ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 47 ผู้พิทักษ์แห่งดวงดาว

    บทที่ 47ผู้พิทักษ์แห่งดวงดาว

    “ถึงเวลานั้นก็ช่วยมองดูแผ่นหลังของฉันให้ดีๆล่ะ”

     

            

            ฉันรู้จักความเศร้านี้ดี

            

            เพราะฉะนั้นฉันจะไม่เสียใจหากต้องกลับไปเผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง

            

            เพราะเธอที่สอนให้ฉันรู้จักคำว่าเข้มแข็งที่ไม่ได้มีอยู่แค่เปลือกนอก

            

            แต่ความเข้มแข็งที่ถูกกลั่นออกมาจากส่วนลึกของจิตใจนั่นต่างหากที่เรียกว่าความเข้มแข็งที่แท้จริง

            

            ดังนั้นจากนี้ต่อไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น...ฉันจะไม่มีวันยอมแพ้

            

            ถึงเวลานั้นก็คอยดูแผ่นหลังของฉันเอาไว้ให้ดีๆล่ะ

             

            



            “เธอเป็น...นักรบอเวจีสินะ”

            

            พายุหิมะที่โหมกระหน่ำในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิมันบอกเธอว่าอย่างนั้นสายลมแรงยามค่ำที่พัดผิดธรรมชาติทำให้สายไฟฟ้าบริเวณนั้นขัดข้องจนรอบข้างมืดสนิทมีเพียงแสงไฟจากเมืองใหญ่ที่ส่องให้เห็นอยู่ลางๆห่างไกลออกไปในเวลาแบบนี้ชานเมืองฮิคาริงาโอกะมักจะเงียบสงบและปลอดผู้คนสัญจร มินาโยะไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าจะได้พบกับนักรบอเวจีคนสุดท้ายทั้งๆที่เพิ่งจะแยกจากมาโมรุเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้

            

            ร่างของเด็กสาวเรือนผมสีทองนัยน์ตาสีฟ้าเข้มยืนอยู่ตรงหน้าเธอร่างเล็กบอบบางที่แทบจะปลิวไปตามลมนั่นไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผู้สร้างพลังมหาศาลชายเสื้อคลุมสีขาวของชุดนักรบอเวจีโบกสะบัด ตรงขอบไหล่ปักเลื่อมสีน้ำเงินเข้มส่องสว่างอยู่ท่ามกลางความมืด

            

            บลู...

            

            “คุณคือนักรบอเวจีคนสุดท้ายสินะคะ”

            

            เด็กสาวถามเสียงเบานัยน์ตาสีฟ้าใสของมินาโยะเบิกกว้าง

            

            นักรบอเวจีงั้นเหรอ...

            

            ฉันน่ะเหรอ!?

            

            “ไวท์ท่านไวโอเลตให้มาพาตัวคุณกลับไป” บลูว่า “ท่านเมตาเรียต้องการคุณ”

            

            แล้วเด็กสาวก็เดินตรงมาหามินาโยะเกล็ดหิมะปลิวว่อนไปมาในอากาศ มันร่วงลงแตะแขนเธออย่างแผ่วเบาโดยที่เด็กสาวไม่ทันได้ระวังตัวมินาโยะตัวแข็งทื่อร่างกายของเธอเย็นจัดราวกับถูกแช่แข็งก่อนที่เกล็ดหิมะซึ่งติดอยู่ตรงปลายแขนนั่นจะเริ่มก่อตัวเป็นผลึกน้ำแข็งขนาดยักษ์และลามไปทั่วแขนขาตรึงเธอไว้กับที่จนขยับไปไหนไม่ได้

            

            “คุณไม่ใช่ผู้พิทักษ์ท่านเมตาเรียเคยบอกฉัน”

            

            บลูเอ่ยขณะที่เฝ้ามองดูน้ำแข็งเกาะไปทั่วร่างของมินาโยะอย่างใจเย็นนัยน์ตาสีฟ้าเข้มของนักรบอเวจีสาวส่องแสงเรืองรองในความมืด 

            

            “ไม่ปฏิเสธหน่อยเหรอคะ”

            

            เด็กสาวถามเสียงเรียบมินาโยะจ้องมองเธ  ริมฝีปากขบกันแน่นร่างกายท่อนล่างของเธอชาจนไร้ความรู้สึกไปแล้ว แท่งน้ำแข็งเริ่มขยายตัวลามมาจนถึงช่วงคอก่อนจะหยุดนิ่งเหมือนกับต้องการจะเว้นไว้เพื่อให้เธอสามารถพูดได้

            

            แต่เธอจะพูดอะไรได้?

