ท่ามกลางเศษอิฐและซากปรักหักพังของแผงลอยซาลาเปาที่พังยับเยิน สายลมร้อนจากนอกด่านพัดกรรโชกพาเอาฝุ่นทรายคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ตลาดเก่าเมืองหลิงหยวนยามนี้แปรเปลี่ยนสภาพเป็นลานประลองยุทธ์ขนาดย่อมอย่างสมบูรณ์ เสียงอาวุธปะทะกันของพวก
จวนอ๋องหลี่และชายชุดดำฝั่งสมาคมการค้า
ยังคงดังสะท้อนมาเป็นระลอก คลื่นพลังปราณกระทิงหนาหนักสลับปะทะกับกรงเล็บพญาเหยี่ยวเวหาจนฝุ่นดินตลบอบอวลอยู่เบื้องหลัง
ทว่า… ณ ใจกลางสมรภูมิย่อยๆ แห่งนั้น บรรยากาศกลับเงียบสงัดลงจนน่าใจหาย สายตาสองคู่ปะทะกันกลางอากาศจนคล้ายจะมีประกายไฟแลบออกมา
‘เหม่ยอิง’ ผู้สืบทอดแห่งสำนักศึกษาพยัคฆ์คำรนยังคงยืนนิ่งราวก้อนน้ำแข็งพันปี ใบหน้าหมดจดงดงามไม่มีแม้แต่รอยกระเพื่อมของอารมณ์ นัยน์ตาเรียวคมของนางดุจสระน้ำลึกที่ไม่สะท้อนสิ่งใด ทว่ามือเรียวงามที่เคยแตะอยู่ที่ฝักกระบี่บัดนี้ได้กระชับแน่นขึ้น กระแสความเย็นจางๆ เริ่มแผ่ซ่านออกจากใต้ฝ่าเท้า ลามไปตามพื้นดินจนเศษกรวดเล็กๆ เริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งสีขาวเกาะกุม
“ในเมื่อสมาคมพาณิชย์ของพวกเจ้าคิดจะใช้วาจาเหลวไหลมาขวางเจตจำนงของสำนักพยัคฆ์คำรน…” เหม่ยอิงเอ่ยเสียงเรียบต่ำ ทว่าก้องกังวานลึก “เช่นนั้น ก็ไม่มีสิ่งใดต้องเจรจาอีก”
‘สตรีแห่งสมาคมการค้า’ ใต้ผ้าคลุมหน้าสีโปร่งหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวใจของนางเต้นเป็นจังหวะหนักแน่น ไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อชื่อเสียงค้ำฟ้าของสำนักศึกษาอันดับหนึ่งนางปรายสายตามองกระบี่บนหลังของเหม่ยอิงด้วยความท้าทาย
“สำนักพยัคฆ์คำรนอาจยิ่งใหญ่ในแคว้นของพวกท่าน ทว่าที่นี่คือชายแดน… สัจจะและข้อตกลงย่อมต้องมาก่อนอำนาจบาตรใหญ่” นางแค่นเสียงเฉียบขาด มือเรียวภายใต้แขนเสื้อไหมครามเข้มขยับตั้งท่าเตรียมรับมืออย่างใจเย็น “เข้ามา… ข้าก็อยากจะรู้นักว่าเพลงกระบี่ของพวกเจ้าจะแกร่งกล้าดั่งคำเล่าลือหรือไม่!”
สิ้นคำกล่าวของสตรีลึกลับ เหม่ยอิงมิได้เอ่ยปากต่อความยาวสาวความยืด นางขยับเท้าไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียว ทว่าก้าวเดียวนั้นกลับส่งผลให้พื้นดินรอบกายระเบิดเสียงดัง ครืน!
เช้ง!
