ตอนที่38 ตัวเล็กแต่ความสามารถล้นเหลือ
เหวินเหยากำลังถูกความโกรธเข้าครอบงำพอเธอคิดได้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ลูกชายของเธอต้องทนรับความเจ็บปวดและความทรมานมาตลอดหลายปีขนาดนี้ในใจของเธอก็ยิ่งโกรธและเกลียดชัง เธอกัดฟันแล้วถามเถาหลันด้วยความคับแค้นใจ“ทำไมเธอถึงต้องทำแบบนี้ ! ”
เถาหลันที่แก้มทั้งสองข้างบวมเป่งขึ้นมาในปากเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้วเธอจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเหวินเหยาได้รู้เรื่องราวทั้งหมดที่เธอทำไปแล้ว
อีกทั้งตอนนี้เธอก็คร้านจะเสแสร้งต่อไปหญิงสาวจึงหัวเราะเยาะออกมา “ทำไมน่ะหรือ ? เธอยังมีหน้ามาถามฉันอีกหรือว่าเพราะอะไร ? ”
“หากไม่ใช่เป็นเพราะเธออ่อยรุ่นพี่ฉินเจ๋อตอนนี้คนที่แต่งงานเข้าตระกูลฉันก็คงเป็นฉันไปแล้ว ! ”
“เห็นกันอยู่ว่าฉันรู้จักเขาก่อน! เป็นเธอต่างหากที่มาแย่งเขาไปจากฉัน ! ”
ได้ยินแบบนั้นเหวินเหยาก็ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นเธอก็หันไปมองฉินเจ๋อ
ฉินเจ๋อเองก็มึนงงเช่นกันเขาไม่คิดเลยว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับเขาด้วย เขาขมวดคิ้วแล้วพูดว่า“ฉันไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อน ถ้าหากไม่ใช่เป็นเพราะเธอคือเพื่อนสนิทของเหยาเหยาฉันก็คงไม่รู้จักเธอหรอก”
พอได้ยินประโยคนี้เถาหลันก็รู้สึกราวกับว่ามีเข็มพันเล่มมาทิ่มแทงหัวใจของเธอ ตอนนี้เธอเริ่มเกิดอาการคลั่งราวกับคนเสียสติ“เป็นไปไม่ได้ ! เห็นชัดกันอยู่ว่าพวกเรารู้จักกัน ! ”
ระหว่างที่พูดเธอก็รีบเล่าเรื่องราวความเป็นมาที่เธอกับเขารู้จักกันและเป็นเพราะว่าฟันของเธอหลุดไปสองซี่ เธอจึงพูดชัดบ้างไม่ชัดบ้างแต่พวกเขาก็พอเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว
เรื่องราวทั้งหมดมันเป็นเรื่องสมัยเรียนมหาลัยเถาหลันทำงานพาร์ทไทม์อยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ตอนนั้นเธอถูกคนอื่นรังแกซึ่งฉินเจ๋อเป็นคนเข้ามาช่วยเธอไว้ นับตั้งแต่นั้นมา เธอก็ตกหลุมรักเขาเต็มหัวใจแต่เธอกลับไม่คาดคิดเลยว่า ในตอนที่เธอพบหน้าเขาอีกครั้งนั้นเขากลับกำลังเดินจูงมือเพื่อนสนิทของเธอและทั้งสองคนก็ดูสนิทสนมกันมากจนแทบจะตัวติดกัน
