เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 115: เผด็จศึก (The Endgame)

            ทางด้านสึรุฮิเมะก็รีบทำการเรียกง้าวนางินาตะมายาออกมา พร้อมกับร่ายเวทย์ผ่านปลอกแขนมายาจนเกิดเปลวไฟอันร้อนระอุขึ้นปกคลุมไปทั่วคมง้าว

            “คุราโมจิ อิริสึกุริ อาเบะ โอโทโมะ อิโซโนะกามิ”

            ส่วนทางด้านสึรุฮิเมะนั้น ก็รีบทำการชักคมดาบเรเปียร์ออกมาจากฝักดาบที่เป็นด้ามจับของคฑาเวทย์จัทนร์เสี้ยว ก่อนที่เธอนั้นจะทำการเอ่ยขานนามของกระต่ายเบญจธาตุทั้ง 5 ตน เพื่อให้พวกมันทั้งหมดเข้ามาสิงสถิตอยู่รวมกันบนคมดาบเรเปียร์ จนเกิดเป็นลำแสงออร่าสีฟ้าที่ปกคลุมไปทั่วทั้งคมดาบ

            ทางด้านสองพญามารอสูรอย่างเมซุกิกับโกซุกินั้น ถึงแม้ว่าจะสามารถหลบหลีก และป้องกันการโจมตีสะท้อนกลับมาได้ แต่ก็ถูกคู่ต่อสู้อีกฝ่ายฉวยโอกาสพุ่งเข้าไปฟันใส่อย่างไม่ยั้ง แต่พวกมันก็สามารถรับการโจมตีจากอีกฝ่ายด้วยอาวุธประจำกายไว้ได้ทั้งหมด จึงทำให้การปะทะกันในครั้งนี้เป็นไปอย่างดุเดือด เสียงการปะทะกันด้วยอาวุธนั้นดังสนั่นไปทั่วบริเวณภายในป่า

            หลังจากที่ปะทะกันมาได้สักระยะ ทั้งสองฝ่ายต่างก็รีบกระโดดถอยหลังออกมาด้วยความรวดเร็ว จากนั้น เซย์เมย์ได้ทำการโปรยแผ่นยันต์ขึ้นบนกลางอากาศ 12 แผ่น ก่อนที่เขานั้นจะรีบทำการร่ายเวทย์ด้วยความรวดเร็ว เพื่อเสกแผ่นยันต์ทั้ง 12 แผ่นให้กลายเป็นมังกรอัคนี และพุ่งเข้าโจมตีใส่พวกมันทั้งสองด้วยความเร็วสูง จนเกิดแรงระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นเป็นวงกว้าง

            ส่วนทางด้านยูโตะก็รีบทำการร่ายเวทย์เสกฝูงค้างคาวสายฟ้าขึ้น และพุ่งเข้าไปโจมตีใส่สองพญามารอสูรด้วยความเร็วสูง ส่วนทางด้านสึรุฮิเมะก็รีบทำการร่ายเวทย์ธาตุน้ำแข็งผ่านปลอกแขนมายาลงบนคมง้าวนางินาตะ จนทำให้เปลวไฟที่กำลังปกคลุมคมง้าวอยู่ในขณะนี้กลายเป็นควันน้ำแข็งอันเย็นยะเยือกไปในทันที

            จากนั้น สึรุฮิเมะก็รีบทำการตวัดคมง้าวปล่อยคลื่นน้ำแข็งอันเย็นเฉียบที่มาในลักษณะเป็นกลุ่มก้อนผลึกที่โผล่ขึ้นมาบนพื้นพุ่งเข้าโจมตีใส่ในแนวตรง จนทำให้ร่างของพวกมันทั้งสองนั้นถูกแช่แข็งไปในทันที

            ทางด้านคางุยะนั้นก็รีบทำการร่ายเวทย์โดยการเคาะปลายฝักดาบที่เป็นด้ามจับของคฑาเวทย์จันทร์เสี้ยวลงบนพื้น เพื่อทำการเสกคลื่นระเบิดพสุธาขึ้นตรงบริเวณที่ร่างของสองพญามารอสูรอย่างเมซุกิกับโกซุกิกำลังถูกแช่แข็ง จนเกิดแรงระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่น พร้อมกับเศษดินที่แผ่กระจายออกเป็นวงกว้าง

