ที่แท้แล้ว สิ่งที่หมาป่าขนพิษตัวนี้ต้องการนั้นคือปราณบริสุทธิ์รอบตัวของนาง มันกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผันเข้าสู่ระดับปราณเทวะ
ในช่วงเปลี่ยนผันระดับพลังนั้น มาป่าขนพิษมักจะอ่อนแอกว่าปกติ หากมันไม่กลับไปหาที่ซ่อนเพื่อจำศีล ก็ต้องหาพลังอื่นมาเสริมโดยไวที่สุด
นางคิดว่ามันคงกำลังหาที่จำศีล แต่เมื่อได้กลิ่นปราณบริสุทธิ์ออกมาจากตัวของฮวาเออร์จึงยอมเผยตัวออกมา หากเป็นเช่นนั้นจริง สัตว์ปราณวิญญาณตัวอื่นย่อมต้องได้กลิ่น
“นั้น...เกิดอันใดขึ้นกันเหตุใดหมาป่าขนพิษจึงทำท่าทีเช่นนั้น” ต้าเฟยเฉิงที่เป็นห่วงฮวาเออร์หันหน้ามาถามเป่ยจิน คนอื่น ๆ ยังคงยืนนิ่งๆ เพื่อรอดูสถานการณ์ว่าเจ้าลูกหมาตัวนี้จะทำอันใดต่อไป
“หึ ท่าทางเช่นนี้นะหรือ” ก็คล้ายกับลูกหมาที่กำลังกระดิกหางดีใจ ที่กำลังจะได้กินอาหารอันโอชะนะสิ
“แจ๊บ” จู่ ๆ หมาป่าร่างใหญ่ที่กลายร่างเหลือเพียงลูกหมาตัวน้อยก็กัดเข้าที่นิ้วโป้งของหญิงสาวที่กำลังลูบคลำมัน
“อ๊ะ เจ็บ” ฮวาเออร์ร้องออกมา นางสะบัดมือที่เจ้าหมาป่ากัดออกไปจากตนเองทำให้เจ้าหมาป่าที่กำลังกัดนางอยู่กระเด็นออกไป
“ผลั๊ก”
เป่ยจินและคนอื่น ๆ รีบเข้ามาดูอาการบาดเจ็บและพบว่าที่มือของฮวาเออร์ปรากฏเป็นรอยเขี้ยวไม่ลึกนางจากฟันของเจ้าสัตว์หน้าขนตัวนั้น
“เกิดอันใดขึ้นฮวาเออร์” หยางคงถามออกมา
“มันกัดข้านะสิ มารดามันเถอะ” ฮวาเออร์เอ่ยออกมา เมื่อนางหันไปมองรอยเขี้ยวนั้น ก็เห็นว่ามันกำลังประสานเข้าด้วยกัน โดยที่นางยังไม่ได้ทำอันใด
จินหลงที่ยืนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกล่าวออกมา เจ้าสัตว์หน้าขนตนนี้ มันอาศัยช่วงจังหวะที่ทุกคนกำลังเผลอไม่ทันระวัง ทำพันธะกับฮวาเออร์ และเขาพอจะรู้ว่าจุดประสงค์ของมันคืออันใด
“มันกัดเจ้าเพื่อทำพันธสัญญา ไม่ต้องกังวลไป” จินหลงเอ่ยออกมา
“หน็อย เจ้าลูกหมา กล้าลอบกัดข้าเช่นนั้นหรือ” ฮวาเออร์ที่แค้นใจเพราะโดนมัดมือชกเรื่องพันธะ เดินไปหาเจ้าหมาป่าตัวน้อยแล้วใช้มือของนางจับกลุ่มขนบริเวณหลังของมันและดึงขึ้นมากลางอากาศ เพื่อจ้องตาของมัน
“นะ...นายท่าน ข้าน้อยกลัวแล้ว ได้โปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย” ขาหน้าสองข้างนั้นตะเกียกตะกายกลางอากาศไปมา ดูแล้วตลกสำหรับคนอื่น ๆ ยิ่งนัก ราวกับมันกำลังยกขาทั้งสองขึ้นมาคารวะฮวาเออร์ซ้ำไปซ้ำมา
“มะ มันพูดได้” ฮวาเออร์ที่ตกใจเสียงในหัวที่สามารถสื่อสารกับสัตว์ตรงหน้าได้จึงเผลอปล่อยมือทันที
“พลั่ก”
“หูย นายท่าน ช่างใจร้ายปล่อยข้าลงมาได้”
“สัตว์วิญญาณทุกตัวที่สามารถทำพันธะกับนายของตนเองได้ ย่อมสามารถสื่อสารกับนายของตนเองได้ อีกทั้งก่อนหน้านี่มันกำลังจะเลื่อนระดับเป็นสัตว์วิญญาณระดับเทวะ ย่อมมีพลังมากเพียงพอ”
“เช่นนั้น ข้าต้องทำอย่างไรต่อไปเจ้าคะท่านจินหลง”
“ส่งเจ้านี่เข้าไปในมิติจิตของเจ้า เพื่อให้มันพร้อมสู่การเลื่อนระดับและพักฟื้นเถิด หลังจากที่มันตื่นขึ้นมาค่อยจัดการก็ยังมิสาย”
