"ตื่นแล้วหรือ"
เขาลูบเรือนผมของแก้มอย่างเบามือ ซึ่งเวลานี้เธอพยายามขยับเปลือกตาให้ลืมขึ้นมาด้วยอาการสลึมสลือ
"ถ้าง่วง ก็นอนต่อเถอะ"
"คะ"จุฟแววตาของเขาที่มองแก้มนั้น แสดงออกถึงความรักและเอ็นดู เป็นแววตาที่อ่อนโยนซึ่งมอบให้กับคนที่ตนรักเท่านั้น สำหรับเขาแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เพียงอารมณ์ แต่มันคือความรู้สึกจริงใจที่มอบให้ และนับจากนี้สถานะของเขากับแก้มก็จะเปลี่ยนไป
และการที่เขาจะมีผู้หญิงคนใหม่นั้น แม้ปัจจุบันมันจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรือผิดกฏใดๆ ทว่าเขาก็ต้องได้รับอนุญาติจากแก้มเสียก่อน เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่เธอเช่นกัน
จากนั้นเขาจึงพละออกมาแต่งตัว ก่อนที่จะออกจากห้องเขาหันมามองเธอที่นอนหลับด้วยความเหน็ดเหนื่อย ยืนยิ้มแล้วจึงเดินออกไป ทว่า
โป๊กหัวเขากลับชนกำแพงเข้าอย่างจัง ส่งผลให้เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที สายตาที่เปิดออกมากวาดมองไปรอบๆ ซึ่งพบว่ามันคือห้องของเขาเอง
“อะไรวะ”"ฝัน!!""เชี่*"พอสติกลับพอ เขาพลันนึกขึ้นได้ว่า เมื่อคืนหลังจากที่แก้มระบายความในใจและเล่าเรื่องราวต่างๆของเธอจนหมด ภายใต้อ้อมกอดของเขา แก้มที่พลันตั้งสติได้ เธอจึงรู้สถานการณ์ของตัวเองทันที แม้ทีแรกเธอตั้งใจจะเข้ามาทำแบบนั้น
ทว่าพอเอาเข้าจริง เธอกลับรู้สึกเขิลอายจนพูดไม่ออก หากคำพูดของเขาไม่สะกิดปมในใจของเธอ เกรงว่าเธออาจจะทำตัวไม่ถูกยิ่งกว่านี้อีก แต่พอตอนนี้เธอได้สติ และรับสัมผัสมืออันอบอุ่นของเขาที่ปลอบประโลมทำให้เธอเผลอตัวเผลอใจไปชั่วขณะ
และด้วยสถานการณ์ชายหญิงอยู่กันสองต่อสองตามลำพัง แถมพวกเขายังอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าอีก มันคงไม่แปลกที่จะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ทว่า
แกรก "พี่แก้ม อยู่ไหนคะ พี่นานะถามหา"ปรากฏเสียงใสเจื้อยแจ้วของมิกะดังเข้ามาในห้อง พวกเขาทั้งสองที่กำลังเคลิ้มไปกับบรรยากาศพลันสะดุ้งตื่นทันที ส่งผลให้แก้มที่ได้สติเขิลอายและลุกวิ่งหนีออกไปอย่างลืมตัว
เขาที่ยังไม่ทันรั้งเธอกลับถูกหน้าอกอันเต่งตึงสะบัดเข้าใส่หน้าอย่างจัง แม้มันจะไม่ได้รู้สึกเจ็บแต่อย่างใด ทว่ามันกลับทำให้เขาสติเกือบหลุดจากร่างจริงๆ และพอเขาตั้งสติได้อีกทีแก้มก็จากไปแล้ว ทำให้คืนนั้นทั้งคืนเขาที่อารมณ์ยังค้างอยู่ ดันเก็บเธอมาฝันเป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้ไปซะได้ ยิ่งคิดยิ่งกลุ้ม
หลังจากปรับอารมณ์ได้สักที เขาจึงตัดสินใจลุกไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และหันหลังเดินออกจากห้องทันทีโดยไม่หันกลับมามองอีก
"สวัสดีครับหัวหน้า"
"อื้ม สวัสดี ตามสบาย"
"ครับ!!"
ในช่วงเช้านี้เขาตัดสินใจลองเดินสำรวจพื้นที่ในฐานหลบภัย และจากการสำรวจด้วยตนเองนั้น เขาพบว่าฐานหลบภัยแห่งนี้กำลังค่อยๆฟื้นตัว
ผู้คนที่เคยอดยากปากแห้ง มีสภาพอิดโรยอมทุกข์ ปัจจุบันด้วยอาหารการกินที่ดีขึ้น รวมทั้งการดูแลทั้งทางความเป็นอยู่และสุขอนามัยที่ปรับปรุงให้เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่แห่งนี้ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้นจากเดิมเป็นอย่างมาก
บวกกับจำนวนหมอภายในฐานแห่งนี้มีด้วยกันทั้งสิ้น 7 คน ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นหมอที่มีความสามารถเฉพาะทาง จึงช่วยดูแลคนเจ็บป่วยได้เป็นอย่างดี
แต่ทว่าการไร้ซึ่งเครื่องมือทางการแพทย์และองค์ประกอบอื่นๆที่จำเป็นต่อการวินิจฉัยและรักษาอาการต่างๆนั้น. ทำให้โอกาสในการรักษาโรคที่ร้ายแรงดูริบรี่และยากคาดคะเนอาการได้อย่างเที่ยงตรง
แต่ด้วยหมอนิ่มซึ่งเป็นหมอที่เขาช่วยออกมาจากตู้คอนเทรนเนอร์จากสถานที่เก็บสินค้า ที่เปิดได้ทักษะชำนาญการด้านการรักษาขั้น 2 ระดับ 4 เพียงทักษะเดียวเท่านั้น !!!
กลับครอบคลุมการรักษาได้ทุกแขนง ไม่ว่าจะไข้หวัด โรคหัด โรคเจ็บปวดหรือบาดเจ็บแบบใดก็ตาม ขอเพียงใช้ทักษะนี้รักษา อาการที่บาดเจ็บอยู่นั้นย่อมหายขาดได้ภายในพริบตาอย่างน่าเหลือเชื่อ และการมีทักษะเช่นนี้จึงช่วยเพิ่มอัตราในการรักษาคนเจ็บป่วยให้หายเป็นปกติได้สำเร็จนั้นมีมากยิ่งขึ้น
ทว่าด้วยการใช้ทักษะแต่ละครั้งจะทำให้สูญเสียค่าสติปัญญาต่ำสุดคือ 10 จุดเสมอ หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับอาการที่จะรักษาว่าร้ายแรงแค่ไหน หากรุนแรงมากก็ใช้ค่าสติปัญญามาก หากรุนแรงน้อยก็ใช้น้อยตามแต่จำเป็น
และด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องพาหมอนิ่มและทีมงานคนอื่นๆที่มีทักษะเฉพาะทางและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมออกไปอัพสถานะของตนเองอยู่เป็นประจำ เพื่อเพิ่มศักยภาพของสถานะทางร่างกายให้สูงขึ้นมากพอที่จะใช้ความสามารถเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเขาที่เดินสำรวจไปเรื่อยก็มักจะได้ยินเสียงทักทายและทำเคารพจากหลายๆคนที่เดินผ่านมา ทั้งยังมีขอบคุณและมอบของเล็กๆน้อยๆให้เขาด้วยความจริงใจ
จนกระทั่งเขาเดินมาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของเกรทและครอบครัว รวมทั้งผู้รอดชีวิตกลุ่มแรกที่ติดสอยห้อยตามมา
บ้านหลังนี้มีขนาดใหญ่พอสมควร แถมรอบบ้่านยังมีการตกแต่งอย่างสวยงามเป็นธรรมชาติ หากย้อนกลับไปในอดีตบ้านหลังนี้คงจัดว่าหรูหราและสวยงามไม่น้อยทีเดียว
ทว่าด้วยสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป การดูแลเอาใจใส่และสิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆนาๆ ทำให้ความสวยงามของบ้านหลังนี้หมองลงอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากฐานหลบภัยแห่งนี้ถูกจัดสรรใหม่ ไม่ว่าจะหน้าที่ ความสามารถ ความสำคัญหรือกระทั่ง ที่อยู่อาศัย ทำให้พวกเกรทและครอบครัวตัดสินใจหลบออกมาพักอยู่บ้านหลังนี้แทนเป็นการชั่วคราว ซึ่งมันอยู่ห่างจากที่เขาพักอาศัยไกลพอสมควร
ก๊อกๆแอดดดด
"อ่ะ"“สวัสดีค��� พี่วิน”
ไอซ์เดินมาเปิดประตูและทักทายเขาทันทีที่เห็นหน้า เธอยิ้มออกมาด้วยท่าทีสดใสร่าเริง และด้วยความสวยใสของเธอย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะเผลอมองและสบตาโดยไม่ตั้งใจ
ส่วนไอซ์ที่หันมาสบตากับเขาพอดีนั้น ส่งผลให้เธอพลันหน้าแดงและรู้สึกแปลกๆไม่น้อย น้ำเสียงที่กล่าวออกมาเริ่มติดๆขัดๆ
“ชะ เชิญเข้ามาก่อนคะ”
จากนั้นเธอจึงพาเขาเดินไปที่ห้องรับแขก เมื่อทราบว่าเขาต้องการคุยกับทุกคน ซึ่งเวลานี้คนอื่นๆก็ต่างรวมตัวกันที่ห้องรับแขกเพื่อทานอาหารกันอยู่แล้ว
“สวัสดีครับทุกคน”
คนอื่นๆที่เห็นเขาเดินเข้ามาต่างทักทายตอบกลับตามประสาคนรู้จัก ทว่าแม้ท่าทีจะดูปกติ แต่แววตาของพวกเขาที่มองมามันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความผิดแปลกไป
แม้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาจะไม่ค่อยมีเวลามาสุงสิงกับคนพวกนี้สักเท่าไหร่ แถมเขายังขอเลื่อนเวลาที่จะพาไปที่ศูนย์บัญชาการอีก ซึ่งมันไม่แปลกที่พวกเขาจะมีท่าทีเหมือนไม่พอใจเช่นนี้
ทว่าทำไมเขาต้องใสใจ ดีแค่ไหนแล้วที่เขาอาสาจะพาไป และดีแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ไล่คนพวกนี้ออกไปเผชิญกับโลกภายนอก ทั้งๆที่พวกเขาไม่ได้ทำอะไรมากมายเลยด้วยซ้ำ
และหากไม่ใช่พวกเกรท คิดหรือว่าคนพวกนี้จะยังได้อยู่ดีกินดีกว่าคนอื่นๆเช่นนี้ คิดก็ส่วนคิด กระทำก็ส่วนกระทำ สำหรับเขาที่เห็นว่าเกรท ไอซ์และหลินมีความกล้ามากพอที่จะเผชิญกับความกลัวและออกไปฆ่าซอมบี้ เพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของมาเป็นอาหารให้คนในครอบครัวและคนรู้จักที่มากับเธอได้ดื่มกินนั้น ยอมรับว่านับถือใจพวกเธอไม่น้อย
แม้จะขัดใจที่ว่าทำมั้ย ผู้ชายถึงไม่ออกมาทำแบบนี้แทนบ้างก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้นท่าทีที่เขาจับสังเกตได้ มันช่างขัดหูขัดตาจริงๆ เพราะพวกเขาทำเหมือนว่าเขานั้นผิดมหันที่ไม่ยอมพาพวกเขาไปส่งตามที่สัญญาไว้ ทั้งๆที่เขาก็บอกชัดเจนแล้วว่า ทำไมเขาถึงจะไปที่ศูนย์บัญชาการแห่งนั้น ซึ่งหากตั้งใจฟังและจำใส่หัวดีๆ จะรู้ว่าเขาทำไปเพื่อตัวเขาเอง ไม่ใช่ทำเพื่อพวกเขา
"ผมมาบอกว่าอีก 3 วันจะพาพวกคุณไปส่งที่ศูนบ์บัญชาการตามที่ตกลงกันไว้"
"ทว่าขอเตือนอะไรไว้อย่าง ผมจะไม่รับผิดชอบชีวิตของใคร เพราะการที่ผมจะพาไปนั้นไม่ได้หมายถึงผมต้องดูแลปกป้องพวกคุณ"
"ขอให้เข้าใจไว้ด้วย"
"งั้นอีก 3 วันเจอกัน"
เขาบอกสิ่งที่ตั้งใจไว้เสร็จ จึงหันหลังเดินจากไปทันที โดยไร้ซึ่งท่าทีสนใจแต่อย่างใด ส่วนคนอื่นๆที่ได้ยิน ทีแรกพวกเขาต่างดีใจ ทว่าพอประโยคถัดมากลับทำให้พวกเขาต้องหน้าหมองลง แถมยังรู้สึกขัดใจและไม่สบอารมณ์กับเขาเป็นอย่างมาก
"อะ เดี๋ยวพี่วิน"
หลินที่ได้สติพลันรีบวิ่งตามมาทันที
"พี่วิน รอเดี๋ยว""หือ? ว่าไง"
"อะ เออ ขอบคุณคะที่จะพาไปส่ง""อ่อ ไม่เป็นไรครับ"
"ถะ ถ้าหนูจะขออยู่ที่นี่กับหยกด้วยจะได้มั้ยคะ"
หลินเอ่ยความต้องการของเธอออกมาทันที ตามความจริงแล้ว พวกเธอทั้ง 4 ที่เป็นเพื่อนสนิทกันนั้น เกรทและไอซ์คือเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก จึงทำให้ทั้งสองมีความสนิทชิดเชื้อกันเป็นอย่างมาก และมันย่อมมากกว่าการสนิทกับหยกและหลิน
ส่วนหลินและหยกที่สนิทกับเกรทและไอซ์ตอนเรียนมหาลัย แม้พวกเธอจะอยู่กลุ่มเดียวกัน และเป็นเพื่อนสนิทกันมา ทว่าหากเทียบกันแล้วหลินนั้นจะสนิทกับหยกมากกว่า เพราะส่วนใหญ่เวลาแยกกันเรียน เกรทกับไอซ์มักจะไปด้วยกันเสมอ ทำให้หยกและหลินมักจะอยู่ด้วยกันตามลำพัง พอเป็นแบบนี้นานๆเข้าพวกเธอทั้งสองจึงเริ่มสนิทสนมกัน
ส่วนการที่หลินเลือกมาอยู่กับเกรทแทนที่จะอยู่กับหยกซึ่งสนิทกว่านั้น ก็เพราะความเป็นเพื่อน เธอที่มีนิสัยชอบเป็นห่วงคนอื่นเกินกว่าเหตุ ทำให้เธอรู้สึกว่าหยกที่มีเขาดูแลอยู่มีความปลอดภัยมากกว่าเกรทและไอซ์ ซึ่งทั้งสองทำได้เพียงแค่ดูแลกันและกันเท่านั้น
แต่ว่าการจะไปที่ศูนย์บัญชาการครั้งนี้ สำหรับหลินแล้วเธอไม่ได้มีความต้องการแม้แต่น้อย หนึ่งคือช่วงเวลาที่ผ่านมาทำให้เธอมีความเข้าใจต่อโลกปัจจุบันนี้ดีพอระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องของความวิปริตและสันดานดิบเถื่อนของมนุษย์ที่เปิดเผยออกมา ทำให้เธอนั้นอดที่จะรู้สึกหวั่นวิตกและหวาดกลัวไม่ได้
และการที่เธอจะเดินทางไปที่ศูนย์บัญชาการเพื่อหวังหลบภัย ทั้งๆที่เธอก็ไม่ได้รู้จักกับใครในที่แห่งนั้นเลย นอกจากเกรทและไอซ์ มันย่อมมีความเป็นไปได้ที่ความเป็นอยู่ของเธอจะไม่ได้เรียบง่ายและเป็นกันเองดังเช่นอยู่ที่นี้
ที่สำคัญเพื่อนสนิทของเธอ หรือก็คือ หยกไม่ได้ตามไปด้วย เนื่องจากช่วงที่หยกรู้ว่าเขาต้องการทำอะไร เธอที่เป็นน้องสาวของเขา ซึ่งเป็นสายเลือดเดียวกันนั้น จึงตกลงใจแล้วว่าจะตามเขาไปด้วย เพราะยังไงก็ตามเลือดย่อมข้นกว่าน้ำอยู่แล้ว
ดังนั้นหลินที่ตัดสินใจได้ในที่สุดว่าเธอจะขออยู่กับหยกที่นี่ และเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองให้มากขึ้น เพราะอย่างน้อยๆ เธอนั้นเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ดีอยู่แล้วว่า ความแข็งแกร่งเท่านั้นที่ช่วยเธอได้ เธอจึงไร้ซึ่งความลังเลใดๆที่จะต้องออกไปจากฐานหลบภัยแห่งนี้ ซึ่งมีเขาเป็นคนดูแลอยู่
"อื้ม ได้สิ"
"ดีเสียอีกที่หลินอยู่ที่นี่"
ประโยคหลังที่เขาพูดออกมาทำให้หลินที่ได้ยินนั้น พลันหน้าแดงและรู้สึกใจเต้นแรง ด้วยความปะหม่า
ทั้งความแข็งแกร่งและความเป็นผู้นำของเขาที่แสดงออกมา อีกทั้งหน้าตาที่ดีและมีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม ย่อมเป็นเรื่องปกติที่มักจะมีหญิงสาวมาหลงใหลและชื่นชม ซึ่งนั่นก็ร่วมหลินด้วย
"ถ้าขาดอะไรบอกหยกได้นะ แล้วหลังจากนี้หลินก็ย้ายไปพักกับหยกก็ได้ ไม่ต้องออกมาอยู่ห่างไกลขนาดนี้หรอก“
"คะ ค่ะ"
เขาที่เห็นท่าทีแบบนั้นรู้สึกเอ็นดูและเผลอลูบหัวของเธอเบาๆอย่างไม่รู้ตัว ส่วนหลินที่โดนเขาลูบอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอพลันชะงักค้างและตกใจ แม้ท่าทีจะดูเกร็งๆ แต่ใบหน้ากลับแดงแจ๋ ชนิดที่ว่าใกล้เดือดเต็มที
หลังจากนั้นเขาก็ออกสำรวจพื้นที่ฐานหลบภัยแห่งนี้ต่อไป มีบ้างที่เขามักจะเข้าไปนั่งพูดคุยเป็นกันเองกับพวกลุงๆป้าๆหรือ กระทั่งเล่นกับพวกเด็กๆก็มี
แม้โลกจะเปลี่ยนไป แต่ใจอย่าเปลี่ยนแปลง อย่าไขว้เขว่กับสิ่งที่ชักจูง แต่จงมุ่งมั่นที่จะทำตามความตั้งใจไว้ เชื่อมั่นในสิ่งที่เราจะทำและมันจะออกมาดี
ถึงสถานภารณ์มันจะโหดร้าย และทุกๆคนจำต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยที่เด็กๆพวกนี้จะมุ่งมั่นเพียงสิ่งเดียว เขาอยากให้พวกเด็กเรียนรู้และรู้จักยืดหยุ่น ซึ่งตรงมากไปก็ไม่ดี อ่อนมากไปก็ไม่ไหว แต่พวกเขาควรรู้จักยืดหยุ่นตัวเองตามสถานการณ์ รู้จักผ่อนคลายและตึงเครียด
ดังนั้นการฝึกสอนพวกเด็กๆ เขามักจะให้บทเรียนสำคัญคือการฝึกสมาธิ และออกกำลังกายเป็นหลักเสมอ ส่วนอาหารการกินนั้น เด็กเหล่านี้จะได้กินดีอยู่ดีมากกว่าคนอื่นๆหลายเท่า ทว่าพวกเขาจะต้องทำตามกฏระเบียบและสิ่งที่เขาตั้งไว้เท่านั้นถึงจะได้ตามที่หวัง
เฮ้ออ”คงต้องวางรากฐานให้ดีๆ ฝึกฝนพวกเขาให้แข็งแกร่งขึ้น”
”ถึงจะไม่รู้ว่าพวกกลายพันธุ์มันจะพัฒนาไปได้มากแค่ไหน แต่การไม่หยุดนิ่งย่อมดีที่สุด”
หลังการสำรวจเขากลับมาลิสต์รายการและสิ่งจำเป็นต่างๆที่ต้องทำตามลำดับ จนได้ข้อสรุปถึงแผนการที่จะต้องนำมาดำเนินการเบื้องต้นแล้ว
”กล้า กัน ชิน”
”ครับ!!”
เวลานี้พวกเขาทั้งสามต่างมีสถานะทางร่างกายที่แข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆในฐานหลบภัยแห่งนี้
และด้วยการอัพเกรดทักษะความสามารถเชิงวิเคราะห์ให้เป็นขั้น 2 ทำให้เวลานี้สิ่งที่เขาตรวจสอบได้จากเป้าหมายมีความชัดเจนและเข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น
อย่างกล้า กันและชิน ทั้ง 3 คนนี้เขาสามารถประเมินสถานะและความสามารถของพวกเขาออกมาได้เป็นระดับตัวเลข หรือก็คือระดับเลเวลนั่นแหละ
กล้านั้นมีค่าสถานะทางพละกำลัง 20 เท่า และความเร็วคือ 25 เท่า ตัวเลขที่แสดงออกมาคือระดับ 4
กัน มีพละกำลัง 27 เท่า และความเร็ว 19 เท่า มีระดับอยู่ที่ 4
ส่วนชินนั้นมีระดับอยู่ที่ 4 ซึ่งมีพละกำลัง 21 เท่าและความเร็ว 23 เท่า
เขาไม่ค่อยมั่นใจหรอกนะว่าทักษะมันคิดคำนวณเรื่องระดับอย่างไร ทว่าตัวเขาที่มีสถานะสูงที่สุดในฐานหลบภัยแห่งนี้ แถมเขายังวิวัฒนาการไปแล้ว 1 ครั้ง ย่อมมีเลเวลที่สูงที่สุดเป็นธรรมดา คือ 45
หืม
วัดระดับยังไงของมันวะ!
ความสามารถเชิงวิเคราะห์ ขั้น 2 ระดับ 4 สามารถทำความเข้าใจและตรวจสอบข้อมูล จุดอ่อน จุดแข็ง ของสิ่งนั้นๆได้ และสามารถเข้าใจรายละเอียดได้ดียิ่งขึ้นเมื่อมีสติปัญญามากพอ "ใช้สติปัญญา 1 จุดต่อการใช้งาน 1 ครั้งเพื่อลงรายละเอียดที่สามารถเข้าถึงได้" ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ชื่อ ระดับ รายละเอียดเบื้องต้น พละกำลัง ความเร็ว สติปัญญา จุดแข็ง จุดอ่อนเบื้องต้น ความสามารถเบื้องต้นเพิ่มเติม สามารถประเมินและจัดระดับความสามารถของเป้าหมาย เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น
End