พลิกฟ้าครองดารา

    ตอนที่ 31 บททดสอบแรกของเจตจำนง

    ปลายนิ้วของอี้ซินค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้ชิ้นส่วนอาวุธสีดำบนแท่นหิน

    ทั้งโพรงกระดูกเงียบสนิทราวกาลเวลาหยุดไหล
    มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคน
    กับเสียงเต้นหนักแน่นในอกของอี้ซินเอง

    หยกดาราอุ่นจัดดุจไฟใต้ผิวหนัง
    สิ่งลึกลับคล้ายไข่เต้นถี่และหนักขึ้นทุกขณะ
    ส่วนแหวนลึกลับโบราณที่นิ้วมือซ้ายเย็นเยียบจนแทบไร้ความรู้สึก

    หนิงเยว่อิงยืนอยู่ด้านหลังเขาเพียงครึ่งก้าว
    นางมิได้ยื่นมือห้าม
    มิได้เอ่ยเตือน
    แต่นัยน์ตาคู่งามเย็นลึกกลับจับอยู่ที่มือของเขาไม่กะพริบ

    ยามแสงผลึกหม่นตกกระทบเสี้ยวหน้า
    แพขนตายาวของนางทอดเงาลงบนแก้มขาวซีด
    ริมฝีปากบางเม้มแน่นเพียงน้อย
    บอกชัดว่าภายนอกนางยังนิ่ง
    แต่ภายในหาได้สงบไม่

    เงามังกรสีดำทองเหนือแท่นหินก็จับจ้องเช่นกัน
    ดวงตาทองหม่นสองข้างไม่ขยับแม้เสี้ยว

    แล้วปลายนิ้วของอี้ซินก็แตะลงบนเหล็กดำในที่สุด

    ตึง—

    ความรู้สึกแรกที่แล่นกลับมาไม่ใช่ความเย็น
    หากเป็น “น้ำหนัก”

    หนัก
    มหาศาล
    ราวกับสิ่งที่เขาแตะมิใช่ชิ้นโลหะขนาดครึ่งศอก
    แต่เป็นซากอุกกาบาตทั้งก้อนที่กดทับด้วยแรงของภูผา

    มือทั้งมือของอี้ซินพลันจมหนักลงไปครึ่งส่วน
    เส้นเอ็นบนข้อมือปูดขึ้นทันที
    กระดูกนิ้วทั้งห้าลั่นดังกรอบเบา ๆ

    ทว่าเขายังมิทันได้เกร็งรับ
    ความมืดก็พุ่งเข้ามากลืนสติในคราวเดียว

    เขายืนอยู่กลางฟ้าอันมืดสนิท

    เบื้องล่างมิใช่แผ่นดิน
    แต่เป็นทะเลเมฆสีดำที่บิดหมุน
    เหนือขึ้นไปไม่มีจันทร์
    ไม่มีตะวัน
    มีเพียงหมู่ดาวที่ห่างไกลจนคล้ายเป็นรอยเข็มเงินบนผืนผ้ารัตติกาลอันไร้ขอบเขต

    ลมหนาวสายหนึ่งพัดผ่านหน้าเขา

    แล้วฟ้าทั้งผืนก็สั่นสะเทือน

    ครืนนนน—

    เปลวเพลิงสีดำอมเงินฉีกฟ้าลงมาเป็นแนวยาว
    เงามหึมาตนหนึ่งทะลุเมฆหมุนตกจากที่สูงอย่างอำมหิต
    มันมิใช่มังกร
    มิใช่พยัคฆ์
    และมิใช่วิหค

    แต่มันคือ “โลหะ”

    ก้อนโลหะสีดำนิลมหึมาดุจดาวตก
    หมุนแหวกอากาศลงสู่ผืนดินเบื้องล่างพร้อมแรงกดมหาศาล
    เปลวไฟรอบตัวมันเผาไหม้จนเมฆดำรอบด้านบิดเบี้ยว

    อี้ซินเงยหน้ามองภาพนั้น
    ทั้งที่รู้ว่ามิใช่เรื่องจริงในยามนี้
    แต่แรงสั่นสะเทือนของมันกลับกดอกเขาจนแน่น

    ก้อนโลหะยักษ์พุ่งทะลวงลงสู่แผ่นดินในที่สุด

    โครมมมม!

