ตอนที่ 1
“เ้าคิดว่าเ้าจะทำอันใดข้าได้อย่างนั้นรึ? กรรมสิทธิ์ทุกอย่างยังอยู่ในมือข้า รวมถึงสิทธิ์ในการดูแลน้องชายของเ้า..ก็ยังอยู่ในมือข้า”
ฟานฮูหยิน ยิ้มกระย่องมองบุตรบุญธรรมคนโตของนางอย่างได้ใจ เพราะนางถือกรรมสิทธิ์ทุกอย่างในบ้านจากแม่ทัพฟาน บิดาของเขาที่ตอนนี้สิ้นชีพไปแล้ว แถมยังได้ผู้เป็ย่าคอยถือหางให้
เพียงเพราะเกลียดชังแม่ของเขา
หานซวนมองด้วยสายตาเรียบนิ่งที่แฝงไปด้วยความเกลียดชัง สายตาของเขาที่ส่งไป รังสีที่แผ่ออกมาทำให้บ่าวไพร่ต่างพากันถอยห่างออกมาและนั่งคุกเข่าลง แต่ฟานฮูหยินไม่มีท่าทีที่จะกลัว หรือเกรงใจเขาเลยสักนิด
“ถ้าเช่นนั้นฟานฮูหยินก็พึงสำนึกถึงบุญคุณของท่านแม่ของข้าด้วย ว่าท่านแม่ข้า เก็บกระต่ายตัวจ้อยอย่างท่านมาเลี้ยง จนไม่ทันสังเกตว่ามันคืองูเห่า”คำพูดของแม่ทัพใหญ่เอ่ยบอก ทำให้ฟานฮูหยินขายหน้าเป็อย่างมาก บ่าวไพร่ต่างมองหน้ากันไปมาและเงยหน้ามองหน้าฟานฮูหยิน จนนางไล่ทุกคนออกไป
“มองทำไม! พวกเ้าอยากโดนหวายลงหลังงั้นรึ! จะไปไหนก็ไป! ไปสิ!”
“เหตุใดจึงพูดจารุนแรงปานนั้นกัน นางแค่หวังดี อยากให้จวนมีสีสัน”
“ฟุ้งเฟ้อไม่เรียกว่าหวังดี”
พอเข้ามาในจวนใหญ่ ก็ถูกผู้เป็ย่าเรียกเข้าไปหา ฮูหยินใหญ่ฟานถึงกับถอนหายใจกับคำตอบของหลานชายคนโต
“จะเรียกข้าเข้ามาว่ากล่าวแค่นี้ คราวหลังท่านย่าไม่ต้องเรียกข้ามา”
“ข้าก็ไม่อยากเรียกเ้าเด็กปากดีเช่นเ้าเข้ามานักหรอก ฝีปากกล้าเหมือนแม่เ้าไม่มีผิด”
“ถ้าทนไม่ได้ ทำไมท่านย่า..”
