ผิวพรรณของหญิงสาวผุดผ่องงดงามเกินจะบรรยาย แม้แต่บรรดาองค์หญิงที่ได้รับการบำรุงอยู่ในวังหลวงยังไม่อาจเปล่งประกายเฉิดฉายได้ทัดเทียมสตรีตรงหน้า มหาอุปราชหนุ่มจึงเผลอใช้มือลูบไปที่ดวงหน้างามอย่างไม่คิดจะฝืนใจตัวเองเลยสักนิด
"หายใจ" เป็อีกครั้งที่ชายหนุ่มก้มศีรษะเอาหน้าผากตนเองมาแนบกับหน้าผากของหญิงสาวหมายจะสูดลมหายใจหอมหวานของนาง แต่นางกลับกลั้นหายใจเอาไว้จนหน้าแดงก่ำ
จ้าวซือหยางหวาดกลัวจนแทบจะสิ้นสติอยู่รอมร่อ พอได้ยินเสียงคำสั่ง นางก็รีบหายใจตักตวงเอาอากาศเข้าปอดทันที และแน่นอนว่านางได้สูดเอากลิ่นอายของชายหนุ่มกลับเข้าไปเต็มปอด
มหาอุปราชหนุ่มก็รีบตักตวง่ชิงลมหายใจของหญิงสาวกลับคืนไปเช่นกัน รอยยิ้มมุมปากยกสูงขึ้นเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ ก่อนจะผลักร่างบางให้ล้มกลับไปนอนอยู่บนเตียงดังเดิม
"อยู่ที่นี่ดีๆ อย่าให้ข้าต้องลงมือกับเ้า" ิกวานมองหญิงสาวด้วยหางตา หันกายเดินออกจากระยะสายตาของหญิงสาวไปอีกทางที่ไม่ใช่ประตูที่หลี่มามาออกไปเมื่อครู่
"อา.."
จ้าวซือหยางถึงกับส่งเสียงร้องครางแ่เบาออกมาด้วยความโล่งใจ เมื่อครู่สายตาที่ชายหนุ่มมองสำรวจตนแฝงไว้ด้วยอารมณ์บางอย่างที่คาดเดาได้ไม่ยาก พอเขาผลักนางลงบนเตียงหญิงสาวก็เกือบจะกรีดร้องออกมาอยู่แล้ว คิดว่ายมทูตผู้นี้คิดจะข่มเหงรังแกตนเป็แน่ ไม่คิดว่าอยู่ดีๆ เขาจะเปลี่ยนแปลงอารมณ์ไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งนัก
รอจนไม่ได้ยินเสียงใดๆ จากรอบข้าง หญิงสาวจึงค่อยๆ ข่มใจลุกเดินออกจากเตียงกว้างอีกครั้งเพื่อสำรวจดูสถานที่ที่ตนอยู่ เมื่อครู่ไม่รู้ว่าท่านมหาอุปราชใหญ่เดินออกจากห้องนอนของนางไปทางใด หรือห้องนี้มีทางออกสองทางกันแน่
หญิงสาวได้พบว่าห้องที่นางอยู่มีห้องข้างอีกสามห้องที่กั้นขวางไว้ด้วยม่านมุกล้ำค่าไร้ประตูไม่ปิดบัง ห้องหนึ่งคล้ายจะเป็ห้องทำงานและห้องหนังสือของมหาอุปราชกวาน มีโต๊ะยาวสลักลวดลายัขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางแสดงให้เห็นว่าน่าจะมีการพูดคุยหรือปรึกษางานกันในห้องนี้ อีกห้องหนึ่งเป็ห้องอาบน้ำ ที่มีสระน้ำขนาดย่อมตั้งอยู่ตรงกลาง มีการส่งผ่านน้ำมาจากท่อทางปากของรูปปั้นัและคาดว่าจะมีระบบถ่ายเทน้ำทิ้งไว้อย่างดีด้วย
ห้องสุดท้ายเป็ห้องนอนอีกห้องหนึ่ง ที่มีเตียงนอนขนาดเล็กกว่าเตียงที่นางนอนอยู่เมื่อครู่ หญิงสาวมั่นใจได้ในทันทีว่าทั้งหมดนี้เป็ที่พักส่วนตัวของท่านมหาอุปราชกวานอย่างแน่นอน ดูจากลวดลายและรูปปั้นัที่ปรากฏตกแต่งอยู่ภายใน ไม่ใช่สิ่งของที่สามัญชนธรรมดาจะเอาไว้ได้ มีเพียงท่านมหาอุปราชกวานที่ได้รับพระเมตตาจากองค์จักรพรรดิิซังเจี๋ยเทียบเท่ากับองค์รัชทายาทของตนเท่านั้นที่จะหาญกล้าใช้สัญลักษณ์ัเหล่านี้ แม้ว่าเขาจะถอดยศมาเป็สามัญชนรั้งไว้เพียงตำแหน่งมหาอุปราชแล้วก็ตาม
แต่ที่อยู่เหนือความคาดหมายและน่าประหวั่นพรั่นพรึงมากที่สุด ย่อมเป็ห้องนอนสองห้องที่ไร้ประตูกั้นขวาง และเตียงหนานุ่มที่ตนได้นอนอยู่ยังเป็เตียงขนาดใหญ่กว่าอีกเตียงในห้องเล็ก ไม่ต้องถามก็รู้ว่าเตียงนอนขนาดใหญ่ที่มีกลิ่นอายของบุรุษนั่นคือเตียงที่ชายหนุ่มใช้อยู่เป็ประจำทุกค่ำคืนแต่เขากลับยกให้นางและแยกไปนอนห้องเล็กด้านข้างแทน
..........