            

            เธอไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่างเกี่ยวกับผู้พิทักษ์หรือนักรบอเวจีความฝันที่ว่าเธออยากจะเป็นผู้พิทักษ์และเชื่อแบบนั้นมาตลอดกลายเป็นฝันและความทรงจำของใครคนอื่นที่ไม่ใช่เธอเลยมินาโยะไม่สามารถตอบคำถามเด็กสาวได้ว่าสำหรับพวกเขาแล้ว เธอเป็นอะไรกันแน่?เพราะคำถามนั้นแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังตอบไม่ได้

            

            ทำไมพี่มาซารุถึงลบความทรงจำของเธอไปและแทนที่ด้วยความทรงจำของพี่สาวเธอเอง เขาทำเพื่อหลอกเธอและคนรอบข้างหรือทำเพื่อปิดบังตัวตนที่แท้จริงของเธอไว้กันแน่?แล้วตัวตนของเบริลน่าในอดีตนั้นเป็นอะไรกันล่ะ?

            

            ผู้พิทักษ์...?หรือนักรบอเวจี

            

            “กลับไปด้วยกันเถอะค่ะไวท์ พวกเราทุกคนรอการกลับมาของคุณอยู่ ได้โปรดกลับไปกับฉัน”

            

            “ฉันกลับไปไม่ได้”มินาโยะบอกด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่กับที่นี่”

            

            ต่อให้เป็นนักรบอเวจีก็ช่างเธอจะไม่มีวันไปจากพวกเขา!

            

            มินาโยะขืนตัวสุดแรงแต่ผลึกน้ำแข็งที่เกาะร่างเธอนั้นยังคงไม่ขยับ มันทำให้ร่างกายของเธอด้านชาความหนาวเย็นแผ่ซ่านเข้าถึงหัวใจ บลูกำลังจะแช่แข็งเธอทั้งเป็น!

            

            “ปล่อยฉัน...ออกไปนะ!”

            

            เด็กสาวตะโกนสุดเสียงแต่ผลึกน้ำแข็งก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะละลายหายไปเลยสักนิดบลูยังคงจ้องมองดูเธอด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง แต่นัยน์ตาสีฟ้าเข้มปวดร้าว

            

            “กลับไปอยู่เคียงข้างท่านเมตาเรียเถอะค่ะ”เด็กสาวบอกเสียงแผ่ว นัยน์ตาสีฟ้าเข้มหรี่ลงจนรูม่านตาแคบ“ฉันไม่อยากเห็นพิงค์ต้องทรมานอีกต่อไปแล้วช่วยกลับไปอยู่เคียงข้างท่านเมตาเรียแทนเธอที”

            

            น้ำแข็งที่เกาะอยู่ตรงลำคอเริ่มขยายตัวมันลามขึ้นมาถึงใบหน้า แช่แข็งปลายคางและริมฝีปากไม่กี่วินาทีต่อนั้นมันคงจะลามไปทั่วตัวเธอและแช่แข็งเธอไว้ในก้อนน้ำแข็ง 

            

            ทำไม...?

            

            ทั้งๆที่คิดว่าอยากจะเดินไปพร้อมกับทุกคนแล้วแท้ๆ...แต่ทำไม?

             

            



            “แยกจากกันไม่ทันไรก็มีเรื่องเลยสินะเธอเนี่ย!”

            

            เสียง...ของมาโมรุ!

            

            “ปล่อยยัยนั่นซะก่อนที่ฉันจะหั่นเธอเป็นชิ้นๆ”

            

            ชิน!

            

            ร่างของเด็กหนุ่มทั้งคู่มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเธอพายุหิมะสงบลงแล้วเพราะกระแสลมในอากาศที่พัดต้านกันก่อนจะถูกชินควบคุมให้หยุดนิ่งนัยน์ตาสีส้มของชินส่องแสงในความมืด สะท้อนกับแสงจากดวงไฟที่มาโมรุสร้างขึ้นมารอบตัวเธอเพื่อช่วยละลายน้ำแข็งของบลู

            

            “อดทนหน่อยนะฉันจะช่วยเธอออกไปเดี๋ยวนี้แหละ!”

