หนึ่งอาทิตย์ต่อมา ใจกลางเทือกเขาทมิฬยามนี้มีเปลวไฟก้อนใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า แว่วเสียงการต่อสู้สลับกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งป่า
“เพลิงทะลายภูผา !” ปราณสีแดงจ้า.. เปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงก้อนมหึมา พวยพุ่งจากฝ่ามือทั้งสองของชายหนุ่มวัยสิบเจ็ดสิบแปดปี ระเบิดใส่กลุ่มสัตว์อสูรสิบกว่าร่างตรงหน้า.. ห้าร่างในนั้นละลายลงไปด้วยฤทธิ์เคล็ดวิชาระดับฟ้า ทว่าแท้จริงพวกมันล้วนเป็นเพียงระดับยอดอสูรเท่านั้น..
ส่วนระดับปราชญ์อสูรขึ้นไป พวกมันถูกเปลวเพลิงก้อนเมื่อครู่เผาไหม้จนเลือดเนื้อสลาย ทว่าแม้ร่างจะเหลือเพียงเนื้อสีแดงซีดหุ้มกระดูก ทว่าร่างไม่สมประกอบนั้นกลับยังพุ่งเข้ามาโจมตีเจ้าของเปลวเพลิงต่อไป… โดยไร้ซึ่งท่าทางเจ็บปวดหรือหวั่นเกรง
มู่เฉิงหลินมิได้เผยสีหน้าประหลาดใจ เห็นมันกล้าพุ่งเข้ามาโจมตีขบวนของพวกเขา ทั้งที่มีเทพอสูรร่วมเดินทางถึงสองตน ชายหนุ่มก็ทราบแล้วว่าสัตว์อสูรกลุ่มนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็นอสูรรัตติกาลไปแล้ว
มู่เชียนมอบหมายให้เขาทำหน้าที่เป็นด่านหน้า คอยเปิดเผยตัวตนของพวกสัตว์อสูรรัตติกาล.. พร้อมกับถือโอกาสกำจัดเหล่าสัตว์อสูรที่ระดับต่ำกว่าปราชญ์อสูรทั้งหลาย … ส่วนระดับปราชญ์อสูรขึ้นไปจะถูกมอบให้เป็นหน้าที่ของเสี่ยวจิ้ง ลวี่ซานถงแทน
เงาร่างปราดเปรียวหนึ่งแดงหนึ่งเขียว วูบไหวอยู่ท่ามกลางโครงกระดูกสัตว์ร้ายอย่างคล่องแคล่ว ทุกแห่งที่เงาสีแดงวาบผ่านไป เหล่าโครงกระดูกจะถูกไฟผลาญจนไม่เหลือแม้เพียงเถ้า ในขณะที่ฝั่งของเทพจิ้งจอก ปราณพิษสีเขียวถูกปล่อยออกมาลอยล่องอยู่รอบกายของเขา ทำการละลายโครงกระดูกเหล่านั้น เหลือไว้เพียงน้ำเน่ากองหนึ่ง
ทั้งที่รู้ว่าสู้ไม่ได้ ทว่าพวกมันยังคงกรูเข้าหาเสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงอย่างไม่กลัวตาย และนั่นก็ยิ่งทำให้การกำจัดพวกมันง่ายขึ้นมากสำหรับพวกเขา
ทุกชีวิตที่ตายจากไป จะปรากฏปราณสีดำลอยล่องออกจากร่างบริเวณเหล่านั้น พวกมันลอยสูงขึ้นจากพื้นเรื่อยๆ หมายจะไปรวมกันบนท้องฟ้า ทว่าเพียงเงาดำลอยสูงในระดับเอว ลำแสงสีทองก็วาบผ่าน ชะล้างกลิ่นอายชั่วร้ายเหล่านั้น ให้เปลี่ยนเป็นปราณใสสะอาดแทน
มู่เชียนนั่งอยู่บนหลังจื่อฮั่ว ผีซิววัยหกขวบยามกลายร่างกลับมีขนาดเกือบเท่าม้าตัวใหญ่ ความเร็วของมันน่าประทับใจอย่างมาก เงาสีเขานั้นแวบวาบไปมา ไม่กี่อึดใจก็สามารถพามู่เชียนวนเวียนไปได้ทั่วทั้งผาดำแล้ว
การต่อสู้และการทำลายล้างยังคงดำเนินต่อไปราวครึ่งชั่วยาม ในที่สุดอสูรรัตติกาลฝูงนี้ก็ถูกทำลายจนหมด
“กลุ่มที่สามแล้วสินะ…” มู่เฉิงหลินเอ่ย พลางเช็ดเศษเนื้อออกจากแขนเสื้ออย่างไม่พอใจ “ พวกมันมาจากไหนมากมายนัก”
เสี่ยวจิ้งเห็นมู่เชียนเหงื่อโทรมกาย วันนี้นางใช้ปราณอี้เจ๋อไปเป็นจำนวนมากจึงนึกเป็นห่วง “ ไหวหรือไม่ ? ปราณในร่างของเจ้าดูไม่มั่นคงเท่าใด”
หญิงสาวใช้มือปาดเหงื่อบนหน้าผากออกอย่างลวกๆ ก่อนจะพยักหน้ายิ้มให้ “ปราณของข้าไม่ปกติจริงๆ.. ดูเหมือนว่าการบรรลุมหายุทธ์คงอยู่อีกไม่ไกลแล้ว”
ลวี่ซานถงเดินมาพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำสะอาดส่งให้นายสาว มือของเขาสะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นผงแม้แต่น้อย “ด้านหน้าอีกไม่ไกลก็จะถึงถ้ำไร้ตะวันแล้ว นายหญิงพักสักหน่อยเถิด”
“รู้อย่างนี้ เจ้าน่าจะนำคนมาเยอะสักหน่อย” มู่เฉิงหลินเอ่ยอย่างเป็นกังวล “ดูจากจำนวนของพวกมันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าในถ้ำจะมีมากมายเพียงใด”
ประโยคนี้ของเขา ทำให้หญิงสาวยิ้มออกมา ก่อนจะนึกถึงบทสนทนาของนางกับชายผู้นั้นเมื่อวันก่อน
เขาดูโมโหไม่น้อยที่นางเดินทางถ้ำไร้ตะวันโดยนำคนติดตามมาเพียงหยิบมือ
‘การเดินทางไปที่นั่นมีความเสี่ยงเพียงใดรู้หรือไม่ ?’เสียงจากบุรุษผู้นั้นฟังดูเคร่งเครียดและไม่พอใจอย่างมาก ที่นางตัดสินใจเดินทางมาถ้ำไร้ตะวันโดยไม่ปรึกษาเขาก่อน
‘ข้ารู้… ทว่ารังศัตรูอยู่ใกล้แคว้นอวิ๋นของข้าเพียงนี้ จะให้ข้าวางเฉยปล่อยพวกมันทิ้งไว้ และออกเดินทางไปตามหาเทพอสูรตนอื่นได้อย่างไรกัน ?’
‘ถึงคิดจะกวาดล้างพวกมัน ก็ควรนำทัพไปด้วยสิ’ สุ้มเสียงยังไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจครั้งนี้ของนางนัก.. ทว่ามู่เชียนมิได้โกรธสักนิด ยิ่งรับรู้ถึงความเป็นห่วงจากคนสำคัญ… ใจของนางก็ยิ่งอบอุ่นอย่างมาก
‘ท่านจะทำให้ข้าเคยตัวแล้ว รู้หรือไม่ ?’ เสียงหวานหลุดปากเอ่ยออกมาอย่างใจนึก ทว่าเมื่อเห็นชายหนุ่มชะงักนิ่งไป จึงรู้สึกตัวแล้วรีบเอ่ยต่อไปทันที
‘หากเสี่ยวจิ้งกับซานถงรับมือไม่ได้ พากองทัพมาก็ไร้ประโยชน์ อีกอย่าง…หลังจากนี้ข้าจะออกเดินทางไกลแล้ว.. ย่อมไม่อาจนำคนไปได้มากมาย นี่ก็ถือว่าเป็นการฝึกซ้อมก็แล้วกัน’
มู่เชียนคิดเช่นนั้นจริงๆ หากจะนำกองทัพมาก็คงไม่ได้ฝึกวิชา อีกทั้งการเดินทางคงไม่คล่องตัวนัก ส่วนหู่อู่อยู่ช่วยท่านปู่ดูแลแคว้นอวิ๋น โม่เจี้ยนก็ต้องเดินทางไปแคว้นลู่ ส่วนฟู่เจี่ยอีนั้นก่อนออกเดินทางนางมิได้ปรากฏตัว มู่เชียนจึงทำเพียงทิ้งจดหมายไว้ใ้ห้รู้ว่าตนเองอยู่ที่ใด… สุดท้ายจึงมีเพียงสี่คนเท่านั้นที่ออกจากแคว้นอวิ๋นมา
‘เจี่ยอีเล่า ?’ เยว่เทียนหงซักไซ้ต่อดังคาด.. เพียงสามคำสั้นๆนั้น กลับทำมู่เชียนรับรู้ถึงรังสีอำมหิตของเขา เยว่เทียนหงมอบสตรีผู้นั้นให้คอยดูแลนางอย่างใกล้ชิด ยามนี้เพื่อมิให้สตรีนางนั้นเดือดร้อน จึงได้แต่ยืนกรานว่าตนเองสั่งให้เจี่ยอีไปทำธุระสำคัญบางอย่างให้ แต่ท่าทางลนลานของนางย่อมหนีไม่พ้นสายตาคมกริบคู่นั้นไปได้
‘ข้ามอบคนไปกี่คน ก็มีแต่ถูกเจ้าทิ้งไว้เบื้องหลังเสมอ…. หรือเจ้ามีเจตนาจะบีบคั้นให้ข้าไปอยู่กับเจ้าใช่หรือไม่ ?’
คิดถึงประโยคนี้ของเขาใบหน้าหญิงสาวก็พลันแดงซ่าน … นางจำได้ดีว่าตนเองเขินอายและใจเต้นเพียงใด ทว่าครู่เดียวเท่านั้นก็รีบสั่งตนเองว่า อย่าได้คิดลึกอีกเป็นอันขาด แม้กระนั้นนางก็ไม่รู้ว่าจะโต้ตอบวาจาประโยคนี้ของเขาเช่นไรจึงจะเหมาะสม และชายหนุ่มคงเห็นนางเงียบไปนาน จึงได้แต่เอ่ยด้วยเสียงจนใจว่า
“เอาเถิด.. จำไว้ว่าอย่าให้เกิดอันตราย มิเช่นนั้น…ก็เท่ากับเจ้าทำร้ายข้าแล้ว”
หน้าถ้ำไร้ตะวัน ปากถ้ำขนาดใหญ่ สูงเทียบเท่ากับอาคารห้าชั้น ความกว้างโอ่โถงของมันควรจะทำให้อากาศภายในไหลเวียนได้ดี ที่ไหนได้รอบด้านกลับมืดหม่นจนแสงตะวันไม่อาจส่องไปถึง ไอปราณมืดสนิทที่ไหลเวียนอยู่ด้านใน ยังเอ่อทะลักออกมาด้านนอก ในความดำมืดนั้นพวกมู่เชียนไม่อาจจับสัมผัสถึงสัญญาณชีวิตใดๆได้เลย
“ด้านในมีลูกแก้วธาตุแสงจริงหรือ ?”
“ครั้งก่อนที่มาที่นี่ ข้ายังรู้สึกได้ว่ามันอยู่ด้านในนั้น แต่ครานี้กลับสัมผัสไม่ได้เลย”
ทั้งสี่ก้าวขาเข้าไปด้านใน ทูตรัตติกาลระดับปราชญ์ยุทธ์ยี่สิบกว่าคน จ้าวยุทธ์ห้าคน มหายุทธ์อีกหนึ่งคน
“หึ..กล้ามาถึงที่นี่เชียวหรือ..” เสียงหนึ่งเอ่ย ทว่าพวกเขาที่ต่อสู้มาตลอดทาง ทราบนานแล้วว่าการเจรจาไม่สามารถจะเกลี้ยกล่อมคนเหล่านี้ได้…
ทั้งสี่เปิดฉากการต่อสู้โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ทำให้กระบวนยุทธ์ยี่สิบกว่าคนตรงหน้าแตกกระจายกันไป มู่เชียนสะบัดมือส่งปราชญ์ยุทธ์ห้าคนให้มู่เฉิงหลินจัดการ ขณะที่ตนเองจัดการจ้าวยุทธ์ห้าคนในชั่วพริบตา ส่วนที่เหลือนั้น เพียงเสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงขยับกายไม่กี่ครั้ง คนเหล่านั้นก็ไม่เหลือซากร่างที่สมบูรณ์อีกแล้ว
เมื่อร่างของพวกมันสลายไป มู่เชียนก็ปล่อยลำแสงสีทองออกไป ทำลายปราณชั่วร้ายที่กำลังหลอมรวมเข้าด้วยกัน ด้วยความรวดเร็วผิดธรรมดา
“ดูเหมือนว่าปราณมืดในนี้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างร่างมารจริงๆเสียด้วย” มู่เชียนเอ่ยก่อนจะก้าวขานำขบวนทุกคนเดินลึกเข้าสู่ใจกลางถ้ำ
ระหว่างทางพวกเขาพบทูตรัตติกาลและสัตว์อสูรรัตติกาลโผล่ออกมาเป็นระยะ พวกมันมีระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็มีจิตสำนึกและมันสมองที่ลดน้อยลงเช่นกัน มหายุทธ์ห้าคนกลุ่มล่าสุดนั้น กรูเข้าโจมตีเสี่ยวจิ้งกับลวี่ซานถงอย่างขาดสติ แม้แขนขาดขาขาดก็มิได้มีสีหน้าผิดปกติแม้แต่น้ย
การต่อสู้ดำเนินต่อเนื่องอยู่หลายชั่วยาม พวกเขาต่างก็ผลัดกันเข้าไปพักและนั่งรวบรวมปราณในมิติ จนบัดนี้ทั้งสี่สังหารศัตรูไปหลายร้อยชีวิตแล้ว ทว่ากลับยังไม่เห็นวี่แววของร่างมาร หรือ ลูกแก้วอสูรเลย
“หรือมันไม่อยู่แล้ว ?” เสี่ยวจิ้งเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ ทว่ามู่เชียนกลับมีสีหน้าเบาสบาย เอ่ยว่า
“ไม่เป็นไรหรอก.. หากพบลูกแก้วนั่นย่อมเป็นเรื่องดี ..แต่แม้มันไม่อยู่ที่นี่..อย่างไรก็ต้องจัดการถ้ำแห่งนี้ให้สะอาด เพื่อป้องกันภัยซุ่มซ่อน”
ยิ่งเดินเข้าสู่ใจกลาง.. กลิ่นคาวคล้ายสัตว์เน่าตายก็แรงขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อเข้าใกล้จุดศูนย์กลาง พวกเขาก็ได้พบราชันย์ยุทธ์สองร่าง ร่างกายของคนทั้งสองมีบางส่วนที่เน่าเปื่อยไป แม้กระนั้นปราณของพวกมันก็ยังทรงพลังยิ่ง
ร่างไร้จิตสำนึกทั้งสองโผเข้ามาหามู่เชียนก่อนอย่างดุดัน … เสี่ยวจิ้งรีบพุ่งเข้าใส่หนึ่งในนั้น เทพมังกรน้อยยามนี้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง มิได้บาดเจ็บเหมือนครั้งก่อน… เมื่อพบกับทูตรัตติกาลระดับราชันย์ที่ร่างเว้าแหว่ง จึงไม่น่ากังวลใจนัก
ส่วนมู่เชียน เมื่อเห็นร่างทรงพลังปราดเข้ามาหา ผู้เป็นพี่สาวก็ดึงร่างมู่เฉิงหลินเข้าไปหลบในมิติกำไลก่อนดึงดาบแสงวายุออกมารับมือราชันย์ยุทธ์ผู้นั้น
เหตุผลสำคัญอีกประการที่นางเลือกเดินทางมาเพียงสี่คน ก็เพราะว่าหากเกิดอันตราย พวกนางสี่คนล้วนเป็นผู้ที่สามารถเข้าไปหลบในกำไลมิติได้.. ด้วยหนทางเต็มไปด้วยอันตราย มู่เชียนจึงไม่ต้องการให้มีผู้อื่นร่วมเดินทางอีกแม้แต่คนเดียว
หญิงสาวสะบัดกระบี่ใส่ร่างที่พุ่งเข้ามา ก่อนจะพลิ้วกายหลบไปอีกด้านด้วยวิชาปีกอสนี ฝีเท้าของนางรวดเร็วอย่างมาก ขอเพียงนางตั้งใจ จะสามารถเคลื่อนไหวร่างกายรวดเร็วได้ไม่ต่างจากระดับมหายุทธ์ชั้นสูงสุด
ร่างระดับราชันย์ยุทธ์จ้องมองนางด้วยประกายตาว่างเปล่าไร้ชีวิต ในมือของนางปรากฏอาวุธเวทย์ชนิดกงจักร แหลมคมอย่างมาก เพียงฟาดผ่านอากาศก็สามารถสร้างรอยลาดลึกบนดินได้นับสิบจ้าง
และยามนี้อาวุธนั้นกำลังฟาดลงมาบนศีรษะของนาง มู่เชียนพลิกดาบแสงวายุขึ้นรับการโจมตีนั้นไว้ ทว่าระดับทั้งสองต่างกันเกินไป ต่อให้หยุดได้อุ้งมือเล็กที่กำดาบนั้นเอาไว้คงต้องฉีกขาดด้วยแรงกดจากราชันย์ผู้นั้นเป็นแน่ หญิงสาวหลับตาลง รอรับแรงปะทะ..
ดังคาด ยามที่อาวุธทั้งสองปะทะกัน มู่เชียนพลันรู้สึกเจ็บร้าวข้อมืออย่างมาก แม้กระนั้น การตั้งรับของนางกลับสามารถหยุดการโจมตีของเขาได้ ดวงตากลมโตลืมตาขึ้นอย่างแปลกใจก็พบว่าลวี่ซานถงมาปรากฏตัวอยู่ข้างกายนางแล้ว พัดของเขาร่วมกันรับการโจมตีกับนาง … ดวงตานายบ่าวทั้งสองประสานกันอย่างรู้ใจ ขอเพียงล่อให้มันใช้ปราณออกมาได้ ให้พวกตนฉวยโอกาสใช้หมื่นธาตุพิษจัดการ ชัยชนะย่อมตกเป็นของพวกนางแล้ว
ทั้งสองเปลี่ยนสถานะจากรับเป็นรุก ดาบแสงวายุและพัดหยกเล่มนั้น ผลัดกันโจมตีใส่โดยไม่เว้นช่องว่างให้ศัตรูได้ทันตั้งตัว… ผู้ที่รู้ใจนางที่สุด คือเสี่ยวจิ้ง.. ผู้ที่รู้ทันความคิดก็คือลวี่ซานถง.. ทุกอุบาย ทุกเล่ห์กล ทุกการเคลื่อนไหว สอดประสานกันได้อย่างลงตัว ชั่วขณะนี้จ้าวยุทธ์ทั้งสองสามารถต่อสู้ทัดเทียมกับราชันย์ยุทธ์ผู้หนึ่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ทว่าเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ มู่เชียนและเทพจิ้งจอกกลับมิได้ผลลัพธ์ที่ตนต้องการ.. ทั้งคู่ทั้งโจมตีและหลอกล่ออยู่นาน ร่างไร้สติตรงหน้ากลับไม่ยอมปล่อยปราณออกมา ราวกับมีบางอย่างกำกับมันอยู่.. และสิ่งนั้นรู้ดีว่าหมื่นธาตุพิษของนางสามารถกำจัดมันได้
ไม่ว่าอย่างไรมู่เชียนและลวี่ซานถงเป็นเพียงจ้าวยุทธ์เท่านั้น ปราณในร่างด้อยกว่าราชันย์ยุทธ์หลายส่วน หากปล่อยไว้นาน จุดอ่อนนี้จะเผยออกมาแล้ว…
แว่วเสียงคำรามดุร้ายของเสี่ยวจิ้ง มู่เชียนหันขวับไปมองก็เห็นแขนข้างหนึ่งของทูติรัตติกาล คว้าบ่าของเสี่ยวจิ้งเอาไว้ก่อนจะปล่อยปราณรัตติกาลเข้าใส่ … ปราณสีดำกัดเซาะบริเวณไหล่ของเทพมังกรน้อย จนเกิดรอยไหม้ทันที
มู่เชียนชะงักร่าง ก่อนจะหันไปฟาดดาบแสงวายุเข้าใส่แขนข้างนั้นของศัตรู หมายจะให้มันมือปล่อยจากเทพอสูรของนาง.. ใครจะนึกว่ามันกลับไม่ใส่ใจดาบของนางสักนิด
“ฉัวะ….!!” เสียงมีดบาดเนื้อ พร้อมกับแขนข้างนั้นที่ร่วงลงกับพื้นอย่างง่ายดาย เหตุเพราะเจ้าของร่างมิได้ใส่ใจจะปกป้องอวัยวะนั้นของตน
เสี่ยวจิ้งหลุดพ้นจากพันธนาการแล้ว ทว่ายังไม่ทันโล่งใจร่างพิการของชายผู้นั้นพลันพลิกฝ่ามืออีกฟาดเข้าที่กลางอกของหญิงสาวอย่างแรง !
# ดึกๆมาอีกตอนนะคะ
# ขออภัยที่ให้รอนะคะ… สิ้นเดือนเหมือนจะสิ้นใจ.. งานเยอะม้าาาากกกกก