เสียงกระบี่ถูกชักออกจากฝักอย่างช้าๆ ทว่าประกายกระบี่สีขาวเงินยามสะท้อนแสงแดดกลับส่องสว่างจนแสบตา ทันทีที่ตัวกระบี่พ้นจากฝัก พลังปราณสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งก็ระเบิดพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า อุณหภูมิในบริเวณนั้นดิ่งวูบลงในพริบตา ลมร้อนจากทะเลทรายที่เคยพัดผ่านกลับกลายเป็นลมหนาวอันบาดลึก ไอระเหยสีขาวหมุนวนรอบกายของเหม่ยอิง ควบแน่นกลายเป็นรูปร่างของพยัคฆ์ร้ายขนาดยักษ์ที่กำลังแยกเขี้ยวคำรามอยู่เหนือหัวของนาง
‘กระบี่พยัคฆ์เหมันต์’
เหม่ยอิงสะบัดข้อมือตวัดกระบี่ออกไปเป็นวงกลม คลื่นพลังปราณน้ำแข็งคมกริบดุจใบมีดนับร้อยนับพันสายระเบิดออกจากปลายกระบี่ มุ่งตรงเข้าฉีกกระชากร่างของสตรีลึกลับจากทุกทิศทาง ลมพายุไอเย็นนั้นรุนแรงจนเสาไม้และพื้นอิฐรอบๆ แตกกระจายกลายเป็นเศษฝุ่นที่ถูกแช่แข็ง
“จ๊ากกกก! หนาว! หนาวเกินไปแล้ว! นี่มันหน้าร้อนไม่ใช่หรือไงฟะ!”
‘กู่เหวินเทียน’ ที่นั่งคุดคู้อยู่หลังเสาไม้ร้องลั่น เสียงฟันกระทบกัน กึก ๆๆๆ สภาพชุดผ้าป่านสีขาวหม่นขาดกะรุ่งกะริ่งของเขาบัดนี้มีน้ำค้างแข็งเกาะตามรอยฉีกขาดจนตัวสั่นพั่บ ๆ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว หน้าตาขาวซีดรีบพยายามตะกุยตะกายถอยหนีไปหลบอยู่หลังกำแพงหนาที่อยู่ห่างออกไปทันที
ท่ามกลางพายุเขี้ยวพยัคฆ์เหมันต์ที่แหลมคม สตรีสมาคมการค้า ยังคงยืนนิ่ง สายตาคู่คมใต้ผ้าคลุมหน้าหรี่ลงเล็กน้อย นางมิได้ล่าถอย ทว่าสองมือกลับตวัดวาดเป็นรูปวงกลมแช่มช้าดุจสายนทีที่ไหลเอื่อย
ทันใดนั้น สิ่งที่ทำให้เหม่ยอิงต้องดวงตาหดแคบลงด้วยความประหลาดใจก็เกิดขึ้น!
พลังปราณที่ระเบิดออกจากร่างของสตรีจากสมาคมการค้า มิใช่ปราณเหยี่ยวเวหาของบรรดาลูกน้อง และมิใช่ปราณสายธาตุใดๆ ที่เคยมีบันทึกไว้ในคัมภีร์ศึกษาของแคว้นจิ่งหลง มันคือพลังปราณสีครามเข้มจัดดุจห้วงมหาสมุทรลึก ที่เปี่ยมไปด้วยความลึกลับและแรงดันมหาศาล เสียงฝีเท้าของนางยามขยับกลับมีเสียงดั่งคลื่นทะเลซัดสาดดัง ซ่า… ซ่า… สะท้อนก้องในโสตประสาท
ฟู่!
คลื่นปราณสีครามหมุนวนควบแน่นกลายเป็นเงาร่างของ ‘มังกรทะเลลึก’ ที่เต็มไปด้วยเกล็ดหนาทึบและหนวดขยับไหว มันม้วนตัวโอบล้อมรอบกายของนางเอาไว้ ดุจดั่งเกราะวารีขนาดยักษ์ ยามที่เขี้ยวพยัคฆ์น้ำแข็งของเหม่ยอิงพุ่งเข้าปะทะ กลับถูกพลังแรงดันน้ำมหาศาลนั้นดูดซับและบดเคี้ยวจนสลายกลายเป็นละอองน้ำแข็งร่วงหล่นลงพื้น โดยมิอาจก้าวล่วงเข้าถึงตัวสตรีคนนั้นได้เลยแม้แต่ครึ่งนิ้ว!
‘เพลงกระบี่ วารีโกลาหล!’
“วิชาอันใดกัน…มังกรหรือ?” เหม่ยอิงพึมพำในใจ แววตาที่เคยนิ่งสนิทเริ่มฉายแววเคร่งเครียด สำนักศึกษาพยัคฆ์คำรนรวบรวมคัมภีร์ยุทธ์ทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่ไว้แทบทั้งหมด ทว่านางไม่เคยพบเห็นหรือได้ยินเกี่ยวกับปราณมังกรที่มีกลิ่นอายของมหาสมุทรลึกล้ำแฝงแรงดันมหาศาลเช่นนี้มาก่อน มันรันทด ละเอียดอ่อน ทว่าหนักหน่วงดุจน้ำป่าพังทลายเขื่อน
“คิดไม่ถึงล่ะสิ แม่นางแห่งสำนักพยัคฆ์คำรน…ข้าไม่ต้องใช้กระบี่กับท่านด้วยซ้ำ” สตรีผู้นั้นเอ่ยเสียงเรียบ พลางสืบเท้าเข้าหาเหม่ยอิงอย่างรวดเร็ว สองฝ่ามือตวัดพุ่งออกไปข้างหน้า ลมปราณสีครามเข้มควบแน่นกลายเป็นหอกวารีแหลมคมพุ่งทะลวงเข้าใส่จุดตายของเหม่ยอิงทีเดียวสามจุด!
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เหม่ยอิงตวัดกระบี่ต้านรับด้วยความเร็วสูง ปลายกระบี่น้ำแข็งปะทะกับหอกวารีจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่น ทุกครั้งที่กระบี่ปะทะ พลังเหมันต์ของเหม่ยอิงจะพยายามแช่แข็งสายน้ำนั้น ทว่าพลังแรงดันของปราณมังกรสมุทรกลับหมุนวนด้วยความเร็วสูงจนเกล็ดน้ำแข็งมิอาจเกาะกุม มันสะบัดหลุดและระเบิดออกเป็นหยดน้ำกระจายไปทั่วบริเวณ
ฉึก!
เศษซากน้ำแข็งและละอองน้ำที่ระเบิดออกพุ่งผ่านเฉียดแก้มขาวของกู้เหวินเทียนที่แอบดูอยู่ จนเจ้าตัวสะดุ้งโหยงเอามือกุมแก้ม “โอ๊ย! เจ็บ ๆๆๆ สู้กันภาษาอะไรเนี่ย มีทั้งน้ำแข็งมีทั้งน้ำวน ตัวข้าจะเปียกจนแข็งตายอยู่แล้ว! พวกเจ้าหยุดสู้กันเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
ทว่าสองสตรีมิได้สนใจเสียงนกเสียงกาของบัณฑิตถังแตก
เหม่ยอิงขยับข้อมือพลิกแพลงกระบวนท่า แววตาของนางดุดันขึ้น พลังปราณพยัคฆ์เหมันต์รอบตัวทวีความรุนแรงจนแผ่รัศมีกว้างออกไปถึงสิบก้าว นางยกกระบี่ขึ้นเหนือหัว ก่อนจะฟันสับลงมาตรงๆ ด้วยท่าไม้ตายของสำนัก
‘กระบี่พยัคฆ์เหมันต์ ขั้นที่2 พยัคฆ์ทลายขุนเขา!’
