ทั้งโพรงกระดูกเงียบสนิทราวกาลเวลาหยุดไหล
มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคน
กับเสียงเต้นหนักแน่นในอกของอี้ซินเอง
หยกดาราอุ่นจัดดุจไฟใต้ผิวหนัง
สิ่งลึกลับคล้ายไข่เต้นถี่และหนักขึ้นทุกขณะ
ส่วนแหวนลึกลับโบราณที่นิ้วมือซ้ายเย็นเยียบจนแทบไร้ความรู้สึก
หนิงเยว่อิงยืนอยู่ด้านหลังเขาเพียงครึ่งก้าว
นางมิได้ยื่นมือห้าม
มิได้เอ่ยเตือน
แต่นัยน์ตาคู่งามเย็นลึกกลับจับอยู่ที่มือของเขาไม่กะพริบ
ยามแสงผลึกหม่นตกกระทบเสี้ยวหน้า
แพขนตายาวของนางทอดเงาลงบนแก้มขาวซีด
ริมฝีปากบางเม้มแน่นเพียงน้อย
บอกชัดว่าภายนอกนางยังนิ่ง
แต่ภายในหาได้สงบไม่
เงามังกรสีดำทองเหนือแท่นหินก็จับจ้องเช่นกัน
ดวงตาทองหม่นสองข้างไม่ขยับแม้เสี้ยว
แล้วปลายนิ้วของอี้ซินก็แตะลงบนเหล็กดำในที่สุด
ตึง—
ความรู้สึกแรกที่แล่นกลับมาไม่ใช่ความเย็น
หากเป็น “น้ำหนัก”
หนัก
มหาศาล
ราวกับสิ่งที่เขาแตะมิใช่ชิ้นโลหะขนาดครึ่งศอก
แต่เป็นซากอุกกาบาตทั้งก้อนที่กดทับด้วยแรงของภูผา
มือทั้งมือของอี้ซินพลันจมหนักลงไปครึ่งส่วน
เส้นเอ็นบนข้อมือปูดขึ้นทันที
กระดูกนิ้วทั้งห้าลั่นดังกรอบเบา ๆ
ทว่าเขายังมิทันได้เกร็งรับ
ความมืดก็พุ่งเข้ามากลืนสติในคราวเดียว
เขายืนอยู่กลางฟ้าอันมืดสนิท
เบื้องล่างมิใช่แผ่นดิน
แต่เป็นทะเลเมฆสีดำที่บิดหมุน
เหนือขึ้นไปไม่มีจันทร์
ไม่มีตะวัน
มีเพียงหมู่ดาวที่ห่างไกลจนคล้ายเป็นรอยเข็มเงินบนผืนผ้ารัตติกาลอันไร้ขอบเขต
ลมหนาวสายหนึ่งพัดผ่านหน้าเขา
แล้วฟ้าทั้งผืนก็สั่นสะเทือน
ครืนนนน—
เปลวเพลิงสีดำอมเงินฉีกฟ้าลงมาเป็นแนวยาว
เงามหึมาตนหนึ่งทะลุเมฆหมุนตกจากที่สูงอย่างอำมหิต
มันมิใช่มังกร
มิใช่พยัคฆ์
และมิใช่วิหค
แต่มันคือ “โลหะ”
ก้อนโลหะสีดำนิลมหึมาดุจดาวตก
หมุนแหวกอากาศลงสู่ผืนดินเบื้องล่างพร้อมแรงกดมหาศาล
เปลวไฟรอบตัวมันเผาไหม้จนเมฆดำรอบด้านบิดเบี้ยว
อี้ซินเงยหน้ามองภาพนั้น
ทั้งที่รู้ว่ามิใช่เรื่องจริงในยามนี้
แต่แรงสั่นสะเทือนของมันกลับกดอกเขาจนแน่น
ก้อนโลหะยักษ์พุ่งทะลวงลงสู่แผ่นดินในที่สุด
โครมมมม!
แสงดำระเบิดกว้าง
ภูเขาหลายลูกแตกถล่ม
เปลวเพลิงดาราลามเผาแผ่นฟ้า
พื้นพิภพบิดตัวดุจผืนน้ำถูกขยี้ด้วยมือยักษ์
และในทะเลเพลิงนั้นเอง
เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
มังกร
แต่หาใช่มังกรอย่างที่อี้ซินเคยพบในภาพลวงก่อนหน้าไม่
มังกรตนนี้มีเกล็ดสีดำทอง
เขายาวดุจกิ่งฟ้าฉีก
ดวงตาลึกราวตะวันสองดวง
ลำตัวยาวมหึมาจนเมื่อมันเลื้อยผ่านเปลวไฟ แผ่นดินทั้งผืนก็ดูเล็กลงไปในพริบตา
มันมิได้เข้าปะทะกับอุกกาบาตดารา
หากลอยวนเหนือหลุมยักษ์ที่เกิดจากการตกนั้น
มองสิ่งซึ่งเพิ่งพุ่งลงมาจากฟ้าอย่างสงบนิ่ง
จากนั้น...มังกรโบราณจึงก้มหัวลงช้า ๆ
เกล็ดแผ่นหนึ่งที่คอของมันเปิดออก
หยดโลหิตสีทองดำหยดหนึ่งร่วงลงสู่ก้อนโลหะในหลุมเพลิง
ทันทีที่โลหิตหยดนั้นแตะต้อง
ก้อนโลหะทั้งก้อนก็สั่นสะเทือนรุนแรง
รอยแยกสีเงินดำวิ่งไปทั่วผิว
เปลวไฟดาราพลันหมุนย้อนกลับเข้าสู่เนื้อเหล็ก
จากก้อนอุกกาบาตไร้รูป
มันเริ่ม “ยืด”
“หนา”
“คม”
และ “กว้าง” ขึ้นอย่างช้า ๆ
ราวกับกำลังหลอมตนเองเป็นบางสิ่ง
อี้ซินใจเต้นหนัก
เพราะต่อให้ยังไม่สมบูรณ์ เขาก็มองออกแล้วว่ารูปร่างนั้นกำลังกลายเป็น “อาวุธ”
มิใช่กระบี่บาง
มิใช่ทวนยาว
แต่เป็นดาบยักษ์ทรงกว้าง หนัก และดุดันจนแม้ยังไม่เสร็จสิ้นก็ทำให้คนมองหายใจฝืด
ภาพทั้งหมดหมุนเร็วขึ้นอีกครั้ง
เปลวเพลิง
มังกร
โลหิต
อุกกาบาต
ล้วนบิดหมุนเข้าหากันเป็นวง
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในความมืด
เสียงเดียวกับเจตจำนงสัตว์เทวะ
แต่ครานี้ลึกกว่า เก่ากว่า และหนักกว่าเดิมหลายเท่า
“โลหะดารา...หนึ่งล้านปี...”
“กลิ่นอายมังกร...หลอมวิญญาณ...”
“ผู้ใดจะจับ...ย่อมต้องรับน้ำหนักแห่งฟ้าและแค้นแห่งแผ่นดิน...”
ภาพทั้งหมดพลันแตกเป็นเสี่ยง
อี้ซินลืมตาขึ้นอีกครั้ง
พบว่าตนยังยืนอยู่ในโพรงกระดูก
มือขวายังคงแตะอยู่บนชิ้นส่วนอาวุธสีดำ
แต่แขนทั้งแขนหนักจนแทบยกไม่ขึ้น
เหงื่อเย็นเม็ดหนึ่งไหลลงขมับ
ลมหายใจของเขาหนักกว่าก่อนชัดเจน
หนิงเยว่อิงเห็นสีหน้าเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยวของเขาก็รู้แล้วว่า อี้ซินไม่ได้เพียง “แตะ” สิ่งนั้น
หากได้รับบางสิ่งส่งกลับมาแล้ว
“เจ้าเห็นอะไร” นางถามเสียงต่ำ
อี้ซินไม่ตอบทันที
เพราะในโพรงเดียวกันนั้น
เงามังกรสีดำทองกลับเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ยกมัน...”
