สามัญสำนึกของดยุกหมูอ้วน

    ตอนที่แปดสิบแปด การหลบหนีของสปินนิ่งเทล

    ตอนที่แปดสิบแปด การหลบหนีของสปินนิ่งเทล

    “มา มาฉลองกันหน่อย”

    ผมกล่าวกับพวกเขาหลังจากที่พวกเราจัดงานเลี้ยงฉลองกันและเอาพวกซากมอนสเตอร์ที่ขนมาได้ไปที่โรงงานเล่นแร่แปรธาตุ

    ที่ผมกะจะเปลี่ยนสถานที่รกร้างแห่งหนึ่งสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ เป็นที่เล่นแร่แปรธาตุให้กับผมเท่านั้น

    เปลืองเงินมหาศาลในการสร้าง แต่เท่ากับว่ากองทัพ กำลังพลต่างๆของผมแทบจะไม่ต้องพึ่งการสั่งซื้อยาเพิ่มพลังหรือยารักษาต่างๆจากภายนอกนั่นเอง

    ผมต้องเตรียมการเอาไว้ให้ครบถ้วนก่อนเพื่อสิ่งของที่ใช้ในสงคราม ยาเพิ่มพลัง เสบียงอาหาร ม้า เครื่องจักรกลม้วนคัมภีร์ ฯลฯ

    สั่งซื้อมาก็ทางหนึ่งด้วย แต่อีกทางหนึ่งก็เริ่มผลิตด้วยตนเองด้วยนั่นเอง

    ผมถึงต้องรวบรวมบัณฑิต scholar มามากมายเช่นนี้เพื่อผลิตของที่ผมต้องการในการทำสงคราม

    การรวบรวมนักผจญภัยเหมือนกับการฝึกทักษะการนำทัพของผมและการบัญชาการไปด้วยในตัวเองว่าเทคนิคในเกมส์นั้นผมสามารถใช้ได้ในความเป็นจริงหรือไม่นั่นเอง

    บาบารัส ดื่มเหล้ากับพวกพี่กล้ามส่วนเวเฮเมียร์นั้นนั่งอยู่คนเดียวแบบสอดสายตาไปทั่ว

    น่าสนใจอย่างยิ่งที่สปินนิ่งเทลแทนที่จะเป็นคนที่หวาดกลัวไม่เข้าหาใครกับเข้าหาอาหารและของหวานต่างๆมากพอพอกับพี่กล้ามที่เน้นอาหารมากกว่าเน้นสุรา

    ผมเดินไปหาสปิ่นนิ่งเทลที่มีการเติมอาหารให้เรื่อยๆ

    “ไงชอบอาหารมากนนักหรือ?”ร่างกายที่แม้จะผอมของสปิ่นนิ่งเทลในฐานะมนุษย์หนู เดมิฮิวแมนนั้นที่จริงมีระบุไว้ในข้อมูลตัวละครว่าต้องใช้พลังงานมาก

    จึงหากได้น้อยคนนักที่จะเป็นมนุษย์หนูที่อ้วน

    ส่วนมากที่อ้วนคือพวกที่อยู่มานานหรือเป็นหัวหน้าเผ่าเท่านั้นส่วนพวกทาสนั้นถึงกับผอมแห้งแรงน้อยแทบจะตายกันทีเดียว

    ซึ่งทาสคนอื่นๆก็จะคอยให้ทาสคนหนึ่งตายและกินเนื้อของทาสที่ตายแล้วด้วย

    คนที่ออกมาผจญภัยอย่างสปินนิ่งเทลต้องโดนทั้งพวกเผ่าเดียวกันอย่างมนุษย์หนูและคนทั่วไปมองด้วยความสงสัย

    อันที่จริงก็คล้ายกับคนแคระหรือเอลฟ์ที่มาทำงานในเมือง

    คนที่มาเป็นนักผจญภัยคือคนที่มีจิตใจค่อนข้างเปิดกว้างมากกว่าคนที่อยู่กับชนเผ่า

    “กิน-ทาน ในขณะที่ยังมีโอกาส จิ๊กจิ๊ก จิ๊ก”

