“ท่านแม่ทัพ ทัพของจวิ๋นซิ่วหลางล่าถอยไปแล้วขอรับ” จินเหอลี่ รองแม่ทัพซ้ายรายงานผู้เป็นาย หลังจากสำรวจรอบสมรภูมิ ทั่วทั้งบริเวณเต็มไปด้วยซากศพส่งกลิ่นคาวเืคละคลุ้ง เขานำทหารติดตามไล่ล่ากองทัพของข้าศึกให้แต่พ่ายไปจนถึงบริเวณหุบเขามรณะ ข้าศึกที่แตกพ่ายกระเจิงหนีกระจัดกระจายไปจึงหยุดการไล่ล่า เหตุเพราะบริเวณแห่งนี้ ชัยภูมิซับซ้อน เต็มไปด้วยถ้ำผาเสี่ยงต่อการถูกข้าศึกวางกับดักซุ่มโจมตี ถึงจะรู้แน่ว่าข้าศึกนั้นไม่อาจใช้ข้อได้เปรียบนี้เพื่อซุ่มโจมตีกลับทัพของตนเองได้ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปในหุบเหวแห่งความตายแห่งนี้ ไม่มี! ทั้งยังต้องเร่งนำผู้าเ็กลับไปรักษายังค่าย เขาต้องแน่ใจว่าไม่มีข้าศึกหลงเหลืออยู่ เพราะขณะนี้บรรดาทหารต่างอ่อนหล้า ไร้เรี่ยวแรง ทหารบางส่วนนั้นได้เคลื่อนพลกลับสู่ค่ายไปก่อนหน้านี้แล้ว ยังแต่บางส่วนที่ต้องสำรวจและลำเลียงผู้าเ็ที่เหลือกลับไป
อันที่จริง ท่านแม่ทัพของเขาต้องกลับไปค่ายั้แ่เสร็จศึกแล้ว แต่กลับให้หมินเหวินเปา รองแม่ทัพคุมกำลังทหารกลับไปยังค่ายแทน แต่ตัวแม่ทัพเองกลับปักหลักสำรวจพื้นที่การรบ รอจนแน่ชัดว่าข้าศึกถอยร่นพ้นเขตแดนแล้ว มิใช่กลลวง ดังนั้นเวลานี้ จึงเหลือเพียงเขา แม่ทัพใหญ่ซือหย่งเจิ้ง และนายทหารติดตามอีกแค่ สิบกว่าคนเท่านั้น ์! เขาลำบากใจเหลือเกิน กับความดื้อดึง และดื้อเงียบของแม่ทัพผู้นี้ หากยามนี้เกิดมีนักฆ่าลอบสังหารโผล่มา แม้อีกสิบหัวของจินเหอลี่ก็คงไม่พอชดใช้ได้
“กลับค่าย” เสียงทรงอำนาจ ของแม่ทัพแห่งแคว้นเอ่ยขึ้น
ครืน ครืน !.. ขณะที่ไพร่พลและผู้าเ็กลุ่มสุดท้ายกำลังจะเคลื่อนตัวเพื่อเดินทางกลับเข้าค่าย จู่ๆ ท้องฟ้าที่เคยเปิดโล่ง ไร้หมู่เมฆบดบังของเวลาพลบค่ำ พลันกลับมืดครึ้มลงกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุ เมฆดำทะมึนของพายุฝน ที่ไม่มีทีท่าว่าจะตั้งเค้ามาก่อนเลยแม้แต่น้อย กลับก่อตัวขึ้นอย่างน่าประหลาด
'แปลก !!!'
