“ข้าจะรอดูจุดจบของเ้า”เฉียวซงมองไปที่น้องสาวตัวน้อยด้วยสายตาเอ็นดู และถือตะกล้าจับปลาเดินกลับบ้านไป
เฉียวซีเดินตามเฉียวซงอยู่ข้างหลังอาศัยจังหวะที่เขาไม่ได้สนใจทำหน้าตาพิลึก พลางคุยโวโอ้อวดอยู่ในใจนั่นเป็เพราะท่านยังไม่ได้ชิมซุปปลาที่ข้าทำอย่างไรเล่า หากท่านได้ชิมท่านคงจะอดใจไม่ไหวจนอยากจะกลืนลิ้นไปด้วย ยามนี้เอ่ยว่าปลาไม่อร่อยไว้เมื่อทำเสร็จแล้วอย่าได้มาแย่งนางก็แล้วกัน สงสัยในความสามารถของนางเสียแล้วให้อภัยไม่ได้เป็อันขาด!
กลับมาถึงบ้าน เฉียวซงมองปลาในตะกร้าจับปลาหนแล้วหนเล่าเขารู้สึกลำบากใจเล็กน้อย เยอะถึงเพียงนี้จะจัดการอย่างไรกัน “น้องรองเย็นนี้เ้าจะทำกี่ตัว”
“ทำสองตัวก็แล้วกัน” ตัวหนึ่งผัดซอสแดง ตัวหนึ่งทำซุปปลา อืมเป็การตัดสินใจที่มีความสุขเสียจริง
“เช่นนั้นที่เหลืออีก 4ตัวเ้าตั้งใจจะจัดการอย่างไรหรือ” มีทั้งหมด 6 ตัวทำไป 2 ตัวยังเหลืออีก 4 ตัวเชียวอย่างไรเสียคงไม่อาจปล่อยไว้ทั้งอย่างนี้ได้กระมังหากปลาห่างน้ำก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้นาน
“ใส่ไว้ในอ่างแตกตรงนั้นก็แล้วกัน”ชี้ไปที่อ่างน้ำที่มีรอยแตกขนาดใหญ่บริเวณทางเข้าลานบ้านอย่างไรเสียปล่อยไว้ในตะกร้าอย่างนั้นก็ไม่มีประโยชน์ นำปลามาเลี้ยงไว้ในอ่างนั้นพวกเขายังจะมีปลากินไปอีกสองวัน
“เช่นนั้นก็ได้ แต่เลี้ยงไว้ได้นานที่สุดเพียงไม่กี่วันเท่านั้นนะไม่มีอาหารมันจะตายง่ายมาก หากตายในอ่างจะส่งกลิ่นเหม็นมาก”เฉียวซงเดินไปจัดการอ่างแตก แล้วไปที่แม่น้ำเพื่อตักน้ำสองถังมาเทลงในอ่างแล้วปล่อยปลาทั้งสี่ตัวเพื่อเลี้ยงไว้ในนั้น
“รู้แล้ว พี่ใหญ่ข้าจะไปหาขิงป่ากับกระเทียมป่าสักหน่อย” ในการปรุงปลาจะขาด2 สิ่งนี้ไปไม่ได้ แต่ทั้งสองสิ่งนี้เกิดที่บริเวณที่เชิงเขาเก็บๆ มาสักนิดก็พอ
“เ้าอยากได้ของเ่าั้ไปทำไมกัน” ขิงมักจะใช้ต้มน้ำดื่มตอนป่วยยามปกติจะไม่มีใครแตะต้องเ้าสิ่งนั้นเลย รสชาติเผ็ดมาก ไม่อร่อย
“มีประโยชน์แน่นอน เดี๋ยวข้าจะรีบกลับมานะ” เฉียวซีบอกว่านางจะกลับมาในไม่ช้าและใช้เวลาเพียงครู่เดียวนางก็เก็บขิงป่าและกระเทียมป่าที่ตีนเขากลับมาบ้านแล้ว
“เฮ้อ...” เห็นยามที่น้องรองมีชีวิตชีวาเช่นนี้จะแข็งแกร่งกว่ายามเศร้าซึมเสมอพวกเขาเองเป็ครอบครัวเกษตรกร จึงไม่ได้มีความพิถีพิถันอะไร ปล่อยไปตามที่นางพอใจเถอะ
เฉียวซีมองไปบนท้องฟ้า เวลานี้เริ่มเย็นแล้วพับแขนเสื้อขึ้นเข้าสู่สถานะจู่โจมอย่างว่องไว
ปลาอยู่ในมือของนางปล่อยให้เป็ไปตามที่นาง้าเถิด ผ่าท้องเอาสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา เลี่ยงดีในตัวปลา เหตุใดปลาจึงไม่อร่อยเล่าอันที่จริงแล้วไม่ใช่ว่าจะจัดการรสชาติปลาไม่ได้สักหน่อย
เฉียวซงไม่สนใจว่าน้องสาวตัวน้อยจะปรุงอย่างไรเขานั่งสานตะกร้าจับปลาอยู่บนเก้าอี้ต่อไป
“ว้าว… หอมจังเลย พี่ใหญ่ พี่รองทำของอร่อยอะไรหรือ”เฉียวไป่ได้กลิ่นหอมอบอวลทันทีที่เดินเข้ามาในลานบ้าน กระตุ้นให้เขาต้องน้ำลายไหลอยากกินจริง ทำอย่างไรดี
“รู้จักแต่จะกิน” ไม่น่าแปลกใจที่น้องชายจะอยากกินแม้แต่เขาก็แอบกลืนน้ำลายหลายครั้งครั้ง นับวันฝีมือของน้องสาวยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่น่าแปลกใจที่นางตื่นเต้นมากถึงเพียงนี้นางชอบทำอาหารเช่นนี้นี่ “พี่รองของเ้าจะปรุงปลา”
“ปลา?” ทันใดนั้นเสียงของเฉียวไป่ก็สูงขึ้นใบหน้าบ่งบอกว่าเขาไม่เชื่อ ปลาหรือเขารู้ดีว่ากลิ่นของปลาทำให้ไม่อร่อยถึงเพียงใดแต่กลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากครัวจะเป็ปลาไปได้อย่างไร “พี่ใหญ่ ท่านหลอกข้าหรือ…”
“ข้าจะหลอกเ้าไปทำไม เมื่อตอนบ่ายพี่รองของเ้าไปจับมาหากเ้าไม่เชื่อเ้าก็ไปดูเองสิ โน่น ในอ่างทางโน้นยังเลี้ยงไว้อีก 4 ตัว” เฉียวซงยกคางของตนไปทางอ่างแตกเพื่อให้เขาไปดูด้วยตัวเอง จะหลอกเขาไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
เฉียวไป่วิ่งไปที่ประตูเพื่อตรวจดูให้ละเอียด มีปลาสี่ตัวกำลังว่ายน้ำอย่างมีความสุขอยู่ในอ่างใบนั้นจริงๆ
“ใช่จริงๆ ด้วย พี่ใหญ่ ปลาพวกนี้ไม่อร่อย เหตุใดท่านจึงไม่ห้ามพี่รองเอาไว้เล่า”ครอบครัวของพวกเขาไม่เคยกินเลยสักครั้ง ผู้ที่จะกินปลาเหล่านี้มีเพียงคนจนที่ไม่มีจะกินจริงๆเท่านั้นหรือว่าตอนนี้พวกเขาตกอยู่ในสภาวะยากจนข้นแค้นถึงขั้นไม่มีอะไรจะกินแล้วจริงๆ หรือ
ก่อนหน้านี้พี่ใหญ่กับพี่รองหาเงินได้แล้วจำนวนหนึ่งไม่ใช่หรือเหตุใดจึงหมดไปไวถึงเพียงนี้เล่า เป็ไปไม่ได้หรอก เฉียวไป่คิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้นมาในหัวของตน
เฉียวซงมองไปที่ใบหน้าเล็กๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปของน้องชายและเดาได้ทันทีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่จึงอดไม่ได้ที่จะตีเขาสักป้าบ เพื่อให้เขาได้สติ ครอบครัวเคยปิดบังอะไรเขาเมื่อไรไม่คิดเลยว่าเขาจะสงสัยว่าพวกตนใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย เหลือเกินจริง ๆ
“อย่าคิดอะไรมั่วซั่ว พี่รองของเ้าตั้งใจนำมาใช้หากำไร”
“หากำไร? ปลาพวกนี้จะขายเอากำไรได้อย่างไร”ยกให้คนอื่นเขายังไม่อยากได้เลย จะเอาไปขายแลกเงินได้อย่างไร
“เื่นี้เ้าต้องไปถามพี่รองของเ้าเอง ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”เฉียวซงยักไหล่ทั้งสองข้าง พร้อมยิ้มออกมา
อย่างไรเสียเขาก็ไม่เข้าใจน้องสาวในตอนนี้เท่าไรนักดูช่างมีความคิดมากเหลือเกิน
“...” เฉียวไป่ชะงักงันที่หาคำมาโต้แย้งไม่ได้ยามนี้ครัวเป็โลกของพี่รอง ส่วนพี่ใหญ่จะเข้าไปทำอาหารง่ายๆ เป็ครั้งคราวเท่านั้น
