จินหวังเฟย

    เล่ม 3 - ตอนที่ 2 หม่อมฉันมิอาจ..

    เจ้าของตำหนักหงส์เหินฟังแล้วหันไปมองใบหน้าของขันทีเฒ่าคนสนิทข้างกาย อูกงกงที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็รีบเข้ามาประคองฝ่ามือหนึ่งพลางพยุงตัวให้ลุกขึ้นยืนต้อนรับโอรสสวรรค์ที่กำลังก้าวเข้ามาในห้องจินเยี่ยถงก้าวเข้ามา ด้านหลังตามด้วยจิ่งกุ้ยเฟย โอวหยางไป๋ หวีกงกง และขันทีกับนางกำนัลผู้ติดตามจางหานเฟิ่ง ตันตัน และขันทีกับนางกำนัลของฮองเฮาที่อยู่ภายในห้องพลันยอบกายทำการคารวะแก่โอรสสวรรค์“ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ” จิ่งกุ้ยเฟยพอทราบเรื่องที่จางหานเฟิ่งถูกฮองเฮาเรียกเข้าเฝ้าฯ จากนางกำนัลที่ตันตันส่งมา พลันก็ส่งคนให้ไปดูลาดเลาขององค์ฮ่องเต้ เมื่อเห็นว่าองค์ฮ่องเต้รู้เรื่องนี้เช่นกัน อีกทั้งยังกำลังจะเดินทางมายังที่นี่ พระนางจึงทำการมาดักรอ และเข้ามายังตำหนักหงส์เหินพร้อมกัน“กำลังคุยเรื่องใดอยู่เช่นนั้นหรือ..” จินเยี่ยถงถามพลางเดินเข้าไปนั่งลงบนตั่งยาว ขันทีและนางกำนัลนำเก้าอี้มาให้จิ่งกุ้ยเฟยนั่งในทันที ส่วนจางหานเฟิ่งกับโอวหยางไป๋นั้นยังยืนอยู่ และตันตันยืนหลบอยู่มุมหนึ่ง มุมเดียวกันกับที่ขันทีกับนางกำนัลคนสนิทของจิ่งกุ้ยเฟยยืนอยู่“คุยเรื่องที่องค์ชายรองกำลังประชวรอยู่เพคะ” ฮองเฮาเผยความไม่พอพระทัยออกมาตรงๆ พระนางไม่อาจรักษาสีพระพักตร์ให้แลดูนุ่มนวลได้อีกต่อไปแล้ว ยามนี้โอรสในอุทรอยู่ในระหว่างความเป็นความตาย“นางเป็นหมอหรือไร?” จินเยี่ยถงเบนสายตาไปทางจางหานเฟิ่งก่อนวกกลับมามองสีพระพักตร์ของฮองเฮา“นางมิได้เป็นหมอ ทว่าหม่อมฉันพอจะรู้มาว่านางกำลังร่ำเรียนการฝังเข็มจากท่านหมอผู้หนึ่ง” ฮองเฮามีพระเนตรคมกริบเพิ่มขึ้นอีกสองส่วน อีกทั้งรอยยิ้มบนใบหน้าแลดูเย็นชายิ่ง“ข้าก็ได้ยินมาว่าเจ้าได้เรียนรู้วิธีการฝังเข็ม..” โอรสสวรรค์หันไปถามจางหานเฟิ่ง“เพคะ หม่อมฉันได้หาท่านหมอที่เชี่ยวชาญเรื่องการฝังเข็มมากที่สุดมาช่วยแนะนำให้ความรู้” จางหานเฟิ่งก้มหน้าตอบเสียงเบา“แล้วเจ้าร่ำเรียนได้เป็นเช่นไรบ้าง” จินเยี่ยถงไตร่ถามอีก ไยก่อนหน้านี้ไม่มีการเคลื่อนไหวช่วยชีวิตจินเสวียนอี้นั้น นั่นเป็นเพราะรู้ว่าไม่มีผู้ใดถอนพิษให้ได้ จะต้องรอจนกว่าจางหานเฟิ่งศึกษาวิธีการถอนพิษให้กระจ่างชัดเสียก่อน“ท่านหมอฮวงเพิ่งจะกล่าวชมว่าหม่อมฉันมีความสามารถเพคะ” จางหานเฟิ่งไม่โป้ปด ไม่ถ่อมตัว และไม่โอ้อวด“แล้วเจ้าจะรักษาอาการของเสวียนอี้ได้หรือไม่..” ฮองเฮาใจชื่นขึ้นมาเป็นกองที่ได้ยินคำถามของสวามี อย่างน้อยก็ไม่ปล่อยให้จินเสวียนอี้ไปสู่ปรโลกก่อนวัยอันสมควร พลันสายพระเนตรของพระนางก็มองไปทางจางหานเฟิ่ง เพรระจางหานเฟิ่งยังพูดตัดความหวังของพระนาง“หม่อมฉันมิอาจจะ.. เพราะหม่อมฉันมิได้เป็นหมอผู้เชี่ยวชาญ” “อืม..” จินเยี่ยถงแสดงท่าทางคล้ายเข้าพระทัยขึ้นมา“ฝ่าบาทเพคะ!” ฮองเฮาร้องแทรกด้วยความร้อนพระทัย สายพระเนตรเปล่งประกายวิงวอนแกมบังคับให้จัดการกับเรื่องนี้ให้ที“เจ้าไม่สามารถยืนยันว่าจะทำได้สำเร็จใช่หรือไม่..” โอรสสวรรค์หันไปถามจางหานเฟิ่ง ในพระทัยนั้นรู้ดีว่าให้สตรีผู้นี้ตกอยู่ในอันตรายไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะอนุชาจะเคืองโกรธพระองค์เป็นแน่แท้“เพคะ” จางหานเฟิ่งแบ่งรับแบ่งสู้อย่างชาญฉลาด ฮองเฮาไม่เหลือทางเลือกอีกแล้ว พระนางต้องการให้จางหานเฟิ่งถอนพิษให้ จึงเอ่ยขึ้นมาขณะมองไปทางจางหานเฟิ่งอย่างไม่พอพระทัย“เจ้าสามารถที่จะถอนพิษให้ได้ เจ้าเป็นศิษย์ของตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษ และเจ้าก็เพิ่งจะกล่าวกับข้าเองว่า.. เจ้ารู้วิธีถอนพิษจันทราซ่อนเร้นอะไรนั้น!” โอรสสวรรค์ใช้คำพูดเลี่ยงว่าถูกพิษตั้งแต่แรกที่เริ่มต้นสนทนา ยามนี้จึงสบโอกาสที่จะกดข่มความเหิมเกริมของฮองเฮาที่เผยสิ่งไม่ควรจะกล่าว พระองค์ทรงแสร้งทำเป็นตกพระทัยและถามกลับสุรเสียงเกรี้ยวกราด“เจ้าว่าอะไรนะ! เสวียนอี้ถูกพิษเช่นนั้นหรือ?” ฮองเฮาคาดคิดไม่ถึงว่าโอรสสวรรค์จะเล่นละครตบตา พระนางมีสีพระพักตร์แปรเปลี่ยน เมื่อสายพระเนตรมองไปทางโอวหยางไป๋ก็เห็นมหาบุรุษฝ่ายบุ๋นเผยยิ้มละมุนละไม ทว่าแววตาเปล่งประกายจนใจให้เห็น เมื่อมองไปทางจิ่งกุ้ยเฟย จิ่งกุ้ยเฟยกำลังเผยสีหน้าตื่นตระหนกและร้องถามออกมาอย่างแตกตื่น“อะไรนะเพคะ! องค์ชายรองถูกพิษ หม่อมฉันได้ยินมาว่าประชวรมิใช่หรือไร..” ฮองเฮาจนแต้มเมื่อถูกทุกคนเล่นละครตบตาได้อย่างแนบเนียน พระนางมองใบหน้าของทุกคนสลับกันไปมา แล้วก็เอ่ยขึ้นมาพร้อมๆ กับซ่อนความไม่พอพระทัยเอาไว้“เจ้ารู้วิธีถอนพิษ เจ้าต้องถอนพิษให้องค์ชายรอง ฝ่าบาท.. จะปล่อยให้เสวียนอี้สิ้นลมหายใจหรือเพคะ” “เหตุที่เสวียนอี้ถูกพิษ.. เป็นเพราะสังหารตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษใช่หรือไม่!?” “ฝ่าบาท..” ฮองเฮาไร้ความสุขุมจนพลาดพลั้งไปเสียแล้ว“เหตุใดถึงสังหารเจ้าแห่งพิษจนถูกพิษเข้า?” ฮองเฮาจำต้องหลบสายพระเนตรอันเกรี้ยวกราด