เงาพยัคฆ์น้ำแข็งขนาดยักษ์สยายกรงเล็บ พุ่งดิ่งลงมาจากเวหาพร้อมเสียงคำรามลั่นที่ทำให้แก้วหูของคนในตลาดแทบแตก ดาบน้ำแข็งเล่มยักษ์เสมือนจริงพุ่งทะลวงผ่านม่านอากาศ มุ่งตรงเข้าสับศีรษะของสตรีจากสมาคมการค้าด้วยพลังทำลายล้างทั้งหมดที่มี นางหรี่ตาลงรู้ได้ถึงอันตรายจากยอดฝีมือฝั่งตรงข้าม สองเท้าของนางย่ำลงบนพื้นอิฐ ตวัดมือทั้งสองข้างขึ้นฟ้ารับการปะทะ ปราณมังกรสมุทรสีครามเข้มหมุนวนควบแน่นกลายเป็นหัวมังกรยักษ์อ้าปากพุ่งสวนขึ้นไปกัดขย้ำกรงเล็บพยัคฆ์!
ตูมมมมมมมมมม!
แรงระเบิดจากการปะทะของ2สุดยอดปราณทำลายล้างส่งคลื่นกระแทกมหาศาลกระจายออกเป็นวงกว้าง แผงลอยร้านค้าในรัศมียี่สิบก้าวราบเป็นหน้ากลอง ฝุ่นดินและไอน้ำค้างแข็งตลบอบอวลจนมองไม่เห็นสิ่งใด ชายเสื้อของทั้งสองนางสะบัดพัดกรรโชก ร่างของเหม่ยอิงถูกแรงอัดกระแทกจนต้องถอยร่นไปสามก้าว ขณะที่สตรีสมาคมการค้าก็ต้องก้าวเท้าถอยหลังไปสองก้าวเช่นกัน ผ้าคลุมหน้าสีโปร่งของนางปลิวไหวเผยให้เห็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสนุกและลึกล้ำ
เหม่ยอิงยืนนิ่ง ปรับลมหายใจให้คงที่ สายตาจับจ้องไปที่สตรีลึกลับด้วยความระแวงระวังเต็มขั้น ‘วิชานี้… แฝงกลิ่นอายทะเลลึกที่ไม่มีอยู่ใน5แคว้น สตรีผู้นี้เป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงต้องมาแย่งชิงตัวกู่เหวินเทียนถึงเพียงนี้?’
ในขณะที่สองฝ่ายกำลังคุมเชิงเตรียมจะลงมือในระลอกถัดไป… บนโรงเตี๊ยมร้างฝั่งตรงข้าม และมุมมืดของตรอกเก่า บรรดาลูกน้องของทั้งสองฝั่ง รวมถึงคนของจวนอ๋องหลี่ ต่างพากันหยุดชะงักการต่อสู้ชั่วคราว หันมามองการประลองปราณระดับสะท้านปฐพีของสองสตรีด้วยความทึ่งและตื่นตะลึง
ส่วนเจ้าตัวดีอย่างกู่เหวินเทียน ยามนี้แอบมองลอดช่องกำแพงพังๆ ใบหน้าขาวเปื้อนฝุ่นดินฉายแววตื่นตาตื่นใจแกมหวาดเสียว สมองจอหงวนของเขาเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว
‘แม่นางชุดดำใช้ปราณพยัคฆ์เหมันต์ของสำนักพยัคฆ์คำรนอันเลื่องชื่อ ส่วนแม่นางเสื้อไหมครามที่ให้เงินข้า… กลับใช้ปราณมังกรสมุทรลึกลับที่ข้าไม่เคยอ่านเจอในตำราเล่มไหนเลย! โอ้โห… ข้ากู่เหวินเทียนช่างวาสนาดีแท้ๆ ที่ได้มาอยู่ตรงกลางระหว่างยอดฝีมือลึกลับ2คนเช่นนี้!’ เหวินเทียนพึมพำพลางลูบอกเสื้อที่พกเงินอีแปะไว้แน่น “สู้กันเข้าไปเถอะ ยิ่งสู้กันนัวเนีย ข้าก็ยิ่งมีโอกาสชิ่งหนีไปหาที่กบดานใหม่!”
หมากบนกระดานเมืองหลิงหยวนยามนี้แปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อนและตึงเครียดขึ้นทุกที เมื่อความลับของปราณมังกรสมุทรเริ่มเผยโฉมออกมากลางสมรภูมิ!