หันกลับและพุ่งเข้าครัว ในห้องครัวฟุ้งโขมงด้วยควันไฟ กลิ่นหอมๆ ลอยเข้ามาในจมูก“พี่รอง พี่ใหญ่บอกว่าท่านกำลังทำปลาอยู่ จริงหรือ”
“แมวน้อยจะกละ อยากกินแล้วหรือ” เมื่อเฉียวไป่เข้ามาเฉียวซีเพิ่งหยิบช้อนขึ้นมาและกำลังจะชิมซุปปลาเมื่อเห็นว่าเป็น้องชายคนเล็กจึงวางช้อนลง และพูดขึ้น
“ปลาจริงๆ หรือ”
“ใช่จ้ะ ซุปนี้ทำเสร็จแล้ว ข้าจะตักให้เ้าก่อนหนึ่งถ้วยลองชิมดูว่ารสชาติเป็อย่างไร”
นำถ้วยกระเบื้องมา 1 ถ้วยตักซุปจนเต็มถ้วยแล้ววางไว้บนแท่นข้างเตาไฟ
เมื่อเฉียวไป่เห็นซุปปลาสีขาวในชาม สายตาของเขาก็ถูกดึงดูดในทันทีเขาไม่เคยเห็นซุปเช่นนี้มาก่อน พี่รองบอกว่ามันคือซุปปลาแต่เขากลับไม่ได้กลิ่นคาวปลาเลยแม้แต่น้อย รู้สึกเพียงว่าซุปถ้วยนี้น่าอร่อยมาก
ขยับเข้าไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเป่า 2-3 ครั้ง แล้วสูดน้ำซุปเข้าไปคำเล็กและดวงตาก็เปล่งประกายขึ้นมา ว้าว… ซุปปลาอร่อยจังไม่มีกลิ่นคาวปลาเลยแม้แต่นิดเดียว และยังมีรสหวานอีกเล็กน้อยเมื่อได้ลิ้มลองรสอร่อยของซุปปลา เขาก็จับถ้วยซดน้ำซุปรสอร่อยเข้าปากคำแล้วคำเล่าโดยไม่กลัวว่าจะร้อนหรือไม่ดูท่าจะหยุดไม่ได้เสียแล้ว
“ค่อยๆ กิน ระวังลวกปากเอานะ” เมื่อเฉียวซีเห็นน้องชายกำลังซดซุปคำโต ก็กลัวว่าจะถูกน้ำซุปลวกเข้าจึงเตือนอย่างระมัดระวัง
“ไม่ลวกหรอกๆ พี่รอง อร่อยมากเลย ข้าขอกินอีกถ้วยได้ไหม” วางถ้วยเปล่าในมือลงมองไปที่เฉียวซีด้วยใบหน้าที่บ่งบอกว่าเขาอยากจะกินอีก
“กินตอนนี้ไม่ได้หรอก รออีกประเดี๋ยวตอนกินข้าวค่อยกินพี่ใหญ่ก็ยังไม่ได้กินเลย จะกินคนเดียวได้อย่างไร”เฉียวซีลูบหัวเฉียวไป่ด้วยความเอ็นดูพร้อมเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน
“เช่นนั้นก็ได้” รู้สึกน้อยใจเล็กน้อย เสียใจเล็กน้อยแต่เขาก็ไม่อาจเอะอะโวยวายไร้เหตุผลได้ พี่รองพูดถูก เขาไม่อาจเอาแต่ใจตัวเองได้พี่ใหญ่กับพี่รองก็ยังไม่ได้กินเลย แต่เขาได้กินแล้ว เขาต้องรู้จักพอ“เช่นนั้นประเดี๋ยวข้าจะกินอีกเยอะๆ ได้ใช่ไหม” ไม่ลืมเอ่ยเพื่อตนเองอีกสักนิด
“ได้แน่นอนจ้ะ ประเดี๋ยวก็ได้เวลากินข้าวแล้ว ไปล้างมือเสียแล้วมาช่วยข้ายกอาหาร”
“ขอรับ”
หลังจากล้างมือเสร็จเรียบร้อย เขาก็มาช่วยเฉียวซีทันที
“พี่ใหญ่ ลองชิมดูว่ารสชาติเป็อย่างไร”เฉียวซีใช้ตะเกียบคีบปลาผัดซอสแดงไปใส่ในถ้วยของพี่ชายใหญ่แล้วจ้องเขาตาไม่กระพริบ
เฉียวไป่ไม่ยอมแพ้ เขาเพิ่งจะลองชิมรสซุปปลาอันโอชะไปเช่นนั้นแล้วปลาผัดซอสแดงก็ไม่น่าจะแย่เกินไปเช่นกัน
ดวงตาสองคู่จับจ้องไปที่เฉียวซงด้วยความตื่นเต้นเฉียวซงถูกพวกเขาจ้องจนรู้สึกขนหัวลุก เขาแค่กินก็พอแล้วไม่มองเขาเช่นนี้มิได้หรือ เขารู้สึกระแวงจนเริ่มลนลาน
“พี่ใหญ่ ท่านรีบกินสิ” เฉียวไป่ไม่รู้สถานการณ์ของพี่ชายใหญ่จึงเร่งไม่หยุด