หลายคนในมหา’ลัยต่างมองว่าคู่ของพวกเขาไม่คู่ควรกันทุกคนต่างคิดว่าเหวินเหยามาจากครอบครัวธรรมดาไม่มีทางได้แต่งงานเข้าตระกูลฉินที่เป็นตระกูลมหาเศรษฐีแน่นอน ฉะนั้นเธอจึงได้แต่แอบรอคอยให้พวกเขาเลิกกันอย่างเงียบๆ
ใครจะไปคาดคิดว่าพวกเขาทั้งสองจะแต่งงานกันหลังจากเรียนจบแล้วอีกทั้งพ่อแม่สามีต่างก็ชอบลูกสะใภ้คนนี้มากเรียกได้ว่าเหวินเหยามีชีวิตที่สุขสบายมาโดยตลอดนับแต่นั้นมา
ดังนั้นเถาหลันที่คิดว่าตนเองถูกเพื่อนคนนี้แย่งคนรักในใจไปพอมาเห็นภาพนี้เข้าก็ยิ่งเกิดความอิจฉาริษยาเข้าไปใหญ่
“เดิมทีเขาควรจะเป็นของฉัน! ” เธอตะโกนออกมาสุดเสียง
ทุกคนไม่มีใครพูดอะไรออกมาเพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกมาจริง ๆ พวกเขาไม่เคยเห็นผู้หญิงที่หน้าหนาหน้าทนขนาดนี้มาก่อน
ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงมาทึกทักว่าเขาเป็นของเธอ? ฉินเจ๋อไม่เคยชอบผู้หญิงคนนี้มาก่อนและสาเหตุที่พ่อกับแม่ของเขาชอบเหวินเหยานั้น ล้วนเป็นเพราะเหวินเหยาเป็นคนดี
หรือเพราะเธอคิดว่าเธอชอบฉินเจ๋อเหมือนกันดังนั้นจึงคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างก็ควรเป็นของเธอด้วยงั้นหรือ ?
เหลวไหล!
“หน้าไม่อาย! ” โจวโจวได้ยินเรื่องราวทุกอย่างก็ยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่ ปากเล็ก ๆของเธอพูดคำที่เสียดแทงจิตใจออกมาเป็นชุดราวกับปืนกล “ป้าทั้งหน้าตาน่าเกลียดจิตใจก็ยิ่งน่าเกลียดเข้าไปใหญ่ ลุงสี่ของหนูไม่ชอบป้าหรอก ! ”
“หรือต่อให้ลุงสี่ของหนูตาบอดมาชอบป้าคุณปู่กับคุณย่าก็ไม่มีทางชอบป้าแน่นอน ! และป้าก็ไม่มีวันเป็นเหมือนกับป้าสะใภ้ของหนูได้! ”
“ป้าสะใภ้ของหนูทั้งหน้าตาดีและจิตใจงดงามต่อให้ผ่านไปเป็นร้อยปี ป้าก็เทียบป้าสะใภ้ของหนูไม่ได้ ! ”
“เพราะฉะนั้นเลิกฝันกลางวันได้แล้ว! ”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบาดเจ็บสาหัสหรือเพราะโกรธจัดเถาหลันกระอักเลือดออกมาเต็มปากแล้วตะโกนใส่ “แล้วจะทำไม ! ตอนนี้ลูกชายของเธอไม่มีวันลุกขึ้นยืนได้อีกแล้วเขากลายเป็นคนพิการไปแล้ว ! จะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้”
“แล้วก็แกด้วยนังเด็กเหลือขอ ! ” แววตาดุดันของเธอจ้องมองไปที่โจวโจว“เธอทำตัวอวดดีไปได้ไม่กี่วันหรอก ! ”
เธอหัวเราะเยาะอย่างสะใจเธอไม่มีความสุข คนอื่นก็อย่าหวังว่าจะมีความสุขเลย !
ได้ยินแบบนั้นโจวโจวกลับไม่แม้แต่จะโกรธเลยสักนิด หนูน้อยเลิกคิ้วขึ้น แล้วหยิบเอาลูกประคำออกมาแกว่งโชว์ตรงหน้าเถาหลัน“ป้าพูดถึงสิ่งนี้ใช่ไหม ? ”
เธอพูดอย่างกระฉับกระเฉงและแม้แต่ยิ้มให้เถาหลันด้วยท่าทางไร้เดียงสาแต่คำพูดของเธอกลับทำให้เถาหลันกระอักเลือดออกมา
หนูน้อยพูดว่า“ลูกประคำที่ปลุกเสกขึ้นด้วยวิชาไสยศาสตร์แบบนี้ ป้าขอความเห็นจากพระหรือยัง ? แต่ป้าไม่ต้องกังวลพี่เจ็ดมียันต์ขจัดปราณชั่วร้ายที่หนูมอบให้ต่อให้ป้าเอามาอีกแปดหรือสิบเส้นก็ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก”
“รวมถึงขาของพี่เจ็ดสร้อยทองเส้นนั้นและของขวัญทั้งหลายที่ป้าให้พี่เจ็ดไปด้วยหนูได้ขจัดปราณชั่วร้ายออกไปจนหมดแล้ว ต่อไปนี้มันจะทำอะไรพี่เจ็ดไม่ได้อีกนอกจากนี้หนูยังรักษาขาของเขาได้ ทำให้พี่เจ็ดอายุยืนและวิ่งได้กระโดดได้อีกครั้ง”
“ต่อไปนี้ครอบครัวของพี่เจ็ดจะมีแต่ความสุขสมบูรณ์ส่วนป้าก็ต้องไปใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในคุกแล้วล่ะ ! ”
“เป็นไปไม่ได้! ” เมื่อได้ยินคำพูดของหนูน้อย เถาหลันโกรธจนคุมสติตัวเองไม่อยู่พอนึกได้ว่าแผนร้ายที่ตนเองวางมาตลอดหลายปีขนาดนั้นถูกเด็กผู้หญิงคนนี้มองออกหมดแล้วเธอก็โกรธจนเนื้อตัวสั่นเทา
แม้ว่าเธอจะไม่เชื่อแต่เด็กผู้หญิงคนนี้กลับพูดทุกอย่างออกมาอย่างมีเหตุมีผลทั้งยังพูดเรื่องที่บนสร้อยทองเส้นนั้นมีปราณชั่วร้ายออกมาด้วยทำให้เถาหลันรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย
เพราะคนทั่วไปไม่มีทางมองออกแน่นอนหรือว่าเด็กคนนี้จะรู้เข้าแล้ว ?
ไม่,เป็นไปไม่ได้ !
เถาหลันส่ายหน้าอย่างไม่อยากยอมรับ
“ไม่เชื่อหรือ” โจวโจวมองเธอด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มแต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความเย็นชา หนูน้อยไม่คิดจะปล่อยเธอไปวันนี้เธอต้องการจะทำลายผู้หญิงคนนี้ให้สิ้นซาก !
เธอจึงหยิบยันต์ออกมาแล้วโยนไปบนตัวเถาหลันแล้วดึงเอายันต์ที่แปะอยู่บนลูกประคำออก วินาทีต่อมาเถาหลันก็เห็นปราณชั่วร้ายสีดำสนิทที่ลอยอบอวลอยู่บนลูกประคำ เหมือนกับที่“คนนั้น” ที่ขายมันให้เธอแสดงให้เธอเห็นไม่มีผิด
มันทั้งน่ากลัวและน่าขนลุกเถาหลันที่เห็นแบบนั้นถึงกับวิ่งไปหลบด้านหลังโดยไม่รู้ตัว
โจวโจวกวาดตามองเธอทันใดนั้นเธอก็หยิบยันต์ขึ้นมาอีกแผ่นและแสงสีขาวก็พุ่งออกมากลืนกินพลังงานชั่วร้ายในทันที เพียงชั่วพริบตาลูกประคำก็เปล่งประกายออร่าขึ้นมาในทันที
แม้จะไม่ดูศักดิ์สิทธิ์เท่าลูกประคำที่อาจารย์อี้หยุนให้โจวโจวมาแต่ก็มองออกได้ว่าลูกประคำนี้กลายเป็นลูกประคำทั่วไป ที่ให้คุณมากกว่าให้โทษแล้ว
“เห็นแล้วใช่ไหมว่าหนูสามารถขจัดพลังชั่วร้ายบนลูกประคำได้ซึ่งหนูสามารถช่วยพี่เจ็ดกำจัดพลังชั่วร้ายที่กลืนกินขาของเขาได้เช่นกันและพวกเขาทุกคนจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากกว่าป้า ! ”
คำพูดแต่ละคำแต่ละประโยคของหนูน้อยกระแทกเข้ามาในหูของเถาหลันเต็มๆ ในหัวของเธอตอนนี้เหลือแต่คำว่า “ล้มเหลว ล้มเหลว ล้มเหลว ! ” ทำให้หัวใจของเธอปั่นป่วนเธอกระอักเลือดออกมาเต็มปากแล้วเซล้มตึงไปด้านหลัง
เมื่อเห็นแบบนี้ฉินเจ๋อจึงเดินเข้าไปดูครู่หนึ่ง: “เป็นลมไปแล้ว”
เธอโกรธจนหมดสติไปเพราะโจวโจว
“ฮึถ้าเธอยังไม่หมดสติอีก มีหวังมือของแม่คงตบให้เธอหมดสติเองแล้ว”ย่าฉินพูดด้วยความไม่พอใจ เธอมองไปยังเถาหลันด้วยสีหน้ารังเกียจแล้วสลับไปมองฉินเจ๋อ ก่อนจะพูดว่า “อยู่ให้ไกลจากผู้หญิงคนนี้ หากไม่ใช่เพราะลูกมันจะเกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นไหม เฮอะ, เขามีแต่นารีเป็นเหตุแต่นี่บุรุษเป็นเหตุชัด ๆ ”
ฉินเจ๋อถูกกล่าวโทษเสียดื้อๆ
“คนที่ผมรักมีแต่เหยาเหยาคนเดียวเท่านั้นผมไม่เคยเห็นคนอื่นอยู่ในสายตาเลยนะ”
“เหยาเหยาคุณต้องเชื่อผมนะ ผมเป็นผู้ชายที่รักเดียวใจเดียว ! ”
เมื่อได้ยินคำพูดสุดเลี่ยนของสามีเหวินเหยาถึงกับหน้าแดงแป๊ด เธอมองค้อนเขาทันที: พูดอะไรต่อหน้าเด็กเนี่ย
เมื่อนึกคำพูดเมื่อครู่นี้ของโจวโจวได้เธอก็ถามอย่างอดใจไม่ไหว “โจวโจว เสี่ยวเฟิงจะหายดีใช่ไหม ? ”
“แน่นอนค่ะ”โจวโจวยืดอกตรงด้วยความภาคภูมิใจ “คุณย่าเคยกินยาของหนูแล้วถ้าป้าสะใภ้ไม่เชื่อก็ลองถามคุณย่าดู”
ได้ยินแบบนั้นเหวินเหยาจึงหันไปมองย่าฉิน
ย่าฉินพยักหน้ารับ“ยาที่โจวโจวทำมันได้ผลดีจริง ๆ ”
พอคิดดูแล้วหญิงชราจึงพูดเสริมอีกว่า “เหล่าหลิวก็เคยศึกษายาที่โจวโจวเอาให้เสี่ยวเฟิงกินเขาบอกว่าตัวยารักษาโรคได้ถูกจุด มีประสิทธิภาพดียิ่งไปกว่านั้นเขายังมาขอเรียนปรุงยากับโจวโจวอีกด้วย”
หมอเทวดาหลิวยังมาขอเรียนปรุงยาโจวโจว?
เหวินเหยาตกตะลึงแม้แต่ฉินเจ๋อก็ยังแทบไม่อยากจะเชื่อ
หมอเทวดาหลิวมาขอเรียนปรุงยากับโจวโจว?
นี่เขาได้ยินผิดไปหรือเปล่า!