    แสงดำระเบิดกว้าง
    ภูเขาหลายลูกแตกถล่ม
    เปลวเพลิงดาราลามเผาแผ่นฟ้า
    พื้นพิภพบิดตัวดุจผืนน้ำถูกขยี้ด้วยมือยักษ์

    และในทะเลเพลิงนั้นเอง
    เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้น

    มังกร

    แต่หาใช่มังกรอย่างที่อี้ซินเคยพบในภาพลวงก่อนหน้าไม่
    มังกรตนนี้มีเกล็ดสีดำทอง
    เขายาวดุจกิ่งฟ้าฉีก
    ดวงตาลึกราวตะวันสองดวง
    ลำตัวยาวมหึมาจนเมื่อมันเลื้อยผ่านเปลวไฟ แผ่นดินทั้งผืนก็ดูเล็กลงไปในพริบตา

    มันมิได้เข้าปะทะกับอุกกาบาตดารา
    หากลอยวนเหนือหลุมยักษ์ที่เกิดจากการตกนั้น
    มองสิ่งซึ่งเพิ่งพุ่งลงมาจากฟ้าอย่างสงบนิ่ง

    จากนั้น...มังกรโบราณจึงก้มหัวลงช้า ๆ

    เกล็ดแผ่นหนึ่งที่คอของมันเปิดออก
    หยดโลหิตสีทองดำหยดหนึ่งร่วงลงสู่ก้อนโลหะในหลุมเพลิง

    ทันทีที่โลหิตหยดนั้นแตะต้อง
    ก้อนโลหะทั้งก้อนก็สั่นสะเทือนรุนแรง
    รอยแยกสีเงินดำวิ่งไปทั่วผิว
    เปลวไฟดาราพลันหมุนย้อนกลับเข้าสู่เนื้อเหล็ก
    จากก้อนอุกกาบาตไร้รูป
    มันเริ่ม “ยืด”
    “หนา”
    “คม”
    และ “กว้าง” ขึ้นอย่างช้า ๆ

    ราวกับกำลังหลอมตนเองเป็นบางสิ่ง

    อี้ซินใจเต้นหนัก
    เพราะต่อให้ยังไม่สมบูรณ์ เขาก็มองออกแล้วว่ารูปร่างนั้นกำลังกลายเป็น “อาวุธ”

    มิใช่กระบี่บาง
    มิใช่ทวนยาว
    แต่เป็นดาบยักษ์ทรงกว้าง หนัก และดุดันจนแม้ยังไม่เสร็จสิ้นก็ทำให้คนมองหายใจฝืด

    ภาพทั้งหมดหมุนเร็วขึ้นอีกครั้ง
    เปลวเพลิง
    มังกร
    โลหิต
    อุกกาบาต
    ล้วนบิดหมุนเข้าหากันเป็นวง

    แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในความมืด

    เสียงเดียวกับเจตจำนงสัตว์เทวะ
    แต่ครานี้ลึกกว่า เก่ากว่า และหนักกว่าเดิมหลายเท่า

    “โลหะดารา...หนึ่งล้านปี...”
    “กลิ่นอายมังกร...หลอมวิญญาณ...”
    “ผู้ใดจะจับ...ย่อมต้องรับน้ำหนักแห่งฟ้าและแค้นแห่งแผ่นดิน...”

    ภาพทั้งหมดพลันแตกเป็นเสี่ยง

    อี้ซินลืมตาขึ้นอีกครั้ง
    พบว่าตนยังยืนอยู่ในโพรงกระดูก
    มือขวายังคงแตะอยู่บนชิ้นส่วนอาวุธสีดำ
    แต่แขนทั้งแขนหนักจนแทบยกไม่ขึ้น

    เหงื่อเย็นเม็ดหนึ่งไหลลงขมับ
    ลมหายใจของเขาหนักกว่าก่อนชัดเจน

    หนิงเยว่อิงเห็นสีหน้าเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยวของเขาก็รู้แล้วว่า อี้ซินไม่ได้เพียง “แตะ” สิ่งนั้น
    หากได้รับบางสิ่งส่งกลับมาแล้ว

    “เจ้าเห็นอะไร” นางถามเสียงต่ำ

    อี้ซินไม่ตอบทันที
    เพราะในโพรงเดียวกันนั้น
    เงามังกรสีดำทองกลับเอ่ยขึ้นช้า ๆ

    “ยกมัน...”

    คำสั่งนั้นทำให้ทั้งโพรงเย็นลงอีกชั้น

    อี้ซินก้มมองชิ้นส่วนอาวุธดำในมือ
    ส่วนที่โผล่พ้นแท่นขึ้นมามิได้มากนัก
    แต่เพียงแตะก็หนักดุจภูเขา
    หากจะ “ยก” มันขึ้นตรง ๆ ย่อมไม่ต่างจากยกศิลาโบราณทั้งแท่น

    หนิงเยว่อิงขมวดคิ้ว
    “อย่าฝืน—”

    แต่อี้ซินมิได้ปล่อยมือ

    เขาเลื่อนนิ้วทั้งห้าลงไปกำส่วนที่คล้ายด้ามของอาวุธนั้นแน่น
    หยกดาราในร่างพลันสว่างอุ่นขึ้น
    ลมปราณมหาเทพดาราในชีพจรเริ่มหมุนเร็วโดยไม่ต้องสั่ง
    เส้นเอ็นทั้งแขนขวาปูดนูน
    กล้ามเนื้อช่วงไหล่และหลังเกร็งขึ้นในคราวเดียว

    เขาออกแรงยก

    ไม่ขยับ

    อาวุธชิ้นนั้นนิ่งสนิทราวหยั่งรากอยู่กับแท่นหิน

    เหงื่อบนหน้าผากของอี้ซินจึงซึมชัดกว่าเดิม
    ขากรรไกรกัดแน่น
    แม้แต่กระดูกนิ้วก็เริ่มส่งเสียงลั่นเบา ๆ

    เงามังกรจ้องเขาไม่กะพริบ
    หนิงเยว่อิงเองก็มองนิ่ง
    นางมิได้เอ่ยห้ามซ้ำ
    เพราะรู้แล้วว่าคนเช่นเขา เมื่อตัดสินใจลงมือ ย่อมไม่ถอนง่ายเพียงคำเตือนเดียว

    อี้ซินเปลี่ยนลมหายใจ
    ถอนลมออกยาว
    แล้วบิดเอวลงครึ่งชั้น

    ครานี้เขามิได้ยกด้วยแขนอย่างเดียว
    แต่รวมแรงจากเท้าทั้งสอง
    จากเอว
    จากสันหลัง
    ไหล่
    จนถึงปลายนิ้วทั้งห้าเข้าด้วยกันเป็นแรงเดียว

    เป็นวิธีเดียวกับยามชกหุ่นหิน
    และเป็นวิธีเดียวกับยามงัดสิ่งที่หนักเกินกว่าจะใช้กำลังดื้อ ๆ เอาชนะได้

    โครม...

    แท่นหินใต้มือสั่นเบา ๆ

    หนิงเยว่อิงดวงตาวาบ

    ขยับแล้ว!

    อี้ซินรับรู้ได้เช่นกันว่า ชิ้นส่วนอาวุธนั้น “คลาย” ออกจากแท่นเพียงเสี้ยวหนึ่ง
    เสี้ยวเดียว
    แต่มีจริง

    เขาจึงคำรามต่ำในลำคอ
    หยกดาราอุ่นจัดขึ้นอีกครา
    ลมปราณในชีพจรพลันแน่นกว่าก่อน
    จากนั้นมือขวาก็กระชากขึ้นสุดแรง

    แคร่ก!

    ชิ้นส่วนอาวุธสีดำหลุดจากแท่นหินขึ้นมาหนึ่งช่วงฝ่ามือในที่สุด

    ทันทีที่มันพ้นฐานผนึก
    แรงกดทั้งโพรงก็ระเบิดออกมาอย่างรุนแรง

    ปัง!

    อี้ซินถูกแรงสะท้อนกระแทกจนถอยหลังไปสองก้าว
    แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือ
    ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือสั่นครางต่ำเหมือนสัตว์ร้ายตื่นจากหลับ

    หนิงเยว่อิงเห็นร่างเขาเสียหลัก จึงพุ่งเข้ามาถึงตัวในพริบตา
    มือขาวเรียวของนางแตะลงที่หลังไหล่เขาเบา ๆ
    ลมปราณเย็นบริสุทธิ์สายหนึ่งพลันไหลเข้ามาประคองจังหวะโลหิตของเขาทันที

    อี้ซินหายใจสะดุดอยู่เสี้ยวหนึ่ง
    แต่เพราะพลังเย็นสายนั้น เขาจึงยืนมั่นได้โดยไม่ถูกแรงกดซัดล้ม

    กลิ่นหอมเย็นจากกายของนางแผ่วผ่านข้างแก้ม
    ชิดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
    ชิดจนเขารับรู้ได้ถึงความเย็นของลมหายใจนางเพียงบางเบา

    “คุมจิตไว้” หนิงเยว่อิงกล่าวเสียงต่ำ
    “มันกำลังชั่งว่าเจ้าคู่ควรหรือไม่”

    อี้ซินมิได้หันไปมองนาง
    เพียงพยักหน้าช้า ๆ

    ในมือของเขา
    ชิ้นส่วนอาวุธดำยังคงหนักมหาศาล
    แต่ไม่ใช่น้ำหนักเดียวกับยามแรกอีกแล้ว

    หากเป็นน้ำหนักที่มี “เจตนา” ปะปนอยู่ด้วย

    เหมือนมีบางสิ่งกำลังถาม
    กำลังกด
    และกำลังข่มดูว่าเขาจะยอมทรุดเข่าหรือไม่

    อี้ซินยิ่งกำมันแน่นขึ้น

    “ข้าไม่คุกเข่าให้อาวุธ” เขากล่าวช้า ๆ

    เสียงของเขาไม่ดังนัก
    แต่หนักแน่นชัดเจนยิ่ง

    ดวงตาสีทองหม่นของเงามังกรพลันวาบขึ้น

    “ดี...” มันกล่าว “หากเจ้ายังคิดจะเป็นนายมัน...ก็จงอย่าทรุดเพราะเพียงน้ำหนักเศษเสี้ยว...”

    สิ้นเสียงนั้น
    แรงกดในมืออี้ซินกลับเพิ่มขึ้นอีกชั้นโดยฉับพลัน

    โครม!

    พื้นหินใต้เท้าทั้งสองของเขาแตกร้าว
    เข่าขวาย่อลงเสี้ยวหนึ่งโดยไม่อาจห้าม
    เลือดลมในอกตีขึ้นคอ
    มุมปากมีรสโลหิตจาง ๆ ผุดขึ้นทันที

    จ้าวคุนซึ่งยืนอยู่ด้านบนมองผ่านช่องโพรงลงมา
    เมื่อเห็นอี้ซินถูกกดจนแทบคุกเข่า ดวงตาก็ลุกวาบด้วยทั้งสะใจและคาดหวังในคราเดียว

    หากมันล้ม
    หากมันปล่อยมือ
    อาวุธนั้นย่อมหลุดกลับลงแท่น
    และโอกาสของเขาย่อมยังไม่หมด

    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมากลับทำให้จ้าวคุนต้องหน้าตึงทันที

    อี้ซินไม่เพียงไม่ปล่อยมือ
    เขากลับสูดลมหายใจลึกอีกครา
    ลมปราณมหาเทพดาราไหลหมุนเต็มกำลัง
    กล้ามเนื้อทั่วแขน หลัง และเอวเกร็งจนเส้นเอ็นปูดชัด
    จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ยืดเข่าที่เกือบทรุดนั้นกลับขึ้นมา

    ช้า
    หนัก
    แต่มั่นคง

    หนิงเยว่อิงที่ยืนใกล้ที่สุด มองเห็นชัดกว่าผู้ใดว่า การยืนคืนขึ้นมาครานี้มิใช่เพราะแรงกายเพียงอย่างเดียว
    แต่เพราะจิตของเขา “ไม่ยอม”

    คนเช่นนี้ยามปะทะกับแรงกดของศัตรู
    ยิ่งถูกกด
    ยิ่งฝืนลุก

    ดวงตางามเย็นของนางจึงไหววาบโดยยากสังเกต
    ความรู้สึกบางอย่างซึ่งคล้ายทั้งชื่นชมและระแวงพลันผ่านเข้ามาในใจอย่างแผ่วเบา

    เงามังกรเองก็เงียบไปชั่วอึดใจ
    ก่อนเสียงต่ำของมันจะดังขึ้นอีกครา

    “พอแล้ว...”
    “สำหรับเศษเสี้ยวนี้...”

    แรงกดมหาศาลในมือของอี้ซินพลันคลายลงครึ่งหนึ่ง

    เขาหอบหายใจอยู่หนึ่งครั้ง
    แล้วค่อย ๆ มองชิ้นส่วนอาวุธดำในมือ

    ตอนนี้มันพ้นจากแท่นมาแล้วทั้งชิ้น

    ยาวเกือบหนึ่งศอก
    หนากว้างราวใบดาบส่วนต้น
    ส่วนปลายด้านหนึ่งแตกหักหยักราวถูกฟันขาด
    ผิวดำด้านสนิทประหนึ่งกลืนแสงโดยรอบ
    แต่ลึกลงไปภายในเนื้อโลหะ กลับมีเส้นแสงเงินดำจางมากไหลอยู่ช้า ๆ คล้ายดารากลางรัตติกาล

    แม้เป็นเพียง “ชิ้นส่วน”
    แต่มันก็ให้ความรู้สึกดุดัน กดข่ม และหนักหน่วงจนคนถือไม่อาจดูแคลนได้แม้เสี้ยวเดียว

    เงามังกรสีดำทองค่อย ๆ ลดหัวลงมองมัน
    จากนั้นจึงกล่าวช้า ๆ

    “นี่มิใช่ตัวมันทั้งหมด”
    “แต่เป็น ‘กระดูกแรก’ ของมัน”
    “ผู้ใดถือสิ่งนี้ ย่อมมีสิทธิ์ตามหาตัวจริงในภายหน้า”

    สือเหยียนที่ฟังอยู่ด้านบนถึงกับกลั้นหายใจ
    หนิงเยว่อิงดวงตาลึกขึ้นอีกชั้น
    แม้แต่จ้าวคุนเองก็ยังหน้าเปลี่ยนสีในทันที

    “กระดูกแรก” ของอาวุธ?
    เพียงชิ้นส่วนยังหนักและกดข่มถึงเพียงนี้
    แล้วตัวจริง...จะเป็นสิ่งใดกันแน่

    อี้ซินมิได้ถามชื่อมันออกไปทันที
    เพราะเขารู้แล้วว่า เจตจำนงสัตว์เทวะตรงหน้าจะพูดเท่าที่มันอยากพูดเท่านั้น

    เขาจึงถามในสิ่งที่สำคัญกว่า

    “เหตุใดมันจึงตอบรับข้า”

    เงามังกรเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
    ดวงตาทองหม่นของมันจับอยู่ที่อกของอี้ซินอย่างลึกยิ่งกว่าเดิม

    “เพราะเจ้ามีหยก...” มันกล่าว
    “และเพราะในอกเจ้า...มีสิ่งที่แม้แต่ข้าก็ไม่ควรเห็นชัดเกินไป...”

    สิ่งลึกลับคล้ายไข่ในอกอี้ซินเต้นหนักวูบหนึ่งทันที
    แม้หนิงเยว่อิงจะไม่รู้แน่ชัดว่าอีกฝ่ายหมายถึงสิ่งใด
    แต่ถ้อยคำนี้ก็มากพอจะทำให้นางตระหนักชัดขึ้นอีกว่า ความลับในตัวอี้ซินลึกเกินกว่าที่เห็นภายนอกมาก

    เงามังกรกล่าวต่อ

    “เจ้ามาถึงที่นี่...มิใช่ด้วยโชคเปล่า”
    “แต่จะไปถึงปลายทางหรือไม่...ต้องดูว่าเจ้าจะกลืนสิ่งที่ได้มา...หรือถูกมันกลืนแทน”

    สิ้นคำ
    ดวงตาของมันก็หม่นลงช้า ๆ
    เงาร่างสีดำทองเริ่มพร่าเลือนราวหมอกต้องลม

    หนิงเยว่อิงพลันเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงที่ไม่เย็นสนิทดังเดิม
    หากมีความเร่งบางส่วนแทรกอยู่ชัด

    “เดี๋ยว!”

    เงามังกรมองนาง

    หนิงเยว่อิงเม้มปากนิดหนึ่ง
    ก่อนถามออกไป

    “ที่ลึกกว่านี้...มีทางลงต่อหรือไม่”

    ดวงตาสีทองหม่นของเจตจำนงนั้นนิ่งอยู่อึดใจ
    จากนั้นจึงเลื่อนไปยังผนังด้านหลังแท่นหิน

    “ด้านหลัง...” มันว่า “มีประตูที่คนอ่อนแอไม่ควรเปิด...”

    ประโยคสุดท้ายยังไม่ทันจบ
    เงาร่างของมันก็แตกเป็นสายควันสีดำทองแล้วสลายหายไป

    ทั้งโพรงกลับสู่ความเงียบดังเดิมอีกครั้ง

    อี้ซินยืนถือชิ้นส่วนอาวุธดำอยู่กลางแท่น
    ลมหายใจยังหนัก
    แต่แววตานิ่งสงบกว่าก่อน

    หนิงเยว่อิงเงยหน้ามองเขา
    สายตาของนางหยุดอยู่ที่ชิ้นส่วนอาวุธนั้น
    ก่อนเลื่อนไปยังใบหน้าเขาอย่างช้า ๆ

    “เจ้าไหวหรือไม่”

    คำถามนี้เบานัก
    แต่ตรงยิ่ง

    อี้ซินมองนาง
    เห็นความกังวลเพียงริ้วบางในดวงตาเย็นคู่นั้น
    แม้จะเล็กจนคนทั่วไปอาจมองไม่ออก
    แต่เขากลับจับได้ชัด

    “ยังไม่ตาย” เขาตอบเรียบ

    มุมปากบางของหนิงเยว่อิงยกขึ้นน้อยยิ่งนัก
    แทบไม่เรียกว่ารอยยิ้ม
    แต่เพียงเสี้ยวเดียวของการผ่อนคลายนั้น
    ก็ทำให้ใบหน้างามเย็นของนางดูมีชีวิตขึ้นอีกอย่างประหลาด

    “ปากเจ้ายังแข็งอยู่” นางว่า

    “แข็งก็ดีกว่าทรุดลงกับพื้น”

    หนิงเยว่อิงมิได้ตอบ
    แต่แววตานางกลับอ่อนลงเพียงเสี้ยวที่คนอื่นไม่มีทางจับได้ง่าย

    ด้านบนโพรง
    จ้าวคุนมองภาพนั้นด้วยอกที่เหมือนถูกไฟกับน้ำแข็งผลัดกันเผา

    มันเห็นชัดเกินไปแล้ว
    ว่าไม่เพียงวาสนา
    ไม่เพียงสมบัติ
    แม้แต่สายตาเย็นงามของหนิงเยว่อิง
    บัดนี้ก็ยิ่งหยุดอยู่ที่อี้ซินมากขึ้นทุกขณะ

    สือเหยียนจึงตะโกนลงมาเบา ๆ

    “ข้างล่างเป็นอย่างไร”

    อี้ซินหันขึ้นไปมอง
    แล้วกล่าวสั้น

    “ยังไม่ตาย”
    ก่อนจะเหลือบไปทางผนังด้านหลังแท่น

    ภายใต้ชั้นหินมืดนั้น
    มีรอยต่อของประตูอีกบานซ่อนอยู่จริง
    หากไม่ใช่เจตจำนงเมื่อครู่ชี้ให้เห็น
    ต่อให้เพ่งอยู่ทั้งวันก็คงไม่มีใครมองออกง่าย ๆ

    ประตูนั้นเล็กกว่าบานด้านบนมาก
    สูงเพียงสองคน
    ผิวดำสนิท
    กลางประตูสลักรูปสัตว์โบราณเพียง “ตนเดียว”

    มันมีลำตัวยาว
    มีเขา
    มีเกล็ดหนา
    และดวงตาเรียวคมดุจจะมีชีวิต

    มังกร

    หรืออย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่ใกล้กับมังกรมากที่สุดเท่าที่ผู้คนระดับพวกเขาจะเข้าใจได้

    อี้ซินถือชิ้นส่วนอาวุธดำแน่นขึ้น
    เพียงชั่วครู่เขาก็รู้แล้วว่า สิ่งนี้หนักเกินจะพกไปมาง่าย ๆ แบบของทั่วไป
    แต่ปล่อยวางไว้ก็ไม่ได้เด็ดขาด

    หนิงเยว่อิงจึงกล่าวขึ้นเบา ๆ

    “ให้ข้าดู”

    อี้ซินเหลือบมองนาง
    ก่อนยื่นชิ้นส่วนอาวุธนั้นส่งให้

    หนิงเยว่อิงรับมันด้วยสองมือ
    ทันทีที่น้ำหนักถ่ายลงฝ่ามือของนาง
    แขนเรียวข้างขวาก็สะท้านเบา ๆ
    ดวงตางามเย็นคู่นั้นหดเล็กลงอย่างไม่อาจปิดได้ทัน

    หนัก!

    หนักยิ่งกว่าที่นางคาดไว้มาก

    แม้ด้วยรากฐานของนางในเวลานี้ ยังต้องใช้สองมือประคองจึงมิให้มันดึงร่างลง

    “เข้าใจแล้วหรือ” อี้ซินถามเรียบ

    หนิงเยว่อิงถอนลมหายใจหนึ่งครั้ง
    แล้วส่งมันคืนให้เขาทันที

    “ยามถือมัน” นางกล่าว “เจ้าดูไม่นัก”
    “ข้าจึงรู้แล้วว่า เจ้ามีกำลังซ่อนอยู่มากเพียงใด”

    อี้ซินรับกลับมาโดยไม่เอ่ยสิ่งใด

    แท้จริงแล้วแม้เป็นเขาเองก็ยังรู้สึกหนักถึงกระดูกเช่นกัน
    เพียงแต่หยกดาราในร่างกับกายที่ผ่านการหลอมมาแล้วช่วยค้ำไว้บางส่วน
    อีกทั้งต่อหน้าเจตจำนงสัตว์เทวะกับต่อหน้าจ้าวคุน เขาย่อมไม่มีทางยอมเผยความอ่อนล้าให้เห็นชัด

    หนิงเยว่อิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
    จากนั้นจึงกล่าวช้า ๆ

    “เจ้ายังไม่ควรเรียกมันว่าอาวุธของตน”

    อี้ซินเลิกคิ้วน้อย ๆ
    “ข้าก็ยังไม่ได้เรียก”

    “ดี” นางกล่าว “เพราะมันเพิ่งยอมให้เจ้าจับ มิใช่ยอมให้เจ้าใช้”

    ถ้อยคำนั้นตรงและจริง

    อี้ซินจึงพยักหน้าเพียงน้อย

    เมื่อทั้งสองปีนกลับขึ้นมาจากโพรง
    ทุกคนก็มองชิ้นส่วนอาวุธดำในมืออี้ซินด้วยสายตาแตกต่างกันไป

    สือเหยียนมองด้วยความตึงเครียดปนตื่นเต้น
    หลินเซวียนมองด้วยความตกตะลึง
    เยี่ยซูซินมองด้วยความระวัง
    จ้าวคุนมองด้วยความริษยาร้อนแรง
    โจวเหอมองด้วยทั้งกลัวทั้งอยากได้

    อี้ซินไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดถามมาก
    เขาเพียงกล่าวว่า

    “ด้านหลังมีประตูอีกบาน”

    คำเดียว
    ทุกสายตาพลันเปลี่ยนไปทันที

    หนิงเยว่อิงเสริมอย่างเรียบเย็น
    “แต่ไม่ใช่ประตูที่ควรผลีผลามแตะ”

    จ้าวคุนแค่นเสียง
    “ที่นี่มีสิ่งใดบ้างที่ควรผลีผลามแตะ”

    ไม่มีผู้ใดสนใจมันมากนักในคราวนี้
    เพราะทุกคนรู้แล้วว่า โถงที่พวกเขาอยู่มิใช่ปลายทาง
    หากเป็นเพียงด่านหนึ่งของเส้นทางที่ลึกและน่ากลัวยิ่งกว่านั้น

    อี้ซินหันมองบันไดทางเดิมครู่หนึ่ง
    จากนั้นจึงหันกลับสู่ประตูมังกรด้านหลังแท่น

    เวลาที่ฉินก่วงกำหนดให้เข้าสู่แดนทดสอบย่อมล่วงไปมากแล้ว
    ทว่าเมื่อก้าวมาถึงชั้นนี้แล้ว การนับเวลาด้วยระฆังหรือธูปของแดนชั้นนอกย่อมไม่อาจใช้ตัดสินทุกอย่างได้อีก

    เขารู้เพียงว่า หากถอยกลับตอนนี้
    ของที่ถืออยู่ในมือก็ใช่ว่าจะเพียงพอให้เขาหยุดได้
    และสิ่งในอกเองก็ยังคงตอบรับแรงขึ้นทุกขณะ
    ราวกับเร่งให้เขาก้าวไปต่อ

    อี้ซินจึงกล่าวขึ้นช้า ๆ

    “พักหนึ่งส่วนสิบก้านธูป”
    “ประคองแผล”
    “จากนั้นเราเปิดประตูข้างใน”

    ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

    แม้จ้าวคุนจะยังมีความคิดอื่น
    แต่เมื่อเห็นสภาพของตนและพวกคนที่เหลือ มันก็รู้ว่าหากฝืนต่อเดี๋ยวนี้ ย่อมมีแต่เสียเปรียบ

    เยี่ยซูซินจึงรีบแจกผงโอสถให้ทุกคน
    สือเหยียนนั่งพักชิดเสาหิน
    หลินเซวียนช่วยหานหลงพันแขนแน่นขึ้น
    โจวเหอเงียบผิดปกติ
    ส่วนจ้าวคุนก็นั่งพิงผนังหิน หลับตาคล้ายพักปราณ แต่แท้จริงดวงตาภายใต้เปลือกนั้นยังไม่เคยสงบแม้ครึ่งเสี้ยว

    หนิงเยว่อิงนั่งห่างจากอี้ซินเพียงสองช่วงแขน
    นางหลับตาประคองลมหายใจ
    เส้นผมดำยาวตกผ่านไหล่
    ใบหน้าขาวเย็นยามอยู่ในสมาธิยิ่งสงบนิ่งเกินแตะต้อง

    อี้ซินเหลือบมองนางอยู่ครู่หนึ่ง
    ก่อนลดสายตาลงมาที่ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือ

    มันยังคงหนัก
    ยังคงดุดัน
    และยังคงไร้ชื่อในเวลานี้

    เขาวางมันลงบนตัก
    หลับตา
    แล้วค่อย ๆ โคจรลมปราณมหาเทพดารา ประคองเลือดลมที่ยังสั่นอยู่ในกายให้สงบลงทีละส่วน

    หยกดาราอุ่นเรื่อ
    สิ่งลึกลับคล้ายไข่เต้นมั่นคง
    แหวนลึกลับโบราณเย็นสงบ

    และในความนิ่งนั้นเอง
    เขารู้สึกได้ชัดขึ้นอีกว่า สิ่งที่อยู่หลังประตูมังกรบานถัดไป...
    ย่อมมิใช่เพียงสมบัติชิ้นหนึ่ง
    หากเป็นด่านที่หนักกว่า ลึกกว่า และเก่าแก่กว่าสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมดอย่างแน่นอน