ตกค่ำขณะที่สามพ่อแม่ลูกกำลังนั่งกินข้าวเย็นอยู่ที่โต๊ะอาหารขนาดใหญ่ในห้องอาหารเรืองรินสีหน้าบอกบุญไม่รับ ส่วนคุณรัศมีนั่งนิ่งไม่ยอมตักอาหารใดๆ ทั้งสิ้นคุณการุญสังเกตเห็นจึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติ
“เป็นอะไร ทำไมไม่พากันกินข้าว?” คุณการุญถามไปก็กินข้าวไปคุณรัศมีได้ยินสามีถาม เธอจึงถามสวนขึ้นบ้าง
“เดี๋ยวนี้มีอะไรคุณไม่เคยบอกฉันเลยนะคะยังเห็นฉันเป็นเมียคุณอยู่หรือเปล่า?” คุณการุญฟังนิ่งเพราะเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องเจอกับสถานการณ์แบบนี้ในไม่ช้า แต่ก็ไม่คิดว่าจะรัศมีจะรู้เรื่องเร็วถึงเพียงนี้
“เรื่องโปรเจคงานผมก็บอกให้คุณรู้แล้วนะว่าจะให้ลูกสาวของผมทั้งสามคนขึ้นเวทีเดินแบบในชุดไทย” คุณการุญรู้ดีว่าคุณรัศมีผู้เป็นภรรยาคนปัจจุบันรับรู้เรื่องอะไรมาแต่เขาทำเป็นพูดเรื่องอื่นเพื่อให้คุณรัศมีเป็นคนข้าเรื่องเสียเอง
“เปลี่ยนตัวคู่หมั้นของอธิป ทำไมคุณถึงไม่บอกฉันเลย” และคุณรัศมีก็โพล่งขึ้นมาเองจริงๆ ด้วยความเหลืออด
“คุณพ่อลำเอียง คุณพ่อยกนังมินตราให้พี่ธิปทำไมคุณพ่อไม่คิดถึงหนูบ้างคะ” เรืองรินแผดเสียงแทรกขึ้นทันทีด้วยความน้อยใจคุณการุญปวดหัวจี๊ดขึ้นทันควันเมื่อได้ยินเสียงลูกสาวคนเล็กเขาหลับตาครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“สองคนนั้นรักกัน พ่อไม่ได้ยกใครให้ใคร เขารักกันเองแล้วเมขลาก็เป็นคนถอนหมั้นไปเอง รินอย่าตีโพยตีพายไปเลย” พูดอย่างสงบสติอารมณ์ที่สุดแล้ววางช้อนลง
“รินควรยอมรับความจริงนะลูก”ประโยคหลังคุณการุญพูดด้วยน้ำเสียงเบาถนอมน้ำใจลูกสาวคนเล็กหวังใช้ไม้อ่อนเข้าช่วย เผื่อจะทำให้เรืองรินใจเย็นลงบ้างแต่ทว่าเรืองรินกลับมีสีหน้าแววตาที่ไม่พอใจกว่าเดิมเสียอีก
“คุณพ่อลำเอียง คุณพ่อไม่เคยรักหนูเลย” เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเจือโมโห ก่อนจะลุกเดินปังๆ ออกจากห้องอาหารไปคุณการุญถอนหายใจที่เรืองรินไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ส่วนคุณรัศมีนั่งนิ่งแววตาเอาเรื่องผู้เป็นสามี
“คนเป็นพ่อถ้าทำได้เพียงแค่นี้อย่าเรียกตัวเองว่าพ่อเลย” พูดกระชดแดกดันเพื่อความสะใจ หมายจะให้อีกฝ่ายรู้สึกผิดเสียบ้าง แต่ทว่าคุณการุญยังคงกินข้าวไปตามปกติ
“คุณไม่รู้ตัวเลยเหรอคะ ว่ากี่ครั้งแล้วที่เรืองรินไม่ได้รับความรักความเอาใจใส่จากคุณเท่ากับนังเด็กสองคนนั้น”คุณรัศมีกระแทกเสียงให้ดังยิ่งขึ้นแต่ทว่าสายตากลับจับจ้องไปที่จานข้าวของผู้เป็นสามีอย่างไม่ลดละ ราวกับมีอะไรซ่อนอยู่ในจานนั้น!