            

            มาโมรุร้องบอกสีหน้าของเขาจริงจังมาก

            

            “อืม”มินาโยะส่งเสียงตอบรับเขาความอบอุ่นจากดวงไฟที่เด็กหนุ่มสร้างส่งไปถึงยังหัวใจที่กำลังเต้นอย่างหนักหน่วง“ขอบคุณนะ”

            

             “ผู้พิทักษ์” บลูเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกพอๆกับพายุหิมะที่กลับมาพัดโหมกระหน่ำอีกครั้งชินดีดตัวขึ้นสูงในอากาศก่อนจะสร้างพายุอีกลูกต้านแรงลมของบลูกลับไป มินาโยะไม่เคยเห็นชินต่อสู้ด้วยความรู้สึกแบบนี้มาก่อนชินดูสงบนิ่งมากแม้เขาจะกำลังควบคุมพลังซึ่งสามารถทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบข้างให้พังราบลงไปในเสี้ยววินาทีได้เลยก็ตามมีอะไรบางอย่างแปลกไปในตัวชิน เหมือนเขาเติบโตขึ้นมากในช่วงระยะเวลาสั้นๆชินดูคุ้นเคยกับพลังของเขามากกว่าที่เคยและดูเหมือนว่าในตอนนี้ชินจะเป็นฝ่ายควบคุมการต่อสู้อยู่เพราะพลังของบลูแทบจะทำอะไรเด็กหนุ่มไม่ได้เลย

             

            “ขอโทษทีที่ฉันช่วยอะไรไม่ค่อยได้มาก ถ้าเป็นผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธไฟเยอร์อาจจะเร็วกว่านี้”มาโมรุบอกด้วยน้ำเสียงลำบากใจนอกจากจะต้องเร่งละลายน้ำแข็งที่เกาะกินอยู่ทั่วร่างของมินาโยะแล้วเขายังต้องระวังไม่ให้ถูกลูกหลงจากการต่อสู้ของชินกับบลูด้วย

            

            “ไม่หรอกแค่นี้ก็ช่วยได้มากแล้วล่ะ”

            

            มินาโยะบอกเขาเนื้อตัวเปียกโชกจากน้ำแข็งที่เริ่มละลายขณะที่เฝ้ามองดูชินที่กำลังสู้อยู่ 

            

            ชินเคลื่อนไหวเร็วขึ้นและเร็วขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดมินาโยะก็มองไม่เห็นร่างของชินท่ามกลางพายุหิมะและกระแสลมที่พัดกระหน่ำเธอมองเห็นแต่ร่างของบลูที่ยืนอยู่บนกำแพงบ้านฝั่งตรงข้ามกำลังร่ายเวทสร้างวงแหวนเวทขนาดยักษ์ให้ปรากฏอยู่ใต้ฝ่าเท้า บลูยืนอยู่ใจกลางของพายุหิมะควบคุมพายุต้านกับกระแสลมที่ชินสร้างและพยายามจะร่ายเวทไปพร้อมกัน

            

            “มาโมรุเด็กคนนั้น--”

            

            มินาโยะพยายามจะบอกกับมาโมรุด้วยน้ำเสียงกังวลใจเธอไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงได้รู้สึกสงสารบลูนัก เหมือนเด็กสาวกำลังแบกภาระบางอย่างที่เหนือกว่าความสามารถของเธอเองเอาไว้

            

            “อย่าเพิ่งไปสนใจทางนั้นเลยน่าเธอไม่เป็นไรใช่มั้ย?”

            

            มาโมรุดูจะตื่นตระหนกกว่าเธอเด็กหนุ่มกังวลเป็นอย่างยิ่งว่าการที่มินาโยะถูกแช่แข็งอยู่ในน้ำแข็งนานๆและได้รับความร้อนโดยตรงจากดวงไฟของเขาจะทำให้ร่างกายของเธอรับสภาพไม่ไหวเขากลัวว่าเธอจะกลายเป็นแบบเท็ตสึยะ

            

            “ฉันไม่เป็นอะไร”

            

            เด็กสาวกัดฟันตอบร่างกายสั่นสะท้านเพราะการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลัน

            

            “อย่าโกหกโง่ๆแบบนั้นหน่อยเลยน่า”

            

            มาโมรุดุเข้าให้

            

            “มาโมรุชิน! ชินดูแปลกๆไป”

            

            มินาโยะร้องตะโกนบอกจู่ๆกระแสลมในอากาศก็หยุดชะงัก ไม่มีลมต้านพายุของบลูอีกต่อไปเมื่อวงแหวนเวทใต้ฝ่าเท้าของบลูเริ่มทำงานเด็กสาวเปลี่ยนสภาพรอบข้างให้กลายเป็นทุ่งน้ำแข็ง ถนน กำแพงบ้านเรือนถูกฉาบด้วยน้ำแข็งหนาหลายนิ้วพื้นที่ที่พวกเขายืนอยู่ราวกับเป็นลานสเก็ตขนาดยักษ์ในที่สุดมินาโยะก็มองเห็นชินยืนอยู่ใจกลางพื้นที่ที่เคยเป็นถนนมีแท่งน้ำแข็งมากมายผุดขึ้นมาล้อมรอบตัวชิน เขาดูสับสนกับอะไรสักอย่างเด็กหนุ่มร้องตะโกนกราดเกรี้ยวใส่แท่งน้ำแข็งพวกนั้นและระเบิดพลังใส่แท่งน้ำแข็งรอบตัวชินพังทลาย แต่ไม่นานมันก็งอกขึ้นมาใหม่