            จนทำให้ร่างของพวกมันนั้นได้ลอยกระเด็นขึ้นไปบนกลางอากาศ คางุยะรีบฉวยโอกาสปามีดบินแห่งจันทรมนตราใส่ร่างของพวกมันอย่างต่อเนื่อง สักพัก มีดบินทุกเล่มที่ปักเข้าที่ตามร่างของพวกมันนั้นก็ค่อยๆ เรือนแสบวาบออกมา จนเกิดแรงระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นเป็นวงกว้าง จากการโจมตีในครั้งนี้ ทำให้ร่างของสองพญามารอสูรอย่างเมซุกิกับโกซุกินั้นแทบจะทรุดลงที่พื้นในทันที

            เซย์เมย์รีบทำการโปรยแผ่นยันต์ทั้ง 24 แผ่นขึ้นไปบนกลางอากาศ ก่อนที่เขานั้นจะรีบทำการร่ายเวทย์พลางตวัดสองนิ้วหนาในลักษณะเป็นรูปดาว

            “Rin Pyo To Sha Kai Jin Retsu Zai Zen...”

            รูปเส้นดาว 5 แฉกที่เรือนแสงวาบสีขาวออกมานั้นได้ปรากฏขึ้นที่ตรงหน้าเซย์เมย์ หลังจากที่เขาร่ายเวทย์จนจบ

            “OM” หลังจากที่การร่ายเวทย์นั้นสิ้นสุดลง แผ่นยันต์ทั้ง 24 แผ่นนั้นก็ได้กลายเป็นลำแสงพิฆาต และโจมตีใส่สองพญามารอสูรอย่างเมซุกิกับโกซุกิเข้าอย่างจังจนเกิดแรงระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นเป็นวงกว้าง

            ส่วนทางด้านยูโตะนั้นก็รีบทำการร่ายเวทย์โดยการเคาะปลายคฑาเวทย์ลงบนพื้น เพื่อทำการเสกลูกไฟอุกกาบาตให้ตกลงสู่พื้นที่ในบริเวณที่สองพญามารอสูรอย่างเมซุกิกับโกซุกิกำลังยืนอยู่ จนเกิดแรงระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่น จากนั้น สึรุฮิเมะก็รีบทำการร่ายเวทย์อัญเชิญ 4 นักรบแห่งอสูรจตุรเทพขึ้นมาทันที

            “4 เทพนักรบศักดิ์สิทธิ์แห่งอสูรปกครองที่ไหลเวียนบนกายแห่งข้า เทพนักรบแห่งมังกรฟ้านภาผู้คุ้มครองวาโยธาตุ เทพนักรบแห่งหงส์เพลิงอัคนีผู้คุ้มครองเตโชธาตุ เทพนักรบแห่งพยัคฆ์ขาวพสุธาผู้คุ้มครองปฐวีธาตุ เทพนักรบแห่งเต่าทมิฬวารีผู้คุ้มครองอาโปธาตุ ผู้ซึ่งเคยปกปักษ์รักษาดินแดนมาตุภูมิให้รอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง...มาตั้งแต่สมัยโบราณกาล ข้าขออัญเชิญ...4 นักรบแห่งอสูรจตุรเทพ!!”

            ทางด้านสึรุฮิเมะ หลังจากที่เธอร่ายเวทย์อัญเชิญ 4 นักรบแห่งอสูรจตุรเทพจนจบ นักรบแห่งอสูรจตุรเทพทั้ง 4 ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นในทันที พวกมันทั้ง 4 จะมาในรูปลักษณ์ของนักรบสวมชุดเกราะที่อิงตามอัตลักษณ์ของอสูรปกครองทั้ง 4 นั้นๆ

            อย่างเทพนักรบแห่งมังกรฟ้านภานั้นจะสวมชุดเกราะมังกรสีน้ำเงินมันวาว และใช้กระบี่เป็นอาวุธประจำกาย เทพนักรบแห่งหงส์เพลิงอัคนีจะสวมชุดเกราะหงส์สีแดงมันวาว และใช้ธนูเป็นอาวุธ เทพนักรบแห่งพยัคฆ์ขาวพสุธาจะสวมชุดเกราะเสือขาวสีมันเงา และใช้หอกเป็นอาวุธ และเทพนักรบแห่งเต่าทมิฬวารีจะสวมชุดเกราะเต่าดำสีมันเงา และใช้ขวานคู่เป็นอาวุธ

            เวทย์อัญเชิญ 4 นักรบแห่งอสูรจตุรเทพเป็นหนึ่งในพลังเวทย์ประจำตระกูลโอโฮริ เป็นพลังเวทย์ขั้นสูงที่รองลงมาจากเวทย์อัญเชิญ 4 จตุรเทพแห่งอสูร มีอานุภาพในทำลายล้างที่ค่อนข้างสูงแต่ไม่มากเท่ากับเวทย์อัญเชิญ 4 จตุรเทพแห่งอสูร และก็ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้อีกด้วย

