บทที่ 6-2 เกษตรพอเพียง
เมื่อหวังหนิงเฉิงและหวังหนิงเทียนกลับมาถึงบ้านก็เป็เวลาที่คนงานมาถึงพอดี หวังหลินข่ายพร้อมกับบุตรชายคนโตและคนรองจึงพาคนงานไปถางที่ดินและปลูกถั่วเขียวบนที่ดินจำนวนสี่สิบหมู่โดยที่หวังิเยว่กำชับว่า ใน่ยามอู่ให้พี่ใหญ่และพี่รองของตนเองกลับมาที่บ้านจากนั้นนางจึงขอให้มารดาช่วยทำซาลาเปาไส้หมูและน้ำแกงให้คนงานเป็อาหารมื้อกลางวันโดยต้มน้ำแกงด้วยกระดูกหมูและหัวไชเท้า ทำซาลาเปาไส้หมูจากแป้งที่ซื้อมาเมื่อวาน
“ปกติ คนงานต้องเอาอาหารมาเองนะเยว่เอ๋อร์” เหอฟางหรูเอ่ยกับบุตรสาว
“ลูกทราบเ้าค่ะท่านแม่ แต่ท่านแม่เชื่อข้าเถิดเ้าค่ะให้คนงานกินอิ่มจะได้มีแรง แล้วพวกเขาจะตั้งใจขยันทำงานให้กับพวกเราเ้าค่ะ”
“ตามใจลูกเถอะ”
“ขอบคุณเ้าค่ะ ท่านแม่ของข้าดีที่สุด”
เหอฟางหรูได้แต่ส่งยิ้มเจื่อนไปให้หวังิเยว่
‘โธ่! ท่านแม่ท่านช่วยทำสีหน้าว่า เชื่อข้าหน่อยเถิด จริงใจเกินไปแล้ว’
หวังหนิงเฉิงและหวังหนิงเทียนกลับมาถึงบ้านใน่ยามอู่พวกเขาเห็นซาลาเปาลูกใหญ่หลายสิบลูกและน้ำแกงหม้อใหญ่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นทำให้น้ำลายสอ หวังิเยว่ให้พวกเขายกของขึ้นรถเข็นพร้อมกับชามที่ซื้อมาช่วยกันลากรถเข็นไปยังที่ดินเพาะปลูก โดยที่ไม่ลืมแบ่งไว้ให้มารดากับน้องทั้งสองคนรวมถึงบ้านท่านตาด้วย
เมื่อไปถึงที่ดินเพาะปลูก หวังิเยว่บอกให้บิดาและคนงานหยุดพักกลางวันโดยให้คนงานมารับซาลาเปาคนละสองลูกและน้ำแกงหนึ่งชาม คนงานตกตะลึงมิคิดว่าจะมีอาหารมื้อกลางวันให้ด้วย จึงรีบเดินด้วยความดีใจไปรับซาลาเปาและน้ำแกงส่วนอาหารแห้งที่ตนเองนำมาจะเก็บเอากลับไปให้คนที่บ้านกินคนงานต่างได้กินซาลาเปาลูกใหญ่ไส้ทะลัก ดื่มน้ำแกงร้อน ๆด้วยความเอร็ดอร่อยและเอ่ยชมครอบครัวของนางไม่หยุด
หวังหลินข่ายให้คนงานนั่งพักอีกหนึ่งเค่อหลังจากกินอาหารมื้อกลางวันเสร็จคนงานที่ได้รับอาหารอย่างเต็มที่ จึงมีแรงและช่วยกันทำงานอย่างขยันขันแข็งพอถึงปลายยามเซิน ที่ดินทั้งสี่สิบหมู่ก็ได้รับการถางและพรวนดินครบถ้วน หวังหลินข่ายจึงแจ้งกับคนงานให้มาพรุ่งนี้ในเวลาเดิม
หวังิเยว่เดินกลับบ้านหลังจากกินอาหารมื้อกลางวันพร้อมกับคนงานนางนำถั่วเขียวทั้งแปดสิบจินไปแช่น้ำ เพื่อเตรียมไปหว่านลงดินในวันพรุ่งนี้ส่วนอาหารมื้อเย็นเป็มารดาที่ลงมือทำ
