อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    148 ถ้ำไร้ตะวัน

    หนึ่งอาทิตย์ต่อมา  ใจกลางเทือกเขาทมิฬยามนี้มีเปลวไฟก้อนใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า  แว่วเสียงการต่อสู้สลับกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งป่า


     

    “เพลิงทะลายภูผา !”  ปราณสีแดงจ้า.. เปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงก้อนมหึมา พวยพุ่งจากฝ่ามือทั้งสองของชายหนุ่มวัยสิบเจ็ดสิบแปดปี  ระเบิดใส่กลุ่มสัตว์อสูรสิบกว่าร่างตรงหน้า..   ห้าร่างในนั้นละลายลงไปด้วยฤทธิ์เคล็ดวิชาระดับฟ้า   ทว่าแท้จริงพวกมันล้วนเป็นเพียงระดับยอดอสูรเท่านั้น..  


     

    ส่วนระดับปราชญ์อสูรขึ้นไป พวกมันถูกเปลวเพลิงก้อนเมื่อครู่เผาไหม้จนเลือดเนื้อสลาย  ทว่าแม้ร่างจะเหลือเพียงเนื้อสีแดงซีดหุ้มกระดูก  ทว่าร่างไม่สมประกอบนั้นกลับยังพุ่งเข้ามาโจมตีเจ้าของเปลวเพลิงต่อไป… โดยไร้ซึ่งท่าทางเจ็บปวดหรือหวั่นเกรง


     

    มู่เฉิงหลินมิได้เผยสีหน้าประหลาดใจ เห็นมันกล้าพุ่งเข้ามาโจมตีขบวนของพวกเขา  ทั้งที่มีเทพอสูรร่วมเดินทางถึงสองตน ชายหนุ่มก็ทราบแล้วว่าสัตว์อสูรกลุ่มนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็นอสูรรัตติกาลไปแล้ว 


     

    มู่เชียนมอบหมายให้เขาทำหน้าที่เป็นด่านหน้า คอยเปิดเผยตัวตนของพวกสัตว์อสูรรัตติกาล..  พร้อมกับถือโอกาสกำจัดเหล่าสัตว์อสูรที่ระดับต่ำกว่าปราชญ์อสูรทั้งหลาย … ส่วนระดับปราชญ์อสูรขึ้นไปจะถูกมอบให้เป็นหน้าที่ของเสี่ยวจิ้ง ลวี่ซานถงแทน


     

    เงาร่างปราดเปรียวหนึ่งแดงหนึ่งเขียว วูบไหวอยู่ท่ามกลางโครงกระดูกสัตว์ร้ายอย่างคล่องแคล่ว ทุกแห่งที่เงาสีแดงวาบผ่านไป เหล่าโครงกระดูกจะถูกไฟผลาญจนไม่เหลือแม้เพียงเถ้า ในขณะที่ฝั่งของเทพจิ้งจอก   ปราณพิษสีเขียวถูกปล่อยออกมาลอยล่องอยู่รอบกายของเขา ทำการละลายโครงกระดูกเหล่านั้น  เหลือไว้เพียงน้ำเน่ากองหนึ่ง 


     

    ทั้งที่รู้ว่าสู้ไม่ได้  ทว่าพวกมันยังคงกรูเข้าหาเสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงอย่างไม่กลัวตาย และนั่นก็ยิ่งทำให้การกำจัดพวกมันง่ายขึ้นมากสำหรับพวกเขา


     

    ทุกชีวิตที่ตายจากไป จะปรากฏปราณสีดำลอยล่องออกจากร่างบริเวณเหล่านั้น พวกมันลอยสูงขึ้นจากพื้นเรื่อยๆ หมายจะไปรวมกันบนท้องฟ้า ทว่าเพียงเงาดำลอยสูงในระดับเอว  ลำแสงสีทองก็วาบผ่าน ชะล้างกลิ่นอายชั่วร้ายเหล่านั้น ให้เปลี่ยนเป็นปราณใสสะอาดแทน


     

    มู่เชียนนั่งอยู่บนหลังจื่อฮั่ว  ผีซิววัยหกขวบยามกลายร่างกลับมีขนาดเกือบเท่าม้าตัวใหญ่ ความเร็วของมันน่าประทับใจอย่างมาก  เงาสีเขานั้นแวบวาบไปมา ไม่กี่อึดใจก็สามารถพามู่เชียนวนเวียนไปได้ทั่วทั้งผาดำแล้ว


     

    การต่อสู้และการทำลายล้างยังคงดำเนินต่อไปราวครึ่งชั่วยาม ในที่สุดอสูรรัตติกาลฝูงนี้ก็ถูกทำลายจนหมด  


