เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 72 เกิดเรื่องร้ายขึ้นแล้ว

    ชวีหนานอีให้หลี่ต้าจ้วงพาตัวลวี่เยากลับไปส่งที่บ้านตระกูลถัง


    ลวี่เยายืนอยู่ตรงประตูหลังของบ้านตระกูลถัง มองหลี่ต้าจ้วงที่ค่อย ๆ จากไป นางรู้สึกร้อนใจอยากรีบไปหาท่านพี่ ทว่าเมื่อก้าวขาก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านหลัง นางหันกลับไปมอง ประตูหลังเปิดออก ใบหน้าที่เหมือนกระต่ายของหงซิ้วโผล่ออกมา ดวงตานั้นประกายความยินดี นางกระโดดออกมาจากประตูคว้าข้อมือของลวี่เยา กล่าวอย่างรวดเร็ว “เจ้ากลับมาแล้ว คุณหนูให้ข้ารอเจ้าอยู่ที่ประตูหลัง บอกว่าหากเจ้ากลับมา ข้าจึงจะกินข้าวได้ เจ้ารีบตามข้าไปพบคุณหนู พบคุณหนูแล้วข้าจะได้ไปกินข้าว ไม่รู้ว่ามีเหลือให้ข้ากินหรือไม่ ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว”  


    ลวี่เยาถูกบังคับให้เข้าไปในบ้าน และตรงไปยังห้องของถังโยว


    ทั้งสองคนยังไม่ทันเข้าไปในห้องของถังโยว ก็เห็นนางเดินออกมาแล้ว หงซิ้วแอบตกใจเงียบ ๆ คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าลวี่เยาจะสำคัญกับคุณหนูใหญ่ถึงเพียงนี้


    ถังโยวรีบก้าวยาว ๆ ออกมาจากห้อง เมื่อเห็นลวี่เยา นางผงะเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ากล่าว “ตามมา”


    ที่แท้เมื่อครู่เสี่ยวสี่มาบอกว่าท่านอาของถังโยวกลับมาแล้ว เหลาเหย่จึงรีบเชิญนางไปที่ห้องโถงใหญ่


    ถังโยวรีบเดินด้วยความกังวลใจ เมื่อใกล้ถึงห้องโถงใหญ่ นางจึงนึกขึ้นได้พลางถามลวี่เยา “เจ้าไปไหนมา?”  


    ลวี่เยาตอบ “ไป๋จื่อชีตบข้า”


    ถังโยวด่าตามความคาดหมาย “รู้อยู่แล้วเชียวว่าชายผู้นั้นเป็นคนใจแคบ! ครั้งก่อนเจ้าเดินชนกระแทกตาเขา นี่เขากำลังหาโอกาสแก้แค้นอยู่เป็นแน่!” เมื่ออาศัยแสงจากคบเพลิงที่ประตูทางเข้าห้องโถงใหญ่มองไปที่ลวี่เยาก็ต้องสะดุ้งโหยง “เอ๋? เหตุใดตาของเจ้าจึงใหญ่ข้างเล็กข้างล่ะ?”


    ลวี่เยาตอบ “ถูกไป๋จื่อชีตบ”


    ถังโยวหัวเราะ พลางตบไหล่ลวี่เยากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เจ้าลองให้เขาตบอีกครั้งดีไหม ให้ตาข้างขวาของเจ้าโตขึ้นอีกนิด ฮ่า ๆ... ฮ่า ๆ ๆ”


    ลวี่เยามองถังโยวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ในที่สุดถังโยวก็หยุดหัวเราะ พลางกล่าวด้วยความกระอักกระอ่วน “ทั้งหมดก็เพื่อตัวเจ้าเองมิใช่หรือ? หากมีใครสามารถตีคนให้ผอมได้ ข้าเองก็ยอมโดนทุบตี!” ขณะพูดนางผลักประตูห้องโถง เดินเข้าไปข้างใน  


    ทันทีที่ประตูเปิดออก ก็ได้ยินเสียงร้องไห้ที่ขมขื่นดังขึ้น


    ท่านอาของถังโยวกำลังกำผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งปิดปากตนเอง นางหอบหายใจร้องไห้ราวกับพร้อมจะเป็นลมได้ทุกเมื่อ


    ถังเหลาเหย่เดินไปเดินมาด้วยใบหน้าที่ขมวดเป็นดอกเบญจมาศ   


    ถังโยวตกใจ พลางส่งสัญญาณให้ลวี่เยาปิดประตู นางรีบเดินเข้าไปข้างกายท่านอา และสอบถามอย่างตื่นตระหนก “ท่านอา เป็นอะไรไปเจ้าคะ? เหตุใดจึงมาเอาดึกดื่น? แล้วร้องไห้ทำไม? หรือท่านอาเขยรังแกท่าน? แล้วน้องเล็กล่ะ เหตุใดไม่มาด้วย? หรือเกิดเรื่องขึ้น?”