“ผมรักลูกทุกคนเท่ากัน” คุณการุญกินข้าวไปเรื่อยๆโดยไม่มองหน้าผู้เป็นภรรยาเลยแม้แต่นิดเดียว
“แค่คุณกับลูกรู้สึกว่ามันยังไม่พอ”น้ำเสียงเรียบนิ่งเช่นเดิมฝ่ายคุณรัศมีได้ยินคำตอบแบบนั้นความโกรธก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
“คุณให้อะไรฉันกับลูกบ้างฉันอยากรู้ตอนนี้ฉันสองแม่ลูกอยู่เหมือนเป็นคนอาศัยมากกว่า นู่น...นังเด็กสองคนนั่นยังมีสิทธิ์และมีความเป็นเจ้าของบ้านมากกว่าฉันทั้งที่ฉันเป็นเมียคุณอย่างถูกต้องตามกฎหมาย” แผดเสียงขึ้นทันทีเมื่อผู้เป็นสามีไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับเรื่องนี้เลยคุณการุญรู้สึกเอือมระอากับพฤติกรรมเอาแต่ใจและเอาแต่ได้ของภรรยาเป็นอย่างมากและเธอยังนอกประเด็นเรื่องงานหมั้นมาเสียไกล
“เรื่องหมั้นผมไม่ได้เข้าข้างใครพวกเขาตกลงกันเองผมเพียงแต่รับทราบและดำเนินการให้ในฐานะพ่อและผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย”คุณการุญเลือกตอบเฉพาะเรื่องหมั้นโดยไม่ได้พูดไปถึงเรื่องอื่นเพราะกลัวว่าจะต้องทะเลาะกันยกใหญ่กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องแม้จะตอบชัดเจนแต่ก็ยังไม่ได้ดั่งใจคุณรัศมีอยู่ดีด้วยเพราะยังเจ็บแค้นแทนลูกสาวและความโกรธส่วนตัวที่มีอยู่ในอกมาเนิ่นนาน
“แล้วทำไมคุณไม่เสนอเรืองรินให้กับอธิป” ยังพาลต่อ
“คุณพูดอะไรคุณรัศมี ก็ผมบอกอยู่นี่ไงว่าอธิปไม่ได้รักเรืองรินเขารักกันกับมินตรา คุณจะไปยกลูกให้คนนั้นคนนี้คิดดีแล้วเหรอ? คนเป็นแม่เขาไม่คิดแบบนี้กันหรอกนะ” คราวนี้คุณการุญขึ้นเสียงบ้างเพราะเหลืออดกับความคิดของผู้เป็นภรรยาแต่คุณรัศมีกลับโมโหเป็นฟืนเป็นไฟที่สามีไม่เคยเห็นดีอะไรกับเธอเลยสักอย่างเดียว ทั้งยังคอยขัดคอเธอในทุกๆเรื่องอีกด้วย
“งั้นคุณก็รอดูแม่อย่างฉันนี่แหละที่จะทำให้เรืองรินได้ดีมีสุขกว่าลูกของนังประไพเมียเก่าคุณ”คุณรัศมีกำมือแน่นพร้อมกับลุกขึ้น ขณะเดียวกันก็ชำเลืองมองไปที่จานข้าวของผู้เป็นสามีคุณรัศมีตาแดงเหมือนน้ำตาจะไหลแต่ไม่มีน้ำตาสักหยด
“ฉันรู้ดีว่าคุณไม่เคยรักฉันเลยตั้งแต่เราได้เสียกันมาแต่คุณรู้อะไรไหมบางทีฉันก็คิดว่าคุณจะรักลูกเราบ้างแต่ไม่มีเลยสักครั้งเดียวที่คุณทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้น” คุณรัศมีพูดเสียงหนักเพราะความอัดอั้นที่มีอยู่ในใจคุณการุญยังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมเคี้ยวข้าวช้าๆ ใบหน้าใช้ความคิด
“วันนี้ฉันจะไปนอนห้องของฉัน” เธอบอกสามีซึ่งอันที่จริงเธอก็ไม่เคยไปนอนห้องเดียวกับเขานานแล้วด้วยซ้ำเมื่อพูดจบก็เดินดุ่มๆ ออกไปจากตรงนั้น ขณะที่กำลังเดินจะถึงประตูห้องอาหารเสียงของคุณการุญก็พูดขึ้นชัดเจน
“คุณรัศมี...” คุณการุญเอ่ยเรียกภรรยาก่อนที่เธอจะเดินออกไปพ้นห้องอาหารคุณรัศมีชะงักเท้านิ่งฟัง
“ในความเป็นจริงผมรักลูกของผมทุกคน ไม่ว่าคุณจะพูดยัดเยียดความรักลูกของผมยังไงก็ตามคุณเองก็เห็นและรับรู้ได้” คนพูดยกแก้วน้ำขึ้นดื่มแล้วเช็ดปาก
“แต่..ลูกของผม ผมรักและพร้อมจะให้ในสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ”คุณการุญพูดทิ้งท้ายมีนัย และไม่สนใจว่าคนฟังจะเข้าใจไปในทางไหนทว่าคุณรัศมีกระตุกวาบในใจหลายครั้งหลายคราที่ผู้เป็นสามีพูดเป็นปริศนาเหมือนจะรู้อะไรในใจเธอยืนนิ่งสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างแรง พร้อมกับตัดสินใจแล้วว่าเธอต้องทำอะไรสักอย่างให้เร็วที่สุดก่อนที่ทุกอย่างอาจจะสายไปไม่ว่าเขาจะรู้ความจริงหรือไม่ก็ตาม!