พระนางจะตอบได้เช่นไร ว่าโอรสต้องการตัดกำลังของจินอ๋อง ด้วยการเล่นงานจางหานเฟิ่ง“เป็นถึงองค์ชายกลับสังหารคนอย่างไร้เหตุผล ทำตัวอยู่เหนือกฎหมายบ้านเมือง แล้วอย่างนี้แล้วราษฎร์จะให้ความเคารพหรือไร” จางหานเฟิ่งมองละครฉากนี้แล้วกล่าวขึ้น“หม่อมฉันถอนพิษให้ได้ ทว่าไม่อาจสามารถรับรองผลของความสำเร็จเพคะ เพราะเท่าที่หม่อมฉันทราบ.. องค์ชายรองถูกพิษนานแล้ว ยามนี้พลานามัยคงทรุดลงเรื่อยๆ อีกประการหนึ่ง.. ไยหม่อมฉันต้องเอาตัวไปเสี่ยงอันตรายด้วยเพคะ เกิดฮองเฮาไม่พอพระทัยที่หม่อมฉันถอนพิษให้องค์ชายรองไม่ได้ หัวของหม่อมฉันมิต้องหลุดออกจากบ่าหรอกหรือไร” “นี่เจ้า!” “องค์ชายรองสังหารอาจารย์ของหม่อมฉัน ก่อนที่อาจารย์จะสิ้นใจ องค์ชายรองถูกพิษเอง โดยไม่มีผู้ใดที่จะกล้าวางยาพิษองค์ชายรองหรอกเพคะ” “เจ้า!” “ถ้าฮองเฮาปล่อยให้เป็นไปตามชะตากรรม ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ อีกทั้งหม่อมฉันมิได้รับโทษทัณฑ์ใดๆ หม่อมฉันก็ยินดีที่จะทดลองถอนพิษให้แก่องค์ชายรองเพคะ” “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน..” จินเยี่ยถงเอ่ยแทรกขึ้นมาสุรเสียงเคร่งขรึมและดุดัน “ข้าจะพระราชทานป้ายอาญาสิทธิ์ละเว้นโทษตายให้กับเจ้า!” ฮองเฮาฟังแล้วเรี่ยวแรงเหือดหาย พระนางมีทางเลือกหรือไร ไม่มีแม้แต่น้อย ขอแค่โอรสในอุทรปล่อยภัยเป็นพอ เมื่อคิดเช่นนั้น.. ความเยือกเย็นและสุขุมก็กลับมาอีกครั้ง พระนางเอ่ยกับสวามี อีกทั้งยังลุกขึ้นมายอบกายคำนับ“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ” “เป็นไปตามนี้ก็แล้วกัน เจ้าอยากให้นางถอนพิษให้ แต่นางไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ นางได้บอกกล่าวเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เจ้ากับข้าจะลงโทษนางด้วยความเกรี้ยวกราดได้อย่างไร” “เพคะ” โอวหยางไป๋ที่ยืนอยู่ข้างๆ จางหานเฟิ่งอมยิ้มด้วยความขบขันขึ้นมาชั่วลัดนิ้ว จางหานเฟิ่งฉลาดยิ่งนัก นางหาทางได้ป้ายอาญาสิทธิ์ละเว้นโทษตายจากองค์ฮ่องเต้ด้วยคำพูดแค่ไม่กี่คำ และทำให้องค์ฮ่องเต้มีโอกาสกดอำนาจของฮองเฮากับองค์ชายรอง ทั้งสองคงต้องอยู่เงียบๆ สักระยะ น่าจะสักปีหรือสองปี


    คล้ายกับเรื่องจินหวังเฟย ที่คุณอ่าน