            4 นักรบแห่งอสูรจตุรเทพนั้นต่างก็พุ่งเข้าโจมตีใส่สองพญามารอสูรอย่างเมซุกิกับโกซุกิด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง เทพนักรบแห่งมังกรฟ้านภานั้นจะใช้กระบี่พุ่งเข้าไปฟันใส่ร่างของพวกมันทั้งสองด้วยความรวดเร็วและฉับไว ส่วนเทพนักรบแห่งหงส์เพลิงอัคนีนั้นจะยิงลูกธนูเปลวไฟใส่พวกมันอย่างต่อเนื่อง

            ส่วนเทพนักรบแห่งพยัคฆ์ขาวพสุธานั้นจะใช้หอกพุ่งเข้าไปโจมตีใส่พวกมันด้วยความรวดเร็ว ส่วนเทพนักรบแห่งเต่าทมิฬวารีนั้นจะใช้ขวานคู่พุ่งเข้าไปโจมตีใส่พวกมันด้วยความรวดเร็วด้วยเช่นกัน

            ในครั้งนี้ สองพญามารอสูรอย่างเมซุกิกับโกซุกินั้นไม่สามารถต้านทานการโจมตีของเหล่า 4 นักรบแห่งอสูรจตุรเทพได้ จึงทำให้พวกมันทั้งสองต้องเสียท่าให้กับเหล่าเทพนักรบทั้ง 4 ที่สึรุฮิเมะอัญเชิญเข้ามา

            จากนั้น คางุยะก็รีบเก็บคมดาบเรเปียร์เข้าไปในฝักดาบอันเป็นด้ามจับของคฑาเวทย์จันทร์เสี้ยว ก่อนที่เธอนั้นจะรีบขว้างมีดบินแห่งจันทรมนตราใส่สองพญามารอสูรอย่างเมซุกิกับโกซุกิอย่างต่อเนื่อง จากนั้น เธอก็รีบทำการร่ายเวทย์ขั้นสุดท้ายเพื่อปิดฉากการต่อสู้ในครั้งนี้ทันที โดยที่เธอนั้นจะถือคฑาพระจันทร์เสี้ยวเอาไว้ด้วยมือเรียวงามทั้งสองข้างในลักษณะแนวตั้ง และห่างกันประมาณศอก

            “ด้วยสายโลหิตแห่งธิดาเลือดผสม ข้าขอให้พลังอำนาจแห่งจันทร์เทวีผู้เป็นพระมารดร จงเข้ามาสิงสถิตและไหลเวียนในกายข้า เหล่าดวงจิตแห่งมารปีศาจและอสูรทั้งหลาย จงดับสลายอยู่ตรงหน้าข้าซะ”

            หลังจากที่คางุยะร่ายเวทย์จนจบ ก็ได้เกิดพายุหิมะอันหนาวเหน็บขึ้นโหมกระหน่ำไปทั่วทั้งบริเวณภายในป่า พร้อมกับเสียงลมพายุที่ดังสนั่น ความหนาวเหน็บของมันนั้นทำเอาผู้คนที่อยู่ภายในบริเวณตรงนั้นแทบจะแข็งตายได้ในทันที

            “ทัณฑ์มัจจุราช...วาโยเหมันต์” ทันใดนั้น ก็ได้เกิดลูกพายุหิมะที่มีขนาดใหญ่ขึ้นพัดโหมกระหน่ำเข้ามายังสองพญามารอสูรอย่างบ้าคลั่ง จนทำให้ร่างของพวกมันทั้งสองนั้นค่อยๆ แข็งตัวทีละน้อย ใบมีดบินนับสิบกว่าเล่มที่ปักอยู่ตามร่างของพวกมันทั้งสองนั้นค่อยๆ ปล่อยควันน้ำแข็งออกมาเข้าสู่ภายในบาดแผลตามจุดต่างๆ และแผ่กระจายไปทั่วร่าง

            จนกระทั่งร่างของสองพญามารอสูรอย่างเมซุกิกับโกซุกินั้นก็ค่อยๆ กลายเป็นก้อนน้ำแข็งอันแสนจะเย็นยะเยือก และก็แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ หลังจากที่การต่อสู้นั้นจบลง ทั้งยูโตะ เซย์เมย์ สึรุฮิเมะ และคางุยะ ต่างก็เริ่มรู้สึกอ่อนล้าไปทั่วร่างจากการต่อสู้ในครั้งนี้ จนแทบจะทรุดล้มทั้งยืนในทันที

    คล้ายกับเรื่องเจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain) ที่คุณอ่าน