    ท่านอาผู้นี้มีนามว่าถังซี แต่งงานกับปัญญาชนยากจนสกุลหลี่คนหนึ่ง นางจึงถูกเรียกว่าหลี่ถังซื่อ


    นางเป็นบุตรสาวคนสุดท้องของท่านย่าแห่งบ้านตระกูลถัง อายุมากกว่าถังโยวสองปี และได้รับการปรนนิบัติอย่างดีในบ้านเสมอมา นางได้แต่งงานกับปัญญาชนยากไร้ไปเมื่อสามปีก่อน


    ท่านย่าจากไปเร็ว ในบ้านไม่มีสะใภ้ใหญ่ มีเพียงหวาอี๋เหนียงผู้เดียว แต่ก็ไม่สามารถขึ้นเป็นใหญ่ ขณะที่นางออกไปเที่ยวเล่นด้านนอก ได้พบปัญญาชนยากจนผู้หนึ่งกำลังขายอักษรภาพ นางแอบมีใจให้เขา และได้มอบผ้าเช็ดหน้าเพื่อบอกกล่าวความรู้สึก


    เมื่อถังเหลาเหย่ทราบเรื่อง มันก็สายเกินไปแล้วที่จะหยุดหัวใจสองดวงที่ไม่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน


    เนื่องจากถังซีร้องไห้โวยวายจะแขวนคอตายเสียให้ได้ ถังเหลาเหย่จึงต้องยอมแพ้ และจัดพิธีแต่งงานให้ทั้งสองคน


    ปัญญาชนผู้นั้นคิดว่าตนมีคุณธรรมสูงส่ง ดูถูกภูมิหลังพ่อค้าของถังเหลาเหย่ นอกจากกลับบ้านทุก ๆ สามวันจึงมาที่นี่สักครั้ง ช่วงหลายปีมานี้ก็ไม่ได้มาเพื่อทำความรู้จักญาติ ๆ อีกเลย 


    ชีวิตของหลี่ถังซื่อค่อนข้างอัตคัด จึงหาข้ออ้างมาที่บ้านบ่อย ๆ นางมิได้หน้าหนามาขอนู่นขอนี่กับถังเหลาเหย่ ทว่าถังเหลาเหย่รักน้องสาวเพียงคนเดียวคนนี้มาก เขามิอาจทนเห็นนางสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ จึงมักบรรจุข้าวของเครื่องใช้เครื่องนุ่งห่มเต็มคันรถเพื่อให้นางเอากลับไปด้วยเสมอ


    ส่วนปัญญาชนผู้นั้นจะรู้หรือไม่ ทุกคนต่างก็รู้สึกเหมือนกระจกเงาที่สะท้อนอยู่ในใจ  


    ถังเหลาเหย่คิด ในเมื่อออกเรือนไปแล้ว เขาก็ตั้งตารอให้นางมีชีวิตที่ดีขึ้น ขอเพียงปัญญาชนผู้ยากไร้นั่นไม่ทำให้นางเสียใจ และดูแลน้องสาวของเขาให้ดี เขาก็จะยอมปิดตาข้างหนึ่ง และปล่อยให้นางมีชีวิตที่ดีกับสามี ก็แค่ผ้าสองสามม้วน ข้าวสองสามชั่งมิใช่หรือ? ของแค่นี้เขายอมให้ได้!


