『ผนึกมารขาว』(จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 37 เบื้องลึกในทะเลสาบ

            “ท่านผู้มีพระคุณท่านผู้มีพระคุณ ท่านผู้มีพระคุณ...”

            พออ้าปากได้หงฝูก็ร่ายยาวไม่หยุด ถามคำถามมากมายรวดเดียวโดยไม่หายใจแม้แต่น้องสาวอย่างหงฮวาก็ได้แต่ยืนอยู่ด้านหลังพี่ชายด้วยสีหน้าเอือมระอา

            “เจ้าหนูไม่ต้องไปสนใจเจ้าอ้วนนั่น ไปสำรวจต้นไม้กินคนดู”ไป๋เสียคงไม่อยากได้ยินเสียงของหงฝูอีกต่อไป จึงคิดจะให้ลู่เต้าออกไปจากตรงนั้น

            ลู่เต้าถามในใจ‘ทำไมหรือ ไหนว่าจัดการเรียบร้อยแล้วไงเล่า’

            ไป๋เสียเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์“เจ้าไปก็แล้วกัน ข้าจะอยู่ที่นี่ ต่อให้บอกเจ้าไป เจ้าก็ไม่เข้าใจหรอก!”

            ลู่เต้าจึงทำได้เพียงแสร้งทำสีหน้าเคร่งขรึมยกมือห้ามหงฝู ก่อนจะเดินไปที่ต้นไม้กินคน

            ต้นไม้กินคนถูกค่ายกลบีบอัดจนกลายเป็นแอ่งเลือดเดินเข้าไปใกล้ก็ได้กลิ่นคาวเลือดคลุ้ง ลู่เต้ากัดฟันก้าวเท้าลงไปในแอ่งเลือด

            หงฝูและหงฮวาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลู่เต้าแต่เมื่อเห็นท่าทางเคร่งขรึมของเขา ทั้งสองจึงเงียบเสียงลง เฝ้ามองลู่เต้าเดินเข้าไปกลางแอ่งเลือดอย่างเงียบๆ

            ภายในแอ่งเลือดมีกระดูกมากมายกะโหลกศีรษะหลายอันลอยทั่วแอ่งเลือด เมื่อเห็นว่าในนั้นมีกะโหลกศีรษะเด็กอยู่ด้วยหัวใจของลู่เต้าก็กระตุกวูบ

            “ไม่ใช่กระมัง”ลู่เต้าค่อยๆ หยิบกะโหลกศีรษะเด็กขึ้นมาดู ก่อนจะมองไปทางเมืองมังกรทมิฬพลางกล่าวว่า“ต้นไม้นี้อยู่ใกล้เมืองมังกรทมิฬขนาดนี้ บิดามารดาไม่ได้ห้ามปรามบุตรหลานให้ย่างกรายมาที่นี่เลยหรือ”

            ลู่เต้าไม่เข้าใจเรื่องนี้เอาเสียเลยถึงขั้นไปรู้สึกโกรธเคืองบิดามารดาที่ไม่รับผิดชอบเหล่านั้น

            “โอ?” ไป๋เสียที่รู้สึกสนใจมุมมองของลู่เต้าจึงถามว่า “ทำไมถึงคิดเช่นนั้น?”

            “เพราะท่านปู่เคยเตือนข้าตั้งแต่เด็กแล้วว่าบนเขานี้ควรไปที่ไหนได้บ้าง สัตว์อะไรไม่ควรไปยุ่ง”ลู่เต้ามองกะโหลกศีรษะในมืออย่างนึกเสียดายเพราะโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับเจ้าของกะโหลกนั้นหลีกเลี่ยงได้

            ไป๋เสียลอบยิ้มในใจ‘ดูเหมือนเจ้าหนูนี่จะไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมด’

            จากนั้นไป๋เสียก็กล่าวว่า“หากความจริงไม่เป็นเช่นที่เจ้าคิดเล่า”

            “หมายความว่าอย่างไร” ลู่เต้าเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ

            “ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยบอกเรื่องอันตรายที่นี่กับเด็กๆ”เพียงแค่กะพริบตา ร่างของไป๋เสียก็ปรากฏขึ้น ณ จุดที่รากของต้นไม้กินคนชอนไชอยู่“แต่เป็นพวกเขาเองที่ไม่รู้ว่าที่นี่มีอันตรายเช่นนี้อยู่ต่างหาก”

            “เป็นไปไม่ได้”ลู่เต้าแย้ง “พวกเขาไม่รู้เลยหรือว่าแถวนี้มีต้นไม้อสูรอันตรายเช่นนี้อยู่”

            “หากต้นไม้นี้เพิ่งจะปรากฏขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ก็สมเหตุสมผลดี” ไป๋เสียมองหลุมขนาดใหญ่บนพื้นดิน เลือดถูกดินดูดซับไปอย่างรวดเร็ว

            ไป๋เสียขมวดคิ้วพึมพำกับตัวเอง “ดูดซับเร็วเกินไปแล้วกระมัง”

            ‘เพิ่งจะปรากฏขึ้นเมื่อไม่นานมานี้?’ ลู่เต้านึกถึงสาเหตุที่ทำให้ต้นไม้กินคนปรากฏขึ้น ก่อนจะครุ่นคิด“เป็นเพราะดวงวิญญาณเข้าสิงสู่ต้นไม้นี่...”

            ไป๋เสียกล่าวต่อ“เส้นลมปราณใต้ดินที่นี่ไหลเวียนผิดปกติ ดูเหมือนจะไหลไปในทิศทางเดียวกันต้นไทรต้นนี้บังเอิญขึ้นอยู่บนเส้นทางไหลเวียนของลมปราณจึงดึงดูดดวงวิญญาณให้เข้ามาสิงสู่”

            ไป๋เสียค่อยๆเงยหน้าขึ้นตามทิศทางการไหลเวียนของลมปราณพบว่าจุดหมายปลายทางของลมปราณคือใจกลางทะเลสาบมังกรทมิฬอันกว้างใหญ่

            “การดูดซับลมปราณจำนวนมหาศาลเช่นนี้หรือว่า...” ไป๋เสียรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งพลางเอ่ยด้วยความตื่นเต้น“ใต้ทะเลสาบมีบางอย่างอยู่?”

            “ท่านผู้มีพระคุณท่านผู้มีพระคุณ” จู่ๆ ใบหน้าอ้วนกลมของหงฝูก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าลู่เต้าจนทำเอาเขาสะดุ้งตกใจ

            ‘เหอะมาอีกแล้ว’ ไป๋เสียขมวดคิ้ว ก่อนจะหายตัวไป

            ตอนแรกลู่เต้าคิดว่าหงฝูเรียกใครพอเห็นอีกฝ่ายเรียกเขาว่า ‘ท่านผู้มีพระคุณ’ อยู่นั่น จึงเพิ่งรู้ตัวว่าอีกฝ่ายกำลังเรียกเขาอยู่

            ลู่เต้าแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง“เอ่อ...มีอะไรหรือ”

            หงฝูชี้ไปบนท้องฟ้าที่ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอำพันพลางกล่าวว่า “ใกล้ค่ำแล้ว หากท่านผู้มีพระคุณไม่รังเกียจเชิญไปพักที่จวนข้า ขออนุญาตจัดเลี้ยงต้อนรับท่านผู้มีพระคุณด้วยสุราอาหารเลิศรส”

            “จัดเลี้ยง?” ดวงตาของลู่เต้าเป็นประกายทันที “มีของอร่อยๆ กินด้วยหรือ”

            รู้ๆกันอยู่ว่าช่วงนี้ลู่เต้าอยู่ในป่า ต้องอาศัยผลไม้ป่าและเห็ดป่าประทังชีวิตตอนแรกก็พอทน แต่พอกินนานๆ เข้าก็ทนไม่ไหว ช่วงนี้ไม่ได้กินอะไรดีๆ เลย เมื่อได้ยินว่ามีของอร่อยๆกิน ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที

            หงฝูก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกันเพราะตอนแรกลู่เต้าทำท่าทีเย็นชาใส่ ใครจะไปคิดว่าพอได้ยินว่ามีของอร่อยๆ กินท่าทีของอีกฝ่ายจะเปลี่ยนแปลงไปมากเช่นนี้

            ในที่สุดก็หาเรื่องที่ท่านผู้มีพระคุณสนใจได้แล้วครั้งหน้าไม่รู้ว่าจะเจอเรื่องแบบนี้อีกเมื่อไร! หงฝูไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือรีบกล่าวเชิญชวนอีกครั้ง “ถูกต้องขอรับ หงฮวาน้องสาวของข้าจะลงมือทำอาหารเองด้วย”

            เมื่อหงฝูยิ้มดวงตาของเขาก็ถูกเบียดจนเป็นเส้นตรง บวกกับใบหน้าที่ดูซื่อๆ ยิ่งทำให้เขาดูเหมือนพระสังกัจจายน์ไม่มีผิด

            หงฮวาถูกพี่ชายดันออกมาจากด้านหลังนางเอาแต่ปัดปอยผมเพื่อปกปิดหน้ากากเงินบนใบหน้า ไม่ยอมให้ใครเห็นใบหน้าที่แท้จริง

            หงฝูอธิบายแทนท่าทีเสียมารยาทของน้องสาว“ขออภัยแทนหงฮวาด้วย ท่านผู้มีพระคุณ พอดีเมื่อสองปีก่อนนางประสบอุบัติเหตุโดนน้ำมันร้อน จึง...”

            เห็นได้ชัดว่าหงฝูรักน้องสาวมากเมื่อพูดถึงเรื่องเศร้า เสียงก็สั่นเครือ ต้องให้น้องสาวเป็นฝ่ายปลอบ “พี่ใหญ่ไม่ใช่ความผิดของท่าน มันเป็นอุบัติเหตุ”

            หงฝูเช็ดน้ำตาพยายามทำใจให้เข้มแข็ง “ไม่เป็นไร ถ้าเช่นนั้น...ท่านผู้มีพระคุณพวกเราออกเดินทางกันเถอะขอรับ”

            ในสถานการณ์เช่นนี้ลู่เต้าจึงไม่อาจปฏิเสธน้ำใจของอีกฝ่ายได้ขณะที่กำลังลำบากใจ จู่ๆ ไป๋เสียก็เอ่ยขึ้นมา “ไปเถอะ”

            ทันใดนั้นลู่เต้าก็มึนงงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไหนตอนแรกเจ้าบอกให้ข้าไล่พวกเขาไปเร็วๆ เหตุใดคุยกันไม่กี่คำก็เปลี่ยนใจแล้วเล่า

            ‘นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย’ ลู่เต้าถามในใจ

            “ดูเหมือนว่าในทะเลสาบมังกรทมิฬจะมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ข้าอยากไปตรวจสอบดู บางทีอาจจะพบสมบัติที่ช่วยให้เจ้าฝึกฝนพลังได้เจ้าไปที่บ้านของพวกเขาก่อน หาข้ออ้างอยู่กินที่นั่นไปพลางๆ”ไป๋เสียกล่าวอย่างไม่ละอายใจ

            “เพิ่งจะรู้จักกันก็ไปกินไปอยู่บ้านเขาแล้วแบบนี้มันไม่ค่อยดีกระมัง ใครๆ ต่างก็หาเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบากนะ” ลู่เต้าบ่น

            “เหอะข้าก็บอกแล้วไงว่าเจ้ามันโง่เง่า” ไป๋เสียส่งสายตาให้ลู่เต้าดูเสื้อผ้าของพี่น้องทั้งสอง“มองให้ชัดๆ นั่นน่ะผ้าไหม ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามัญจะหาซื้อได้ไหวหรอก”

            ลู่เต้าหันไปมองผิวสัมผัสของเสื้อผ้าทั้งสองคนดูเรียบลื่นเป็นมันเงาต่างจากผ้าป่านที่เขาเคยสวมใส่โดยสิ้นเชิง

            “ดูหน้ากากของผู้หญิงคนนั้นสิทำมาจากเงินบริสุทธิ์ แค่เงินบริสุทธิ์เท่านี้ก็เทียบเท่ารายได้ทั้งปีของสิบครัวเรือนแล้วครอบครัวนี้ต้องร่ำรวยไม่ธรรมดาแน่ ข้าว่านะ...” ไป๋เสียพึมพำซ้ำๆ เบาๆ “เมืองมังกรทมิฬ...แซ่หง...ฐานะร่ำรวย...”

            “ถ้าข้าเดาไม่ผิดทั้งสองคนนี้ต้องเป็นคนของหอเงินหงอู่ในเมืองมังกรทมิฬแน่”

            “หอเงินหงอู่?” ลู่เต้าเผลอหลุดปาก

            เมื่อหงฝูได้ยินก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งรีบถามต่อ “นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่หอเงินของข้าออกมาจากปากของท่านผู้มีพระคุณ ข้าขอไม่ปิดบังท่านผู้มีพระคุณหอเงินหงอู่เป็นกิจการของตระกูลข้า สืบทอดต่อกันมานานกว่าสองร้อยปีแล้วด้วยความพยายามของบรรพบุรุษปัจจุบันหอเงินหงอู่ได้ขยายสาขาไปทั่วทุกแคว้นแล้วขอรับ”

            ลู่เต้ายอมแพ้โดยสิ้นเชิงเอ่ยถามไป๋เสียด้วยความนับถือ “ไม่จริงน่า ท่านรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไรกันแค่ดูจากเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่หรือ”

            “หา?” ทันใดนั้นไป๋เสียก็ปรากฏตัวออกมาพร้อมกับสีหน้าเกินจริง “เป็นไปได้อย่างไรกันเจ้าโง่จริงหรือ”

            “แล้วเช่นนั้นทำไมท่านถึงรู้ว่าพวกเขาเป็นคนของหอเงินหงอู่เล่า”

            ไป๋เสียชี้ไปที่เสื้อผ้าของพี่น้องทั้งสองแล้วพูดว่า“เขาปักไว้อยู่”

            เมื่อลู่เต้าพินิจดูก็เห็นว่ามีการปักตัวอักษร‘หงอู่’ อยู่บนเสื้อผ้าจริงๆ เขาถึงกับตาลายด้วยความโมโหพี่น้องตระกูลหงเห็นท่านผู้มีพระคุณยืนนิ่งราวกับรูปปั้น สีหน้าก็ซับซ้อนขึ้นมา

            ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความงุนงงหงฝูโบกมือไปมาตรงหน้าลู่เต้า “ท่านผู้มีพระคุณ? ท่านผู้มีพระคุณ?”

            ทันใดนั้นลู่เต้าก็รู้สึกตัวรีบกระแอมไอเพราะรู้ตัวว่าเสียมารยาท ก่อนจะกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนด้วยแล้ว”

            หงฝูยิ้มราวกับพระสังกัจจายน์โอบไหล่ลู่เต้าเดินตรงไปเมืองมังกรทมิฬ ส่วนหงฮวาก็เดินตามหลังทั้งสองมาเงียบๆเมื่อไม่มีใครสังเกตเห็น นางก็ลอบยิ้มออกมาน้อยๆ