King of world ราชันแห่งพิภพ

    มรสุมเลือดเมืองอัมมอร์[5]

            ​

            “ฮี่ๆๆ น่าเศร้าจริงๆ วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายของแก๊งกะโหลกเลือดแล้วสินะ”หนึ่งในผู้สังเกตการณ์บนรั้วเหล็กกล่าวขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มเยาะในหายนะของผู้อื่น

            “แต่ไม่แน่ แก๊งกะโหลกเลือดอาจจะมีไพ่ตายอะไรซ่อนอยู่ก็ได้”บางคนวิเคราะห์ในมุมต่าง

            “ต่อให้มีไพ่ตายดีแค่ไหนก็ทำอะไรไม่ได้แล้วละ แก๊งกะโหลกเลือดตอนนี้ไม่ต่างจากล่มสลายไปแล้ว คนแค่ไม่กี่สิบคนจะทำอะไรได้”อีกคนแย้งขึ้นมา

            “นายคิดว่าไงกริมม์?”หนึ่งในนั้นหันไปหาชายที่หน้าตาราวกับโจรป่า

            เวลาสีหน้ากริมม์ยังไม่คลายจากอาการอมทุกข์ที่เสียคอร์ไปหลายล้านดิล ถ้าไม่ติดว่าการต่อสู้ของแก๊งใหญ่ทั้ง3จะตัดสินชะตาในวันข้างหน้าของเมืองอัมมอร์เขาคงไม่เสียเวลามาดูด้วยตาตัวเองเด็ดขาด

            “ฮี่ๆไม่เอาน่ากริมม์ แค่คอร์ไม่กี่ล้านดิลทำหน้าเสียไปได้”ชายที่ถนัดในเรื่องยิ้มเยาะผู้อื่นเอ่ยขึ้น ถึงคำพูดจะดูคล้ายปลอบใจแต่น้ำเสียงไม่ได้เป็นไปตามนั้น

            “แกอยากจะมีเรื่องกันฉันงั้นหรอ”กริมม์หันไปมองอย่างดุดัน ดาบยาวมมาโผล่ในมืออย่างควบคุมไม่อยู่

            “เฮ้ๆ ไม่เอาน่า วันนี้พวกเรามาสังเกตการณ์เท่านั้นอย่าทำให้เรื่องวุ่นวายสิ”หนึ่งในผู้สังเกตการณ์เอ่ยปรามขึ้น ชายผู้เป็นชนวนแลบลิ้นตัดสินใจเลิกกวนอารมณ์กริมม์ต่อแต่หันไปจับจ้องที่ภาพรวมตรงหน้าแทน ด้านกริมม์พ่นลมหายใจเสียงดังเก็บดาบกลับไป

            ในส่วนของแก๊งใหญ่ทั้งสามใกล้ถึงจุดแตกหักแล้ว ปักเป้ามรกตและดอนเต้สั่งให้คนของพวกเขากระจายตัวไปปิดล้อมแก๊งกะโหลกเลือดที่เหลือไม่ให้มีทางหนี

            โทมัสและเหล่าแก๊งกะโหลกเลือดที่เหลือร้อนคว้าอาวุธออกมากุมไว้ ไม่มีคำว่ากลัวออกมาให้เห็นในท่าทางของพวกเขา มีแต่ท่าทีกระหายเลือดพร้อมจะลากทุกคนที่เข้ามาใกล้ให้ตายตกลงไปด้วยกัน

            ส่วนไทสันเริ่มร้อนใจทุกขณะ สงสัยว่าทำไมวาสไม่ออกมาช่วยพวกเขาเสียที

            ‘ยังเตรียมตัวไม่เสร็จหรือยังไง’ไทสันคิดในใจ เขาไม่มีความคิดว่าวาสจะหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวแม้แต่น้อยเพราะความเชื่อมั่นในตัวเพื่อนของเขา แต่ตอนนี้พวกเขาถูกล้อมแล้วการจะตีฝ่าเข้ามาช่วยพวกเขาไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