ใน่เช้าของวันถัดมาหวังหลินข่ายและคนงานได้ทำการหว่านเมล็ดถั่วเขียวลงบนที่ดินเมื่อแล้วเสร็จใน่ยามอู่ถึงได้พักกินอาหารกลางวัน ซึ่งวันนี้เป็ซาลาเปาไส้เนื้อวัวผสมผักเนื่องจากเนื้อวัวมีราคาแพงจึงต้องผสมผักลงไปด้วย หวังิเยว่ยังทำน้ำแกงให้กินคู่กับซาลาเปาเช่นเดิมและยังได้รับคำชมว่าอร่อยมากหมือนเดิม
‘ใช่สิ!อิ่มจังตังค์อยู่ครบ’
ใน่บ่ายหวังหลินข่ายให้คนงานไปช่วยตัดไม้ไผ่เพื่อทำรางน้ำตามที่บุตรสาวได้ออกแบบไว้
นายช่างหลวนมาที่บ้านของหวังิเยว่ในรุ่งเช้าของวันต่อมา โดยจะเริ่มปลูกบ้านใหม่ในวันนี้เขาพาคนงานฝีมือดีมาทั้งหมดสิบห้าคนช่วยกันสร้างบ้าน หวังิเยว่ไม่ได้เตรียมอาหารกลางวันให้กับคนงานของนายช่างหลวนเนื่องจากเหมาจ่ายไปแล้ว จะเสร็จช้าหรือเร็วก็จ่ายเงินเท่ากัน ส่วนบิดาของนางและคนงานยังคงทำรางน้ำต่อโดยพี่ชายทั้งสองคนของนางได้รับหน้าที่ให้รดน้ำแปลงปลูกถั่วเขียวหลังจากที่พี่ใหญ่และพี่รองรดน้ำเสร็จแล้ว จึงไปช่วยท่านพ่อทำรางน้ำต่อ หวังิเยว่ยืนเฉยๆ อยู่ด้านข้าง มองดูทุกคนทำงาน
‘รักษาคอนเซ็บต์ ข้าคิด พวกท่านทำเ้าค่ะ’
จนเมื่อถึงตอนเย็นรางน้ำจึงแล้วเสร็จ หวังิเยว่ให้คนงานลองปล่อยน้ำเข้ารางปรากฏว่าใช้งานได้ดีมาก หวังหลินข่ายมองรางน้ำที่บุตรสาวบอกว่าเห็นจากในฝันอย่างภาคภูมิใจมิคิดว่าพวกเขาจะสามารถทำสิ่งที่วิเศษถึงเพียงนี้ออกมาได้
“น้องสาม เ้าเก่งจริง ๆ ที่คิดสิ่งนี้ออกมาสิ่งนี้ช่วยทุ่นแรงให้พวกเราได้มาก” หวังหนิงเทียนเอ่ยชมน้องสาวและมองรางน้ำด้วยความดีใจต่อไปพวกเขามิต้องเดินไปตักน้ำอีกแล้ว ส่วนหวังิเยว่ส่งยิ้มให้พี่รองของตัวเองแล้วบอกว่า
“พี่รองลืมไปแล้วรึเ้าคะ น้องบอกแล้วว่า จากในฝันเ้าค่ะ”
หวังหนิงเทียน “___”
เนื่องจากมีรางน้ำแล้ว หวังหนิงเฉิงและหวังหนิงเทียนจึงไปช่วยบิดาและคนงานที่เริ่มขุดบ่อปลาและสร้างที่เลี้ยงไก่บนบ่อปลาโดยใช้เวลาไปอีกห้าวันจึงแล้วเสร็จ หวังหลินข่ายจ่ายค่าแรงให้คนงานทั้งหมดแปดวันคนละหนึ่งตำลึงหกสิบอีแปะคนงานดีใจมากที่ได้รับค่าแรงแต่ก็รู้สึกเสียดายที่ไม่มีงานให้ทำแล้วงานที่มีนายจ้างจ่ายเงินครบถ้วนและยังมีอาหารกลางวันรสชาติดีให้กิน หวังหลินข่ายจึงบอกกับทุกคนว่าถ้ามีงานที่ต้องจ้างคนงานอีกจะบอกพวกเขาก่อนทั้งหมดรับคำอย่างดีใจแล้วแยกย้ายกลับบ้าน
หวังิเยว่ให้บิดาซื้อลูกปลาหนึ่งพันตัวไก่ตัวเมียห้าสิบตัว ไก่ตัวผู้สิบตัว แล้วจึงปรึกษากับทุกคนว่า จะทำน้ำเต้าหู้ไปขายในตำบลระหว่างที่รอให้ต้นถั่วเขียวออกดอกถึงแม้ว่าในตอนนี้หลังจากหักค่าสร้างบ้านแปดร้อยตำลึงที่จะต้องจ่ายให้นายช่างหลวนแล้วยังเหลือเงินอีกราวหนึ่งพันเจ็ดร้อยตำลึงก็ตามแต่เพราะทุกคนยืนยันว่าน้ำเต้าหู้ของนางอร่อย หวังิเยว่จึงมีความคิดอยากสร้างรายได้เพิ่มจะได้สวยและรวยมากสักที