    ถึงกระนั้น ก็ยังคงเกิดเรื่องจนได้


    เมื่อหลี่ถังซื่อเห็นถังโยวเข้ามา น้ำตาที่พยายามอั้นไว้ในตอนแรกก็กลับกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป มันทะลักออกมาราวกับแม่น้ำเหลืองที่ล้นตลิ่ง และไหลไปไกลหลายพันลี้ นางคว้าแขนของถังโยวข้างหนึ่ง พลางร้องไห้อย่างเหนื่อยหอบจนแทบหมดสติ ไม่สามารถพูดเต็มประโยค 


    ถังเหลาเหย่ถอนหายใจ พลางกล่าวแทนหลี่ถังซื่อ “ท่านอาของเจ้าต้องการพาหลินเอ๋อร์มาพักที่นี่สองสามวัน ทว่าหลินเอ๋อร์กลับหายไประหว่างทาง” 


    “อา?!!!” ถังโยวอ้าปากค้าง ท่าทางไม่อยากเชื่อ


    ถังเหลาเหย่ขมวดคิ้วกล่าว “หุบปาก! เจ้าก็แค่ลูกสาว...” คำพูดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นถอนหายใจ “เฮ้อ...”


    ถังโยวรีบถาม “หายไปจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”


    หลี่ถังซื่อพยักหน้า นางกลั้นน้ำตาและพยายามสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะทุบอกตะโกน “เป็นความผิดข้าเอง เป็นความผิดข้าเอง! หลินเอ๋อร์ เจ้าจะให้แม่มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร?” พูดจบ นางร้องไห้ออกมาอีกครา


    หัวใจของถังโยวเต้นผิดจังหวะ ดูเหมือนหลินเอ๋อร์จะหายไปจริง ๆ นางรีบถามถังเหลาเหย่ “ท่านพ่อ แจ้งเรื่องนี้กับทางการแล้วหรือยัง?”


    ถังเหลาเหย่ส่ายหน้ากล่าว “ตอนนี้ที่ว่าการเขตไม่มีคนอยู่แล้ว ถึงไปก็ไม่พบใคร ทำได้เพียงรอไปพรุ่งนี้เช้า”


    ถังโยวรีบกล่าว “เช่นนั้นก็รีบรวบรวมคนไปช่วยตามหาสิ!” นางกล่าวพลางหันกลับไปกุมมือหลี่ถังซื่อ “ท่านอา ตอนนี้มิใช่เวลาจะมาร้องไห้นะเจ้าคะ เราต้องตามหาหลินเอ๋อร์ให้เจอก่อน ท่านบอกข้ามา หลินเอ๋อร์หายตัวไปได้อย่างไร?”


      หลี่ถังซื่อเงยหน้าด้วยตาที่บวมแดงราวกับลูกท้อ พลางสะอื้นเล็กน้อย “ข้า...ข้าทำหลินเอ๋อร์หายระหว่างทาง ข้าไม่กล้ากลับบ้าน ข้ากลัวว่าอาเขยของเจ้าจะทิ้งข้าไปเพราะความโกรธ จึงมาหาท่านพี่ ให้ท่านพี่ช่วยตามตัวหลินเอ๋อร์กลับมา”


    ถังโยวนั่งลงบนเก้าอี้ พลางขมวดคิ้วกล่าว “ท่านอธิบายคลุมเครือเช่นนี้ แล้วจะให้ข้าช่วยอย่างไร?” ดูเหมือนจะนึกบางอย่างออก นางลุกจากเก้าอี้ ยืนขึ้น “ไป ท่านอา เราไปหาท่านพี่กัน!”


    หลี่ถังซื่อถามด้วยความสงสัย “ท่านพี่? ท่านพี่ที่ไหน? เขาช่วยหาตัวหลินเอ๋อร์กลับมาได้หรือ?”


    ถังโยวกล่าว “ท่านพี่ของข้าก็คือเสี้ยนลิ่งชวีอย่างไรล่ะ เราไปหาเขากันเถอะ ไม่ต้องสนใจว่าเขาจะหลับแล้วหรือยัง เรื่องหาตัวหลินเอ๋อร์สำคัญที่สุด!”