    สปิ่นนิ่งเทลไม่เปิดโอกาสให้การสนทนามาขัดขวางโอกาสการกิน

    “แล้วเจ้ารู้อะไรไหมสิ่งที่ข้าให้เจ้าได้ ไม่ใช่เพียงแค่อาหารมื้อนี้เท่านั้น..แต่คือความปลอดภัยให้เจ้าด้วย”

    สปินนิ่งเทลยังไม่หยุดกินแต่กินช้าลงเมื่อหันมองมาทางผม

    “เจ้าเป็นหนูที่เอาตัวรอดเก่งแต่ว่านะ สปินนิ่งเทล โลกแคบลงทุกวันจะไม่เหลือพื้นที่ให้เจ้าหนีไปอีกแล้วสนใจจะหาความปลอดภัยให้ตนเองมากขึ้นไหม?”

    “วันนี้กิน-พรุ่งนี้ตาย ข้าไม่เคยเห็นว่าที่ไหนปลอดภัยจี๊ด”

    ผมส่ายหัว

    ยื่นกระดาษให้

    “จี๊ด กระดาษ-สิ่งของ?”

    สปินนิ่งเทลยกกระดาษมาดู

    “หนังสืออภัยโทษของเจ้าและสัญญาหนี้ที่เจ้าติดไว้ที่เมืองท่าชายแดน

    ตราบใดที่เจ้าอยู่ในเขตแดนของข้าเจ้าไม่จำเป็นต้องหนีอีกแล้วสปินนิ่งเทลคิดดูให้ดีดีเถอะ ข้าพร้อมรับคนอย่างเจ้ามาทำงานเสมอ”

    สปิ่นนิ่งเทลเอาน้ำลายลองลูบๆเพื่อทดสอบว่าเป็นอักษรหมึกที่จะล่องหนเมื่อเวลาผ่านไปหรือเปล่าเขาไม่ไว้ใจว่าหนังสืออภัยโทษและหนังสือสัญญาหนี้ที่เขาเคยมีไว้เป็นของจริง แต่สังเกตลายขนเล็กๆสามเส้นที่เขาเคยทำสัญลักษณ์ไว้ก็มองออกว่าเป็นของจริง

    “จี๊ด ของจริง-สัญญา”

     

    ผมส่งสัญญาณให้เด็กเสิร์ฟมาเก็บจานอาหารในบริเวณนี้และเพิ่มอาหารให้สปิ่นนิ่งเทล

    “เจ้าเก็บเอาไปคิดให้ดีเถอะมาทำงานให้ข้าสักพัก จนกว่าเจ้าจะไม่พอใจจะแยกตัวไปก็ได้ แต่ว่านะสปินนิ่งเทลเจ้าจะสามารถหนีไปได้ชั่วชีวิตหรือ?”

    จี๊ดด

    สปินนิ่งเทลส่งเสียง

    เพราะหากว่ากันถึงที่สุดเขาระแวงคนรอบข้างก็จริงแต่ที่เขาระแวงและกังวลที่สุดคือระแวงความสามารถของตนเองว่าวันหนึ่งเขาจะพลาดเมื่อใด

    เขาไม่เคยมั่นใจในความสามารถต่อสู้ของตนเองจึงมักจะหลบหนีและไม่มั่นใจในการหลบหนีถึงได้เตรียมการหลบหนีไว้หลายช่องทาง

    แต่ช่องทางในการโดนตามล่านั้นแคบลงเรื่อยๆ

    สปินนิ่งเทลครุ่นคิดว่าเขาจะทำงานที่นี่สักพัก รวบรวมทรัพย์สินให้มากพอจะได้หลบหนีได้ไกลกว่าเดิม

    สปินนิ่งเทลเลียจานอาหาร

    ต่อจากนี้ก็คงเก็บเงินก่อนและระวังตัวเอาไว้ให้ดี

    จี๊ด จี๊ด

    ได้โอกาสเรา-สปินนิ่งเทลก็จะหลบหนีอีกครั้งหนึ่ง