คนเป็แม่ทัพ นึกฉงนในใจ เมฆสีดำทะมึน คล้ายจะมีพายุรุนแรงโหมกระพือมา ทั้งที่ไม่มีท่าทีตั้งเค้ามาก่อน เห็นชัดว่าเป็เหตุการณ์ไม่ปกติ แต่ไม่อาจสรุปได้โดยทันทีว่าเกิดจากสาเหตุใด คนมีประสาทััไว ระแวดระวังอันตรายอยู่เสมอ จึงนิ่งสังเกตุเงียบไม่กล่าวสิ่งใดออกมา
“เร่งเถิดขอรับท่านแม่ทัพ เกรงว่าพายุใหญ่กำลังจะมาแล้ว” นายทหารติดตามเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นร่างแกร่งของแม่ทัพ ยังนิ่งไม่แม้จะขยับม้า
ลางสังหรณ์เป็จริง ไม่นานพลันเกิดลมพายุลมแรงกรรโชก รอบทิศลมพายุนั้นหมุนวนรอบพวกเขา ราวกับจะดูดกลืนทั้งหมดเข้าไปในพายุนั้น แม้แต่ม้าศึกที่ถูกฝึกมาเป็อย่างดี ต่างตื่นตระหนก ส่งเสียงฮึดฮัด ขยับไปมาอย่างตื่นกลัว
“เกิด อะไรขึ้น ทำไม จู่ๆถึงเกิดพายุรุนแรงแบบนี้” รองแม่ทัพจินเหอลี่ประหลาดใจกับเหตุการณ์นัก พลางหัน มองแม่ทัพ ซึ่งกำลังประคองม้าตนเองให้สงบนิ่ง และปลอบโยนจากกอาการตื่นกลัวนั้น จินเหอลี่ สบตากับผู้เป็นาย ซือหย่งเจิ้งพยักหน้ารับรู้อย่างเข้าใจความหมาย ก่อนบังคับม้าของตนเอง หันกลับเพื่อมุ่งสู่ที่ตั้งค่าย
เปรี๊ยงงงง !.........
จากก้อนเมฆประหลาดหมุนวนอยู่ นั้น พลันเกิดสายฟ้าฟาดลงมา อย่างแรง ห่างจากที่ กลุ่มทหารอยู่ไม่ไกลนัก แรงจากสายฟ้านั้น ทำให้เกิดเสียงสั้นะเืไปรอบทิศ มันดังสนั่นเขย่าเข้าลึกไปถึงจิตใจ สร้างความประหวั่นพรั่นพรึง หวาดกลัว ให้ผู้พบเห็น หลังจากสายฟ้าผ่าฟาดลง ไม่นานทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ เหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ไร้กลุ่มก้อนเมฆมาบดบัง สามารถมองเห็นแสงดาวระยิบระยับ และแสงจันทร์ที่ลอยเด่นบนท้องฟ้า ยามราตรีเริ่มมาเยือน เหลือสิ่งที่พอเป็หลักฐานความวิปโยคของฟ้านั้นคงจะเป็ เศษกิ่งไม้ ที่ถูกความเกรี้ยวกราดของลมพายุ พัดหักลงทิ้งไว้แต่เพียงความเสียหายโดยรอบเขตพายุเท่านั้น
“ทะ ท่านแม่ทัพ นะ.. นั่น” นายทหารติดตาม ร้องเสียงหลง
“นั่น ตรงนั้น มีคนนอนอยู่ขอรับ ท่านแม่ทัพ”
“ฮึ ฮึ !!! มาแล้วสินะ?”
“สิ่งที่ข้ารอมานาน ในที่สุด ก็มาจนได้“ ซุนจิ้นผิง หัวเราะในลำคอ
เสียงหัวเราะ ของคนสติไม่เต็มเต็งที่ชอบทำเื่ประหลาดไร้สาระ ในสายตารองแม่ทัพขวาอย่างหมินเหวินเปา เขาผู้ซึ่ง มีนิสัย สุขุม พูดน้อยมาแต่ไหนแต่ไร ใส่ใจจริงจังในทุกสิ่งทุกอย่างจนทำให้คิ้วรูปดาบของเขาให้เหมือนจะขมวดเข้าหากันอยู่เสมอ ซึ่งแตกต่างจาก ซุนจิ้นผิง อย่างสิ้นเชิง
ซุนจิ้นผิงนายกองกิตติมศักดิ์ ของกองทัพที่นำโดยแม่ทัพใหญ่ซือหย่งเจิ้ง ผู้เก่งกาจ เข้มงวดและเ็าเหมือนดังหิมะกลางฤดูหนาว แต่ซุนจิ้นผิงนายกองผู้ควบตำแหน่งแพทย์ประจำกองทัพ กลับหลักลอย ไม่ค่อยสนใจต่อสรรพสิ่งรอบกายเท่าใดนัก วันๆ หากไม่นั่งบดสมุนไพร ก็ถือก้อนหินสีดำยืนจ้องมองท้องฟ้า ทั้งยังชอบลอยชายเดินไปมา มองดาวเหมือจะคำนวณเวลาตกฟากได้ตลอด การเยียวยารักษาอาการผู้ได้รับาเ็ของทหารภายในกอง จึงต้องตกเป็ของ อาเฮย ผู้ติดตามแสนประหลาดไม่ต่างจากผู้เป็นาย คอยช่วยเหลือ เป็มือเป็เท้า รักษาดูแลทหารที่าเ็ หากไม่แล้วเหล่าทหารคงต้องลุกขึ้นมาทำแผลกันเองอย่างน่าอเหน็จอนาจ แต่อย่างไรทั้งนายทั้งบ่าวในความคิดของหมินเหวินเปาต่างประหลาดไม่ต่างกัน ชวนคนลุกไม่ต่างกัน
“ท่านรออะไร” หมินเหวินเปาถามอย่างใคร่รู้
นายกองผู้หยั่งรู้ไม่เอ่ยตอบอันใด เพียงแค่เหลือบตามองคนถามเพียงครู่ ก็ก้มหน้าก้มตาบดสมุนไพรต่ออย่างตั้งใจ มีสมาธิ !!
“ข้าถามท่านว่า รออะไร? แล้วท่านหมายถึงสิ่งใดที่กำลังจะมา” คนถาม เอ่ยขึ้นอีกครั้งอย่างผู้มีความอดทน แม้คนที่พูดด้วยจะกวนประสาทจนเส้นขมับเต้น ตุบ ตุบก็ตาม
“..............”
“ฮึ! ข้า....ข้าก็ไม่รู้?” คนเป็ผู้หยั่งรู้ก็ไม่ใช่ หมอก็ไม่เชิง ตอบไม่รู้ไม่ชี้ สีหน้าสีตาใสซื่อ ทำให้รองแม่ทัพบขวาหมินเหวินเปา อ้าปากค้าง ก่อนเส้นประสาทขาดผึง!
“เ้าไม่รู้ ไม่รู้ว่า รออะไรงั้นหรือเมื่อกี้เ้าพูดเอง ว่าสิ่งที่รอมานาน ในที่สุดก็มา ตอนนี้เ้าจะบอกข้าว่าไม่รู้ ไม่รู้ได้อย่างไร”
“เอ่อ....ข้ารอมานานนะใช่ แต่ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่า รอสิ่งใดอยู่ รู้แต่ความรู้สึกว่าให้รอ และตอนนี้ข้ารู้สึกแค่ว่าสิ่งที่ข้ารอมานานกำลังมาแล้ว เท่านั้นแหละ”ว่าจบก็ก้มหน้าก้มตา บดสมุนไพรกองโตต่อโดยไม่สนใจสายตาและอารมณ์กรุ่นโกรธ ของหมินเหวินเปาแม้แต่น้อย
“นั่น ตรงนั่น มีคนนอนอยู่“
ซือหย่งเจิ้ง ทิ้งตัวลงจากหลังม้า เดินย่างอย่างสุขุม เข้าหาร่างที่นอนไม่ได้สติ อย่างระมัดระวัง
“สตรี รึ?” ซือหย่งเจิ้ง จับประคองร่างบอบบางขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน ทันทีที่พลิกใบหน้าขึ้น ได้เห็นใบหน้าคมหวานก็ ทำให้ั์ตาอินทรีย์ถึงกับตะลึง ชั่วขณะก่อนจะกลับราบเรียบสงบนิ่งเหมือเดิม
“เป็ไปไม่ได้ ฟ้าผ่ารุนแรงเช่นนั้น อย่างไรเสียก็ไม่น่าจะมีชีวิตรอด ทั้งนางยังอยู่นอนอยู่ในจุดที่ฟ้าผ่าลงพอดี” นายทหารติดตาม เอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ท่านแม่ทัพ เราจะพานางไปด้วยเช่นนั้นหรือขอรับ หากเป็ไส้ศึก หรือกลลวง เอ่อ” รองแม่ทัพขวากล่าวออกมาอย่างไม่แน่ใจ เมื่อคนเป็แม่ทัพอุ้มร่างสตรีปริศนาขึ้นม้า
“หากทิ้งนางไว้ที่นี่ อันตรายเกินไป นางฟื้นสติเมื่อใดคงได้รู้กัน แต่หากเป็กลลวงข้าศึก นางคงไม่มีชีวิต ไปถึงป้อมหูเจี้นแน่นอน... กลับค่าย”