“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ” ฮวาเออร์ว่าพลางก้มไปมองเจ้าหมาป่าและพริบตาเดียวมันก็หายไปทันที
เมื่อเจ้าหมาป่านั้นหายไป เป่ยจินจึงถอนหายใจออกมาอย่างผ่อนคลาย นางยังไม่อยากเจอปัญหาใด ๆ นางขี้เกียจออกแรง แม้ว่ารอบกายนางจะมีแต่ผู้มีพลังสูงส่งก็ตาม
“เห่อ คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่เสียแล้วจินหลง ว่าแต่เจ้ามิอยากกลับเข้าไปในมิติบ้างหรือ ออกมานานขนาดนี้”
“หากข้าไปแล้วใครจะคอยส่งพลังปราณไปข่มเหล่าสัตว์ในป่าแห่งนี้กัน เจ้าพวกนั้นได้ยกพลมาถล่มพวกเจ้าเป็นแน่”
ความจริงแล้วการที่จินหลงเลือกที่จะออกมาเดินทางอยู่ข้างกายอีกฝ่ายด้วยนั้นเพราะว่าเขามีพลังระดับสูงกว่าเจ้าพวกสัตว์ในป่านั้น อีกทั้งสัญชาตญาณของสัตว์ย่อมเชื่อฟังจ่าฝูง
“อ่า ที่ข้าไม่เห็นสัตว์วิญญาณมาข้องแวะ เป็นเพราะเจ้าเองหรอกหรือ” จินหลงนี่ มีประโยชน์เหมือนกันนะเนี่ยเป่ยจินคิด
“ข้ารู้ตนเองดีว่าข้าเก่ง เจ้ามิต้องเอ่ยคำขอบคุณ”
“ทุกคนข้าว่าเรากลับไปพักผ่อนกันเถิด ใกล้เช้าแล้วค่อยเตรียมตัวเดินทางเรายังมีปัญหาที่ต้องจัดการอีกมากนัก”
“อืม”
“ฮวาเออร์ เจ้าไหวหรือไม่”
“ข้าไม่ได้เป็นอันใดนี่เจ้าคะ”
อย่างที่นางเคยบอกในโลกแห่งผู้ฝึกตนใบนี้นอกจากจะมีผู้ใช้พลังปราณแล้ว สัตว์ที่นี่ยังมีพลังปราณวิญญาณเช่นเดียวกัน ระดับต่ำ ระดับกลาง ระดับสูง ระดับเทวะ ระดับสวรรค์ ระดับเซียน และระดับอนันตกาล
หมาป่าขนพิษตนนี้สามารถเอาชีวิตรอดมาจนถึงการเปลี่ยนผันเป็นเป็นระดับเทวะได้ถือว่าแข็งแกร่งมากทีเดียว
เพราะการที่จะเลื่อนระดับได้นั้น จะต้องตัดผ่านระหว่างความเป็นความตาย โดยทัณฑ์อัสนีมากถึงเก้าสายด้วยกัน เมื่อต้องการตัดผ่านขั้นต่อไปจำนวนของทัณฑ์อัสนีที่ตัดผ่านก็จะเพิ่มขึ้น
โดยที่ฮวาเออร์ไม่รู้ตัวเลยว่า ทุกคนที่กำลังมองมายังนางในตอนนี้ สายตาที่มองมาได้เปลี่ยนไปแล้ว นั้นเพราะว่าก่อนหน้านี้ในตระกูลไป๋นางยังคงเป็นหญิงสาวที่ไร้พลัง
แม้ว่าเป่ยจินจะรับรู้ว่านางโดนกดพลังไว้ แต่นั้นก็คงไม่สารถทำให้นางมีพลังเพิ่มขึ้นมาแบบคนละคนเช่นนี้ได้ นอกเสียจากว่าคนที่อยู่ตรงหน้าจะมีที่มาเช่นเดียวกับนาง
ในช่วงยาม (เวลา 07.00-08.59 น.) กลุ่มของจินก็ได้เดินทางมาถึงจุดที่มีการพักชุมนุมขนาดใหญ่ของเหล่านักล่าและคนจากทั้งสี่แคว้นที่เดินทางล่วงหน้าเข้ามาก่อนพวกนาง
ทั้งหมดกำลังมีท่าทีกังวลกับบางสิ่งบางอย่าง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้คนในเขตชั้นกลางต่างรับรู้ได้ถึงจิตสังหารและพลังปราณอันดุดันรุนแรงที่แผ่มาจากด้านในป่า มีหลายกลุ่มที่พยายามจะบุกเข้าไป แต่ไม่ได้กลับมาหรือบาดเจ็บสาหัสก็มี คนที่เหลือจึงนั่งรอดูเหตุการณ์ด้านนอกแทน
แต่เมื่อกลุ่มของจินมาถึง ทุกคนต่างชะงักไปและหันมามองทันที นั้นเพราะกลุ่มของพวกนางต่างมีพลังปราณที่สามารถข่มจิตสังหารที่แผ่ออกมาได้กึ่งหนึ่ง ทำให้คนทั้งสี่แคว้นลดความกดดันลงได้
ความจริงแล้วจินสามารถบอกให้ทั้งจินหลงและเทียงหลงสลายจิตสังหารนั้นไปได้ แต่นางไม่ทำ เสียเวลาในการช่วยคนอื่นไปทำไมกัน ต่างคนก็ต่างมารนหาที่ตายเองทั้งนั้นมิใช่หรือไง
จู่ ๆ จวินเทียนหลงที่เงียบมานาน ก็สัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างด้านในป่าม่านนอก เขาลุกขึ้นและมองไปยังป่าด้านในนั้น
ผู้คนในเขตป่าชั้นกลางที่นั่งรวมกลุ่มกันอยู่จึงชะงักไปและหันมามองด้วยความสงสัย กลัวว่าจะมีสิ่งใดโผล่ออกมาจากป่าด้านหน้านั้น จึงเตรียมตั้งรับการอย่างเต็มที่
“จิน เจ้ารอข้าที่นี่ แล้วข้าจะกลับมา” จวินเทียนหลงเอ่ยออกมา
“ท่านจะไปไหน” นางรู้ว่าด้านในมีบางอย่าง
“ข้าจะเข้าไปสำรวจพื้นที่ด้านใน ก่อนที่พวกเจ้าจะเดินทางเข้าไป” เขารู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่ปล่อยเขาไปสำรวจง่ายๆ แต่เขาก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องไปเสี่ยงเช่นเดียวกัน
หน้าที่นี้มันควรเป็นเขาคนเดียวที่รับผิดชอบ เพื่อนางเขาสามารถทำได้ทุกสิ่งอย่าง เขาจะมิยอมให้นางต้องข้ามาเผื่อเผชิญกับสิ่งใดอีก
“ไม่ได้ ข้าจะไปกับท่านด้วย” จินยังคงเถียงออกไปอย่างไม่ยอม
“ไม่ได้ หากเกิดอันใดขึ้นกับเจ้า ข้าจะทำอย่างไร”
“เทียนหลงท่านก็รู้ว่าข้าไม่เคยทำตามคำสั่งใคร”
“จินเออร์เชื่อฟังพี่สักหน่อยได้หรือไม่” สายตาและคำพูดที่เอ่ยออกมาติดจะคล้ายคำอ้อนวอนเสียมากกว่าเป็นคำสั่ง
จินที่รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายจริงจังในคำพูดเพียงใด จึงยอมโอนอ่อนออกมา เหตุใดชายคนนี้ถึงได้ทำเหมือนนางเป็นกลีบดอกไม้ที่บอบบางและต้องทะนุถนอมมากขนาดนี้กัน นางไม่เข้าใจ
“ได้ ข้าให้เวลาท่าน เพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น หากท่านหายไปนานกว่านั้นข้าจะเข้าไปตามหาท่านแน่นอนเทียนหลง”
“ได้”
หลังจากที่ตกลงกันเสร็จจินหลงจึงสื่อสารทางจิตกับจิน เพื่อบอกว่าตนเองจะเข้าไปด้านในด้วยกันกับเทียนหลง
“ข้าไปกับเขาเอง เช่นไรหากมีเรื่องใดเกิดขึ้นข้าก็สามารถกลับสู่มิติจิตของเจ้าได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว”
“อืม เช่นนั้นก็ดี ข้าฝากเจ้าด้วยจินหลง”
“เช่นนั้นข้าและดูแลคนอื่น ๆ รอท่านที่นี่” ต้าเฟยเฉิงเอง เขาก็รับรู้ได้ เพียงแต่เลือกที่จะเงียบและไม่สนใจสิ่งใด
“ข้าดูแลตนเองได้ ส่วนเจ้าดูแลฉีหม่าไปเถิด หึ” จินที่ยังคงหงุดหงิดอยู่จากการที่โดนเทียนหลงขัดใจจึงเลือกที่จะระบายมันไปกับเฟยเฉิง
ต้าเฟยเฉิงเองก็รับรู้ได้ถึงอารมณ์ของหญิงสาวจึงเลือกที่จะปล่อยผ่านไป แต่จะให้เขาอ่อนข้อ มิลับริมฝีปากได้เช่นไร
“ฮวาเออร์เช่นนั้นข้าจะดูแลเจ้าเอง ดีหรือไม่”
“คนของข้า ๆ ดูแลเองได้ เจ้าหมวกมังกร” เป่ยจินตอบกลับอีกฝ่ายพร้อมกับเดินไปลากแขนฮวาเออร์ที่นั่งมองทั้งสองเถียงกันมากอดข่ายเอาไว้อย่างหวงแหนแทน เรียกเสียงหัวเราะให้แก่ หยางคงและฉีหม่าได้เป็นอย่างดี
“พรึ่บ”
เมื่อเห็นว่าจบเรื่องแล้วทั้งสองคนก็หายเข้าไปในป่าทันที ทิ้งคนที่เหลือให้นั่งฟังเป่ยจินและต้าเฟยเฉิงนั่งเถียงกันไปมา
สวัสดีคุณรี้ดทุกคน