้าๆ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอันมั่นคง
“หามิได้ สำนักเหมันต์ต้องการเพียง ปกคัมภีร์ เพื่อเก็บคืนยังวิหารปฐมญาณดังเดิมเท่านั้น… เพราะมีปก ก็มีคัมภีร์ ปกสร้างคัมภีร์ แต่คัมภีร์… มิได้สร้างปก”
พระเนตรของราชามันตราทอประกายวาววับ ราวกับเพิ่งเกิดความคิดบางประการ “ได้… เรารับปาก เช่นนั้นเราขอฝากลูกๆ ของเราไว้กับสำนักของท่าน จะได้ฝึกวิชาเสียเลยได้หรือไม่”
เจ้าสำนักตอบในทันที “เราไม่รับเด็กมาวิ่งเล่นในสำนัก รอโตกว่านี้สักสิบสองปี และต้องมีพลังยุทธถึงระดับห้าก่อแก่นพลังเสียก่อน เพคะ”
รอยยิ้มมุมปากของราชามันตราเผยขึ้นเล็กน้อย “แล้วถ้าเราบอกว่า… ลูกทั้งสองของเราเกินระดับห้าไปแล้ว… ท่านจะรับพวกเขาหรือไม่ล่ะ”
เสวียนหานจื่อเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนก้าวเข้ามาหาเด็กทั้งสอง นางยื่นมือเรียวยาว สัมผัสเบาๆ ที่ข้อมือเล็กๆ ขององค์ชายและองค์หญิง ทันทีที่สัมผัสพลังวิญญาณ แววตาเยือกเย็นของนางก็พลันสั่นไหวอย่างรุนแรง
เป็นไปได้อย่างไร… องค์ชายเพียงห้าขวบ แต่พลังยุทธกลับอยู่ในระดับสิบ รู้แจ้งเต๋าแล้ว… ส่วนองค์หญิงน้อยวัยเพียงสามขวบ กลับมีพลังยุทธระดับแปด สามารถควบคุมวิญญาณได้…
เจ้าสำนักที่ไม่เคยแสดงอารมณ์กลับต้องสูดลมหายใจยาวเพื่อกลบความตกใจ ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว “เช่นนั้น… ทางสำนักคงต้องรับไว้เป็นกรณีพิเศษ… เพคะ ขอทั้งสองพระองค์ พระราชโอรสและพระราชธิดา เสด็จตามหม่อมฉัน ไปยังลานประลองเพื่อทดสอบตามกฏของสำนัก” แววพระเนตรของฝ่าบาทมันตราและพระราชินีสบกันอย่างเข้าใจ
ณ ลานประลองน้ำแข็ง ใจกลางสำนักเหมันต์
หิมะยังหนาโปรยปรายลงมาราวกับเส้นไหม ลานประลองกว้างใหญ่ปูด้วยศิลาน้ำแข็งใสจนสะท้อนแสงอาทิตย์ เสียงน้ำพุร้อนที่ผุดขึ้นจากรอยแยกใต้พื้นส่งไอหมอกปะทะลมหนาว เกิดเป็นม่านหมอกหมุนวนรอบลานอย่างงดงาม
เสวียนหานจื่อนำราชามันตรา พระราชินี และเด็กทั้งสองก้าวเดินเข้ามาในลานประลองน้ำแข็ง ท่ามกลางสายตาของศิษย์นับร้อยที่กำลังฝึกยุทธอยู่ในลานฝึกใกล้ๆ ด้วยความประหลาดใจ
เสวียนหานจื่อหันไปทางเด็กทั้งสอง “ที่นี่… คือประตูสู่ก้าวแรกของศิษย์สำนักเหมันต์ ในฐานะที่เจ้าทั้งสองยังเด็กอยู่ เจ้าสำนักจะขอทดสอบสักสองด่านก็แล้วกัน หากพวกเจ้าอยากเป็นศิษย์ของสำนักเรา ก็จะต้องผ่านการทดสอบนี้ให้ได้เสียก่อน”
มันตริน เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น “การทดสอบอะไรหรือขอรับ”
เจ้าสำนักยิ้มบางๆ ก่อนยกมือเรียวขึ้น เปล่งพลังเย็นยะเยือกพวยพุ่งจากฝ่ามือสร้างเสาศิลาเก้าส่วน สูงเท่าตัวผู้ใหญ่ผุดขึ้นกลางลาน แต่ละส่วนของเสามีลวดลายที่แฝงไว้ด้วยพลังหมุนเวียน
เสวียนหานจื่อ : “นี่คือ เสาพิสูจน์วิญญาณ จงวางมือไว้บนเสา… แล้วเราจะเห็นว่าพลังแท้จริงของพวกเจ้าว่าเป็นเช่นไร”
องค์ชายมันตรินก้าวออกไปก่อน มือเล็กวางลงบนผิวศิลาน้ำแข็งทันที วูบบบ! แสงสีทองพวยพุ่งสูงขึ้นไปในอากาศ เสียงครืนของพลังดังก้องไปทั่วลานประลอง ศิษย์ทั้งหลายเบิกตากว้าง
“ระดับสิบ! รู้แจ้งเต๋า… ในวัยเพียงห้าขวบ!” ศิษย์คนหนึ่ง อุทานออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
เสวียนหานจื่อเหลือบมองฝ่าบาทมันตราด้วยสายตายอมรับ ก่อนพยักหน้าให้กับองค์หญิงมันฑนา
องค์หญิงน้อยก้าวออกมาข้างหน้า แล้ววางมือนุ่มนิ่มลงบนเสา วึบบบ! แสงสีม่วงเรืองรองปะทุออกมาอย่างงดงาม พร้อมเสียงสะท้อนดังกังวานราวระฆังคริสตัล
ศิษย์หญิงอีกคน เสียงสั่น : “ระดับแปด… ควบคุมวิญญาณได้ตั้งแต่อายุสามขวบ… เป็นไปได้อย่างไรกัน!”
ด่านทดสอบต่อไปถูกเจ้าสำนักสร้างขึ้นด้วยพลังปราณเหมันต์เป็นเส้นทางทอดยาวไปกลางลาน ล้อมรอบด้วยกำแพงหิมะสูง เส้นทางนั้นปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็ง และเต็มไปด้วยหลุมลึกซ่อนอยู่ ผู้ใดก้าวพลาดก็จะตกลงไปใน อาณาจักรน้ำแข็งจำลอง ที่จะแช่แข็งผู้บุกรุกได้นานหลายชั่วยาม
ตรงปลายเส้นทาง มีหุ่นวิญญาณพยัคฆ์หิมะ ยืนคอยอยู่ ดวงตาสีแดงก่ำเรืองแสงและกล้ามเนื้อจากน้ำแข็งเคลื่อนไหวได้ราวกับมีชีวิต
เจ้าสำนักเสวียนหานจื่อกล่าวด้วยเสียงที่กังวานไปทั่วลาน
“การทดสอบด่านที่สองมีสองขั้นตอนคือ ควบคุมพลังผ่านเส้นทางน้ำแข็งโดยไม่ตกลงไปในหลุมอาณาจักรน้ำแข็งจำลอง และเอาชนะหุ่นวิญญาณให้ได้”
องค์ชายมันตริน ยิ้มบางๆ “ช่างง่ายดายนัก”
เขาก้าวลงไปยืนบนเส้นทางน้ำแข็งทันที ฝ่าเท้าเล็กกระแทกกับแผ่นน้ำแข็งจนเกิดเสียง เพียะ พลังวิญญาณสีทองพลันแผ่กระจายป้องกันมิให้ลื่น ไม่นานเขาก็ก้าวข้ามหลุมลึกด้วยความแม่นยำราวนักรบผู้ช่ำชอง ก่อนจะใช้พลังดันตัวเองพุ่งถึงปลายเส้นทางในพริบตาเดียว
พยัคฆ์หิมะคำราม เสียงดังก้องเหมือนฟ้าร้องกลางฤดูหนาว แต่มันตรินเพียงยกกระบี่ขึ้น แล้วพุ่งตัววูบหายไปจากสายตาผู้คน ก่อนที่จะมาปรากฏกายอีกครั้งด้านหลังหุ่นน้ำแข็ง ฉัวะ! รอยแตกแผ่ไปทั่วตัวหุ่นก่อนระเบิดเป็นเศษน้ำแข็งระยิบระยับ เสียงฮือฮาของศิษย์ทั้งลานดังขึ้น
ต่อมาก็ถึงคิวขององค์หญิงมันฑนา เธอก้าวลงไปยังเส้นทางน้ำแข็งอย่างช้าๆ ฝ่าเท้าแตะน้ำแข็งอย่างแผ่วเบา พลังวิญญาณสีม่วงไหลเวียนรอบกาย แผ่นน้ำแข็งใต้ฝ่าเท้าสว่างขึ้นตามจังหวะการก้าวเดิน
เมื่อถึงปลายเส้นทาง พยัคฆ์หิมะคำรามใส่ แต่เธอไม่เร่งเข้าโจมตีเหมือนอย่างพี่ชาย กลับหลับตาลงแล้วส่งเสียงคำรามออกมา หุ่นพยัคฆ์ก็พลันหยุดการเคลื่อนไหวราวกับต้องมนต์สะกด จากนั้นมันก็คุกเข่าลงเหมือนยอมรับว่าเธอเป็นนายของมัน
ศิษย์หลายคนอ้าปากค้าง เสวียนหานจื่อเองก็ถึงกับเบิกตากว้างพลางเอ่ยขึ้นด้วยเสียงดังกังวาล “ควบคุมวิญญาณ… ได้อย่างสมบูรณ์… นับแต่นี้ไปเจ้าทั้งสองคือศิษย์ฐานะพิเศษที่สุดในประวัติศาสตร์ของสำนักเหมันต์” ราชามันตราและพระราชินีหันไปสบตากัน แววพระเนตรเต็มไปด้วยความภูมิใจ…