            “หึหึ ฉันว่าตอนนี้เราควรจะจบเรื่องนี้ได้แล้ว’ปักเป้ามรกตแสยะยิ้มเย็น วันนี้เขาจะฆ่าแก๊งกะโหลกเลือดที่เหลือให้หมดเซ่นให้กับวิญญาณของลูกชายเขา

            “ลาก่อนกะโหลกแดง น่าเสียดายที่หนึ่งในผู้ก่อตั้งเมืองอัมมอร์ต้องมาตายในเมืองที่ตัวเองสร้างอย่างนี้”ดอนเต้พูดเสียงเรียบไม่มีความสงสารอยู่ในคำพูดสักนิด แต่คำพูดของดอนเต้ทำให้คนรุ่นหลังหลายคนในที่นี้เลิกคิ้วสนใจ

            ประวัติศาสตร์ของเมืองอัมมอร์ที่พวกเขารู้มาคือมันเป็นกลุ่มกองโจรมาก่อนที่จะกลายเป็นเมืองใหญ่ดังปัจจุบัน และไม่คิดว่าไทสันจะเป็นหนึ่งในคนที่ก่อตั้งเมืองนี้ขึ้น ไม่แน่ทั้งปักเป้ามรกตกับดอนเต้ก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน

            แต่วันนี้เหล่าผู้ก่อตั้งเมืองไร้กฎแห่งนี้กลับต้องมาเข่นฆ่ากันเองเพื่อความเป็นใหญ่ ความคิดหลายคนดูกร้านโลกขึ้นกับความโลภของมนุษย์

            “เลิกเสียเวลาได้แล้ว เข้าไปฆ่าพวกมันซะ!”ถึงจะรู้สึกสังเวช แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนเกิดความสงสาร เดิมทีโลกใบนี้มันก็โหดร้ายอยู่แล้ว ในเมื่ออ่อนแอก็ต้องถูกกำจัดทิ้งไปเป็นธรรมดา

            “ฮ่าๆๆ ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้ฉันจะมีโอกาสได้ฆ่าท่านกะโหลกแดงผู้ยิ่งใหญ่”ชายเสื้อเขียวสมาชิกแก๊งมัจฉามรกตผู้ไม่เจียมตัวตะโกนขึ้นเสียงดัง พุ่งถลาเข้าหาไทสันอย่างไม่เกรงกลัว

            ชายผู้ซึ่งได้ฉายากะโหลกแดงเค้นเสียงชูขวานขึ้นเตรียมสับใส่คนปากดีที่ใกล้เข้ามา

            ที่ดาดฟ้าอาคารโครงเหล็ก ชายสวมหน้ากากจันทร์เสี้ยวยังยืนอยู่ที่เดิม สาเหตุที่เขายังไม่ลงไปช่วยไทสันและพวกก็เพราะอารมณ์ที่เปลี่ยนไปกะทันหันของเขา

            ‘ทำไมใจฉันมันถึงพลุ่งพล่านอย่างนี้’หลังจากใส่หน้ากากจันทร์เสี้ยววาสรู้สึกถึงอารมณ์ที่ไม่สงบ จิตใจคล้ายกำลังถูกแผดเผาด้วยความต้องการบางอย่าง

            ‘อ่า...ความรู้สึกนี้มันคืออะไร’วาสรู้สึกเนื้อตัวอยู่ไม่เป็นสุข ร่างกายเหมือนหลุดการควบคุมเป็นระยะๆ ชายหนุ่มจึงพยายามสงบใจควบคุมอารมณ์ตัวเอง จนเมื่อเห็นว่าปักเป้ามรกตและดอนเต้เริ่มลงมือแล้วทำให้เขารู้ว่าไม่มีเวลาทำอะไรอย่างนี้แล้ว

            “เริ่มแล้วงั้นหรอ? งั้นก็ช่างมันก็แล้วกัน”วาสตัดสินใจละเลยความรู้สึกพลุกพล่านที่ประสบอยู่ตอนนี้และหันไปจัดการกับเรื่องราวตรงหน้า

            สกิลกระชากมิติ!