     

    “กลุ่มที่สามแล้วสินะ…”  มู่เฉิงหลินเอ่ย พลางเช็ดเศษเนื้อออกจากแขนเสื้ออย่างไม่พอใจ  “ พวกมันมาจากไหนมากมายนัก” 


     

    เสี่ยวจิ้งเห็นมู่เชียนเหงื่อโทรมกาย วันนี้นางใช้ปราณอี้เจ๋อไปเป็นจำนวนมากจึงนึกเป็นห่วง   “ ไหวหรือไม่ ? ปราณในร่างของเจ้าดูไม่มั่นคงเท่าใด”


     

    หญิงสาวใช้มือปาดเหงื่อบนหน้าผากออกอย่างลวกๆ ก่อนจะพยักหน้ายิ้มให้ “ปราณของข้าไม่ปกติจริงๆ.. ดูเหมือนว่าการบรรลุมหายุทธ์คงอยู่อีกไม่ไกลแล้ว” 


     

    ลวี่ซานถงเดินมาพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำสะอาดส่งให้นายสาว  มือของเขาสะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นผงแม้แต่น้อย “ด้านหน้าอีกไม่ไกลก็จะถึงถ้ำไร้ตะวันแล้ว นายหญิงพักสักหน่อยเถิด”


     

    “รู้อย่างนี้ เจ้าน่าจะนำคนมาเยอะสักหน่อย” มู่เฉิงหลินเอ่ยอย่างเป็นกังวล “ดูจากจำนวนของพวกมันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าในถ้ำจะมีมากมายเพียงใด”


     

    ประโยคนี้ของเขา ทำให้หญิงสาวยิ้มออกมา ก่อนจะนึกถึงบทสนทนาของนางกับชายผู้นั้นเมื่อวันก่อน


     


     

    เขาดูโมโหไม่น้อยที่นางเดินทางถ้ำไร้ตะวันโดยนำคนติดตามมาเพียงหยิบมือ 


     

    ‘การเดินทางไปที่นั่นมีความเสี่ยงเพียงใดรู้หรือไม่  ?’เสียงจากบุรุษผู้นั้นฟังดูเคร่งเครียดและไม่พอใจอย่างมาก ที่นางตัดสินใจเดินทางมาถ้ำไร้ตะวันโดยไม่ปรึกษาเขาก่อน


     

    ‘ข้ารู้… ทว่ารังศัตรูอยู่ใกล้แคว้นอวิ๋นของข้าเพียงนี้ จะให้ข้าวางเฉยปล่อยพวกมันทิ้งไว้   และออกเดินทางไปตามหาเทพอสูรตนอื่นได้อย่างไรกัน ?’


     

    ‘ถึงคิดจะกวาดล้างพวกมัน ก็ควรนำทัพไปด้วยสิ’  สุ้มเสียงยังไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจครั้งนี้ของนางนัก..  ทว่ามู่เชียนมิได้โกรธสักนิด  ยิ่งรับรู้ถึงความเป็นห่วงจากคนสำคัญ… ใจของนางก็ยิ่งอบอุ่นอย่างมาก 


     

    ‘ท่านจะทำให้ข้าเคยตัวแล้ว รู้หรือไม่ ?’ เสียงหวานหลุดปากเอ่ยออกมาอย่างใจนึก ทว่าเมื่อเห็นชายหนุ่มชะงักนิ่งไป  จึงรู้สึกตัวแล้วรีบเอ่ยต่อไปทันที


     

    ‘หากเสี่ยวจิ้งกับซานถงรับมือไม่ได้ พากองทัพมาก็ไร้ประโยชน์  อีกอย่าง…หลังจากนี้ข้าจะออกเดินทางไกลแล้ว.. ย่อมไม่อาจนำคนไปได้มากมาย  นี่ก็ถือว่าเป็นการฝึกซ้อมก็แล้วกัน’ 


     

    มู่เชียนคิดเช่นนั้นจริงๆ  หากจะนำกองทัพมาก็คงไม่ได้ฝึกวิชา อีกทั้งการเดินทางคงไม่คล่องตัวนัก  ส่วนหู่อู่อยู่ช่วยท่านปู่ดูแลแคว้นอวิ๋น โม่เจี้ยนก็ต้องเดินทางไปแคว้นลู่  ส่วนฟู่เจี่ยอีนั้นก่อนออกเดินทางนางมิได้ปรากฏตัว มู่เชียนจึงทำเพียงทิ้งจดหมายไว้ใ้ห้รู้ว่าตนเองอยู่ที่ใด… สุดท้ายจึงมีเพียงสี่คนเท่านั้นที่ออกจากแคว้นอวิ๋นมา 