เมื่อคุณรัศมีเดินออกไปแล้วคุณการุญก็ถอนหายใจนั่งนิ่ง เขาไม่รู้เลยว่าด้านข้างของเขามีดวงวิญญาณของคุณประไพภรรยาเก่านั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวที่เรืองรินนั่งอยู่ก่อนหน้านั้นแม้เรือนร่างจะมีประกายอิ่มเอิบเพราะได้รับบุญกุศลจากลูกสาวอยู่เนืองๆ แต่แววตากลับเศร้าหมอง เธอเอ่ยขึ้นช้าๆ
“ปกป้องลูกเราด้วยนะคะคุณ...”
ในช่วงหัวค่ำ ยังไม่ดึกมากมินตรากับอธิปนั่งคุยกันอยู่ตรงบริเวณศาลากลางเรือน ซึ่งเป็นที่สำหรับนั่งเล่นของเจ้าของบ้านและใช้ต้อนรับแขกอีกด้วยมีส้มเช้งเข้ามาเสิร์ฟอาหารว่างให้เจ้านายทั้งสอง เธอยังแอบงงว่าเธอมาที่เรือนนี้ได้อย่างไรโดยที่ไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย
“ตกใจมากหรือเปล่าครับ?” อธิปถามขึ้นตรงๆ เพราะเขายังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น้อย
“ฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้วคุณกังวลเกินไปหรือเปล่าคะ?” มินตราพูดพร้อมยกแก้วน้ำอุ่นขึ้นจิบแม้จะรู้สึกตกใจบ้างที่โดนเรืองรินทำร้ายโดยไม่ทันตั้งตัว แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกตกใจมากเท่าไหร่เพราะเคยเห็นฤทธิ์เดชของน้องสาวต่างมารดามาแล้วแต่ตอนนั้นเมขลาพี่สาวของเธออยู่ด้วย และที่สำคัญ พี่สาวเธอฤทธิ์เดชไม่แพ้เรืองรินเลยสักนิด
“เป็นแบบนี้บ่อยเหรอครับ?” อธิปอดสงสัยไม่ได้ มินตรายิ้มๆ เธอไม่อยากตอบเพราะส่วนหนึ่งก็เรื่องในบ้านของเธอด้วย หญิงสาวได้แต่ใช้มือจับผมทัดหูเผยให้เห็นใบหน้าเรียวรูปไข่ ผิวแก้มขาวละมุน อธิปอึ้งในความสวยที่ดูเป็นธรรมชาติของคนที่เรียกได้ว่าเป็นคู่หมั้นของเขาอย่างเต็มตัวเขาไม่มีทางที่จะปล่อยเธอหลุดลอยไป เขาจะไม่มีวันเปลี่ยนตัวคู่หมั้นอีกแน่นอน
อธิปคล้ายตกอยู่ในภวังค์ของตัวเอง ชายหนุ่มค่อยๆโน้มตัวหมายจะหอมแก้มนุ่มๆ นั้น แต่มินตรารู้สึกตัวก่อนรีบเอียงหน้าหนีอธิปหน้าเจื่อนไปทันทีรู้สึกละอายที่ทำกิริยาแบบนั้นจำต้องกลับไปนั่งตัวตรงอยู่ที่เดิม
“เอ่อ.. ขอโทษครับ” พูดพลางหลบสายตาเพราะอายที่อยู่ๆ ก็คิดจู่โจมอีกฝ่ายอย่างไม่ทันให้ได้ตั้งตัวมินตราเองก็เขินอายไม่น้อยไปกว่าชายหนุ่ม เธอคงจะเป็นลมล้มพับไปเป็นแน่ถ้าจมูกเขาถึงแก้มของเธอ
“ดึกแล้วฉันขอตัวไปนอนก่อนนะคะพรุ่งนี้ต้องไปทำงานแต่เช้า” มินตรารีบพาตัวเองออกไปจากตรงนั้นก่อนที่จะเคลิ้มไปมากกว่านี้อธิปได้แต่พยักหน้า ก่อนจะนั่งมองร่างของหญิงสาวค่อยๆเดินหายเข้าห้องส่วนตัวของเธอไป เขาอดที่จะเสียดายอยู่ไม่น้อย เมื่อมินตราเข้ามาถึงห้องนอนส่วนตัวก็พบว่าส้มเช้งยังไม่นอนและเหมือนจะออกไปข้างนอกจึงได้เอ่ยถาม
“พี่ส้มเช้งจะไปไหน? ยังไม่ง่วงเหรอคะ?” ส้มเช้งรีบตอบตัวแข็งทื่อสายตานิ่ง
“เดี๋ยวมาค่ะ คุณนอนก่อนเถิดไปไม่นานหรอก มาถึงจะเคาะประตูเรียก พอดีนึกได้ว่ามีธุระสำคัญยังไม่ได้ทำ” ผีบุญอิ่มในร่างของส้มเช้งพยายามเรียบเรียงคำพูดให้เป็นส้มเช้งมากที่สุดก่อนจะเดินออกไปจากห้องช้าๆ มินตราได้แต่บอกตามหลัง
“ทำธุระให้เสร็จก่อนก็ได้นะคะไม่ต้องรีบมินเองก็จะทำงานก่อนสักครู่แล้วถึงจะนอนค่ะ” มินตราไม่ได้ว่าอะไรส้มเช้งค่อยเดินออกไปเนิบๆ ก่อนจะหายไปในความมืดและกำลังจะผ่านไปทางศาลานั่งเล่นโดยที่อธิปเองยังคงนั่งอยู่ที่เดิมเขาเห็นเงาตะคุ่มๆ ของส้มเช้งจึงเอ่ยถาม
“ใครน่ะ?” ส้มเช้งชะงักเท้าก่อนจะเดินเข้าไปหาแทนคำตอบ
“ออ... ส้มเช้ง มาเงียบๆฉันก็นึกว่าใคร” ส้มเช้งยืนนิ่งนัยน์ตาไร้แววความรู้สึกใดๆอธิปพูดต่อโดยไม่รู้สึกถึงความผิดปกติของส้มเช้ง
“เดี๋ยวฉันจะเข้านอนแล้วนะฝากเก็บของตรงนี้ให้ด้วย” เส้มเช้งพยักหน้าหงึกหงักรอจนอธิปเดินเข้าห้องไปจึงได้เดินลงมายังห้องครัว ก่อนจะเดินเข้าไปหยิบอะไรบางอย่างซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ จากนั้นก็ค่อยๆเดินออกไป
ร่างของส้มเช้งยืนนิ่งอยู่โคนต้นไม้สักครู่จากนั้นส้มเช้งก็ได้ทำในสิ่งที่ถ้าใครมาเห็นเข้าคงจะต้องช็อกแทบไม่หายใจและคิดว่าที่เห็นตรงหน้าไม่ใช่คนแน่ๆ ส้มเช้งค่อยๆเกาะต้นไม้แล้วไต่ขึ้นไปบนกิ่งไม้อย่างรวดเร็ว ส้มเช้งไต่ต้นไม้ต้นนั้น ต้นนี้ราวกับเป็นตุ๊กแกไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เธอเวียนทำอย่างนี้กับต้นไม้ขนาดใหญ่ทุกต้นที่อยู่รอบเรือนโบราณหลังนี้...