            ชายสวมหน้ากากหายไปจากดาดฟ้าอาคารโครงเหล็กไปโผล่ที่ด้านหน้าไทสันในชั่วพริบตา ดาบยักษ์สีดำเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสะบั้นคอชายผู้ไม่เจียมตัว!

            “เฮ้ย!”ไทสันที่เตรียมสับขวานลงมาสะดุ้งโหยงเกือบหยุดมือไม่ทัน

            “วะ..วาส!”ชายแขนเดียวที่เห็นแผ่นหลังของตรงหน้าก็รู้ว่าเป็นใคร ความยินดีบังเกิดขึ้นในใจ

            “เฮ้ย! ไอ้หมอนี่เป็นใครวะ!”ฝูงคนที่เตรียมเข้ามาสังหารแก๊งกะโหลกเลือดที่เหลือชะงัก จู่ๆก็มีชายสวมหน้ากากโผล่มาที่หน้าพวกเขาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

            เหล่าผู้สังเกตการณ์บนรั้วเหล็กก็ตกใจเช่นกัน มีหลายคนฉีกยิ้มถูกใจ ดูท่าการต่อสู้วันนี้จะไม่จบลงง่ายๆอย่างที่คิด

            แต่ชายสวมหน้ากากกลับไม่ได้ยินเสียงของพวกเขา ภาพในสายตาของเขาเห็นเพียงน้ำพุเลือดที่ฉีดพุ่งออกจากคอไร้ศีรษะ น่าแปลกที่พอเห็นน้ำพุเลือดนี้ความรู้สึกของเขากลับพลุ่งพล่านกว่าเดิม

            ตึกๆ! ตึกๆๆ!!

            หัวใจวาสเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆเส้นเลือดฝอยผุดขึ้นมาเต็มดวงตาจนทำให้ตาขาวแทบจกลายเป็นสีแดง ฟันกรามขบกันแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดบวม

            “วะ..”

            “วา..”

            “วาสส!”ไทสันตะคอกใส่หูวาส ทำให้ชายสวมหน้ากากขมวดคิ้วหันขวับจ้องชายแขนเดียวด้วยดวงตาแดงฉาน!

            “แก!...นาย...ไทสัน!”ชายสวมหน้ากากเริ่มรู้สึกสับสนไม่เข้าใจว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่

            “นายเป็นอะไรรึเปล่าวาส”ไทสันถามด้วยความเป็นห่วง แต่ชายสวมหน้ากากกลับไม่ได้ตอบเขา ยามนี้หัวใจเขาเต้นรัวกระหน่ำราวกับกลองสติคล้ายหลุดจากการควบคุมทุกเมื่อ!

            “ปะ..ไปรอในโลกมิติ”ชายสวมหน้ากากเค้นคำพูดอย่างยากลำบาก วังวนสีฟ้าผุดขึ้นมาต่อหน้าไทสัน

            “นาย...”ไทสันลังเลเมื่อเห็นท่าทางแปลกๆของวาส

            “ไป!!!”ชายสวมหน้ากากตะคอกเสียงดัง ไทสันสะดุ้งเฮือกใหญ่ที่เขาตกใจไม่ใช่เพราะเสียงตะคอกของวาสแต่เป็นจิตสังหารที่ทะลักออกมาราวกับน้ำหลากของชายสวมหน้ากาก!

            “ไทสัน มันเกิดอะไรขึ้น!”แก๊งกะโหลกเลือดที่เหลือสัมผัสถึงจิตสังหารของวาสอย่างชัดเจนถามขึ้น หวั่นวิตกคิดว่าชายสวมหน้ากากเป็นศัตรูอีกคน

            “ไม่มีอะไร รีบเข้าไปในวังวนนั่นเร็ว!”ไทสันไม่ตอบ เขาเริ่มรู้แล้วว่าวาสเริ่มคุมสติไม่อยู่จึงรีบทำตามที่วาสบอกอย่างไม่ลังเล

            แก๊งกะโหลกเลือดแม้ลังเลแต่ก็ปฏิบัติตามที่ไทสันบอกโดยไม่ถาม พากันวิ่งหายเข้าไปในวังวนมิติ

            “พวกมันจะหนี!”หนึ่งในสมาชิกแก๊งมัจฉามรกตตะโกนขึ้นทำให้ทั้งหมดหลุดออกจากภวังค์ วิ่งกรูเข้าไปขัดขวางแต่ไม่ทันแล้วแค่ไม่กี่วินาทีแก๊งกะโหลกเลือดที่เหลือรวมถึงไทสันก็หายวับไปในวังวนมิติที่หายลับไป

            “แกเป็นใครกันแน่ คนของแก๊ง...”

            กร็อบ!

            มือหนายื่นไปคว้าเข้าที่หนาของผู้พูดแล้วออกแรงบีบอย่างรุนแรงเสียงกะโหลกที่ถูกบดขยี้ดังขึ้นสะท้านใจคนรอบข้าง!

            “แก!”และแล้ววาสก็ไม่อาจยับยั้งความรู้สึกที่พลุ่งพล่านได้อีกต่อไป

            ฆ่า!

            “อ๊ากกกกกก”ชายสวมหน้ากากแผดเสียงร้อง ดาบยักษ์สีดำตวัดผ่านร่างทุกคนที่อยู่ตรงหน้า!

            ฟุ่บ!

            อ๊ากกกกก

            เสียงกรีดร้องดังขึ้น หลายคนสุญเสียอวัยวะในการตวัดครั้งเดียวของชายสวมหน้ากาก และอีกหลายคนเสียชีวิตโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง!

            “เกิดอะไรขึ้น!”ปักเป้ามรกตอุทาน ด้วยจำนวนคนที่มากมายบดบังสายตาทำให้เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า แต่เสียงกรีดร้องนี้คล้ายเกิดจากคนฝั่งเขา

            “แก๊งกะโหลกเลือดหนีไปหมดแล้ว”เป็นดอนเต้ที่ตอบ เนื่องด้วยร่างกายที่สูงใหญ่ทำให้เขามองเห็นภาพที่เกิดขึ้นได้นิดหน่อย

            “ว่ายังไงนะ!”ปักเป้ามรกตคำรามพุ่งทะยานไปข้างหน้าทันที แต่ดอนเต้กลับนิ่งเฉย แก๊งกะโหลกเลือดไม่ต่างจากตายไปแล้ว ต่อให้รอดไปไม่กี่คนก็ไม่กระทบต่อเขาสักเท่าไหร่ แต่ที่ภูเขาเนื้อคนนี้กำลังสนใจอยู่คือ

            ‘หน้ากากจันทร์เสี้ยว...ดาบยักษ์สีดำ...ไม่หรอกน่า คงจะเป็นไอ้พวกชอบเลียนแบบอีกคน’

            “บัดซบ! พวกมันอยู่ไหน!”ปักเป้ามรกตพุ่งมาถึงแนวหน้าแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีชายสวมหน้ากากกำลังลงมือฆ่าทุกคนที่ขวางทางไม่หยุดมือ

            “ไอ้หมอนั่น พาพวกมันหลบหนีไปแล้วครับ”แก๊งมัจฉามรกตคนหนึ่งรายงานต่อบอสของเขา

            “ไอ้เวรเอ๊ย!!!”ปักเป้ามรกตเปล่งเสียงร้อง ค้อนในมือขยายใหญ่ทุบลงพื้นอย่างแรงสร้างแรงกระแทกพุ่งไปหาชายสวมหน้ากาก

            สกิลกำแพงดิน!

            ตึง!

            กำแพงดินผุดขึ้นขวางแต่ก็ถูกทำลายไปอย่างง่ายดาย แรงกระแทกที่เหลือส่งผลให้ชายสวมหน้ากากเซถอยไป

            แต่วาสไม่สนใจต่อความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ในหัวมีแต่คำว่า ฆ่า!ฆ่า!ฆ่า!ฆ่า!...ไม่มีที่สิ้นสุด และการโจมตีของปักเป้ามรกตก็ทำให้สัญชาตญาณดิบที่วาสมีทะลักออกมามากกว่าเดิม!

            “ฮื่ออออ”เสียงที่ออกมาจากปากวาสไม่ใช่คำพูดแต่เป็นเสียงคำรามในลำคอ ร่างหนากระโจนไปราวกับเสือดาวสะบัดดาบยักษ์สีดำเข้าใส่ปักเป้ามรกต!

            “สวะ!”แขนปักเป้ามรกตพองขึ้นหวดค้อนยักษ์เข้ากระแทกกับดาบยักษ์สีดำ

            เปรี้ยง!

            แขนข้างที่ถือดาบยักษ์สีดำสะบัดไปข้างหลังอย่างแรง พละกำลังล้วนๆของวาสไม่อาจสู้สกิลของปักเป้ามรกตได้ มือที่จับด้ามดาบยักษ์สีดำฉีกขาดแต่กลับกำแน่นยิ่งกว่าเดิมไม่ยอมปล่อย

            ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยจับจ้องไปที่ปักเป้ามรกต มืออีกข้างรวบนิ้วเรียงชิดติดกับจ้วงแทงเข้าที่เอวของปักเป้ามรกต!

            “อึก!”ปักเป้ามรกตสะท้านนิ้วมือเหล่านั้นแทงทะลุผิวหนังของเขาเข้ามาและถูกหยุดไว้ที่กล้ามเนื้อหนา หากเป็นคนธรรมดาน่ากลัวคงทะลุไปแล้ว

            เพราะค้อนที่ใหญ่ยาวทำให้ไม่ถนัดที่จะใช้ในระยะประชิดตัวแบบนี้ ปักเป้ามรกตใช้มืออีกข้างกำหมัดแล้วใช้สกิลทำให้พองใหญ่ซัดเข้าใส่ใบหน้าวาส!

            สกิลทลายขีดจำกัด!

            ปัง!

            วาสปล่อยมือที่ถือดาบยักษ์สีดำออกและชกสวนออกไป สองกำปั้นสั่นสะท้านแต่ครั้งนี้เป็นมือของปักเป้ามรกตที่สะบัดกลับไปอย่างแรง!

            “อ๊ากกก!”ปักเป้ามรกตกรีดร้อง กระดูกมือที่ปะทะเมื่อครู่แตกร้าวไม่มีชิ้นดี สีหน้าที่มองชายสวมหน้ากากเผยให้เห็นถึงความหวาดกลัว

            แต่สิ่งที่วาสต้องการไม่ใช่เสียงกรีดร้องแต่เป็น…

            ฉึก! อ๊ากกกกก!

            พละกำลังที่เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าทำให้วาสสามารถฉีกอกหนาของปักเป้ามรกตออกได้ทั้งเป็น มือข้างหนึ่งแทงเข้าที่กลางอกแล้วดึกบางอย่างออกมา

            มันคือหัวใจที่เต้นตุบๆ!

            ปักเป้ามรกตหน้าไร้เลือด มองดูหัวใจของตนที่เต้นตุบๆด้วยความหวาดกลัว ความคิดกลายเป็นว่างเปล่าทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วเกินไป ตั้งแต่เริ่มสู้กันยังผ่านไปไม่ถึง 5 นาทีเลยด้วยซ้ำ

            “มะ...ไม่”

            โพล๊ะ!

            หัวใจที่กำลังเต้นถูกบดขยี้พร้อมกับชีวิตของหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองอัมมอร์ที่ดับลง!

    คล้ายกับเรื่องKing of world ราชันแห่งพิภพ ที่คุณอ่าน