หวังิเยว่จึงนำถั่วเหลืองสี่จินราคารวมแปดอีแปะมาทำน้ำเต้าหู้ผสมน้ำผึ้ง (เพราะในยุคนี้น้ำผึ้งถูกกว่าน้ำตาล)ส่วนกากถั่วเหลืองนางนำไปทำเป็ปุ๋ย หลังจากตุ๋นน้ำเต้าหู้เสร็จแล้วจึงนำใส่รถเข็นพร้อมชามสิบห้าใบที่เคยซื้อไว้ไปขายในตำบล นางจะขายน้ำเต้าหู้ราคาหนึ่งอีแปะต่อชามโดยมีบิดา พี่ใหญ่ และพี่รองไปช่วยนางขายด้วย เมื่อไปถึงตลาดจึงเช่าที่ว่างเล็ก ๆในราคาสิบอีแปะต่อวัน หลังจากวางเตาและอุ่นน้ำเต้าหู้แล้วผู้คนที่เดินในตลาดจึงได้กลิ่นหอมอย่างที่ไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนพวกเขาเดินตามหากลิ่นจนมาเจอร้านของหวังิเยว่
“พวกเ้าขายอะไรรึ กลิ่นหอมมาก” ชายวัยกลางคนร้องถามขึ้น
“น้ำเต้าหู้เ้าค่ะ อร่อยและมีประโยชน์มากนะเ้าคะชามละหนึ่งอีแปะ” หวังิเยว่ร้องบอกเสียงดัง เพื่อให้ผู้คนที่เดินไปมาได้ยิน
ชายวัยกลางคนเห็นว่าราคาไม่แพงเป็ของแปลกใหม่ที่ไม่เคยกินมาก่อน ซ้ำกลิ่นยังหอมมาก จึงกล่าวกับเด็กหญิงว่า
“เอามาให้ข้าหนึ่งชาม”
“ได้เ้าค่ะ”
หวังิเยว่ตักน้ำเต้าหู้ใส่ชามส่งให้ชายวัยกลางคนเขาจึงยื่นเงินหนึ่งอีแปะกลับมาให้นางหลังจากเขาได้ลิ้มลองรสชาติของน้ำเต้าหู้แล้ว จึงกล่าวว่า
“อืม อร่อยมาก อร่อยจริง ๆ ข้าขอซื้ออีกสองชามเทใส่มาในกระบอกน้ำของข้าเลย ข้าจะเอากลับไปให้ลูกเมียข้าชิม”
“ได้เ้าค่ะ”
ผู้คนที่ยืนดูอยู่โดยรอบ หลังจากได้ฟังคำพูดของชายวัยกลางคนจึงรีบสั่งน้ำเต้าหู้คนละชามแล้วยังซื้อกลับบ้านด้วย น้ำเต้าหู้ขายหมดภายในครึ่งชั่วยามพวกนางจึงเก็บของกลับบ้านโดยไม่ลืมแวะซื้อถั่วเหลืองเพิ่มเมื่อกลับถึงบ้านแล้วทุกคนช่วยกันนับเงินปรากฏว่าขายได้ถึงเก้าสิบอีแปะหักค่าถั่วเหลือง น้ำผึ้ง ค่าเช่าที่ เหลือเจ็ดสิบอีแปะ
“พ่อไม่คิดเลยว่า น้ำเต้าหู้จะขายได้กำไรดีเยี่ยงนี้”หวังหลินข่ายเอ่ยด้วยความดีใจ
“เพราะทุกคนยังไม่รู้ถึงประโยชน์ของถั่วเหลือง จึงทำให้ถั่วเหลืองมีราคาถูกพวกเราเลยได้กำไรมากเ้าค่ะ พรุ่งนี้ลูกจะลองทำเต้าฮวยน้ำขิงไปขายที่ตลาดด้วยเ้าค่ะ”หวังิเยว่บอกแผนการกับทุกคน
วันที่สองของการขายน้ำเต้าหู้และเต้าฮวย โดยมีหวังิเยว่กับพี่ชายทั้งสองคนช่วยกันขายปรากฏว่าขายหมดทั้งสองอย่างภายในครึ่งชั่วยามเช่นเดิม วันต่อมานางจึงให้หวังหนิงเฉิงกับหวังหนิงเทียนไปขายกันเองแค่สองคนตามคอนเซ็บต์
‘ข้าคิด พวกท่านทำเ้าค่ะ’
จนกระทั่งถึงวันที่ต้นถั่วเขียวออกดอก หวังิเยว่จึงให้พี่ชายคนรองไปขายน้ำเต้าหู้คนเดียวส่วนบิดาและพี่ชายคนโตไปไถ่กลบต้นถั่วเขียวเพื่อเป็การเพิ่มไนโตรเจนและแร่ธาตุให้แก่ดินแล้วพักดินไว้อีกสิบสี่วันเพื่อรอให้ย่อยสลาย
หวังิเยว่วางแผนที่จะปลูกผักก่อนเนื่องจากผักให้ผลผลิตเร็ว นางแบ่งที่ดินสิบห้าหมู่ออกเป็ห้าส่วนโดยเริ่มปลูกผักบุ้งเป็อย่างแรกเพราะมีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นสุดคือยี่สิบห้าวันส่วนผักชนิดอื่น ผักกวางตุ้งและผักคะน้าสี่สิบห้าวัน ผักกาดขาวห้าสิบห้าวันมะเขือเทศเจ็ดสิบวัน
ใน่ระหว่างที่รอการพักดิน หวังิเยว่กับพี่ชายคนโตจึงไปช่วยพี่ชายคนรองขายของในตำบลที่ขายดีมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ต้องเพิ่มจำนวนน้ำเต้าหู้และเต้าฮวย หวังหนิงเทียนบ่นกับน้องสาวว่าถ้ามาขายคนเดียวต้องขายไม่ทันแน่จึงอยากจ้างคนงานเพิ่ม
เมื่อกลับถึงบ้านหวังิเยว่ปรึกษามารดาว่า อยากให้เหอเฟยิผู้เป็บุตรชายของท่านลุงใหญ่ไปช่วยหวังหนิงเทียนขายของที่ตลาดเพราะเขาขายคนเดียวไม่ไหว โดยให้ค่าจ้างวันละสามสิบอีแปะ เหอฟางหรูดีใจที่หลานชายของตนจะได้งานทำจึงรีบเดินไปที่บ้านของบิดาผ่านไปสักพักหวังิเยว่เห็นมารดาเดินกลับมาพร้อมรอยยิ้มทั้งยังกล่าวกับนางว่า เหอเฟยิตกลงทำงานและขอรับค่าแรงเพียงวันละยี่สิบอีแปะเหมือนคนอื่นแต่มารดาของนางยืนยันให้ค่าแรงสามสิบอีแปะ เหอเฟยิจึงต้องยอม
ผ่านไปสิบสามวัน นับจากวันที่ไถ่กลบต้นถั่วเขียว หวังิเยว่เข้าไปในตำบลพร้อมหวังหนิงเฉิงเพื่อไปซื้อเมล็ดพันธุ์ระหว่างทางนางคิดว่าควรจะซื้อลาเทียมเกวียนไว้ใช้งานเนื่องจากต้องเสียเวลาเดินไปกลับถึงครึ่งชั่วยาม และในอนาคตต้องขนผักไปขายอีกเมื่อเดินถึงร้านขายเมล็ดพันธุ์ นางเลือกซื้อเมล็ดผักจำนวนมากถึงสิบตำลึงทางร้านจึงรับปากจะไปส่งให้ที่บ้านภายในวันนี้
ในรุ่งเช้าของวันถัดมา หวังิเยว่แจ้งบอกถึงชนิดผักและจำนวนที่้าปลูกหวังหลินข่าย เหอฟางหรู และหวังหนิงเฉิงเริ่มลงมือทำการปลูกผักบนที่ดินจำนวนสิบห้าหมู่ใช้เวลาทั้งหมดห้าวันจึงปลูกเมล็ดผักครบทั้งสิบห้าหมู่ หวังิเยว่บอกให้ทุกคนพักผ่อนหนึ่งวันแต่พี่รองของนางยังคงยืนยันจะไปขายของในตำบล เพราะเห็นแก่รายได้ที่เป็กอบเป็กำโดยได้กำไรถึงวันละสองตำลึงหลังจากหักค่าแรงของเหอเฟยิแล้ว