     

    ‘เจี่ยอีเล่า ?’ เยว่เทียนหงซักไซ้ต่อดังคาด..  เพียงสามคำสั้นๆนั้น กลับทำมู่เชียนรับรู้ถึงรังสีอำมหิตของเขา เยว่เทียนหงมอบสตรีผู้นั้นให้คอยดูแลนางอย่างใกล้ชิด ยามนี้เพื่อมิให้สตรีนางนั้นเดือดร้อน  จึงได้แต่ยืนกรานว่าตนเองสั่งให้เจี่ยอีไปทำธุระสำคัญบางอย่างให้  แต่ท่าทางลนลานของนางย่อมหนีไม่พ้นสายตาคมกริบคู่นั้นไปได้


     

    ‘ข้ามอบคนไปกี่คน ก็มีแต่ถูกเจ้าทิ้งไว้เบื้องหลังเสมอ…. หรือเจ้ามีเจตนาจะบีบคั้นให้ข้าไปอยู่กับเจ้าใช่หรือไม่ ?’ 


     

    คิดถึงประโยคนี้ของเขาใบหน้าหญิงสาวก็พลันแดงซ่าน … นางจำได้ดีว่าตนเองเขินอายและใจเต้นเพียงใด   ทว่าครู่เดียวเท่านั้นก็รีบสั่งตนเองว่า  อย่าได้คิดลึกอีกเป็นอันขาด แม้กระนั้นนางก็ไม่รู้ว่าจะโต้ตอบวาจาประโยคนี้ของเขาเช่นไรจึงจะเหมาะสม   และชายหนุ่มคงเห็นนางเงียบไปนาน จึงได้แต่เอ่ยด้วยเสียงจนใจว่า


     

    “เอาเถิด.. จำไว้ว่าอย่าให้เกิดอันตราย   มิเช่นนั้น…ก็เท่ากับเจ้าทำร้ายข้าแล้ว”


     


     

    หน้าถ้ำไร้ตะวัน ปากถ้ำขนาดใหญ่ สูงเทียบเท่ากับอาคารห้าชั้น ความกว้างโอ่โถงของมันควรจะทำให้อากาศภายในไหลเวียนได้ดี  ที่ไหนได้รอบด้านกลับมืดหม่นจนแสงตะวันไม่อาจส่องไปถึง ไอปราณมืดสนิทที่ไหลเวียนอยู่ด้านใน ยังเอ่อทะลักออกมาด้านนอก  ในความดำมืดนั้นพวกมู่เชียนไม่อาจจับสัมผัสถึงสัญญาณชีวิตใดๆได้เลย


     

    “ด้านในมีลูกแก้วธาตุแสงจริงหรือ ?”


     

    “ครั้งก่อนที่มาที่นี่  ข้ายังรู้สึกได้ว่ามันอยู่ด้านในนั้น แต่ครานี้กลับสัมผัสไม่ได้เลย”


     

    ทั้งสี่ก้าวขาเข้าไปด้านใน ทูตรัตติกาลระดับปราชญ์ยุทธ์ยี่สิบกว่าคน  จ้าวยุทธ์ห้าคน  มหายุทธ์อีกหนึ่งคน  


     

    “หึ..กล้ามาถึงที่นี่เชียวหรือ..” เสียงหนึ่งเอ่ย ทว่าพวกเขาที่ต่อสู้มาตลอดทาง  ทราบนานแล้วว่าการเจรจาไม่สามารถจะเกลี้ยกล่อมคนเหล่านี้ได้… 


     

    ทั้งสี่เปิดฉากการต่อสู้โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ทำให้กระบวนยุทธ์ยี่สิบกว่าคนตรงหน้าแตกกระจายกันไป   มู่เชียนสะบัดมือส่งปราชญ์ยุทธ์ห้าคนให้มู่เฉิงหลินจัดการ ขณะที่ตนเองจัดการจ้าวยุทธ์ห้าคนในชั่วพริบตา  ส่วนที่เหลือนั้น เพียงเสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงขยับกายไม่กี่ครั้ง คนเหล่านั้นก็ไม่เหลือซากร่างที่สมบูรณ์อีกแล้ว 


     

    เมื่อร่างของพวกมันสลายไป มู่เชียนก็ปล่อยลำแสงสีทองออกไป ทำลายปราณชั่วร้ายที่กำลังหลอมรวมเข้าด้วยกัน ด้วยความรวดเร็วผิดธรรมดา 


     

