ห้องโถงใหญ่ใจกลางพระราชวังหิน ภายในสุสานเซียนโบราณ ยามนี้ เกิดการต่อสู้ ชุลมุนแสนวุ่นวาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนทวีปมืด กลุ่มคนของราชวงศ์ ทั้งสองที่ร่วมมือกันในยามนี้ แม้แต่กลุ่ม อนุชนจำศีล พวกเขายังเข้าร่วมการต่อสู้ตะลุมบอน
ทำให้ในยามนี้ ใจกลางห้องโถงใหญ่ ต่างก็เต็มไปด้วย เหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์เรื่องชื่อ เข้าต่อสู้ห้ำหั่น ฆ่าสังหารกันอย่างไม่หวาดเกรง เลือดสาดกระเซ็นอาบย้อมพื้นหิน เบื้องล่างจนแดงฉาน บางคนถึงกับตายตกจากการต่อสู้
รอบด้านเต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวน แรงกดดันบีบคั้นที่บ้าคลั่ง แสนพรรณนา จากผู้เยี่ยมยุทธ์ ถูกส่งออกมาไม่ขาด ยากที่คนทั่วไปจะยืนหยัดได้ จนทำให้ผู้ที่ดูอ่อนแอด้อยค่า ต้องหลบเลี่ยงอยู่ในมุมมืด ของห้องโถง ปาดเหงื่อเย็นที่ผุดพรายขึ้นมาบนใบหน้า ด้วยความหวาดเกรง
จนในยามนี้ ห้องโถงใหญ่ กลายเป็นสามมุมจุดตัด ของสามขั้ว อำนาจ ในขณะนี้ไปเสียแล้ว พวกเขาต่างก็หมายตาสิ่งของล้ำค่า ที่อยู่ใจกลาง ห้องโถงนั้นแทบทุกผู้คน จนดวงตาฉายแววความโลภออกมาอย่างไม่มีปิดบัง
แต่ใครเล่าจะกล้าเข้าไปช่วงชิงสิ่งของล้ำค่า เกรงว่าผู้ที่ถือครองมันจะอายุขัยสั้นลงอย่างฉับพลัน ถูกเหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ รุมทึ้งอย่างไม่ต้องสงสัย แถมผู้คนที่อยู่ภายในสถานที่แห่งนี้นับร้อย ต่างก็เป็นอนุชนเรื่องชื่อของแดนต่างๆ จึงไม่มีใครกล้าทำอะไรที่บุ่มบ่าม
...เมื่อเสียงต่อสู้ดังออกมาตลอด สองวันที่ผ่านมา มันก็ทำให้ผู้เยี่ยมยุทธ์ ผู้สูงส่งต่างๆ ฉายแววเหน็ดเหนื่อยกันอยู่ไม่น้อย ในกรอบสายตานั้นแฝงด้วยความอิดโรยไม่อาจเก็บซ่อนได้ ทว่าการต่อสู้นั้น กลับทำให้สตรีนางหนึ่ง ของกลุ่มคนทวีปมืด ฉายแสงขึ้นมา ท่ามกลางการต่อสู้ ราวกับนางเป็นดอกไม้งดงามที่เบ่งบาน ท่ามกลางสมรภูมิรบ นางนั้นก็คือหลินจี ผู้มีภูมิหลังอันลึกลับ

แม้แต่เสียงของกลุ่มคนทวีปมืด ยังต้องเอ่ยถามว่านางเป็นใคร ใบหน้าที่เย็นชา หลินจี ผู้นี้ แฝงไว้ด้วยความชั่วร้าย มาพร้อมกับเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดสายตา ชุดแหวกหน้าอก กระเพื่อมไหวไปตามการหายใจของนาง ยิ่งยั่วยวนสายตาหมู่ชนให้จับจ้องสายตาไปที่ตัวนาง อย่างเลี่ยงไม่ได้ ปราณพลังสีดำที่พรั่งพรูส่งหมัดอัดกระแทก ต่อสู้กับองค์ชาย ซือจงเทียนอย่างสูสี โดยไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน บุรุษหนุ่มแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มที่ สวมหน้ากากเหล็กครึ่งใบหน้า ยังยกฝ่ามือถูคาง มองชมด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดหญิงสาวผู้นี้จะโดดเด่นขึ้นมา ท่ามกลางสงครามเฉกเช่นนี้
"เจ้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีคนเยี่ยงเจ้าอยู่ในกลุ่มอนุชนทวีปมืด"
ก่อนที่ ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง จะคำรามออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด ครั้นเห็นบุรุษหนุ่มใบหน้า เสียโฉม ไม่คิดปรายตามองมาที่เขาเสียด้วยซ้ำ ในระหว่างที่พวกเขาต่อสู้กัน "เจ้าจงเอาการโจมตีของข้าไปกินเสีย" หมัดที่แฝงไว้ด้วย มรดกมดแดงสวรรค์ ถูกสำแดงออกไปในทันที
หมัดที่แฝงไว้ด้วย พลานุภาพ ที่มากล้นด้านกายภาพ การทำลายล้าง ส่งอัดกระแทก ชายหนุ่มสวมหน้ากากเหล็กครึ่งใบหน้า อย่างจังในทันใด เสียงปังดังออกมาก้อง ร่างชายหนุ่ม ลอยกระเด็นไปด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ แต่ทว่า ริมฝีปากของเขา กระอักเลือดออกมาเพียงเล็กน้อย ก่อนเขาจะยกยิ้มอย่างบ้าคลั่ง ราวกับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด ที่ได้รับจากหมัดนั้น
ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิงครั้นเห็น ชายหนุ่มไม่เป็นอะไร มันก็ทำให้เขาหรี่ตาจนเล็กแคบ คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันเป็นปม แม้ว่าจะโดนหมัดของเขา เข้าไป เต็มๆ ชายผู้นั้นก็ยังจะยืนหยัดอยู่ได้ โดยไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน มันจึงทำให้เขาประหลาดใจ ไม่น้อย 'เป็นไปได้อย่างไร อย่างไรเจ้าก็ต้องบาดเจ็บบ้างสิ หรือว่าเขากลายเป็นเทพสวรรค์แท้จริงแล้วในยามนี้'
แต่เมื่อเหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ ผู้สูงส่ง ตั้งท่าเตรียมจะลงมือฆ่าสังหารกัน อีกคราหมายมั่นจะจบศึกที่ยืดเยื้อ ในครานี้ มันก็ทำให้ พวกเขาต้องหรี่ตาจนเล็กแคบ เมื่อเห็นกลุ่มคนของอี้เฉิน แหวกฝูงชน เดินสืบเท้า เข้ามาใจกลางห้องโถงใหญ่ อย่างไม่เกรงกลัว
เนื่องด้วยใจกลางที่มีผลึกเซียนบริสุทธิ์ ก้อนใหญ่ รอให้พวกเขาเข้าไปชมเชย ใบหน้าของเยว่ชิงเซียน ซีเผิง ซีเยว่ กงหนาน เยว่ เยว่ โม่กวาง ต่างก็ประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้าง
ก่อนน้ำเสียงหมู่ชน ที่ไม่กล้าเข้ามาเดินใจกลางห้องโถงใหญ่ จะกล่าวสบถด่าออกมา "พวกมันไม่รู้หรือว่า เขตใจกลางเป็นเขตของผู้สูงส่ง ในกลุ่มของพวกมัน มีเพียงแค่แม่นางเยว่ชิงเซียนเท่านั้น ที่เป็นผู้สูงส่ง แต่พวกมันยังกล้า เข้าไปเดินใจกลางห้องโถงใหญ่อย่างไม่มีหวาดเกรง"
"ไอ้พวกนี้มันช่างโอหังเสียจริง เกรงว่าพวกมันจะเป็นกลุ่มคนดินแดนเบื้องล่างสินะ ช่างไม่เจียมกะลาหัว"
ทว่าหมู่ชนก็ยิ่งพากันตกอกตกใจ เมื่อเห็นอี้เฉินพุ่งทะยานร่างเข้าไปราวกับเงาของภูตพราย มาหยุดอยู่ตรงหน้า ผลึกเซียนบริสุทธิ์ มันจึงทำให้หลายๆ คนเกิดความเดือดดาลบ้าคลั่ง พวกเขาต่อสู้กันมาจะสองวัน ยังไม่ได้แตะมันแม้แต่ปลายเล็บเสียด้วยซ้ำ
แต่ยามนี้อี้เฉินกลับเข้าไปใจกลางผลึกเซียนบริสุทธิ์ เสียดื้อๆ มันจึงทำให้ใบหน้าของหลายคนในยามนี้ บู้บี้อยู่ไม่น้อย
อี้เฉิน ครั้นคิดจะฝืนบังคับ ดึงผลึกเซียนบริสุทธิ์ ออกมาครอบครอง มันก็ทำให้เขา ต้องกระอักเลือดที่ริมฝีปาก ก้าวถอยหลังไปหลายก้าวในทันใด จากปราณพลังที่สะท้อนออกมา
หมู่ชนที่แอบซ่อนอยู่ตามมุมห้องโถง ต่างก็พากันขำขัน มาพร้อมคำพูดเย้ยหยัน ดูถูกดูแคลน ก่อนที่ผู้สูงส่งจะเอ่ยถ้อยคำออกมา ให้หมู่ชนหยุดพูด "พวกเจ้าเงียบปากเสีย! ..นั้นมันหมายความว่าเช่นไร อี้เฉิน" เหล่าผู้สูงส่งก็ต่างรับรู้ว่ามันไม่ปกติ หากพวกเขาคิดจะครอบครองคงจะอยู่ในสถานการณ์เดียวกับอี้เฉิน เป็นแน่
ด้านอี้เฉิน ที่ยันร่างขึ้นมาได้ เขาเคยอ่านในตำราเหมือนปราณพลังที่บริสุทธิ์ จะมีเจตจำนง เป็นของตนเองแล้วในยามนี้ ยากที่ผู้ใดจะถือครอง เขายกฝ่ามือขึ้นลองสูบปราณพลัง จากผลึกเซียนบริสุทธิ์ เหมือนว่าของสิ่งนี้ จะตกผลึกมานับพันปี แถมเหมือนมันจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มันจึงเต็มไปด้วยปริศนา แต่เมื่ออี้เฉินสัมผัสได้ถึงปราณพลังเซียน ที่หนาแน่นเข้าไปเติมเต็มทะเลความรู้ของเขา มันก็ทำให้เขารับรู้ได้ในทันทีว่า สิ่งของนี้มีประโยชน์เป็นอย่างมากในการเปิดเส้นลมปราณเซียน
ก่อนน้ำเสียงชายหนุ่มสวมหน้ากากเหล็กครึ่งใบหน้า จะกล่าวพูดด้วยน้ำเสียงเดือดดาล เมื่อรับรู้ถึงปราณพลังเซียนที่มากมหาศาล เล็ดลอดออกมา ผู้สูงส่งคนอื่นๆ เองก็รับรู้เช่นกัน แต่เหมือนว่าผลึกเซียนสีฟ้าก้อนนี้ จะไม่สามารถ ครอบครองมันได้ มันจึงทำให้หลายๆ คนเดือดดาลบ้าคลั่ง เมื่อเห็นอี้เฉินดูดซับมันไม่เลิกไม่ลา
"เจ้าหยุดการกระทำของเจ้าเสีย อี้เฉิน" ก่อนชายหนุ่ม สวมหน้ากากเหล็กครึ่งใบหน้า จะส่งกำปั้นเข้าขัดขวางอี้เฉิน จนทำให้อี้เฉินต้องเลิกดูดซับ หลบเลี่ยงการโจมตีออกไปในทันใด
เสียงปัง!! ที่ดังหวีดแหลมทำให้ อี้เฉินต้องหรี่ตาจนเล็กแคบ เมื่อเห็นพื้นหินแตกละเอียด กลายเป็นหลุมยุบจากหมัดนั้น คนอื่นๆ เองก็ตกใจเช่นกัน แม้พวกเขาจะต่อสู้กันมานาน ก็ไม่อาจทำให้สถานที่แห่งนี้พังทลายได้ บางคนเองก็เริ่มฉุกคิดได้ว่า หรือชายผู้นี้จะไปอยู่ในขั้นพลัง เทพสวรรค์แท้จริงแล้ว ครั้นคิดเช่นนั้น มันก็ทำให้เม็ดเหงื่อเริ่มเปียกชุ่ม ผุดพรายเต็มแผ่นหลัง
อี้เฉิน ที่หลบเลี่ยงการโจมตีออกไป เขาปรับอารมณ์ที่บูดบึ้งของเขาในทันที ยกยิ้มกว้างยินดีไม่น้อย ก่อนกล่าวพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเฉยชา "แล้วพวกเจ้า ทุกๆ คนจะทำเช่นไร ในเมื่อ ผลึกเซียนบริสุทธิ์สีฟ้าก้อนนี้ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายมันได้"
ครั้นหลายคนได้ยินคำพูดความจริง จากปากอี้เฉินมันก็ทำให้หลายๆ คนหน้าบูดเบี้ยว หากให้พวกเขามาต่อสู้ตะลุมบอน เฉกเช่นนี้ เกรงว่า คงไม่มีใครได้ปราณเซียนบริสุทธิ์ไปแน่
อี้เฉินเอ่ยเสียงเรียบออกไปอีกครา เมื่อเห็นหลายๆ คนเริ่มที่จะมีใบหน้าที่บูดเบี้ยว ราวกับกินสิ่งปฏิกูลเข้าไป "เอาเช่นนี้ ไม่เล่า พวกเราหยุดต่อสู้กันชั่วคราว แล้วนั่งดูดซับปราณพลังเซียน ในยามนี้เสียก่อน ใครมีกำลังดูดซับมากกว่า ผู้นั้นก็ถือว่าโชคดีไป พวกเจ้าคิดเห็นกันเช่นไร"
หลายๆ คนได้ยินต่างก็มีใบหน้าครุ่นคิดกันไม่ตก ทว่ากลุ่มคนที่อยู่รอบนอก พวกเขาไม่ชอบใจในข้อเสนอนี้เท่าใดนัก กล่าวคำพูดออกมาอย่างไม่เกรงใจ แม้แต่กลุ่มคนทวีปมืดยังร่วมค้านเสียงแข็ง ไม่รู้ว่าอี้เฉินจะมีลูกไม้อะไร
"เจ้ามี สิทธิ์อะไร อี้เฉินที่จะมาสร้างข้อเสนอ เจ้าเองก็ไม่ใช่ผู้สูงส่งเสียด้วยซ้ำ"