คำสั่งนั้นทำให้ทั้งโพรงเย็นลงอีกชั้น
อี้ซินก้มมองชิ้นส่วนอาวุธดำในมือ
ส่วนที่โผล่พ้นแท่นขึ้นมามิได้มากนัก
แต่เพียงแตะก็หนักดุจภูเขา
หากจะ “ยก” มันขึ้นตรง ๆ ย่อมไม่ต่างจากยกศิลาโบราณทั้งแท่น
หนิงเยว่อิงขมวดคิ้ว
“อย่าฝืน—”
แต่อี้ซินมิได้ปล่อยมือ
เขาเลื่อนนิ้วทั้งห้าลงไปกำส่วนที่คล้ายด้ามของอาวุธนั้นแน่น
หยกดาราในร่างพลันสว่างอุ่นขึ้น
ลมปราณมหาเทพดาราในชีพจรเริ่มหมุนเร็วโดยไม่ต้องสั่ง
เส้นเอ็นทั้งแขนขวาปูดนูน
กล้ามเนื้อช่วงไหล่และหลังเกร็งขึ้นในคราวเดียว
เขาออกแรงยก
ไม่ขยับ
อาวุธชิ้นนั้นนิ่งสนิทราวหยั่งรากอยู่กับแท่นหิน
เหงื่อบนหน้าผากของอี้ซินจึงซึมชัดกว่าเดิม
ขากรรไกรกัดแน่น
แม้แต่กระดูกนิ้วก็เริ่มส่งเสียงลั่นเบา ๆ
เงามังกรจ้องเขาไม่กะพริบ
หนิงเยว่อิงเองก็มองนิ่ง
นางมิได้เอ่ยห้ามซ้ำ
เพราะรู้แล้วว่าคนเช่นเขา เมื่อตัดสินใจลงมือ ย่อมไม่ถอนง่ายเพียงคำเตือนเดียว
อี้ซินเปลี่ยนลมหายใจ
ถอนลมออกยาว
แล้วบิดเอวลงครึ่งชั้น
ครานี้เขามิได้ยกด้วยแขนอย่างเดียว
แต่รวมแรงจากเท้าทั้งสอง
จากเอว
จากสันหลัง
ไหล่
จนถึงปลายนิ้วทั้งห้าเข้าด้วยกันเป็นแรงเดียว
เป็นวิธีเดียวกับยามชกหุ่นหิน
และเป็นวิธีเดียวกับยามงัดสิ่งที่หนักเกินกว่าจะใช้กำลังดื้อ ๆ เอาชนะได้
โครม...
แท่นหินใต้มือสั่นเบา ๆ
หนิงเยว่อิงดวงตาวาบ
ขยับแล้ว!
อี้ซินรับรู้ได้เช่นกันว่า ชิ้นส่วนอาวุธนั้น “คลาย” ออกจากแท่นเพียงเสี้ยวหนึ่ง
เสี้ยวเดียว
แต่มีจริง
เขาจึงคำรามต่ำในลำคอ
หยกดาราอุ่นจัดขึ้นอีกครา
ลมปราณในชีพจรพลันแน่นกว่าก่อน
จากนั้นมือขวาก็กระชากขึ้นสุดแรง
แคร่ก!
ชิ้นส่วนอาวุธสีดำหลุดจากแท่นหินขึ้นมาหนึ่งช่วงฝ่ามือในที่สุด
ทันทีที่มันพ้นฐานผนึก
แรงกดทั้งโพรงก็ระเบิดออกมาอย่างรุนแรง
ปัง!