    “ดูเหมือนว่าปราณมืดในนี้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างร่างมารจริงๆเสียด้วย” มู่เชียนเอ่ยก่อนจะก้าวขานำขบวนทุกคนเดินลึกเข้าสู่ใจกลางถ้ำ 


     

    ระหว่างทางพวกเขาพบทูตรัตติกาลและสัตว์อสูรรัตติกาลโผล่ออกมาเป็นระยะ พวกมันมีระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็มีจิตสำนึกและมันสมองที่ลดน้อยลงเช่นกัน  มหายุทธ์ห้าคนกลุ่มล่าสุดนั้น  กรูเข้าโจมตีเสี่ยวจิ้งกับลวี่ซานถงอย่างขาดสติ แม้แขนขาดขาขาดก็มิได้มีสีหน้าผิดปกติแม้แต่น้ย


     

    การต่อสู้ดำเนินต่อเนื่องอยู่หลายชั่วยาม  พวกเขาต่างก็ผลัดกันเข้าไปพักและนั่งรวบรวมปราณในมิติ จนบัดนี้ทั้งสี่สังหารศัตรูไปหลายร้อยชีวิตแล้ว ทว่ากลับยังไม่เห็นวี่แววของร่างมาร หรือ ลูกแก้วอสูรเลย


     

    “หรือมันไม่อยู่แล้ว ?” เสี่ยวจิ้งเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ ทว่ามู่เชียนกลับมีสีหน้าเบาสบาย เอ่ยว่า


     

    “ไม่เป็นไรหรอก.. หากพบลูกแก้วนั่นย่อมเป็นเรื่องดี  ..แต่แม้มันไม่อยู่ที่นี่..​อย่างไรก็ต้องจัดการถ้ำแห่งนี้ให้สะอาด เพื่อป้องกันภัยซุ่มซ่อน”


     

    ยิ่งเดินเข้าสู่ใจกลาง.. กลิ่นคาวคล้ายสัตว์เน่าตายก็แรงขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อเข้าใกล้จุดศูนย์กลาง พวกเขาก็ได้พบราชันย์ยุทธ์สองร่าง ร่างกายของคนทั้งสองมีบางส่วนที่เน่าเปื่อยไป แม้กระนั้นปราณของพวกมันก็ยังทรงพลังยิ่ง


     

    ร่างไร้จิตสำนึกทั้งสองโผเข้ามาหามู่เชียนก่อนอย่างดุดัน … เสี่ยวจิ้งรีบพุ่งเข้าใส่หนึ่งในนั้น เทพมังกรน้อยยามนี้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง มิได้บาดเจ็บเหมือนครั้งก่อน… เมื่อพบกับทูตรัตติกาลระดับราชันย์ที่ร่างเว้าแหว่ง จึงไม่น่ากังวลใจนัก


     

    ส่วนมู่เชียน  เมื่อเห็นร่างทรงพลังปราดเข้ามาหา ผู้เป็นพี่สาวก็ดึงร่างมู่เฉิงหลินเข้าไปหลบในมิติกำไลก่อนดึงดาบแสงวายุออกมารับมือราชันย์ยุทธ์ผู้นั้น 


     

    เหตุผลสำคัญอีกประการที่นางเลือกเดินทางมาเพียงสี่คน ก็เพราะว่าหากเกิดอันตราย พวกนางสี่คนล้วนเป็นผู้ที่สามารถเข้าไปหลบในกำไลมิติได้.. ด้วยหนทางเต็มไปด้วยอันตราย มู่เชียนจึงไม่ต้องการให้มีผู้อื่นร่วมเดินทางอีกแม้แต่คนเดียว


     

    หญิงสาวสะบัดกระบี่ใส่ร่างที่พุ่งเข้ามา ก่อนจะพลิ้วกายหลบไปอีกด้านด้วยวิชาปีกอสนี  ฝีเท้าของนางรวดเร็วอย่างมาก ขอเพียงนางตั้งใจ จะสามารถเคลื่อนไหวร่างกายรวดเร็วได้ไม่ต่างจากระดับมหายุทธ์ชั้นสูงสุด  


     

    ร่างระดับราชันย์ยุทธ์จ้องมองนางด้วยประกายตาว่างเปล่าไร้ชีวิต ในมือของนางปรากฏอาวุธเวทย์ชนิดกงจักร แหลมคมอย่างมาก เพียงฟาดผ่านอากาศก็สามารถสร้างรอยลาดลึกบนดินได้นับสิบจ้าง 


     

    และยามนี้อาวุธนั้นกำลังฟาดลงมาบนศีรษะของนาง  มู่เชียนพลิกดาบแสงวายุขึ้นรับการโจมตีนั้นไว้ ทว่าระดับทั้งสองต่างกันเกินไป ต่อให้หยุดได้อุ้งมือเล็กที่กำดาบนั้นเอาไว้คงต้องฉีกขาดด้วยแรงกดจากราชันย์ผู้นั้นเป็นแน่   หญิงสาวหลับตาลง รอรับแรงปะทะ.. 


     

    ดังคาด ยามที่อาวุธทั้งสองปะทะกัน มู่เชียนพลันรู้สึกเจ็บร้าวข้อมืออย่างมาก แม้กระนั้น การตั้งรับของนางกลับสามารถหยุดการโจมตีของเขาได้  ดวงตากลมโตลืมตาขึ้นอย่างแปลกใจก็พบว่าลวี่ซานถงมาปรากฏตัวอยู่ข้างกายนางแล้ว  พัดของเขาร่วมกันรับการโจมตีกับนาง …  ดวงตานายบ่าวทั้งสองประสานกันอย่างรู้ใจ ขอเพียงล่อให้มันใช้ปราณออกมาได้ ให้พวกตนฉวยโอกาสใช้หมื่นธาตุพิษจัดการ ชัยชนะย่อมตกเป็นของพวกนางแล้ว


     

    ทั้งสองเปลี่ยนสถานะจากรับเป็นรุก  ดาบแสงวายุและพัดหยกเล่มนั้น ผลัดกันโจมตีใส่โดยไม่เว้นช่องว่างให้ศัตรูได้ทันตั้งตัว…  ผู้ที่รู้ใจนางที่สุด คือเสี่ยวจิ้ง.. ผู้ที่รู้ทันความคิดก็คือลวี่ซานถง..  ทุกอุบาย ทุกเล่ห์กล ทุกการเคลื่อนไหว สอดประสานกันได้อย่างลงตัว ชั่วขณะนี้จ้าวยุทธ์ทั้งสองสามารถต่อสู้ทัดเทียมกับราชันย์ยุทธ์ผู้หนึ่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ


     

    ทว่าเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ มู่เชียนและเทพจิ้งจอกกลับมิได้ผลลัพธ์ที่ตนต้องการ..   ทั้งคู่ทั้งโจมตีและหลอกล่ออยู่นาน ร่างไร้สติตรงหน้ากลับไม่ยอมปล่อยปราณออกมา ราวกับมีบางอย่างกำกับมันอยู่.. และสิ่งนั้นรู้ดีว่าหมื่นธาตุพิษของนางสามารถกำจัดมันได้


     

    ไม่ว่าอย่างไรมู่เชียนและลวี่ซานถงเป็นเพียงจ้าวยุทธ์เท่านั้น ปราณในร่างด้อยกว่าราชันย์ยุทธ์หลายส่วน หากปล่อยไว้นาน จุดอ่อนนี้จะเผยออกมาแล้ว…


     

    แว่วเสียงคำรามดุร้ายของเสี่ยวจิ้ง  มู่เชียนหันขวับไปมองก็เห็นแขนข้างหนึ่งของทูติรัตติกาล คว้าบ่าของเสี่ยวจิ้งเอาไว้ก่อนจะปล่อยปราณรัตติกาลเข้าใส่ … ปราณสีดำกัดเซาะบริเวณไหล่ของเทพมังกรน้อย จนเกิดรอยไหม้ทันที


     

    มู่เชียนชะงักร่าง ก่อนจะหันไปฟาดดาบแสงวายุเข้าใส่แขนข้างนั้นของศัตรู หมายจะให้มันมือปล่อยจากเทพอสูรของนาง..  ใครจะนึกว่ามันกลับไม่ใส่ใจดาบของนางสักนิด 


     

    “ฉัวะ….!!” เสียงมีดบาดเนื้อ พร้อมกับแขนข้างนั้นที่ร่วงลงกับพื้นอย่างง่ายดาย เหตุเพราะเจ้าของร่างมิได้ใส่ใจจะปกป้องอวัยวะนั้นของตน 


     

    เสี่ยวจิ้งหลุดพ้นจากพันธนาการแล้ว  ทว่ายังไม่ทันโล่งใจร่างพิการของชายผู้นั้นพลันพลิกฝ่ามืออีกฟาดเข้าที่กลางอกของหญิงสาวอย่างแรง !  

    # ดึกๆมาอีกตอนนะคะ

    # ขออภัยที่ให้รอนะคะ…   สิ้นเดือนเหมือนจะสิ้นใจ.. งานเยอะม้าาาากกกกก 
     

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน