เ้าสาวเบิกตากว้าง ประกายตาฉงนปรากฏขึ้น นางไม่ได้ขยับหลบหลีกอย่างที่คิด ไม่ได้จู่โจมอย่างที่นึกกังวล
เหตุใดนางไม่หลบ !
ชั่วขณะนั้นเองที่จูเกาเซวียนรู้สึกตัว สร่างเมาขึ้นมาหลายส่วน หัวใจหล่นวูบ ความลังเลใทำให้เขาเบี่ยงฝ่ามือออก
ทว่าไม่ทันเสียแล้ว
ด้วยระยะที่ใกล้มากจึงทำได้เพียงรั้งพลังภายในกลับคืนบางส่วน ฝ่านั้นพุ่งเข้าใส่บ่าข้างซ้ายของนาง แทนที่จะโดดเข้าที่จุดตั้นจง[1]ซึ่งอาจเป็อันตรายถึงชีวิต
เ้าสาวล้มกระแทกลงไปบนเตียง มงกุฎหงส์ร่วงหล่นแล้วกลิ้งไปยังมุมหนึ่ง นางพลิกตัวตะแคงกระอักเืออกมาบนที่นอน โลหิตแดงฉานเปื้อนซึมลงบนผ้าแดงมงคล แยกแทบไม่ออกว่าเป็เืหรือสีผ้า
การกระทำกะทันหันของเ้าบ่าวทำให้หมัวมัวและสาวใช้ที่อยู่ทำพิธีภายในห้องร้องอุทานเสียงดังลั่น
ซูอันหนิงตะแคงร่างยันข้อศอกพยุงตัวขึ้น ลมหายใจของนางขาดห้วง ดวงตาเอ่อคลอพร่ามัว มองไปยังเ้าบ่าวด้วยแววตายากจะเชื่อ
ในหัวนางปรากฏภาพจอมยุทธ์ขี่ม้าผ่านหน้านางไป ต่อสู้โรมรันกับโจรกลุ่มใหญ่ ปกป้องนางไว้ในวันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิปีนั้นที่เคยแจ่มชัด กลับถูกภาพซ้อนยามที่เขาขี่ม้าไปสงบม้าตื่นของคุณหนูคู่หมายเดิมนางนั้นท่ามกลางมหาชนภายในเมืองเป่ยจิง
ก่อนที่ภาพนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีแดง !
นางยกมือขึ้นกุมอก มันแสบร้อนคล้ายถูกมีดทื่อเฉือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอก
น้ำตาผสมเืค่อย ๆ ไหลลงอาบแก้ม ซูอันหนิงขยุ้มเสื้อแน่น กระอักเืออกมาอีกครั้ง นางอ้าปากคล้าย้าพูด หากมีเพียงเสียงหวีดแ่ลอดลำคอ
นางไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ไม่ได้ยินเสียงร้องอุทานใของหมัวมัว ไม่ได้ยินเสียงกรีดร้องของสาวใช้คนสนิท ไม่ได้ยินคำพูดของเ้าบ่าว
ในความพร่าเลือน บุรุษผู้นั้นมองตรงมาที่นางด้วยสายตาตกตะลึง ไม่รู้เขาใเื่ใดกันแน่ เขาคือคน...ที่ตบนางในหนึ่งฝ่ามือแท้ ๆ
ภาพตรงหน้าสั่นะเือีกครั้ง นางไม่รู้ตัวเลยว่าได้ล้มไปกองบนที่นอน สายตาเหม่อมองม่านมุ้งสีแดงชาด
ก่อนที่สติของนางจะดับวูบไป
ความเงียบที่คล้ายกับกาลเวลาถูกแช่เข็งดำเนินอยู่เพียงพริบตาเดียว เสียงของบ่าวในห้องดังขึ้นมาเป็คำรบสอง
“หวงจื่อ ! พระองค์ทำอะไรลงไปเพคะ แย่แล้ว ๆ หวงจื่อเฟยแย่แล้ว !” เสียงตระหนกใของหมัวมัวดังระรัวขึ้น คนก็วิ่งวุ่นราวกับแมลงวันไร้หัว
“หุบปาก !”
เสียงทรงอำนาจขององค์ชายรองดังขึ้น สะกดทุกเสียงให้เงียบงันลงราวกับจักจั่นหน้าหนาว เหลือไว้เพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ ของสาวใช้สองคน
ใบหน้าของจูเกาเซวียนเผือดซีด แต่น้ำเสียงยังคงเด็ดขาด “เหอไห่ !”
“ขอรับห่วงจือ” เสียงหนึ่งขานรับขึ้นมาทันทีที่นอกประตู
“ไปตามหมอหลวงมา หวงจื่อเฟยไม่สบายกะทันหัน ห้ามเื่นี้แพร่งพรายออกไปเด็ดขาด !”
สิ้นคำสั่งของเขาสาวใช้สองคนก็พรวดพราดเข้ามาประคองเ้าสาวพลางร้องห่มร้องไห้เสียงดังไม่ฟังผู้ใด สีหน้าจูเกาเซวียนสงบนิ่ง ทว่าเสียงพูดกลับแหบพร่า “พวกเ้าคือสาวใช้จวนสกุลซูใช่หรือไม่”
ชางอิงไม่ตอบ ได้แต่ใช้ผ้าแพรเช็ดโลหิตให้ผู้เป็นายด้วยน้ำตานองหน้า ลี่หนานกลับใช้สายตาเคืองแค้นเหลือบมองคนเป็เ้าบ่าว ตอบเสียงกระด้าง “เพคะ พวกเราคือสาวใช้คนสนิทของคุณหนูใหญ่ซู... ซู-อัน-หนิง”
จูเกาเซวียนสูดหายใจลึก ปลายนิ้วชาจนแทบไร้ความรู้สึก เขาไม่รู้ว่าเมื่อครู่ผีร้ายตนใดสิงสู่ จึงได้หยิบเอาคำพูดของขุนนางบุ๋นเ่าั้มาผสมกับสตรีคืนนั้น
เขายกมือที่สั่นเทาขึ้นมามอง ก่อนจะกำมันไว้แน่นราวกับ้าจะปกปิดร่องรอยไหวหวั่นในใจ
“สั่งการออกไป แจ้งต่อภายนอกว่าหวงจื่อเฟยล้มป่วย ต้องพักรักษาตัว”
หมัวมัวจากกองงานพระราชพิธีสีหน้าไม่สู้ดีนัก พิธีเข้าหอที่ดำเนินการมาได้ไม่ถึงครึ่งเป็อันต้องสิ้นสุด
แล้วพวกนางจะกลับไปรายงานอย่างไร
หมอหลวงเซี่ยไม่คิดเลยว่า ตนจะถูกคนหิ้วขึ้นมาจากเตียงนอนกลางดึก หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายเอ่ยถึงหวงจื่อเฟยในองค์ชายรอง บอกว่าเป็เื่เร่งด่วนล่าช้าไม่ได้ หากพิรี้พิไรอาจมีคนตาย เขาคงไม่ยอมลุกขึ้นมาด้วยสภาพกระเซอะกระเซิงเช่นนี้เป็แน่
ต้องหอบหิ้วหีบยาติดตัว รีบรุดตามองครักษ์ไปยังจวนที่ประดับประดาด้วยผ้าแดงมงคล
จวนองค์ชายรองยามนี้เงียบสงบจนแทบวังเวง โคมไฟสีแดงยังคงสว่างไสวทุกจุด ตัดกับบรรยากาศเย็นเยียบจนน่าขนลุก หมอหลวงเซี่ยเดินตามมาจนกระทั่งถึงเรือนหอ ภายในเรือนแห่งนี้ยิ่งมีแรงกดดันหนักหน่วงกดทับลงมาจนแทบหายใจไม่ออก
“หมอหลวงเซี่ยมาถึงแล้วขอรับ”
สิ้นเสียงรายงานของเหอไห่ เสียงตอบเร่งเร้าก็ดังมาจากด้านในทันที “รีบเข้ามา !”
ประตูถูกเปิดออกโดยสาวใช้นางหนึ่ง หมอหลวงเซี่ยก้าวเท้าข้ามธรณีประตู มือหนึ่งอุ้มหีบยา อีกมือจัดเสื้อผ้าหวังให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยที่สุด
ภายในห้องนอนชั้นใน ม่านโปร่งสีแดงถูกปล่อยลงมา ปิดบังเตียงนอนภายในไว้ มีเพียงแขนข้างหนึ่งของสตรียื่นออกมา องค์ชายที่ยังอยู่ในชุดเ้าบ่าวเต็มยศนั่งริมเตียง มองตรงมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หมอหลวงเซี่ยประสานมือ กำลังจะทำการคารวะ เสียงสั่งห้วน ๆ ก็ดัง
“ไม่ต้องมากพิธี รีบเข้ามาตรวจอาการหวงจื่อเฟย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ผ้าแพรสีขาวถูกคลุมลงบนข้อมือขาวผ่อง หมอหลวงเซี่ยนั่งลงบนตั่งข้างเตียง ค่อย ๆ จับชีพจรอยู่ครู่ใหญ่ สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมาหลายครั้ง ก่อนจะยกมือขึ้น ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อยขณะประสานมือรายงาน
“เส้นลมปราณ…เสียหายหนักพ่ะย่ะค่ะ”
หมอหลวงเซี่ยลอบมองสีหน้าองค์ชายรอง อากาศกลางคืนกลางเดือนสองเย็นมาก ทว่าเหงื่อบนศีรษะกลับผุดซึมไม่หยุด เขาไม่กล้ายกมือขึ้นเช็ด จึงปล่อยให้มันไหลลงมาช้า ๆ
ในหัวมีความคิดมากมายผุดขึ้นไม่หยุด...แต่งงานวันแรก เหตุใดจึงเกิดเหตุทำร้ายกันจนเกือบถึงแก่ชีวิตเช่นนี้ได้หนอ
“ต้องรักษาอย่างไร ?”
เสียงขององค์ชายรองดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดของหมอหลวงที่เตลิดไปไกล
“อะแฮ่ม !” หมอหลวงเซี่ยกระแอมเบา ๆ เรียกสติตัวเองกลับมา
“กระหม่อมจะเขียนเทียบยารักษาภายในให้ แต่ตอนนี้ยังมีพลังปั่นป่วนทำลายร่างกายหวงจื่อเฟยอยู่ ต่อให้รักษาได้ก็ต้องค่อยเป็ค่อยไป ต้องใช้เวลารักษานานกว่าจะดีขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”
“พาหมอหลวงเซี่ยไปเขียนเทียบยาที่ตำหนักข้าง เหอไห่ส่งหมอหลวงกลับแล้วรีบนำยากลับมา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากหมอหลวงออกไปแล้ว จูเกาเซวียนก็สั่งให้ทุกคนออกจากห้อง หม่าหมัวมัวไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร ในใจรู้สึกเป็กังวลจึงเอ่ยเตือนขึ้น “เอ้อร์หวงจื่อเพคะ...หวงจื่อเฟยยังาเ็...”
แววตาเย็นเยียบราวคมมีดสาดมาที่คนพูด หม่าหมัวมัวได้แต่หุบปาก ทว่ายังมีท่าทางยืนกราน
จูเกาเซวียนหายใจแรง ๆ เอ่ยเสียงแข็ง “ข้าจะใช้กำลังภายในป้องกันเส้นลมปราณให้นาง มีแต่ต้องทำเช่นนี้การรักษาด้วยยาจึงจะเห็นผลเร็วขึ้น”
หมัวมัวจากกองงานพระราชพิธียังกังขา ยืนบีบมือตัวเองแน่น แต่เมื่อเห็นสีหน้าบึ้งตึงขององค์ชายรองจึงได้แต่พากันล่าถอยออกจากห้อง
ลี่หนานกับชางอิงกลับไม่ยอมออกไป ยามนี้สำหรับบ่าวที่จงรักภักดีอย่างพวกนางแล้ว ต่อให้สายตาขององค์ชายรองจะแหลมคมจนสามารถฆ่าคนได้ พวกนางก็ไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย
“พวกหม่อมฉันจะอยู่ด้วยเพคะ เผื่อหวงจื่อเฟยฟื้นขึ้นมา” ลี่หนานยืนกราน แม้ขาจะสั่น นางก็ยังกัดฟันปักหลักยืนอยู่ข้างเตียงไม่ยอมขยับ ชางอิงยืนน้ำตาไหลอยู่อีกด้าน สองมือกำแขนเสื้อแน่น
จูเกาเซวียนหน้าดำทะมึน แต่ก็จนปัญญาจะออกคำสั่งกับสาวใช้สองนางนี้
เขาแหวกม่านมุ้งเข้าไป ประคองร่างซูอันหนิงขึ้น นางไร้สติโดยสิ้นเชิง ร่างอ่อนแรงไร้น้ำหนัก ไม่อาจทรงตัวนั่งตรงได้แม้แต่น้อย
ร่างเล็กบางเอนพิงเข้าหาอกเขาโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจแ่เบาเจือกลิ่นโลหิตไว้จาง ๆ จูเกาเซวียนขบกรามแน่น มือหนึ่งประคองแผ่นหลัง อีกมือแตะลงที่ท้องของนางอย่างระมัดระวัง
พลังภายในค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไป ร่างในอ้อมแขนอุ่นซ่านขึ้นอย่างช้า ๆ
ลมหายใจของนางค่อย ๆ เปลี่ยนไป ส่วนหัวใจของเขา กลับหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
[1] จุดตั้นจง เป็จุดฝังเข็มและกดจุดสำคัญในศาสตร์แพทย์แผนจีน อยู่บริเวณ กึ่งกลางหน้าอก บนแนวกึ่งกลางลำตัว