หอจี้อิน
"หยางหยางจะเป็อย่างไรบ้างก็ไม่รู้ เขาเอาตัวนางไปนานนับเดือนแล้วนะ" จวีลี่อิ่งกล่าวไปสายตาก็ทอดมองไปยังทิศทางค่ายกองธงเขียวไป คิดว่าจ้าวซือหยางอาจจะถูกจองจำอยู่ภายในค่าย
"นางต้องทุกข์ทนเพียงใดพวกเรามิอาจรู้ได้ แต่ที่แน่ๆ นางย่อมยังมีชีวิตอยู่ ไม่อย่างนั้นทางการคงไม่เรียกผู้แซ่จ้าวทั้งแผ่นดินให้ออกมาแสดงจำนวนสมาชิกในครอบครัวหรอก" หร่วนเซียหนิงมั่นอกมั่นใจอย่างยิ่ง
หลังจากที่มหาอุปราชกวานพาตัวจ้าวซือหยางออกไปจากพื้นที่ก่อสร้าง คำสั่งให้สืบประวัติรายชื่อคนแซ่จ้าวก็ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว จากข่าวที่ได้ยินมาจากทหารที่เข้าร่วมการสร้างเขื่อน พวกนางรู้ว่าเฉพาะเมืองไหวและเมืองข้างเคียงละแวกนี้ มีคนแซ่จ้าวออกมาให้การยืนยันถึงจำนวนสมาชิกในครอบครัวทั้งหมด แต่ยังไม่พบผู้ใดเกี่ยวข้องหรือรู้จักจ้าวซือหยางเลยสักคน หากมหาอุปราชิเอาชีวิตหญิงสาวไปแล้ว เขาคงจะไม่ใส่ใจค้นหาครอบครัวของจ้าวซือหยางแน่นอน
"ข้าบอกกับเ้าตามจริงนะเซียหนิง ข้าอยากให้หยางหยางเป็บุตรีแห่งสุยซีจริงๆ เหลือเกิน นางอ่อนโยนราวกับสายน้ำ จิตใจบริสุทธิ์งดงาม ดวงตาสีฟ้านั้นเราสองต่างก็เห็นมากับตา นางอาจจะสูญเสียความทรงจำไปจริงๆ เลยจำไม่ได้ว่าตนเป็ธิดาเทพเสียมากกว่า"
"ข้าเชื่อ เ้าเชื่อ ทหารและคนงานในที่นี้ก็เชื่อ แต่แล้วอย่างไร ยมทูตกวานไม่เชื่อเพียงผู้เดียวทุกสิ่งก็จบ" หร่วนเซียหนิงแบมือสองข้างออก พร้อมกับเบ้ปากมองบน
"แล้วแซ่จ้าวที่นางแจ้งออกมาเล่า?" สตรีอีกคนที่นั่งฟังหญิงสาวทั้งสองพูดคุยกันแย้งออกมา
"นางถูกบีบคั้นถึงเพียงนั้น คงจะกล่าวออกมาเพราะไม่รู้จะแก้ต่างอย่างไรน่ะสิ ดูเอาเถิดเวลานี้ยังหาคนในครอบครัวของนางไม่ได้เลยสักคน"
บทสนทนาทำนองนี้เกิดขึ้นกับพื้นที่อื่นๆ เช่นเดียวกับที่หอจี้อิน รวมทั้งภายในค่ายกองธงเขียวเช่นเดียวกัน
"เป่าเฉียง พวกเราส่งข่าวผ่านกองธงทั้ง 7 ไปนานแล้ว เวลานี้ยังหาคนที่เกี่ยวข้องกับแม่นางจ้าวไม่พบเลยสักคน ข้าคิดว่าไม่แน่นะ นางอาจจะเป็บุตรีแห่งสุ่ยซีตัวจริงก็เป็ได้" ว่านหย่วนเจิง แม่ทัพประจำกองธงเขียวหนึ่งในสหายทั้งแปดของิกวานปรึกษากับเจียงเป่าเฉียงอยู่ภายในค่าย
"มหาอุปราชจงใจชี้ชัดมิให้ผู้คนเข้าใจว่านางเป็บุตรีแห่งสุ่ยซี ซ้ำยังกัดไม่ปล่อยเร่งให้หาตัวคนในสกุลจ้าวทั่วราชอาณาจักรเช่นนี้ ต่อให้นางไม่มีญาติพี่น้องจริง แล้วพวกเราจะทำสิ่งใดได้เล่า เ้าก็รู้เช่นเดียวกับข้าว่าหากเขาลองได้ตั้งใจทำสิ่งใดแล้ว เขาก็จะไม่ล้มเลิกไปง่ายๆ" เจียงเป่าเฉียงส่ายหน้าช้าๆ
"ช่วยอันใดไม่ได้ อย่างน้อยเราสองคนก็ควรไปดูให้เห็นกับตาเสียหน่อย ว่านางมีชีวิตความเป็อยู่อย่างไรแล้ว"
"จวนมหาอุปราชยังมีเยี่ยนฮูหยินอยู่อีกคนนะ นางมีจิตใจเมตตาคงไม่ปล่อยให้แม่นางจ้าวต้องลำบากเกินไปกระมัง อีกอย่างฝ่าาก็กำชับมามั่นเหมาะว่าห้ามมิให้เขาทำร้ายนาง" เจียงเป่าเฉียงรู้ดีว่าิกวานย่อมไม่ขัดรับสั่งของจักรพรรดิิซังเจี๋ย
"ไปให้เห็นกับตากันดีกว่า เชื่อข้า ข้าสังหรณ์ใจแปลกๆ พิกล" ว่านหย่วนเจิงรู้สึกค้างคาใจมาก เพราะตลอดทั้งเดือนิกวานก็ไม่ได้ออกจากจวนเลยแม้แต่ก้าวเดียว มิใช่หาเื่ทรมาณหญิงสาวอยู่ทุกวี่วันหรือไม่
..........
จ้าวซือหยางอกสั่นขวัญแขวนนอนไม่หลับอยู่แค่่วันแรกๆ เท่านั้น นางเดาไม่ผิดว่านางและมหาอุปราชกวานพักอาศัยอยู่ในเรือนเดียวกันภายในห้องที่มีเพียงม่านมุกกั้นขวางประตู แต่ิกวานไม่ได้เข้ามาสร้างความลำบากใจให้หญิงสาวเพิ่มอีกแต่ประการใด ถึงเวลาอาบน้ำยังสั่งให้คนยกอ่างไม้มาให้นางอาบในห้อง ส่งหลี่มามามาคอยช่วยเหลือ โดยที่เขาออกไปอยู่ข้างนอกหรือไม่ก็ไปเยี่ยมมารดาอีกเรือนหนึ่ง
"หากลุกไหวแล้วก็มาฝนหมึกให้ข้า"
"ไหวเ้าค่ะ" จ้าวซือหยางหย่อนเท้าลงจากเตียงช้าๆ เมื่อได้ยินเสียงดังมาจากห้องหนังสือด้านข้าง
หลังจากตื่นขึ้นมาในวันแรกที่จวนมหาอุปราช หญิงสาวก็มีไข้ขึ้นสูงจากร่องรอยฟกช้ำทั่วร่างกาย หนักที่สุดก็ตรงบริเวณหน้าอกและช่องท้องที่ถูกยมทูตกวานจับนอนคว่ำหน้าอยู่บนหลังม้าและยังถูกจับแบกใส่บ่าซ้ำไปอีก นอกนั้นก็เป็เพียงรอยเขียวช้ำที่ข้อมือ หัวไหล่และลำคอ จึงนอนป่วยลุกไม่ไหวอยู่เกือบ 10 วัน
ร่างเล็กพยายามลงน้ำหนักเท้าให้เสียงเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะไม่อยากไปสะกิดต่อมอารมณ์ที่ยากจะคาดเดาของท่านยมทูตร่างสูง แต่เมื่อมองเห็นตำแหน่งที่ฝนหมึกที่วางอยู่บนโต๊ะ นางก็ต้องเหงื่อตกออกมาอย่างหวาดหวั่น เพราะหากตนต้องไปยืนฝนหมึกให้ท่านมหาอุปราชตำแหน่งที่ยืนของนางก็ค่อนข้างใกล้ชิดร่างใหญ่อยู่ไม่น้อย
หญิงสาวลอบกัดริมฝีปากเอาไว้เบาๆ ข่มกลั้นความหวาดกลัว ก้มหน้าเดินตรงไปยังตำแหน่งของตนเองเริ่มฝนหมึกเบาๆ มือข้างหนึ่งจับแท่นฝนหมึกเอาไว้แน่น ตั้งใจว่าหากชายหนุ่มคิดพิเรนทร์กับนางอีกครั้งจะใช้แท่นฝนหมึกฟาดศีรษะเขาให้รู้เื่กันไปสักครั้ง!