“ถึงไม่ตาย ๆ ไปพร้อมบุตรของท่านกันล่ะ”
พูดแค่นั้นก็เดินออกมา ปล่อยให้ฮูหยินใหญ่ฟานอ้ำอึ้ง แต่ก็ทำสิ่งใดไม่ได้เพราะจวนนี้ได้ถือเป็ของหานซวนไปแล้ว
เพราะเป็หลานชายคนโต เก่งกาจไปเสียทุกเื่ ถึงจะเกลียดชังมารดาก็ยังใช้ประโยชน์จากบุตรชายได้
ที่ทั้งฮูหยินใหญ่ฟานและฟานฮูหยินอยู่ที่นี่ได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะจดหมายของมารดาที่ฝากฝังไว้ ไม่อย่างนั้น หานซวนคงไม่กลับมาเหยียบจวนใหญ่และไล่คนเหล่านี้ออกไปแน่
แต่ก็ยังถือว่าดีอยู่ ที่เฉียนฮ่องเต้พระราชทานจวนแม่ทัพหลังใหม่ให้เป็ของรางวัลในการรบชนะครั้งนั้น ครั้งสุดท้ายที่อยู่จวนใหญ่ตระกูลฟานคือตอนที่
แม่ทัพใหญ่ฟาน ผู้เป็บิดาเสียชีวิตไป
เพราะหลังจากที่บิดาล้มป่วย เขาก็ต้องเข้ารับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แทนบิดา ตามคำสั่งของเฉียนฮ่องเต้ อีกทั้งส่วนหนึ่งก็เพราะกฎของตระกูล ฟาน จึงไม่ค่อยได้อยู่จวนนัก ต้องไปอยู่ที่ค่ายและป้อมปราการอยู่ตลอดเวลา ั้แ่วัยแตกหนุ่มยันเลยวัยแต่งงาน
หานซวนเดินเข้ามาในห้องห้องหนึ่งที่อยู่ลึกที่สุดในจวน เขามองเสี้ยวหน้าของคนที่นอนหลับอยู่ ไม่รู้สึกตัว ไม่มีปฏิกิริยาอะไร เหมือนตายไปแล้วแค่รอให้หัวใจหยุดเต้นเท่านั้น
และนี่ก็เป็เหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงกลับมาเหยียบที่จวนนี้อีกครั้งหนึ่ง
“พวกเ้าย้ายซั่วหลิงไปจวนข้า”
“พวกเ้าจะทำสิ่งใด เ้าไม่มีสิทธิ์ย้ายซั่วหลิง”ฟานฮูหยินรีบเดินเข้ามาภายในห้อง หลังจากที่เห็นว่าบ่าวไพร่กำลังยกเตียงผ้าเคลื่อนย้ายร่างของซั่วหลิงออกไป “ท่าน..ไม่มีสิทธิ์ ท่านต่างหากที่ไม่มีสิทธิ์”
“เหตุใดข้าจะไม่มีสิทธิ์ ข้าได้รับสิทธิ์จากบิดาของเ้าให้ดูแลเขา”
“ดูแล ดูแลหรือจะปล่อยให้ตายกันแน่?”
“ข้าไม่สน ท่านพ่อก็เป็แค่ิญญา ไม่ได้เป็มนุษย์ เป็เทพ เป็มาร
ข้าไม่จำเป็ต้องกลัว คนสันดานต่ำแบบนั้น”
“ปากกล้า ปากเก่งดีนัก เ้าคิดว่าเ้าเป็ใหญ่แล้วเ้าจะสั่งอะไรข้าก็ได้อย่างนั้นรึ!”
“สั่งได้หรือไม่ได้ ถ้าไม่อยากให้บุตรของท่านถูกคมดาบของข้า ก็อย่ามายุ่ง”
ฟานฮูหยินนึกขนลุกกับสายตาที่เรียบนิ่งของหานซวนขึ้นทันทีเมื่อหานซวนเอาบุตรชายและบุตรสาวของตนขึ้นมาขู่เป็ประกัน แต่ในมือก็ยังกำพัดแน่น ใจขุ่นมัว มองตามออกไปด้วยความโกรธเกลียด
“ไม่ต้องฟังนาง ย้ายออกไป คนที่ใหญ่ที่สุดคือข้า”แต่มีหรือที่ผู้ที่มีฉายาว่า ปีศาจทมิฬตาเดียว อย่างหานซวนจะเกรงกลัว
“ข้าปราณีท่านให้ท่านและบุตรอยู่ที่จวนใหญ่ต่อก็ถือว่าข้าเมตตามากพอแล้ว แล้วมันก็เป็เพราะแม่ข้าฝากฝัง ไม่เช่นนั้นท่านคิดว่าท่านจะยังมีชีวิตอยู่ใช้สมบัติของท่านพ่ออย่างฟุ้งเฟ้อเช่นนี้อย่างนั้นรึ?”
“ไม่มีทาง”
“เพราะข้าไม่ใช่งูเห่าแบบท่าน..ฟานฮูหยิน..หญิงแพศยา”
“เ้ากระต่ายน้อย เ้ามาหาข้าสิ มา ๆ ข้าตามเ้ามาสามวันแล้ว เมื่อไรเ้าจะใจอ่อนมาเป็ของข้าเสียที”เลี่ยงหลิ่งยื่นอาหารเล็ก ๆ ไปใกล้กระต่ายสีขาวที่กำลังมองหน้านางอยู่ไม่ไกลมากนัก
“มาสิ ข้าเลี้ยงเ้าได้ดีกว่าที่เ้าเลี้ยงตัวเองอีกนะ มาเป็ของข้าเถอะ”
“คุณหนูเ้าคะ เรากลับกันเถอะเ้าค่ะ อากาศเริ่มเย็นแล้ว ใส่มาแค่เสื้อคลุมแบบนี้ ไม่ได้ช่วยให้คุณหนูคลายความหนาวได้เลยนะเ้าคะ”
“พี่ฉิงอัน อย่าเพิ่งขัดข้า ข้ากำลังล่อเ้ากระต่ายสีขาวขนปุยตัวนี้อยู่ มันกำลังจะไว้ใจข้าแล้ว อย่าส่งเสียงดัง”
กระต่ายตัวน้อยขนสีขาวนุ่มฟูะโเข้ามาใกล้ ๆ แต่ก็ยังไม่ไว้ใจนาง เลี่ยงหลิ่งเม้มปาก ลุ้นแทบกลั้นหายใจ แต่อีกนิดเดียวกระต่ายน้อยก็จะเข้ามาคว้าอาหารในมือของนางไป เสียงเท้าหนัก ๆ ของม้าตัวใหญ่ดังสนั่นเกินกว่าที่กระต่ายตัวน้อยจะรับไหว ทำให้มันะโกลับเข้าไปในโพรงไม้เช่นเดิมและไม่โผล่ออกมาอีก
“ท่าน! ท่านขี่ม้าเข้ามาในนี้ได้อย่างไรกัน ข้ากำลังจะล่อเ้ากระต่ายได้อยู่แล้วเชียว ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย ท่านเป็ผู้ใดกัน ห้ะ!”เลี่ยงหลิ่งโยนอาหารในมือทิ้ง นางลุกขึ้นยืนท้าวเอวและชี้มาที่ขบวนม้าที่ผ่านมา จนคนที่อยู่หน้าขบวนหันม้าตัวใหญ่สีดำทมิฬ ดูน่ากลัวกว่าม้าสีน้ำตาลเข้มทุกตัวที่ขี่ตามมา
นางเงยหน้าขึ้นมองคนที่อยู่บนหลังม้าตัวสีดำทมิฬ ก็ลอบกลืนน้ำลายเบา ๆ นึกหวั่นในใจ ว่าจะโดนชักดาบใส่หรือเปล่าที่ไปิ่ประมาทเขา
หานซวนมองสตรีที่ยืนท้าวเอวมองเขาอยู่ ท่าทางเอาเื่ของนางน่ากลัวอยู่ แต่หน้าตาไม่ได้ทำให้รู้สึกว่ามีอะไรน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย
เลี่ยงหลิงเอาแขนที่ท้าวเอวลงทันทีและเริ่มถอยหลัง แต่สายตาก็ยังมองคนที่อยู่บนหลังม้าอยู่
“เ้านั่นแหละ เข้ามาที่นี่ได้อย่างไร”
“ที่นี่คือจวนของข้า เ้าน่ะสิบุกรุก”
“จะ..จวน? จวนของท่าน? แต่ว่า..แถวนี้มันเป็ป่าดอกไม้ จะเป็จวนของท่านได้อย่างไรกัน”เลี่ยงหลิ่งมองที่ผ้าปิดตาสีดำข้างเดียวและแววตาที่นิ่งเรียบของอีกฝ่าย
ใบหน้าที่ดูคมคายอยู่แล้วพอมีผ้าคาดตา ยิ่งทำให้ดูโเี้ขึ้นหลายเท่า
“ไม่ใช่ป่า ไม่มีที่ใดมีป่าดอกไม้ในเมืองเช่นนี้ ที่นี่เป็หลังจวนของข้า”
“แต่..แต่ท่านทำกระต่ายของข้าหายไป มันกลัวจนโดดเข้าโพรงไม้ไปแล้ว ท่านจะรับผิดชอบเื่นี้อย่างไรกันล่ะ!”พอเถียงไม่ได้ก็บ่ายเบี่ยงเื่อื่นเข้ามาแทน หานซวนมองไปที่โพรงไม้ที่อยู่ไม่ไกล
เขาโดดลงจากหลังมาและเดินลงมายื่นมือเข้าไป เขาจับหนังคอของกระต่ายตัวจ้อยออกมา ทำเอาเลี่ยงหลิ่งอ้าปากมองตามด้วยความเป็ห่วง กลัวว่ากระต่ายน้อยจะเจ็บ
หานซวนยื่นกระต่ายน้อยในมือให้นาง เลี่ยงหลิ่งฉวยเอากระต่ายน้อยมาอุ้มไว้ในอ้อมอกทันที และลูบตัวเพื่อให้มันเชื่อใจนาง
“แล้วใยเ้าจึงไม่จับมันไว้ั้แ่แรก จะปล่อยให้มันใทำไม ความผิดของเ้าจะเป็ความผิดของข้าได้เช่นไรกัน”
“จะเอาไปปิ้งกินก็ไม่เห็นต้องล่อด้วยอาหารมากมายเช่นนั้น”
“ท่าน! ข้าไม่ได้จะทำแบบนั้นเสียหน่อย ผู้ใดจะทำเช่นนั้นกัน!”ยิ่งตาโตใกับสิ่งที่เขาพูด เขาทำให้นางถอยห่างออกไปอีกก้าวและกอดกระต่ายน้อยแน่นขึ้นไปอีก
“ระวังล่ะ กอดแน่นแบบนั้น มันจะกัดเ้าได้ เ้ากำลังทำให้มันเจ็บแผล”เลี่ยงหลิ่งรีบคลายอ้อมกอดให้กระต่ายน้อยผ่อนคลายตัว นางก้มลงมองสำรวจทั้งตัวของมัน จนพอเงยหน้าขึ้นมาหานซวนก็ขึ้นม้าและขี่ไปตามทางเข้าจวน ไม่ทันที่เลี่ยงหลิ่งจะได้ขอบใจเขา
“หายไปแล้ว! ข้ายังไม่รู้ชื่อท่านเลย”
“กลับกันเถอะเ้าค่ะคุณหนู ที่นี่ไม่ใช่ที่เล่นเลยนะเ้าคะ ท่านผู้นั้นเองก็ไม่ใช่ผู้ที่คุณหนูจะเสวนาด้วยได้หรอกนะเ้าคะ”ฉิงอันถึงกับมือสั่นจับแขนของ
เลี่ยงหลิ่งเขย่าเบา ๆ ด้วยความกลัว เพราะฉิงอันรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้เป็ใคร แต่ผู้ที่ไม่สนใจบุรุษอย่างเลี่ยงหลิ่งไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่าเขาคือใคร
“ผู้ใด? เหตุใดจึงทำหน้าเหมือนเห็นผีเช่นนั้น น่ากลัวมากนักรึ คนผู้นั้น?”
“น่ากลัว..น่ากลัวมากเ้าค่ะ ในเมืองนี้ไม่มีใครกล้าว่าเขาเฉกเช่นที่คุณหนูว่าเลยแม้แต่คนเดียว”
“อะไรกัน มีใครจะปานนั้น เขาเป็ใคร พี่ฉิงอันก็บอกข้าเสียที”
“บุรุษหนุ่มผู้นั้นคือ ท่านแม่ทัพใหญ่ฟาน”
“ฟาน หานซวน ปีศาจทมิฬตาเดียวเ้าค่ะคุณหนู!”
“หานซวน? คนผู้นั้นชื่อหานซวน อืม..ชื่อเพราะดี”หลังกลับออกมาได้ก็รีบเข้าห้องทันที ไม่ฟังเสียงเรียกของฮูหยินใหญ่
“แต่ก็..น่ากลัวอยู่หรอก แต่ตาเดียว..หมายถึงคนผู้นั้น ตาบอดเหรอ?..”
“แต่เท่าที่ข้ารู้ จวนแม่ทัพฟานอยู่ใกล้ ๆ ตลาดหลวง จะไปอยู่แถวนั้นได้อย่างไรกัน หรือข้าไม่ทันข่าวคราวอะไร”
นางเอากระต่ายน้อยวางลงที่เตียงนิ่ม เ้ากระต่ายก็ให้ความร่วมมือเป็อย่างดี เลี่ยงหลิ่งเอามือท้าวคางตน ใช้นิ้วจิ้มที่หัวของกระต่ายน้อยที่กำลังแทะกิ่งแอปเปิลกิ่งเล็กอยู่
“ช่างเถอะ ข้ามีสิ่งที่ต้องสนใจมากกว่าชื่อของบุรุษผู้นั้น”
“ข้าจะให้เ้าชื่ออะไรดีนะ”เลี่ยงหลิ่งมองไปรอบ ๆ และหันมามองตัวกระต่ายอีกครั้ง สักพักนางก็นึกออก
“ไป๋เซ่อ! เ้าชื่อไป๋เซ่อแล้วกันนะ เ้าไป๋เซ่อ”
“นับแต่นี้ต่อไป เ้าเป็ของข้าแล้วนะ ไป๋เซ่อ”
“คุ้มกันคุณชายรองให้ดี ห้ามให้ใครเข้าออกห้องคุณชายรองเด็ดขาด หากว่าข้าไม่อนุญาต”
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
คุณชายซั่วหลิงถูกพามาพักที่จวนใหม่ ครั้งนี้หานซวนได้สั่งให้ทหารของตนคุ้มกันน้องชายไว้อย่างหนาแน่น ยกเว้นหมอประจำตัวและผู้ดูแลก็ห้ามใครเข้าออกทั้งนั้น
“หากผู้ใดขัดคำสั่งข้า เอาตัวมันไปลงดาบทันที ไม่มีปราณี”เอ่ยกล่าวเสียงเรียบ ลูกน้องก็ต้องก้มยอมรับทันทีที่คำสั่งเข้าโสตประสาท
“เรียนท่านแม่ทัพ คุณชายหวงมาเยี่ยมท่าน”
“หวง ฉืออัน?”
“ขอรับ”
“มีสิ่งใด”
“อ้าว มา ๆ ท่านแม่ทัพใหญ่นั่งลงก่อน แล้วก็เก็บดาบเถิด ทุกครั้งที่ข้าเจอท่าน ข้าเสียวสันหลังชอบกล”
“คุณชายหวงมีสิ่งใดจะเสวนากับข้าก็รีบพูดมา เสร็จแล้วก็กลับไป”
หานซวนเอาดาบเก็บเข้าคมฝักตามเดิมและนั่งลงตรงข้ามกับคุณชายหวง
คุณชายหวง คุณชายจากจวนเสนาบดีการคลังเอ่ยบอกและยกน้ำชาให้อีกคน “ข้าเป็สหายท่านนะ อย่าทำเหมือนคนอื่นไกล ข้าแค่มาเยี่ยม ได้ข่าวว่านาน ๆ ที ท่านจะกลับจากฐานทัพแค่นั้นเอง”
หวง ฉืออัน สหายเพียงคนเดียวที่รู้ลึก รู้จริง รู้ทุกเื่ของแม่ทัพผู้เก่งกาจ เป็สหายผู้เดียวที่เข้าใจการกระทำของแม่ทัพผู้ที่วัน ๆ เอาแต่ทำหน้าเหมือนอยากฆ่าคนอยู่ตลอดเวลา
“ข้าแค่อยากมาเยี่ยมจริง ๆ แล้วก็จะมาบอกข่าวแก่ท่าน”
“ข่าวอะไร”
“ข่าวงานแต่ง”
“งานแต่งผู้ใด”
“อ้าว”
“นี่ไม่ทราบหรอกหรือ”
“งานแต่งท่าน”
“แต่งกับลูกสาวคนเล็กตระกูลเหลียน”
“เหลียน เลี่ยงหลิ่ง”