            

            “ไม่ได้การ!”มาโมรุสบถลั่น ชินที่เคยควบคุมตัวเองได้ดีมาตลอดตอนนี้กลับอาละวาดใส่ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเขา

            

            “เธออยู่ตรงนี้อย่าเพิ่งขยับไปไหน ฉันจะไปช่วยหมอนั่น!”

            

            มาโมรุร้องบอกสร้างดวงไฟล้อมร่างของมินาโยะขึ้นมาอีกจำนวนมากก่อนที่เด็กหนุ่มจะผละไปหาชิน

            

            “มาโมรุ!”มินาโยะพยายามจะร้องเรียกเด็กหนุ่ม สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่ชินอาการของเขาสร้างความคุ้นเคยกับเธออย่างประหลาด ชินอาละวาด ร้องตะโกนดังลั่นเขากำลังคลุ้มคลั่งเหมือนที่ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็น ชินกำลังถูกครอบงำ!

            

            “มาโมรุ! บลูทำให้เขาเป็นแบบนั้น”

            

            “ฉันรู้น่า!”

            

            มาโมรุตะโกนอย่างไม่สบอารมณ์เขารู้จักอาการของชินดีมากพอๆกับที่มินาโยะคุ้นเคยกับมันชินมองเห็นอะไรบางอย่างที่พวกเขามองไม่เห็นความเกลียดชังของชินที่ถูกระบายใส่แท่งน้ำแข็งที่บลูสร้างตอกย้ำอดีตของเขา

            

            ชินกำลังต่อสู้กับอดีตของตัวเองอยู่!

            

            “หลับตาซะ! มินาโยะ”

            

            มาโมรุร้องตะโกนลั่นวาดมือไปมาในอากาศอย่างว่องไว วงแหวนเวทสีส้มสดใสส่องแสงอยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่ม ลูกไฟสีส้มทองพวยพุ่งออกมาจากใจกลางวงแหวนเวทราวกับดวงอาทิตย์ขนาดย่อม

            

            ราวกับเวลาหยุดนิ่งดวงไฟขนาดยักษ์หยุดอยู่กับที่ แสงของมันยังคงไม่จางหาย แต่มันไม่ยอมขยับและไม่หายไปไหนมาโมรุเบิกตากว้าง

            

            เกิดอะไรขึ้นกับพลังของเขา!

            

            “ถอยออกไปริช่า! ฉันบอกว่าอย่ามาขวางทางฉัน!”

            

            เสียงร้องตะโกนของชินดังลั่นอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่คับขันยิ่งชินระเบิดอารมณ์ใส่แท่งน้ำแข็งของบลูมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งบั่นทอนจิตใจและร่างกายของเขามากเท่านั้น

            

            มาโมรุมองดูชินอาละวาดร่างกายของเขาสั่นสะท้าน สภาพของชินในตอนนี้บีบคั้นจิตใจของเขามากราวกับเขากำลังยืนดูคนที่เขารักถูกทำร้ายโดยที่เขาช่วยอะไรไม่ได้

            

            แล้วจู่ๆชินก็หยุดการเคลื่อนไหวเมื่อขาของเด็กหนุ่มถูกตรึงด้วยก้อนน้ำแข็งที่ผุดขึ้นมาจากพื้นและเริ่มก่อตัวขึ้นไปตามร่างกายของเขาเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับมินาโยะแต่ชินยังไม่หยุดอาละวาดเขาไม่รู้ตัวเลยว่าอีกไม่กี่วินาทีต่อจากนี้ตัวเองกำลังจะถูกแช่แข็ง

             

            “แกทำอะไรหมอนั่น! แกทำอะไรกับเขา!”