อี้ซินถูกแรงสะท้อนกระแทกจนถอยหลังไปสองก้าว
แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือ
ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือสั่นครางต่ำเหมือนสัตว์ร้ายตื่นจากหลับ
หนิงเยว่อิงเห็นร่างเขาเสียหลัก จึงพุ่งเข้ามาถึงตัวในพริบตา
มือขาวเรียวของนางแตะลงที่หลังไหล่เขาเบา ๆ
ลมปราณเย็นบริสุทธิ์สายหนึ่งพลันไหลเข้ามาประคองจังหวะโลหิตของเขาทันที
อี้ซินหายใจสะดุดอยู่เสี้ยวหนึ่ง
แต่เพราะพลังเย็นสายนั้น เขาจึงยืนมั่นได้โดยไม่ถูกแรงกดซัดล้ม
กลิ่นหอมเย็นจากกายของนางแผ่วผ่านข้างแก้ม
ชิดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ชิดจนเขารับรู้ได้ถึงความเย็นของลมหายใจนางเพียงบางเบา
“คุมจิตไว้” หนิงเยว่อิงกล่าวเสียงต่ำ
“มันกำลังชั่งว่าเจ้าคู่ควรหรือไม่”
อี้ซินมิได้หันไปมองนาง
เพียงพยักหน้าช้า ๆ
ในมือของเขา
ชิ้นส่วนอาวุธดำยังคงหนักมหาศาล
แต่ไม่ใช่น้ำหนักเดียวกับยามแรกอีกแล้ว
หากเป็นน้ำหนักที่มี “เจตนา” ปะปนอยู่ด้วย
เหมือนมีบางสิ่งกำลังถาม
กำลังกด
และกำลังข่มดูว่าเขาจะยอมทรุดเข่าหรือไม่
อี้ซินยิ่งกำมันแน่นขึ้น
“ข้าไม่คุกเข่าให้อาวุธ” เขากล่าวช้า ๆ
เสียงของเขาไม่ดังนัก
แต่หนักแน่นชัดเจนยิ่ง
ดวงตาสีทองหม่นของเงามังกรพลันวาบขึ้น
“ดี...” มันกล่าว “หากเจ้ายังคิดจะเป็นนายมัน...ก็จงอย่าทรุดเพราะเพียงน้ำหนักเศษเสี้ยว...”
สิ้นเสียงนั้น
แรงกดในมืออี้ซินกลับเพิ่มขึ้นอีกชั้นโดยฉับพลัน
โครม!
พื้นหินใต้เท้าทั้งสองของเขาแตกร้าว
เข่าขวาย่อลงเสี้ยวหนึ่งโดยไม่อาจห้าม
เลือดลมในอกตีขึ้นคอ
มุมปากมีรสโลหิตจาง ๆ ผุดขึ้นทันที
จ้าวคุนซึ่งยืนอยู่ด้านบนมองผ่านช่องโพรงลงมา
เมื่อเห็นอี้ซินถูกกดจนแทบคุกเข่า ดวงตาก็ลุกวาบด้วยทั้งสะใจและคาดหวังในคราเดียว
หากมันล้ม
หากมันปล่อยมือ
อาวุธนั้นย่อมหลุดกลับลงแท่น
และโอกาสของเขาย่อมยังไม่หมด
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมากลับทำให้จ้าวคุนต้องหน้าตึงทันที
อี้ซินไม่เพียงไม่ปล่อยมือ
เขากลับสูดลมหายใจลึกอีกครา
ลมปราณมหาเทพดาราไหลหมุนเต็มกำลัง
กล้ามเนื้อทั่วแขน หลัง และเอวเกร็งจนเส้นเอ็นปูดชัด
จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ยืดเข่าที่เกือบทรุดนั้นกลับขึ้นมา
ช้า
หนัก
แต่มั่นคง
หนิงเยว่อิงที่ยืนใกล้ที่สุด มองเห็นชัดกว่าผู้ใดว่า การยืนคืนขึ้นมาครานี้มิใช่เพราะแรงกายเพียงอย่างเดียว
แต่เพราะจิตของเขา “ไม่ยอม”
คนเช่นนี้ยามปะทะกับแรงกดของศัตรู
ยิ่งถูกกด
ยิ่งฝืนลุก
ดวงตางามเย็นของนางจึงไหววาบโดยยากสังเกต
ความรู้สึกบางอย่างซึ่งคล้ายทั้งชื่นชมและระแวงพลันผ่านเข้ามาในใจอย่างแผ่วเบา
เงามังกรเองก็เงียบไปชั่วอึดใจ
ก่อนเสียงต่ำของมันจะดังขึ้นอีกครา
“พอแล้ว...”
“สำหรับเศษเสี้ยวนี้...”
แรงกดมหาศาลในมือของอี้ซินพลันคลายลงครึ่งหนึ่ง
เขาหอบหายใจอยู่หนึ่งครั้ง
แล้วค่อย ๆ มองชิ้นส่วนอาวุธดำในมือ
ตอนนี้มันพ้นจากแท่นมาแล้วทั้งชิ้น
ยาวเกือบหนึ่งศอก
หนากว้างราวใบดาบส่วนต้น
ส่วนปลายด้านหนึ่งแตกหักหยักราวถูกฟันขาด
ผิวดำด้านสนิทประหนึ่งกลืนแสงโดยรอบ
แต่ลึกลงไปภายในเนื้อโลหะ กลับมีเส้นแสงเงินดำจางมากไหลอยู่ช้า ๆ คล้ายดารากลางรัตติกาล
แม้เป็นเพียง “ชิ้นส่วน”
แต่มันก็ให้ความรู้สึกดุดัน กดข่ม และหนักหน่วงจนคนถือไม่อาจดูแคลนได้แม้เสี้ยวเดียว
เงามังกรสีดำทองค่อย ๆ ลดหัวลงมองมัน
จากนั้นจึงกล่าวช้า ๆ
“นี่มิใช่ตัวมันทั้งหมด”
“แต่เป็น ‘กระดูกแรก’ ของมัน”
“ผู้ใดถือสิ่งนี้ ย่อมมีสิทธิ์ตามหาตัวจริงในภายหน้า”
สือเหยียนที่ฟังอยู่ด้านบนถึงกับกลั้นหายใจ
หนิงเยว่อิงดวงตาลึกขึ้นอีกชั้น
แม้แต่จ้าวคุนเองก็ยังหน้าเปลี่ยนสีในทันที
“กระดูกแรก” ของอาวุธ?
เพียงชิ้นส่วนยังหนักและกดข่มถึงเพียงนี้
แล้วตัวจริง...จะเป็นสิ่งใดกันแน่
อี้ซินมิได้ถามชื่อมันออกไปทันที
เพราะเขารู้แล้วว่า เจตจำนงสัตว์เทวะตรงหน้าจะพูดเท่าที่มันอยากพูดเท่านั้น
เขาจึงถามในสิ่งที่สำคัญกว่า
“เหตุใดมันจึงตอบรับข้า”
เงามังกรเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
ดวงตาทองหม่นของมันจับอยู่ที่อกของอี้ซินอย่างลึกยิ่งกว่าเดิม
“เพราะเจ้ามีหยก...” มันกล่าว
“และเพราะในอกเจ้า...มีสิ่งที่แม้แต่ข้าก็ไม่ควรเห็นชัดเกินไป...”
สิ่งลึกลับคล้ายไข่ในอกอี้ซินเต้นหนักวูบหนึ่งทันที
แม้หนิงเยว่อิงจะไม่รู้แน่ชัดว่าอีกฝ่ายหมายถึงสิ่งใด
แต่ถ้อยคำนี้ก็มากพอจะทำให้นางตระหนักชัดขึ้นอีกว่า ความลับในตัวอี้ซินลึกเกินกว่าที่เห็นภายนอกมาก
เงามังกรกล่าวต่อ
“เจ้ามาถึงที่นี่...มิใช่ด้วยโชคเปล่า”
“แต่จะไปถึงปลายทางหรือไม่...ต้องดูว่าเจ้าจะกลืนสิ่งที่ได้มา...หรือถูกมันกลืนแทน”
สิ้นคำ
ดวงตาของมันก็หม่นลงช้า ๆ
เงาร่างสีดำทองเริ่มพร่าเลือนราวหมอกต้องลม
หนิงเยว่อิงพลันเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงที่ไม่เย็นสนิทดังเดิม
หากมีความเร่งบางส่วนแทรกอยู่ชัด
“เดี๋ยว!”
เงามังกรมองนาง
หนิงเยว่อิงเม้มปากนิดหนึ่ง
ก่อนถามออกไป
“ที่ลึกกว่านี้...มีทางลงต่อหรือไม่”
ดวงตาสีทองหม่นของเจตจำนงนั้นนิ่งอยู่อึดใจ
จากนั้นจึงเลื่อนไปยังผนังด้านหลังแท่นหิน
“ด้านหลัง...” มันว่า “มีประตูที่คนอ่อนแอไม่ควรเปิด...”
ประโยคสุดท้ายยังไม่ทันจบ
เงาร่างของมันก็แตกเป็นสายควันสีดำทองแล้วสลายหายไป
ทั้งโพรงกลับสู่ความเงียบดังเดิมอีกครั้ง
อี้ซินยืนถือชิ้นส่วนอาวุธดำอยู่กลางแท่น
ลมหายใจยังหนัก
แต่แววตานิ่งสงบกว่าก่อน
หนิงเยว่อิงเงยหน้ามองเขา
สายตาของนางหยุดอยู่ที่ชิ้นส่วนอาวุธนั้น
ก่อนเลื่อนไปยังใบหน้าเขาอย่างช้า ๆ
“เจ้าไหวหรือไม่”
คำถามนี้เบานัก
แต่ตรงยิ่ง
อี้ซินมองนาง
เห็นความกังวลเพียงริ้วบางในดวงตาเย็นคู่นั้น
แม้จะเล็กจนคนทั่วไปอาจมองไม่ออก
แต่เขากลับจับได้ชัด
“ยังไม่ตาย” เขาตอบเรียบ
มุมปากบางของหนิงเยว่อิงยกขึ้นน้อยยิ่งนัก
แทบไม่เรียกว่ารอยยิ้ม
แต่เพียงเสี้ยวเดียวของการผ่อนคลายนั้น
ก็ทำให้ใบหน้างามเย็นของนางดูมีชีวิตขึ้นอีกอย่างประหลาด
“ปากเจ้ายังแข็งอยู่” นางว่า
“แข็งก็ดีกว่าทรุดลงกับพื้น”
หนิงเยว่อิงมิได้ตอบ
แต่แววตานางกลับอ่อนลงเพียงเสี้ยวที่คนอื่นไม่มีทางจับได้ง่าย
ด้านบนโพรง
จ้าวคุนมองภาพนั้นด้วยอกที่เหมือนถูกไฟกับน้ำแข็งผลัดกันเผา
มันเห็นชัดเกินไปแล้ว
ว่าไม่เพียงวาสนา
ไม่เพียงสมบัติ
แม้แต่สายตาเย็นงามของหนิงเยว่อิง
บัดนี้ก็ยิ่งหยุดอยู่ที่อี้ซินมากขึ้นทุกขณะ
สือเหยียนจึงตะโกนลงมาเบา ๆ
“ข้างล่างเป็นอย่างไร”
อี้ซินหันขึ้นไปมอง
แล้วกล่าวสั้น
“ยังไม่ตาย”
ก่อนจะเหลือบไปทางผนังด้านหลังแท่น
ภายใต้ชั้นหินมืดนั้น
มีรอยต่อของประตูอีกบานซ่อนอยู่จริง
หากไม่ใช่เจตจำนงเมื่อครู่ชี้ให้เห็น
ต่อให้เพ่งอยู่ทั้งวันก็คงไม่มีใครมองออกง่าย ๆ
ประตูนั้นเล็กกว่าบานด้านบนมาก
สูงเพียงสองคน
ผิวดำสนิท
กลางประตูสลักรูปสัตว์โบราณเพียง “ตนเดียว”
มันมีลำตัวยาว
มีเขา
มีเกล็ดหนา
และดวงตาเรียวคมดุจจะมีชีวิต
มังกร
หรืออย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่ใกล้กับมังกรมากที่สุดเท่าที่ผู้คนระดับพวกเขาจะเข้าใจได้
อี้ซินถือชิ้นส่วนอาวุธดำแน่นขึ้น
เพียงชั่วครู่เขาก็รู้แล้วว่า สิ่งนี้หนักเกินจะพกไปมาง่าย ๆ แบบของทั่วไป
แต่ปล่อยวางไว้ก็ไม่ได้เด็ดขาด
หนิงเยว่อิงจึงกล่าวขึ้นเบา ๆ
“ให้ข้าดู”
อี้ซินเหลือบมองนาง
ก่อนยื่นชิ้นส่วนอาวุธนั้นส่งให้
หนิงเยว่อิงรับมันด้วยสองมือ
ทันทีที่น้ำหนักถ่ายลงฝ่ามือของนาง
แขนเรียวข้างขวาก็สะท้านเบา ๆ
ดวงตางามเย็นคู่นั้นหดเล็กลงอย่างไม่อาจปิดได้ทัน
หนัก!
หนักยิ่งกว่าที่นางคาดไว้มาก
แม้ด้วยรากฐานของนางในเวลานี้ ยังต้องใช้สองมือประคองจึงมิให้มันดึงร่างลง
“เข้าใจแล้วหรือ” อี้ซินถามเรียบ
หนิงเยว่อิงถอนลมหายใจหนึ่งครั้ง
แล้วส่งมันคืนให้เขาทันที
“ยามถือมัน” นางกล่าว “เจ้าดูไม่นัก”
“ข้าจึงรู้แล้วว่า เจ้ามีกำลังซ่อนอยู่มากเพียงใด”
อี้ซินรับกลับมาโดยไม่เอ่ยสิ่งใด
แท้จริงแล้วแม้เป็นเขาเองก็ยังรู้สึกหนักถึงกระดูกเช่นกัน
เพียงแต่หยกดาราในร่างกับกายที่ผ่านการหลอมมาแล้วช่วยค้ำไว้บางส่วน
อีกทั้งต่อหน้าเจตจำนงสัตว์เทวะกับต่อหน้าจ้าวคุน เขาย่อมไม่มีทางยอมเผยความอ่อนล้าให้เห็นชัด
หนิงเยว่อิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงกล่าวช้า ๆ
“เจ้ายังไม่ควรเรียกมันว่าอาวุธของตน”
อี้ซินเลิกคิ้วน้อย ๆ
“ข้าก็ยังไม่ได้เรียก”
“ดี” นางกล่าว “เพราะมันเพิ่งยอมให้เจ้าจับ มิใช่ยอมให้เจ้าใช้”
ถ้อยคำนั้นตรงและจริง
อี้ซินจึงพยักหน้าเพียงน้อย
เมื่อทั้งสองปีนกลับขึ้นมาจากโพรง
ทุกคนก็มองชิ้นส่วนอาวุธดำในมืออี้ซินด้วยสายตาแตกต่างกันไป
สือเหยียนมองด้วยความตึงเครียดปนตื่นเต้น
หลินเซวียนมองด้วยความตกตะลึง
เยี่ยซูซินมองด้วยความระวัง
จ้าวคุนมองด้วยความริษยาร้อนแรง
โจวเหอมองด้วยทั้งกลัวทั้งอยากได้
อี้ซินไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดถามมาก
เขาเพียงกล่าวว่า
“ด้านหลังมีประตูอีกบาน”
คำเดียว
ทุกสายตาพลันเปลี่ยนไปทันที
หนิงเยว่อิงเสริมอย่างเรียบเย็น
“แต่ไม่ใช่ประตูที่ควรผลีผลามแตะ”
จ้าวคุนแค่นเสียง
“ที่นี่มีสิ่งใดบ้างที่ควรผลีผลามแตะ”
ไม่มีผู้ใดสนใจมันมากนักในคราวนี้
เพราะทุกคนรู้แล้วว่า โถงที่พวกเขาอยู่มิใช่ปลายทาง
หากเป็นเพียงด่านหนึ่งของเส้นทางที่ลึกและน่ากลัวยิ่งกว่านั้น
อี้ซินหันมองบันไดทางเดิมครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงหันกลับสู่ประตูมังกรด้านหลังแท่น
เวลาที่ฉินก่วงกำหนดให้เข้าสู่แดนทดสอบย่อมล่วงไปมากแล้ว
ทว่าเมื่อก้าวมาถึงชั้นนี้แล้ว การนับเวลาด้วยระฆังหรือธูปของแดนชั้นนอกย่อมไม่อาจใช้ตัดสินทุกอย่างได้อีก
เขารู้เพียงว่า หากถอยกลับตอนนี้
ของที่ถืออยู่ในมือก็ใช่ว่าจะเพียงพอให้เขาหยุดได้
และสิ่งในอกเองก็ยังคงตอบรับแรงขึ้นทุกขณะ
ราวกับเร่งให้เขาก้าวไปต่อ
อี้ซินจึงกล่าวขึ้นช้า ๆ
“พักหนึ่งส่วนสิบก้านธูป”
“ประคองแผล”
“จากนั้นเราเปิดประตูข้างใน”
ไม่มีผู้ใดคัดค้าน
แม้จ้าวคุนจะยังมีความคิดอื่น
แต่เมื่อเห็นสภาพของตนและพวกคนที่เหลือ มันก็รู้ว่าหากฝืนต่อเดี๋ยวนี้ ย่อมมีแต่เสียเปรียบ
เยี่ยซูซินจึงรีบแจกผงโอสถให้ทุกคน
สือเหยียนนั่งพักชิดเสาหิน
หลินเซวียนช่วยหานหลงพันแขนแน่นขึ้น
โจวเหอเงียบผิดปกติ
ส่วนจ้าวคุนก็นั่งพิงผนังหิน หลับตาคล้ายพักปราณ แต่แท้จริงดวงตาภายใต้เปลือกนั้นยังไม่เคยสงบแม้ครึ่งเสี้ยว
หนิงเยว่อิงนั่งห่างจากอี้ซินเพียงสองช่วงแขน
นางหลับตาประคองลมหายใจ
เส้นผมดำยาวตกผ่านไหล่
ใบหน้าขาวเย็นยามอยู่ในสมาธิยิ่งสงบนิ่งเกินแตะต้อง
อี้ซินเหลือบมองนางอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนลดสายตาลงมาที่ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือ
มันยังคงหนัก
ยังคงดุดัน
และยังคงไร้ชื่อในเวลานี้
เขาวางมันลงบนตัก
หลับตา
แล้วค่อย ๆ โคจรลมปราณมหาเทพดารา ประคองเลือดลมที่ยังสั่นอยู่ในกายให้สงบลงทีละส่วน
หยกดาราอุ่นเรื่อ
สิ่งลึกลับคล้ายไข่เต้นมั่นคง
แหวนลึกลับโบราณเย็นสงบ
และในความนิ่งนั้นเอง
เขารู้สึกได้ชัดขึ้นอีกว่า สิ่งที่อยู่หลังประตูมังกรบานถัดไป...
ย่อมมิใช่เพียงสมบัติชิ้นหนึ่ง
หากเป็นด่านที่หนักกว่า ลึกกว่า และเก่าแก่กว่าสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมดอย่างแน่นอน