    ราวกับหลี่ถังซื่อมองเห็นความหวัง นางกำผ้าเช็ดหน้าแน่น พลางพยักหน้า “ใช่ ๆ ๆ เราไปหาเขากันเถอะ” นางนึกออกแล้ว เสี้ยนลิ่งที่เพิ่งรับตำแหน่งเป็นญาติกับตระกูลของนาง แน่นอนว่านางได้ยินเรื่องนี้มาจากท่านพี่


    ถังโยวเรียกคนขับรถม้ามา นางรีบขึ้นไปบนรถ ก่อนจะดึงตัวหลี่ถังซื่อให้เข้ามาด้วย 


    ถังเหลาเหย่รีบขึ้นรถม้าเช่นกัน เพื่อไปหาชวีหนานอีพร้อมพวกนาง เขาแอบลังเลเล็กน้อย มิรู้ว่าชวีหนานอีจะช่วยหรือไม่ แม้ว่าการหายตัวไปของเด็กจำเป็นต้องรายงานต่อเขาผู้เป็นเสี้ยนลิ่ง แต่ก็พูดยากว่าอีกฝ่ายจะเต็มใจช่วยหรือไม่ ท้ายที่สุดความสัมพันธ์ทางเครือญาตินี้ ก็เป็นเพราะเขาฝืนจะพึ่งพาชวีหนานอี ช่างเถอะ ๆ ไม่คิดแล้ว ถึงก่อนแล้วค่อยว่ากัน  


    ในขณะที่รถกำลังจะเคลื่อนตัว จู่ ๆ ถังโยวก็สั่งหยุด นางเปิดม่านเล็ก ๆ พลางตะโกนเรียกลวี่เยาที่กำลังจะกลับห้อง “มานี่ ๆ รีบขึ้นมาเร็ว!”


    หลี่ถังซื่อร้อนใจ เมื่อรู้ว่าครอบครัวของตนสามารถขอให้เสี้ยนลิ่งช่วยเหลือได้ นางก็อยากรีบไปถึงบ้านเสี้ยนลิ่งเร็ว ๆ โดยมิอาจทนรอได้สักวินาทีเดียว เมื่อเห็นถังโยวสั่งหยุดรถ และเรียกสาวใช้คนหนึ่งให้ตามไปด้วย นางจึงไม่พอใจมาก พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงรังเกียจ “รีบไปกันเถอะ จะเรียกสาวใช้นั่นมาด้วยทำไม?!”


    ถังโยวไม่ฟัง ยืนกรานจะให้ลวี่เยาขึ้นรถ นางเองก็ตอบไม่ได้ว่าเพราะเหตุใด เพียงรู้สึกอุ่นใจเมื่อมีลวี่เยาอยู่ข้างกาย 


    ลวี่เยาขึ้นไปบนรถเงียบ ๆ และนั่งลงข้างถังโยว ทว่าในใจกลับก่นด่าสาปแช่งไปตั้งนานแล้ว นางอยากไปพบท่านพี่เหลือเกิน เหตุใดจึงมีคนมาขวางมากมายเช่นนี้? อยากฆ่าให้ตายไปให้หมดเลยจริง ๆ 


    แต่ก็ไม่สามารถทำได้ 


    แม้ว่านางจะเจอท่านพี่แล้ว ทว่าท่านพี่ในตอนนี้กลับจำนางไม่ได้ นางยังต้องตามหาของบูชาที่จำเป็นทั้งหมดให้ครบถ้วน นางต้องการผ้าผืนนั้น! ผ้าที่สมควรตาย ตัวกู่บ้าคลั่งที่สมควรตาย ฮัวชิงหร่านที่สมควรตาย! เขตลิ้วเหอที่สมควรตาย!


    นิ่งไว้ จะบุ่มบ่ามไม่ได้


    เมื่อท่านพี่ปรากฏตัวแล้ว นางจะปล่อยให้เขาหลุดมืออีกคราได้อย่างไร? ครั้งนี้ ให้ตายก็ไม่มีทางปล่อยเขาไปเด็ดขาด!


    ลวี่เยาตัดสินใจทำใจให้สงบ และติดตามถังโยวไปหาชวีหนานอีราวกับนักบวชเฒ่าเข้าฌาน 


    นี่เป็นวันที่สองแล้วที่มีการห้ามคนในเขตลิ้วเหอออกนอกบ้านในเวลากลางคืน 


    ถังเหลาเหย่ไม่สนใจเรื่องเหล่านั้น ในใจเขากลัวเพียงชวีหนานอีจะโกรธเคืองและทำเป็นไม่รู้จัก เขาจึงเร่งคนขับไม่หยุดหย่อน  


    ในห้องโถงใหญ่เมื่อครู่ หลี่ถังซื่อร้องไห้จนแทบหมดสติ แน่นอนว่านางไม่มีเวลามาพินิจพิเคราะห์รูปลักษณ์ของลวี่เยา ตอนนี้นางปรับสายตาให้ชินกับความมืดได้แล้ว จึงเหลือบมองลวี่เยา และนั่นทำให้นางต้องผวาจนสูดหายใจด้วยความตื่นตระหนก ใจของนางแทบหยุดเต้น นางรีบเอื้อมมือไปแตะหน้าอกจึงกลับมาเป็นปกติได้  


    หลี่ถังซื่ออยากถามถังโยวว่าเหตุใดจึงพาสาวใช้ที่น่ากลัวผู้นี้มาด้วย ทว่าความคิดนี้แค่แวบเข้ามาในสมองของนางเบา ๆ นางจึงสลัดมันออกและไม่คิดอะไรต่อ นางยังมีเวลาคิดเรื่องอื่นได้อย่างไร? หลินเอ๋อร์ของนาง หลินเอ๋อร์ที่น่ารักของนางใกล้จะสองขวบแล้ว จู่ ๆ มาหายตัวไปเช่นนี้ นางจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร? เมื่อคิดดังนี้ น้ำตาของหลี่ถังซื่อก็ไหลอีกครั้ง 


    ถังโยวมิรู้จะปลอบอย่างไร จึงทำได้เพียงถอนหายใจเบา ๆ 


    ทุกคนไม่รู้ว่าบ้านของชวีหนานอีอยู่ที่ใด ทำได้เพียงไปสอบถามเอาที่ว่าการเขต เสี้ยนลิ่งบางคนก็พักอยู่ด้านหลังที่ว่าการเขตเพื่อสะดวกต่อการทำงาน และเสี้ยนลิ่งบางคนก็เลือกอาศัยอยู่ที่อื่นที่สะดวกสบายต่อการไปกลับทุก ๆ วัน 


    ในตอนนี้ ประตูหน้าของที่ว่าการเขตปิด ประตูด้านหลังยังคงเหมือนเดิม


    ถังโยวก้าวไปข้างหน้า ก่อนจะออกแรงเคาะประตูหลัง ประตูหลังเชื่อมต่อกับจวน หากชวีหนานอีพักอยู่ ณ ที่ว่าการเขต แน่นอนว่าเขาต้องออกมาทางนี้


    ในความมืดและเงียบสงัดของค่ำคืน การเคาะประตูอย่างเร่งรีบทำให้คนตื่นตระหนกได้จริง ๆ 


    ไม่นาน มีเสียงชายชราดังข้ามประตู ถาม “ใครน่ะ?”


    ถังเหลาเหย่รีบก้าวไปข้างหน้าด้วยความดีใจ เขายืนชิดบานประตูและกล่าวเสียงดัง “เหล่าจ้าง ข้าคือเถ้าแก่ถัง ข้ามาหาใต้เท้าชวี”


    ถังโยวเสริมด้วยความรีบร้อน “พวกเราเป็นญาติของใต้เท้าชวี!”


    เหล่าจ้างยังคงไม่เปิดประตู แค่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงของชายชรา “ใต้เท้าชวีไม่อยู่”


    ถังโยวรีบถามผ่านบานประตู “ท่านทราบไหมว่าใต้เท้าชวีไปที่ใด? เรามีเรื่องด่วนต้องการพบเขา”


    เหล่าจ้างตอบ “คือ...ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเขาไปไหน เจ้ารอมาพรุ่งนี้เช้าเถอะ”


    ถังโยวไหล่ตก หันกลับไปมองหลี่ถังซื่อที่แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง นางเม้มปากกล่าว “ไปกันเถอะ เขาไม่อยู่ที่นี่ ไม่มีวิธีแล้ว”


    หลี่ถังซื่อใช้ผ้าปิดปากและร้องไห้ออกมาอีกครั้ง 


    ในขณะที่ถังโยวกำลังก้าวขึ้นรถม้า กลับได้ยินเสียงไร้เดียงสากล่าว “เขาอยู่ที่นี่”



    เสน่หาชั่วกัลป์เล่ม 2 ของน้องหูเหยียนออกแล้วเจ้าค่า ฝาก E-book ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะเจ้าคะ 

    ทุกท่านสามารถคอมเมนต์ให้กำลังใจกันได้น้าขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ

     

    ลิงก์ Ebook (Meb): https://rebrand.ly/hrs639g

    ***ถึงจะมี Ebookแล้ว แต่ยังเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ***