หนึ่งหทัยมังกร

    35



    วังหลวงจัดงานชื่นชมจันทราเคล้าเหล่าบุปผาปีละสามครั้งที่อุทยานหลวงศาลากลางอุทยานใหญ่มุงหลังคากระเบื้องเขียนลายมีเสาหยกแกะลายมังกรเก้าต้นคือที่ประทับของโอรสสวรรค์

            คิมหันต์ชื่นใจกับราชินีแห่งไม้น้ำแย้มบานกลางวารีใสวสันต์อวลกลิ่นหอมของหมู่ตานซึ่งแข่งขันชูช่อ สารทชมจวี๋ฮวา[1]สะพรั่งหลากสีสันในคืนเทศกาลหนุ่มเลี้ยงวัวสาวทอผ้าดั่งคำกล่าวของกวี...ดอกงามยามใบผลิแลแฉล้มจันทร์แจ่มแซมใบร่วงกระจ่างฟ้า[2]

            จันทราเหมันต์ท้องฟ้ามากด้วยเกล็ดน้ำค้างแข็งคิมหันต์เมฆมากอากาศร้อนเกินบุปผาในคืนจันทร์งามเด่นจึงเหมาะสมด้วยสารทฤดูที่อากาศแห้งเย็นสบายท้องฟ้าโปร่งมองเห็นทั้งเดือนดาว

            คืนชมจันทราใบไม้ร่วงเป็นงานภายในของเหล่าเชื้อพระวงศ์ ขุนนางผู้ภักดีซึ่งได้รับเชิญรวมถึงบรรดาหญิงสาวตระกูลสูงที่เกี่ยวพันกับสตรีวังหลัง แสงจันทร์นวลผ่องส่องทั่วทิศหมู่บุปผาว่างามแล้ว ยังต้องแข่งสู้กับบรรดาสาวงามหลายสิบนางซึ่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ทั้งหมดล้วนคือคนโปรดปรานและมาจากตระกูลซึ่งมีความสำคัญต่อราชบัลลังก์

            นอกจากเหล่าพระสนมก็มีองค์ชายองค์หญิงวัยเยาว์หลายองค์หนึ่งในนั้นคือองค์ชายเฉินเล่อ งานคืนจันทรานี้ได้เปิดตัวเขาต่อหน้าเหล่าเชื้อพระวงศ์เป็นครั้งแรก

            กลางอุทยานมีเวทีไม้ถูกสร้างยกสูงขึ้นราวช่วงเอวเหล่านางระบำกำลังร่ายรำไปตามจังหวะดนตรีที่ประโคมโหมขับกล่อมระหว่างรอองค์ประธานในงานเสด็จ

            พระที่นั่งเบื้องซ้ายขององค์จักรพรรดิจัดไว้สำหรับพระชนนีเบื้องขวาคือพระมเหสีพระสนมคนโปรดนั่งถัดกันเป็นลำดับลดหลั่นทั้งซ้ายขวาเคียงคู่โอรสธิดาของตนเบื้องหน้ามีโต๊ะอาหารวางอยู่ด้านหลังพวกนางเป็นที่นั่งของหญิงสาวในครอบครัวและเครือญาติซึ่งได้รับสิทธิพิเศษฝั่งตรงข้ามศาลาที่ประทับจัดวางไว้สำหรับเชื้อพระวงศ์และพระชายาที่เข้ามาร่วมงาน

            ฉวนลี่ถิงกับองค์ชายน้อยเฉินเล่อนั่งอยู่ทางฝั่งขวาซึ่งมีสนมต้วนกับสนมเฉียนนั่งอยู่ใกล้ ข้างกายสนมต้วนมีองค์ชายสองพระองค์องค์ชายพระชันษาห้าปีเดินเข้ามาหาสมาชิกใหม่ของราชวงศ์แล้วฟาดฝ่ามือลงยังต้นแขนเขาฉวนลี่ถิงตกใจเป็นอันมาก นางโทษตนเองทันทีที่เผอเรอแบบไม่ทันคาดคิดจึงดึงหลานชายเข้ามาใกล้ ยังดีที่อาเฉินไม่ร้องไห้

             “มานี่มา หรูเอ๋อร์” สนมต้วนไม่ตำหนิโอรสสักคำ ฉวนลี่ถิงเก็บความไม่พอใจไว้เพราะนี่คืองานสำคัญครั้งแรกของอาเฉิน

            สนมเฉียนซึ่งนั่งอยู่ใกล้และเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดกลับเป็นคนเอ่ยขึ้น

            “หรูเอ๋อร์ทักทายน้องชายแรงไปหน่อยหรือไม่ถ้าหากเสด็จพ่อรู้หรือมีคนช่างฟ้องเล่าจะทำเช่นไร”

            สนมต้วนค้อนสายตาใส่คนพูดให้ร้ายขณะผลักไสโอรสให้นางกำนัลดูแล

            “คนนั้นคงมิใช่เจ้ากระมัง”

            “น้องหรือจะกล้าใส่ความท่านพี่เรื่องนี้ใช่มีเพียงข้าที่รู้เห็นนี่นา”

            เหตุใดฉวนลี่ถิงจึงรู้สึกว่า‘คนช่างฟ้อง’ ที่สนมเฉียนกล่าวพาดพิงคือตัวนางอาจเป็นเพราะปลายหางตาที่ส่งมากระมัง

            เฮ้อ...หญิงสาวลอบถอนหายใจนอกจากพระมเหสีเก่อซี ถึงยามนี้นางเริ่มรู้สึกไม่อยากผูกมิตรกับใครแล้วเพราะเห็นจุดหมายปลายทางอยู่รำไรว่า...เสียเวลา เปล่าประโยชน์

            ฉวนลี่ถิงหยิบขนมใส่มือหลานชายนางนิ่งเก็บงำน้ำคำไม่โต้ตอบ ดูท่าหากไม่มีกองหนุนที่ดีอาเฉินก็คงอยู่อย่างสงบสุขได้ยากกระมัง

            สายตาและถ้อยคำของสนมต้วนกับสนมเฉียนนั้นแสดงออกถึงความเย่อหยิ่งถือตนเหนือกว่าชัดเจนยิ่งกว่านั้น หัวข้อสนทนาของเหล่าสนมและผู้ติดตามรายล้อม ล้วนแต่กระซิบกระซาบด้วยเรื่องของนางกับหลานชาย

            และเมื่อสตรีคนหนึ่งในชุดสีแดงเพลิงอวดผิวเนื้อขาวจัดเดินเข้ามาในบริเวณงานและนั่งลงฝั่งตรงข้ามสายตาหลายคู่และปากหลายปากก็เบนความสนใจไปที่หญิงสาวคนนั้นเสียหมด

            “นั่นน่ะสนมอวี้ระวังนางหน่อยก็ดี นางไม่ยินดีกับสนมที่มีลูกหรอกนะโดยเฉพาะคนที่มีพระโอรสด้วยแล้ว” ยังคงเป็นสนมเฉียนที่พูดมากนี่คงหวังให้นางหวาดกลัวกระมัง

            สนมอวี้คงเป็นอีกคนที่ไม่ตั้งครรภ์สินะ...ฉวนลี่ถิงคิดเดาเอาเองตามสถานการณ์ครู่หนึ่งก็มีเสียงจากคนติดตามสนมต้วนซึ่งนั่งอยู่เบื้องหลังเอ่ยขึ้นเบาๆ

            “นางแท้งมาแล้วสองครั้ง”                       

            เฮ้อๆๆฉวนลี่ถิงอยากพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ นักเชียว พ่นแรงๆให้พัดสตรีผู้มีใจริษยาเหล่านี้ให้กระเด็นไปไกลจากนางและอาเฉินได้เท่าไรยิ่งดี

            ยิ่งไม่มีลูกแรงริษยาแต่ละนางยิ่งมากกระมัง!

            หลังจากสนมอวี้นั่งประจำที่ได้ไม่นานนักก็มีสตรีรูปโฉมแปลกตาสวมใส่เสื้อผ้าที่ผิดแผกจากสตรีนางอื่นของวังหลังเข้ามานั่งเคียงข้างดวงตาสีเขียวดั่งหยกใสที่สบข้ามฟากมานั้น ยิ่งทำให้นางงดงามโดดเด่นไม่ด้อยกว่าผู้ใด

            “นั่นก็อยากเด่นเสียเหลือเกินตัวมาเป็นเชลยแท้ๆ”

            น้ำเสียงสนมเฉียนไม่ปิดบังความริษยาแม้แต่น้อยนางช่างเป็นคนเปิดเผยเสียจริง ฉวนลี่ถิงคิดพลางลอบชำเลืองมองสนมจากต่างแคว้น  ใบหน้าสวยแปลกตานั้นเรียบเฉยนิ่งสงบติดจะบึ้งตึงเสียด้วยซ้ำ

            “ฝ่าบาทโปรดปรานเชลยนางนี้มากระวังนางไว้ให้ดีเถอะ นางได้ถวายงานบ่อยครั้งไม่แน่ในท้องอาจจะมีหน่อเนื้อเชื้อสวรรค์แล้วก็เป็นได้นะสนมเฉียน” สนมต้วนเอ่ยขึ้นบ้าง พร้อมกับยิ้มหยันๆ ให้ตัวโปรดปรานอีกคน ที่ถึงป่านนี้ก็ยังไร้วี่แววว่าจะตั้งครรภ์

            นั่นทำให้สนมเฉียนตวัดสายตาเคืองแค้นให้คนพูดใช่ว่านางไม่เคยท้อง เคย...แต่แท้งเพราะอุบัติเหตุที่มีคนจงใจทำให้เกิดต่างหาก!

            และเมื่อจางกงกงประกาศการมาถึงขององค์จักรพรรดิพระมเหสีกับพระชนนี เสียงซุบซิบนินทาต่างๆ จึงเงียบลงพร้อมลุกขึ้นรับเสด็จเมื่อทั้งสามพระองค์ประทับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จักรพรรดิเสียเจิ้งรับสั่งเปิดงานการแสดงชุดใหญ่เต็มรูปแบบบนเวทีจึงได้เริ่มขึ้น

            จากเดิมบนโต๊ะมีแค่เหล้าชาและขนม นางกำนัลกับขันทีก็ต่างทยอยยกสำรับอาหารเข้ามาวางเพราะการแสดงกลางลานกว้างตื่นตาตื่นใจกว่าเดิมองค์ชายน้อยจึงชะเง้อคอมองอยู่เคียงข้างน้าสาว นอกนั้นกิริยาก็สงบเสงี่ยมไม่หลุกหลิกอันใดไม่เหมือนโอรสทั้งสองของสนมต้วนที่ยื้อแย่งขนมกันไปมา

            สนมต้วนถือเป็นคนโปรดของจักรพรรดิตั้งแต่ดำรงตำแหน่งชายารองส่วนพระมเหสีเก่อซีนั้นเป็นชายาที่พระชนนีขอพระราชทานสมรสจากจักรพรรดิองค์ก่อนให้พระโอรสแม้องค์ชายเสียเจิ้งในตอนนั้นจะมีใจรักใคร่ โปรดปรานสตรีสกุลต้วนมากกว่าทว่าอุปนิสัยใจคอ ความสงบนิ่ง ความประพฤติไม่เคยขาดตกบกพร่องทำให้องค์ชายเสียเจิ้งทรงให้เกียรติชายาเอกยิ่งอีกทั้งสกุลอู๋ก็ช่วยหนุนส่งเสริมงานของพระองค์มาโดยตลอดพี่ชายของนางก็เป็นหนึ่งในสหายขององค์ชายเสวี่ยจิ้ง ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างครอบครัวจึงมีมาก

            เพราะพระชายาอู๋เป็นคนหัวอ่อนไม่มีเล่ห์เหลี่ยม พระสัสสุ[3]จึงเอ็นดูมากความอ่อนหวานอ่อนโยนที่นางมีเมื่อถึงคราวจำเป็นก็รู้จักเปลี่ยนเป็นความเด็ดขาดรู้รักษาตำแหน่งทรงเกียรติของตน ยามกลัดกลุ้มก็หันเข้าหาพระธรรมเรื่องจะกลั่นแกล้งรังแกชายารองหรือนางสนมเล็กๆที่ผ่านมาจึงไม่มีให้เห็นหรือได้ยินแม้สักเสี้ยว ด้วยจริยาวัตรงดงามพระมเหสีเก่อซีจึงสมกับตำแหน่งแม่ของแผ่นดินซึ่งไร้คำติฉิน

            เสียงดนตรีจบลงนางรำทั้งสิบสองนางน้อมกายถวายพระพรองค์จักรพรรดิพระชนนีฉางซุนกวักพระหัตถ์ให้สตรีซึ่งมีรูปโฉมงดงามที่สุดในชุดสีแดงแตกต่างจากนางรำในชุดสีขาวทั้งสิบเอ็ดนางเข้ามาใกล้เพื่อรับมอบรางวัล

             “สาวงามหานจิ่นซู่ชายใดเห็นรูปโฉมก็ต่างมองตะลึงตาค้างกันไปหมด” จู่ๆสนมเฉียนที่สงบปากได้นานพักใหญ่ก็เปรยขึ้น

            นับว่าดีนักที่ฝ่าบาทของนางได้แค่ตะลึงแต่หมดหวังจะได้เชยชมนางผู้นี้แล้ว “แต่ก็คงได้แค่มองเพราะข่าวล่าแว่วมาให้ได้ยินนางคือผู้หญิงที่พระชนนีหมายตาจะทรงเลือกให้แต่งกับเสวี่ยอ๋อง รู้กันอย่างนี้แล้วมีใครกล้างัดข้อกับพระองค์บ้าง”

            พระชนนีทรงเลือกให้เสวี่ยอ๋องอย่างนั้นหรือ!

            ฉวนลี่ถิงพยายามห้ามมิให้หัวใจตัวเองเต้นแรงไปกว่าที่เป็นอยู่ไม่รู้อย่างไร พลันรู้สึกเจ็บหนึบในใจราวกับมีคนมาบีบก้อนเนื้อในอกซ้ายฉับพลันกระนั้น

            “สมดั่งกิ่งทองใบหยก เป็นที่ริษยาโดยแท้ทำไมข้าไม่ถูกตาต้องพระทัยพระชนนีบ้างนะ” ญาติของสนมเฉียนซุบซิบเสียงเบาก่อนหัวเราะคิกคักกับคู่สนทนาของตน

            “แค่ถูกตายังไม่พอเจ้ามีอะไรสู้หานจิ่นซู่ที่เป็นลูกสาวเจ้ากรมพิธีการได้บ้างเล่า”

            “ไหนเลยข้าจะวาสนาดีเหมือนท่านพี่”ญาติสนิทจีบปากจีบคอเยินยอ

            สนมเฉียนยิ้มจนหน้าบานก่อนหันมาเอ่ยถามฉวนลี่ถิง

            “สีหน้าเจ้าไม่สู้ดีไม่สบายรึ”         

            “หม่อมฉันเอ่อ...แพ้ละอองเกสรดอกไม้นิดหน่อย” นางหาข้ออ้างแก้ตัวไปอย่างนั้นเองก่อนจะมองใบหน้างดงามและร่างอรชรอ้อนแอ้นดั่งหลิวต้องลมของหานจิ่นซู่ที่กำลังเดินผ่านหน้านางไปนั่งกับคนในครอบครัว

            ยามเมื่อฉวนลี่ถิงละสายตาจากหานจิ่นซู่เสวี่ยอ๋องซึ่งคอยทอดพระเนตรมองตามหญิงสาวด้วยความห่วงใยตั้งแต่เข้าเขตวังหลวงมาจึงเห็นถึงแววกังวลปรากฏบนดวงหน้าที่เจื่อนจืดดูไม่ร่าเริงเหมือนก่อนหน้า

            หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี ต่างคนต่างจมอยู่ในความคิดของตนครู่หนึ่งจางกงกงก็เบิกตัวฉวนลี่ถิงเข้าเฝ้าเบื้องพระพักตร์ หญิงสาวได้สติเพราะมีนางกำนัลผู้หนึ่งมารอรับอยู่หน้าโต๊ะจึงลุกขึ้นจูงองค์ชายน้อยเฉินเล่อไปยังหน้าแท่นประทับขององค์จักรพรรดิ

            งาม...งามนักนางช่างงดงามอย่างยากหาคำใดมาเปรียบ

            จักรพรรดิเสียเจิ้งดำริในพระทัยขณะทอดพระเนตรฉวนลี่ถิงในชุดกระโปรงสีกลีบเหมยลายเล็กๆ สีขาวบนชายกระโปรงบานคลุมพื้นยามนางน้อมกายถวายพระพรคลี่กระจายดั่งพรมกลีบบุปผา ไม่ฉูดฉาดบาดตา

            ด้วยเพราะนางสวมชุดดั่งสาวชาววังผิวกายขาวผุดผ่องนวลใยบริเวณเหนือเนินอกสล้างใต้อาภรณ์สีหวานขับเน้นเรือนกายสาวให้ยิ่งชวนพิศ ดวงหน้าซึ่งประทินเติมแต่งด้วยเครื่องสำอางแต่พอดีสะท้อนความงามสง่ามีราศีแบบผู้ได้รับการอบรม นางมิจงใจประชันขันแข่งแต่กลับโดดเด่นกว่าสตรีอื่น ณ ที่แห่งนี้อย่างมีชั้นเชิง น่าจับตามองยิ่งนัก

            มุกงามล้ำค่าปรากฏแก่สายพระเนตรคงเป็นเรื่องน่าเสียดายนักหากจำต้องมองเมินสตรีผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนมาเติมเต็มวังหลังของพระองค์เช่นนางโรงย้อมสกุลฉวนที่เมืองซานเทียนหาได้เหมาะกับนางไม่...ตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์ก็เช่นกัน

            คราแรกฉวนลี่ถิงเพียงคิดว่าพระบิดาของหลานชายเพียงแต่จะแนะนำองค์ชายน้อยให้เป็นที่รู้จักเท่านั้นมิคาดจู่ๆ ก็มีราชโองการให้นางน้อมรับฐานะ ‘ท่านหญิง’ สร้างความสนอกสนใจให้แก่ผู้ร่วมงานเปิดหัวข้อสนทนาใหม่กันถ้วนทั่ว

            “ลี่ถิงน้อมรับพระกรุณาเพคะ”นางน้อมกายลงจรดพื้น ในมือถือป้ายหยกสลักคำว่า ‘ท่านหญิงฉวน’

            “นับแต่นี้ไปท่านหญิงฉวนจะเข้ามาอยู่ในวังเพื่อดูแลองค์ชายน้อยเฉินเล่อที่ตำหนักสุขนิรันดร์”

            องค์จักรพรรดิทรงเปล่งวาจา...นับแต่นี้ไป

            นี่นางควรจะกล่าวระบุเวลาเพื่อแก้ไขพระวาจาอันอาจก่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดดีหรือไม่เพราะการเข้ามาอยู่ในวังของนางนั้นมีกำหนดที่ชัดเจน ห้าเดือนเป็นอย่างต่ำสามปีคือพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง

            “เจ้ามานี่มา” พระบิดาตรัสเรียกโอรสน้อย

            ฉวนลี่ถิงลุกขึ้นยืนมองหลานชายค่อยๆเดินเข้าไปนั่งเคียงข้างพระบิดาของเขา หญิงสาวสบตากับพระมเหสีเก่อซีแวบหนึ่ง

            ในพระดำริของสตรีสูงศักดิ์แห่งวังในนั้นฐานะ ‘ท่านหญิง’ ซึ่งเปรียบเสมือนน้องสาวของนางและจักรพรรดิคงจะทำให้พระสวามียุติความคิดจะเปลี่ยนตำแหน่งน้าสาวของหลานชายเป็นหนึ่งในสนมแห่งวังหลังได้ทว่าในพระดำริของเจ้าครองแคว้นนั้น สตรีในกำแพงสูงต่อให้มีฐานะต้องห้ามยิ่งกว่านี้หากทรงอยากครอบครอง อย่างไรนางก็ไม่อาจหนีพ้น!

            ฐานะที่เปลี่ยนกะทันหันของฉวนลี่ถิงยังมิสร้างความตกตะลึงให้นางได้เท่ายามรู้ว่าตนเองต้องย้ายออกจากตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์ในอีกสามวันถัดมา...


    [1]ดอกเบญจมาศ

    [2] ส่วนหนึ่งของบทกวีหวีเหม่ยเหรินของหลี่อวี้

    [3]แม่สามี

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งหทัยมังกร ที่คุณอ่าน