            

            มาโมรุตะโกนลั่นก่อนจะพุ่งตัวเข้าหาบลูเขาไม่รู้หรอกว่าทำไมพลังของเขาถึงใช้ไม่ได้ผล แต่ถ้าเขาไม่รีบลงมือทำอะไรสักอย่างมีหวังชินได้แข็งตายแน่

            

            “อย่าเข้ามาใกล้”

            

            เด็กสาวบอกเสียงเย็นสร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นมากั้นระหว่างตัวเธอกับมาโมรุไว้ นัยน์ตาสีฟ้าเข้มของบลูส่องแสงจ้า  มาโมรุเรียกดวงไฟออกมาอีกดวงแทนที่ดวงไฟดวงก่อนหน้าที่ยังคงหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศด้านหลังเขา

             

            “มาโมรุ!”มินาโยะตะโกนลั่นก่อนจะพุ่งตัวเข้าหาเขา เกล็ดหิมะที่บลูใช้แช่แข็งเธอกำลังโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าด้านบนและมาโมรุก็กำลังจะโดนมันเขากำลังจะเป็นเหมือนชิน เป็นเหมือนกับเธอ!

            

            “หยุดนะ!”

            

            เด็กสาวกรีดเสียงร้องลั่นฝ่ามือยื่นออกไปข้างหน้า ปรารถนาที่จะปกป้องคนสำคัญของเธอไว้

            

            วิ้ง!

            

            ลำแสงสีฟ้าใสพุ่งออกมาจากตัวของมินาโยะมันสว่างจ้ากลบแสงจากดวงไฟของมาโมรุทั้งบลูและมาโมรุต่างตะลึงงันขณะที่นัยน์ตาของมินาโยะเบิกกว้าง ประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นร่างของเธอลอยตัวขึ้นสูงสู่ฟ้า บลูเงยหน้าขึ้นมองตาม มินาโยะกำลังจะปลดผนึกเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนของเด็กสาวพลิ้วสยายไปด้านหลังแพขนตาเลื่อนลงมาปิดนัยน์ตาสีฟ้าใส ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย

            

            ไวท์...

            

            บลูพึมพำไวท์กำลังจะกลับมา มาอยู่เคียงข้างท่านเมตาเรีย

            

            พิงค์...  จากนี้ไปพี่ก็จะไม่ต้องทรมานอีกแล้วนะฉันทำอะไรเพื่อพี่ได้บ้างแล้วล่ะนะ...

            

            ลำแสงสีฟ้าใสห่อหุ้มตัวของมินาโยะที่ลอยสูงอยู่กลางอากาศมันคลุมไปทั่วร่างของเธอก่อนที่แสงสีฟ้าจะเปลี่ยนเป็นสีขาวสว่างจ้า เรือนผมของมินาโยะพลิ้วไสวไปด้านหลังบลูเบิกตากว้างเมื่อเห็นเครื่องแบบที่ห่อหุ้มร่างของเด็กสาว

            

            เครื่องแบบสีดำสนิทของผู้พิทักษ์…

            

            กับตราสัญลักษณ์แห่งดวงดาวตรงกลางหน้าอก

            

            ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์!เธอคือผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์

            

            ไม่ใช่แค่บลูที่ตะลึงงันแม้แต่มาโมรุเองก็ยังยืนมองเธอตาค้างร่างของมินาโยะค่อยๆร่อนลงสู่พื้นช้าๆก่อนที่เปลือกตาของเด็กสาวจะขยับ นัยน์ตาสีฟ้าใสของเธอส่องสว่างล้อแสงไฟ

            

            ฉัน...คือ... ผู้พิทักษ์

            

            ปลายเท้าของเด็กสาวสัมผัสพื้นเบาๆสายลมรอบตัวเธอแผ่กระจายออกเป็นวงกว้าง บลูถล่มกำแพงน้ำแข็งของตัวเองทิ้งทันทีเพื่อที่จะได้มองเธอให้เห็นอย่างถนัดตา

            

            “ทำไม?”นักรบอเวจีสาวพึมพำ “ทำไมคุณถึงเป็นผู้พิทักษ์!?”

            

            ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์ 

            

            แล้วผู้พิทักษ์ของเอิร์ธมูนล่ะ…?

            

            “ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”มินาโยะบอกเด็กสาวเสียงเรียบ ยกฝ่ามือสองข้างของตัวเองขึ้นมองตราสัญลักษณ์แห่งเอิร์ธสตาร์ตรงหน้าอกเธอยังคงส่องแสงสว่างจ้า อย่าว่าแต่บลูเลยที่สงสัยเธอเองก็หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม...

            

            เธอไม่ใช่นักรบอเวจีแต่เป็นผู้พิทักษ์...

            

            ทำไมเธอถึงกลายเป็นผู้พิทักษ์ของเอิร์ธสตาร์?

            

            ในเมื่อตัวเธอเองเชื่อมั่นมาตลอดว่าผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น

            

            “ท่านเมตาเรียบอกว่าคุณไม่มีวันได้เป็นผู้พิทักษ์!แล้วทำไมคุณถึงกลายเป็นผู้พิทักษ์ไปได้ผู้พิทักษ์ของเอิร์ธสตาร์น่ะมีแค่ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่รึไง?”

            

            บลูกรีดเสียงร้องเด็กสาวจ้องมองดูมินาโยะอย่างไม่เชื่อสายตาเธอเดินผ่านหน้ามาโมรุไปอย่างไม่คิดจะเหลียวแล

            

            “ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ!?”

            

            บลูพึมพำ“แล้วไวท์ล่ะ ไวท์อยู่ไหน? ถ้าไม่รีบตามหาไวท์ พิงค์ก็จะเป็นแบบนั้นตลอดไป!”

            

            เด็กสาวจ้องมองมาที่มินาโยะอย่างชิงชังเธอพึมพำกับตัวเอง นัยน์ตาสีสวยกรอกไปมาอย่างคนไร้สติ บลูกำลังคลั่ง

            

            “ฉันไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้นหรอก!”

            

            แท่งน้ำแข็งผุดขึ้นมาจากพื้นพุ่งเข้าใส่ร่างของมินาโยะที่ยังยืนนิ่งอยู่มาโมรุโผล่พรวดเข้ามาขวางเธอไว้ ลำพังดวงไฟของเขายังมีพลังไม่พอที่จะสามารถละลายน้ำแข็งของบลูได้เขาจำเป็นต้องปล่อยชินทิ้งไว้อย่างนั้นก่อนจะรีบพามินาโยะหนีขึ้นฟ้าหลบการโจมตีของบลูบลูตามพวกเขามา นักรบอเวจีสาวใช้พลังที่เหลืออยู่สร้างพายุหิมะอีกครั้ง กระแสลมที่เธอสร้างทั้งเร็วและรุนแรงเสียจนมาโมรุกลัวว่าในอีกไม่กี่วินาทีต่อจากนี้ร่างของพวกเขาคงถูกพัดกระเด็นไปไกลแน่

            

            “มาโมรุ”

            

            มินาโยะพึมพำนัยน์ตาสีฟ้าใสของเด็กสาวส่องแสงสว่างล้อแสงจันทร์ ในเมื่อเธอเป็นผู้พิทักษ์อย่างน้อยก็น่าจะมีพลังพอที่จะสามารถทำอะไรเพื่อเขาได้บ้าง

            

            ต้องเสี่ยงดู!

            

            “จินตนาการ”มาโมรุกระซิบข้างหูเธอ “นึกถึงสิ่งที่เธอเป็นและสิ่งที่เธออยากให้มันเกิดขึ้นสร้างภาพที่อยู่ในความคิดของเธอนั่นให้ออกมาเป็นพลัง”

            

            เด็กหนุ่มบีบมือเธอแน่น“พยายามเข้า!”

            

            “อื้อ!”มินาโยะส่งเสียงตอบรับในลำคอ ไม่รู้ว่าจะออกมาดีแค่ไหน แต่สิ่งที่เธอจินตนาการได้เกี่ยวกับตัวเธอในตอนนี้มีเพียงแค่สิ่งนี้เท่านั้น

            

            วูบ...

            

            ประกายไฟสีฟ้าใสดวงเล็กๆผุดขึ้นรอบตัวเธอราวกับกลุ่มดาวที่ส่องแสงสว่างอยู่บนฟ้ารอยยิ้มของเด็กสาวเผยอขึ้นอย่างยินดีมีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่เธอคิดได้เมื่อตอนที่เธอเห็นท้องฟ้า

            

            ดวงดาวนับล้านที่ส่องสว่างอยู่บนนั้น

             

            “ปล่อยมันออกไป” มาโมรุบอก

            

            มินาโยะสะบัดมือประกายไฟดวงเล็กสีฟ้าใสพุ่งเข้าใส่บลู แต่นักรบอเวจีสาวแค่ยิ้มมันก็ไม่ต่างอะไรกับดวงไฟของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันของแค่นี้น่ะทำอะไรเธอไม่ได้หรอก

            

            พรึบ!

            

            ดวงไฟที่มินาโยะสร้างหยุดค้างอยู่กลางอากาศเหมือนคราวของมาโมรุไม่มีผิดแต่ต่างกันตรงที่ดวงไฟของเธอหายไปทันทีที่มันหยุดชะงัก บลูพุ่งตัวเข้าหาพวกเขาสร้างดาบเล่มหนึ่งขึ้นมาจากแท่งน้ำแข็ง

            

            “ในเมื่อคุณไม่ใช่ไวท์ก็อย่ามีชีวิตอยู่ต่อไปอีกเลย”

            

            เด็กสาวว่าตวัดดาบใส่ร่างของมินาโยะ มาโมรุเหวี่ยงร่างของเธอไปไกลก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับบลู

            

            “อย่ายุ่งกับยัยนั่น!”

                    

            “อยากโดนแช่แข็งตามหมอนั่นไปใช่ไหม”บลูบอกเสียงเย็นก่อนจะพยักพเยิดหน้าไปยังร่างของชินในก้อนน้ำแข็งที่อยู่ด้านล่างมาโมรุไม่ได้มองตามแต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เด็กสาว คนที่เหลือบมองอาการของชินมีแค่มินาโยะกับบลูเท่านั้น

            

            ทำไมถึงใช้ไม่ได้ผล...

                    

            มินาโยะชักสีหน้าเครียดพลังของเธอกับมาโมรุใช้กับบลูไม่ได้ผลเธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและไม่รู้ว่าจะใช้พลังที่เพิ่งจะได้รับมานี่ยังไงเธอไม่มีความทรงจำอะไรเลยที่เกี่ยวกับเอิร์ธสตาร์ แถมความทรงจำที่อยู่ในตัวเธอนั่นมันก็ไม่ได้เป็นของเธอด้วย

            

            “ในเมื่อคุณไม่ใช่ไวท์ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรกับฉัน”

            

            “ทำไมเธอถึงได้ยึดติดกับไวท์ขนาดนั้น”มินาโยะถาม “ผู้หญิงคนนั้นสำคัญกับเธอมากขนาดนั้นเลยเหรอไง?”

            

            “อย่างเธอจะมารู้อะไร!” เด็กสาวตะโกนลั่น“ผู้พิทักษ์อย่างเธอไม่มีวันเข้าใจพวกเราหรอก!”

            

            “ฉันเองก็ไม่เข้าใจผู้พิทักษ์เหมือนกัน”

            

            มินาโยะหันมาบอกเธอ“ฉันเองก็เพิ่งจะเป็นผู้พิทักษ์ ไม่มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันเป็นเลยสักอย่างไม่มีความรู้สึก ไม่มีความคำนึงหา ฉันมีเพียงแต่ตัวตนของฉันที่เป็นฉันเป็นคนที่ถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังเพราะตัวฉันเองไม่สามารถที่จะเป็นตัวของตัวเองได้!”

            

            บลูมองหน้าเธอนิ่ง

            

            “ฉันไม่มีความทรงจำเมื่อตอนที่ตัวเองเป็นผู้พิทักษ์ในสมัยก่อนหรอกเพราะฉะนั้นฉันไม่รู้หรอกว่าพวกเราไปทำอะไรกับเธอไว้ หรือว่าเธอทำอะไรไว้กับพวกเราบ้างที่ฉันรู้ในตอนนี้ก็มีเพียงแค่ความเศร้า...ที่เกาะกินจิตใจของฉันกับเธออยู่เท่านั้น”

            

            “อย่ามาทำเป็นพูดดีนะ!”

            

            ห่ากระสุนน้ำแข็งพุ่งลงมาจากท้องฟ้ามาโมรุพุ่งตัวเอาร่างเขาเข้าบังตัวของเธอไว้เลือดไหลซึมผ่านเสื้อคลุมของเด็กหนุ่มชโลมไปทั่วแผ่นหลัง นัยน์ตาสีฟ้าใสของมินาโยะหลุบต่ำขณะที่กอดร่างของมาโมรุไว้

            

            “ฉันคือคนที่ได้แต่คอยรอการปกป้อง”

            

            เธอบอกบลู

             

            

            เธอคือคนที่ได้แต่คอยถูกปกป้อง…

            

            เสียงหนึ่งกระซิบก้องอยู่ในหัวของบลู

     




     -ห้าปีก่อน-

            

            ‘เด็กคนนั้นประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหลายปีก่อนที่ญี่ปุ่นไวโอเลตเป็นคนไปพบเข้า เป็นบลูไม่ผิดแน่’

            

            ‘เธอชื่ออะไร?’

            

            ‘มาซากิ รินะ’

            

            ‘คนของกรีน?’

            

            ‘ใช่’

            

            ‘แล้วรอดมาได้ยังไงล่ะนั่น’

            

            ‘ถูกพี่สาวเอาตัวเข้าบังไว้เลยรอดมาได้แต่ร่างกายได้แผลกลับมามากพอดู พ่อแม่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันทีส่วนพี่สาวก็อาการร่อแร่ ถูกอัดติดกับรถซะขนาดนั้นถ้าไม่ตายในตอนนั้นก็คงตายก่อนถึงโรงพยาบาล’

            

            ‘แล้วไวโอเลตพาออกมายังไง?’

            

            ‘ก็ลากออกมาจากรถแล้วก็ใช้เทเลพอร์ตพามาต้องให้กรีนตรวจสอบประวัติอยู่นานเลยล่ะกว่าจะรู้ว่าเป็นบลู  พวกวันเกิด กรุ๊ปเลือด อะไรแบบนี้เด็กนั่นจำเหตุการณ์อะไรไม่ได้เลย’

            

            ประตูห้องผู้ป่วยฉุกเฉินถูกเปิดออก

            

            ‘อาการเป็นยังไงบ้างล่ะ? บลู’

            

            เกรย์ถามก่อนจะเดินเข้ามาหาพาร่างของใครบางคนเข้ามาด้วย

            

            นัยน์ตาข้างเดียวที่ใช้การได้ของเรดเบิกกว้างเมื่อเห็นเธอ

            

            ‘สภาพดูไม่ได้เลย’ เด็กหนุ่มเปรยมองดูเด็กสาวที่นั่งอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลใหญ่อย่างสังเวชใจเธอดูเหม่อลอยและปฏิเสธที่จะรับรู้สถานการณ์รอบข้างเนื้อตัวเธอเต็มไปด้วยผ้าพันแผลจนถึงใบหน้า ปิดนัยน์ตาข้างหนึ่งของเธอไว้ ตาข้างเดียวที่ยังพอใช้การได้ก็บวมช้ำและมีสีคล้ำเพราะห้อเลือด

            

            ‘นี่เรดคนที่เคยสู้กับเธอตอนศึกชิงตำแหน่งห้านักรบอเวจี จำเรดได้ไหม?’

            

            เกรย์ถาม เด็กสาวหันมามองเรดไม่แสดงอาการตอบรับหรือปฏิเสธ

            

            แล้วประตูห้องก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง

            

            ‘รินะ!’ร่างของคนมาใหม่ตะโกนเรียกเธอเสียงหอบเจ้าตัวคงวิ่งจากชั้นล่างขึ้นมายังชั้นสิบสามโดยที่ไม่รอลิฟต์แน่

            

            ‘พี่สึบารุ’

            

            ‘ซิลเวอร์!’

            

            ทั้งสามคนพูดออกมาพร้อมกันแต่ต่างกันตรงที่ชื่อที่เด็กสาวเรียกคนมาใหม่นั้นเป็นชื่อจริงของเขา

            

            ‘เธอเป็นยังไงบ้าง? แล้วชิโฮะล่ะ?’

            

            ซิลเวอร์ถามเสียงสั่นเด็กหนุ่มถลาเข้าไปหาเด็กสาวที่นั่งตัวแข็งค้างอยู่บนเตียงคนไข้

            

            เรดกับเกรย์มองหน้ากันก่อนจะหันไปดูซิลเวอร์กับบลู

            

            ‘พี่ชิโฮะ... ตายแล้วค่ะ’

            

            น้ำตาไหลออกมาจากนัยน์ตาข้างเดียวที่ยังพอใช้การได้ของเด็กสาวซิลเวอร์ตัวแข็งทื่อ นัยน์ตาเบิกโพลงกว้าง เด็กหนุ่มจ้องมองเธออย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

            

            ‘มัน... ไม่จริง... ฉันไม่เชื่อ...ชิโฮะ!’

            

            ‘ซิลเวอร์’เรดเรียกสติเขาก่อนเอามือแตะไหล่ แต่ซิลเวอร์นิ่งไปแล้ว

            

            ‘เรด... นายบอกฉันสิว่ามันไม่จริง’

            

            ‘นายทำใจซะเถอะ’ เรดเอ่ยเสียงแผ่ว

            

            ที่ไหนสักแห่งในเยอรมัน พายุฤดูร้อนกำลังโหมกระหน่ำใส่บ้านพักหลังเล็กริมทะเลสาบกรอบรูปบนชั้นวางหล่นลงมากระแทกพื้น เศษกระจกแตกกระจายเหลือทิ้งไว้แต่รูปคู่ของเด็กหนุ่มเจ้าของชื่อเรียกซิลเวอร์กับเด็กสาวร่างบางเรือนผมสีทองยาวถึงกลางหลังใบหน้าที่ยิ้มอย่างเปี่ยมสุขในตอนนั้นคงเหลืออยู่แค่ในความทรงจำของเขาแล้วตอนนี้

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน