เช้าวันต่อมา
สาวใช้เรือนฮูหยินรองมาแจ้งมู่หรงเซียวว่ารองแม่ทัพเรียกหาให้ไปพบที่เรือนแต่นางรู้อยู่แล้วว่าเหตุการณ์นี้ต้องเกิดขึ้นพลันอยากรู้ว่าสิ่งที่เห็นกับตาจะเหมือนหนังสือที่ได้อ่านหรือไม่
พลันคิดในใจว่า เอาอีกแล้ว ข้าต้องเห็นฉากพวกนั้นหรือ
“รองแม่ทัพรออยู่ข้างในเ้าค่ะ” สาวใช้คนสนิทของเหออันเหลียนกล่าว คะยั้นคะยอให้นางเปิดประตูเข้าไป
มู่หรงเซียวได้แต่คิดในใจ นางร้ายอย่างเ้าคิดอันใดตื้นเขินเสียจริง แต่ว่าข้าไม่ใช่มู่หรงเซียวคนนั้น ต่อให้เห็นภาพที่เ้าอยากให้เห็น ข้าก็ไม่รู้สึกอันใดหรอก
ทันทีที่ประตูห้องเปิดออก มู่หรงเซียวจึงได้เห็นว่าเหออันเหลียนกำลังนอนกอดกับหยางเสวี่ยเฟย ร่างเปลือยเปล่าซ่อนอยู่ใต้ผ้าผ่ม หลับใหลอย่างมีความสุข
ขณะที่สาวใช้คนนั้นหายหัวไปเรียบร้อยแล้วตามคำสั่งเ้านาย เหออันเหลียนแกล้งได้ยินเสียงกุกกักจึงลืมตามองแขกที่มาเยือนถึงห้องนอนแล้วทำทีใ
“ตายจริง ทำไมฮูหยินถึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า” นางถามเช่นนั้นทั้งที่รู้ดีว่าความจริงเป็อย่างไรก่อนจะก้มลงกระซิบปลุกคนข้างกายที่ทำทีมึนเมาไม่สร่าง
“ท่านพี่ ตื่นเถอะเ้าค่ะ”
สีหน้ามู่หรงเซียวดำเนินตามบทไม่แสดงอาการหึงหวง พยายามทำตัวเป็ฮูหยินผู้รู้สถานะของตัวเองแล้วปล่อยให้สามีได้ทำตามใจโดยหวังว่าสักวันเขาจะรักนางบ้าง
หากแต่แววตาของหยางเสวี่ยเฟยที่มองมากลับไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อวาน
ฮูหยินแสนใจกว้างคิดในใจ เฮ้อ… อันใดกันอีก ข้าทำอันใดให้เ้าโกรธเคืองั้แ่เช้าตรู่เล่า หรือว่าข้ามากวนเ้าหรือ แต่ว่าเ้าตื่นตั้งนานแล้วนี่ เ้าน่ะ... ไม่ว่าจะเมาสักเพียงใดเ้าไม่เคยตื่นสายเสียหน่อยแล้วเ้าก็ไม่เคยเมาเหล้าเพราะว่าเ้าคอแข็งอีกด้วย
เวลานี้มู่หรงเซียวไม่เข้าใจเลยว่าทำไมอีกฝ่ายแสดงออกเช่นนั้นทั้ง ๆ ที่นางทำตามบทไม่ผิดเพี้ยน
ด้านเหออันเหลียนขยับตัวใกล้ชิดกับเขาให้นางอิจฉา หวังว่าจะได้เห็นน้ำตาของบุตรสาวแม่ทัพใหญ่
“รองแม่ทัพให้คนไปตามข้ามามีเื่อันใดหรือ” หญิงสาวเอ่ยถามเสียงเรียบไม่รู้สึกรู้สาที่คนรักของตัวเองตีจากห่างเหินกันไปแล้วใช้่เวลาค่ำคืนกับหญิงอื่น
“เหตุใดข้าต้องตามเ้ามา ระหว่างข้ากับเ้าไม่มีเื่อันใดต้องสนทนาเสียหน่อย” คำพูดแข็งกระด้างเปล่งออกมาจนเหออันเหลียนรู้สึกว่าอย่าเผลอพลาดทำให้เขาโกรธเกลียดจะดีกว่า “มัวแต่ยืนอยู่ทำไมกัน คิดจะดูสิ่งใดอีก”
“เช่นนั้น ข้าไม่รบกวนเ้าแล้ว ไหน ๆ วันนี้ก็เป็วันหยุด เ้าพักผ่อนตามใจเถิด ข้าขอตัว” นางพูดจบแล้วเดินออกนอกประตูทันที
คล้อยหลังหญิงสาวได้ไม่นาน เหออันเหลียนคิดว่าเขาจะอยู่กับนางนานกว่านี้เพราะเป็วันหยุดแต่ชายหนุ่มกลับส่ายหน้าบอกว่า “อันเหลียน แม้ว่าวันนี้จะเป็วันหยุดของข้า แต่งานของรองแม่ทัพกองรบที่สิบนั้นมหาศาลนัก ต้องรีบสะสางให้แล้วเสร็จ”
“…” เหออันเหลียนทำตาละห้อย มือจับผ้าห่มปิดหน้าอกตัวเองเอาไว้ทำทีราวกับคืนที่ผ่านมามีเื่ราวระหว่างกัน
“เื่เมื่อคืนนี้…” เขาเอ่ยแ่เบาดูจากสภาพที่นางตั้งใจทำให้เป็เช่นนี้แล้วก็คงคิดเป็อื่นไม่ได้จึงอยากรู้ว่านางจะทำสิ่งใดต่อเลยเล่นตามน้ำไปเพราะรู้ดีว่าตัวเองมีสติทุกอย่างและไม่ได้เกินเลยกับนางแม้แต่นิดเดียว “ข้าจะให้บ่าวนำสมุนไพรมาบำรุงร่างกายเ้าก็แล้วกัน หากคืนที่ผ่านมา ข้ารุนแรงไปบ้างอย่าได้ถือสาเลย”
“ท่านพี่…” หญิงสาวลอบยิ้มเ้าเล่ห์ไม่คิดว่ารองแม่ทัพหยางติดกับแผนนางได้อย่างง่ายดาย “ท่านพี่ช่างดื้อดึงยิ่งนัก ตะบี้ตะบันเข้าแทรกจนข้าแทบรับไม่ไหว ไม่รู้ตัวเลยหรือว่าของสิ่งนั้นของท่านพี่ ยะ… ใหญ่” สีหน้าเขินอาย แก้มแดงระเรื่อแต่สายตาแทบมองทะลุผ้าห่มไปยังส่วนล่างของเขา
หยางเสวี่ยเฟยเกือบหยุดหายใจ ไม่คิดเลยว่าเล่นตามน้ำครั้งนี้จะทำให้นางได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของเขาเป็ครั้งแรก จึงตอบไปสั้น ๆ ว่า “ข้าขอโทษ”
หญิงสาวคิดว่าเขาจะจุมพิตนางปลอบประโลมจึงหลับตาแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้แต่กลับััได้แค่สายลมเล็ก ๆ ที่พัดผ่านมาตอนที่หยางเสวี่ยเฟยลุกขึ้นเดินผ่านไปแต่งตัวแล้วหายไปจากห้องนอนในพริบตา
ก่อนออกไปค่ายฝึกกลับเดินอ้อมมาที่เรือนฮูหยิน ดวงตาคมกริบหรี่มองอย่างครุ่นคิดจนเสิ่นจื้อเหลียงเอ่ยถาม “วันนี้วันหยุดหัวหน้าไม่ใช่หรือขอรับ เหตุใดจึงแต่งตัวราวกับจะไปค่ายฝึก”
“…” เขามองคนข้างกายที่กำลังนั่งอยู่บนหลังคาจวนสกุลหยางเพื่อจับตามองคนสำคัญ
“ฮูหยินดื่มสมุนไพรเรียบร้อยแล้วขอรับ ดูเหมือนว่ากำลังจะปักผ้าผูกผมให้ข้าอยู่” เขายิ้มแป้นดีใจเมื่อรู้ว่านางรับปากจะปักลายผ้าผูกผมให้สักเส้นสองเส้นราวกับเป็คนสนิทจริง ๆ
“เหตุใดเ้าจึงไม่ปฏิเสธนางไป รับราชการมาหลายเดือนแล้วยังไม่รู้ธรรมเนียมหรือว่าลายบนผ้าผูกผมของทหารในแคว้นฉินิต้องให้ฮูหยิน คู่หมั้นคู่หมาย มารดาหรือน้องสาวปักให้เท่านั้น” หยางเสวี่ยเฟยถามขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังแต่กลับโดนลูกน้องตอบกลับว่า “ฮูหยินปักผ้าผูกผมให้เฟิงเกอตั้งสามเส้นไม่เห็นเป็อันใด แล้วข้าก็ไม่มีคู่หมั้น คู่หมาย มารดาและน้องสาวด้วย”
“วุ่นวายไม่เข้าเื่” เสียงพึมพำหงุดหงิดโดยไม่รู้ตัวพลางจ้องผ้าในมือที่นางบรรจงปักเป็รูปดอกท้อ
“เอ่อ…” เสิ่นจื้อเหลียงเกริ่นนำ ท่าทางไม่แน่ใจสักเท่าใดนักเพราะไม่เห็นว่าคนข้างกายจะลุกไปไหนเสียที
“ทำไม” หยางเสวี่ยเฟยเอ่ยถามไม่สบอารมณ์สักเท่าใด
“วันนี้หัวหน้าจะเฝ้าฮูหยินเองหรือขอรับ”
“ข้าจะทำอันใดต้องขอเ้าหรือ” น้ำเสียงไม่พอใจทำเอาเด็กหนุ่มรู้สึกว่าไม่น่าถามเลย ทั้งยังไม่รู้ว่ามีใครทำอะไรไม่ถูกใจหัวหน้าั้แ่เช้าตรู่จึงแสดงออกมาเช่นนั้น
แม้ว่าจะอยู่ด้วยกันมานานแล้วแต่่นี้เป็จังหวะเวลาที่เขาเดาใจหัวหน้าได้ยากที่สุดเพราะสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำมักตรงกันข้ามเสียอย่างนั้น เพียงแค่คิดตามก็รู้สึกปวดหัวตุบ ๆ
“เช่นนั้นนั่งเฝ้าด้วยกันทั้งวันก็ได้ขอรับ” เ้าตัวยอมแพ้ราบคาบ ไม่นึกเลยว่าเป็เ้าของจวนสกุลหยางแท้ ๆ กลับต้องอยู่แบบหลบซ่อนเพื่อจับตามองฮูหยินของตัวเอง
“ไม่ต้อง เ้าไปร้านอาวุธแล้วรับศรธนูที่ข้าสั่งไว้มาก็แล้วกัน” รองแม่ทัพหยางได้ติดต่อซื้อขายอาวุธแบบพิเศษจากร้านนั้นมาพักหนึ่งแล้ว เพิ่งได้รับแจ้งมาว่าของที่เขา้าเสร็จสมบูรณ์ “หลังจากนั้นจะไปพักผ่อนที่ไหนก็ตามใจ ข้าให้เ้าหยุดงานได้หนึ่งวัน”
“แต่่สายฮูหยินนัดข้าไปซ้อมธนู ไปเอาของที่หัวหน้าสั่ง่บ่ายได้หรือไม่ขอรับ” เด็กหนุ่มถามไปตามประสาเพราะปกติมักจะไปซ้อมธนูกับนาง่สาย ๆ อยู่แล้วและเขาเองก็ไม่อยากพลาดชั้นเรียนอีกด้วย
หากแต่ไม่ได้ยินคำตอบของสิ่งที่ถามแต่เป็เสียงแ่เบาพึมพำคนเดียว “เื่เป็เช่นนี้แล้วนางยังจะมีอารมณ์ไปซ้อมธนูอีกหรือ ไม่รู้สึกอันใดเลยหรืออย่างไร”
“โอ๊ะ… ฮูหยินคงมองหาข้าอยู่แน่ ๆ ข้าขอตัวไปก่อนนะขอรับ”
เสิ่นจื้อเหลียงเอาตัวรอดจากหัวหน้าที่อารมณ์แปรปรวนรีบะโลงจากหลังคาแล้วเดินไปหามู่หรงเซียวที่ศาลาเล็กก่อนจะได้รับผ้าผูกผมที่นางทำเสร็จแล้วเส้นหนึ่งมาลองมัดดู
เพียงมองเห็นว่าบุรุษใดผูกผมด้วยผ้าสีน้ำเงินเข้มก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าเป็ทหารจากกองรบที่สิบ ตรงปลายเป็ลายดอกท้อสวยงามและเด่นชัด ดูก็รู้ว่าผู้ที่ปักลายนั้นตั้งใจทำมากเพียงใด
“ขอบคุณขอรับ ข้าจะถนอมเป็อย่างดี”
ขณะที่สายตาคู่หนึ่งจากบนหลังคาโกรธเคืองมากกว่าเดิม ยิ่งเวลาที่แอบตามไปสถานที่ฝึกลับ ๆ ในป่าก็ยิ่งฉุนเฉียวที่ฮูหยินทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
น้ำเสียงสดใสเอ่ยว่า “อาเหลียง เลื่อนมือเ้าจับตรงนี้ ทิ้งน้ำหนักลงเล็กน้อย หายใจเข้า” พลางแตะไหล่ของเขาให้ต่ำลง สั่งสอนลูกศิษย์ด้วยความตั้งใจเหมือนอย่างเคย
ทว่า เสิ่นจื้อเหลียงดูจะเกร็งเล็กน้อยเพราะเวลานี้เ้านายจ้องเขาด้วยแววตาสังหาร
เ้าตัวขยับห่างจากฮูหยินไปทางซ้ายแล้วบอกว่า “เข้าใจแล้วขอรับ” พลันยิงลูกศรออกไปแต่เพราะในใจกระวนกระวายจึงทำให้วันนี้ยิงธนูพลาดจุดกึ่งกลางไปหลายดอก
“อาเหลียง เหตุใดจึงไม่มีสมาธิเลยเล่า” นางนึกสงสัยแล้วหันไปมองทางด้านหลังแต่ไม่เห็นใครจึงพูดว่า “เป้าหมายเ้าอยู่ข้างหน้า ตั้งสติหน่อย”
“ขอรับ” เขาพยักหน้าแล้วทำตามแต่จะให้ตั้งสติอย่างที่พูดนั้นยากยิ่งเพราะรู้สึกได้ถึงแรงอาฆาตทุกครั้งที่ฮูหยินเข้าใกล้เขาจนแน่ใจแล้วว่าสิ่งที่สงสัยคืออะไร
มู่หรงเซียวรู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลจึงหยิบธนูขึ้นมาแล้วยิงไปที่ต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง
ฉึก!
ลูกศรปักกลางต้นไม้แทบทะลุผ่านควรสร้างความหวาดกลัวให้สิ่งที่แอบอยู่แต่กลับไม่มีคนหรือสัตว์ป่าเผยตัวออกมาอย่างที่คิดจึงยักไหล่ เข้าใจว่าคิดไปเองแต่ยังคงให้เสิ่นจื้อเหลียงไปตรวจดูอีกครั้งด้วยความระมัดระวัง
หยางเสวี่ยเฟยยิ้มมุมปากที่ลูกศรนั้นเฉียดผ่านหน้าเขาไปหนึ่งคืบรู้แล้วว่าฝีมือของนางนั้นไม่ธรรมดา
“หัวหน้า ข้านึกว่าท่านจะเป็ผีเฝ้าป่าแล้ว” เขากระซิบด้วยความเป็ห่วงเพราะดูระยะห่างของปลายลูกศรกับใบหน้ารองแม่ทัพนับว่าฮูหยินเก่งธนูจริง ๆ แม้มองไม่เห็นแต่ก็เล็งเป้าได้
“บอกนางว่าเ้าต้องรีบไปทำธุระแล้วพานางกลับจวน” เขาสั่งเสียงเบากลัวว่าคนตรงโน้นจะได้ยิน
“ขอรับ” ลูกน้องรับคำสั่งกำลังจะเดินกลับไปที่เดิม
“เว้นระยะห่างด้วย นางเข้าใกล้เ้าหนึ่งก้าว เ้าต้องถอยสามก้าว ต่อให้นางคิดว่าเ้าเป็น้องชายแล้วไม่ระมัดระวังตัวแต่…” หยางเสวี่ยเฟยยังไม่ทันพูดจบถูกขัดทันควัน
“ข้าจำได้ขอรับว่าหัวหน้าเป็สามี อีกทั้งยังไม่ชอบให้ผู้ใดเข้าใกล้ฮูหยิน” เสิ่นจื้อเหลียงได้ยินคำนี้จนขึ้นใจ ไม่เคยคิดเกินเลยแต่สายตาที่มองมาวันนี้ดูอย่างไรคนตรงหน้าก็หึงหวงอยู่ดี
“จำได้แล้วทำไมยังไม่ทำตาม คิดลองดีกับข้าหรือ” เขาแสยะยิ้มจนอีกฝ่ายขนลุกชัน จังหวะนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าเดินสวบสาบมาใกล้ ชายหนุ่มจึงยกเท้าถีบเสิ่นจื้อเหลียงกระเด็นไปอีกทางอย่างพอดิบพอดี
“อาเหลียง เ้าไม่ระมัดระวังหน่อยเล่า” มู่หรงเซียวส่ายหน้ารีบมาพยุงคนสนิทให้ลุกขึ้นยืน ส่วนคนตรงหน้าเหงื่อแตกพลั่ก แค่โดนแตะมือ แตะไหล่เพื่อเรียนธนูยังถูกถีบกระเด็น แล้วนี่ฮูหยินเข้ามาประคองให้ลุกขึ้นจะโดนอะไรบ้าง
“ข้าสะดุดก้อนหินตรงนี้ขอรับ ไม่เป็อันใดหรอก”
สายตาพลันเหลือบมองไม่อยากให้เป็อย่างที่คิดเพราะเ้านายเป็คนยันเขาออกมาเองแต่เื่จริงกลับไม่ใช่อย่างนั้น รองแม่ทัพหยางไม่แยกแยะ แสยะยิ้มได้น่ากลัวกว่าเดิมจนเขาสะดุ้งเฮือกแล้วถอยหนีจากมู่หรงเซียวทันที
ท้ายที่สุดแล้ว หลังไปส่งฮูหยินกลับจวน แทนที่จะได้ทานอาหารมื้ออร่อยเหมือนอย่างเคยก็ต้องโดนงดไปเพราะหัวหน้าสั่งลงโทษให้ฝึกยิงธนูที่ค่ายจนกว่าจะครบห้าร้อยดอก
“บ้าไปแล้ว หัวหน้าสติแตกไปแล้ว” เ้าตัวบ่นพึมพำเพิ่งยิงธนูจนครบกำหนด มือข้างขวาพองแดงไปหมด ครั้นหันมาเห็นหมอหญิงจ้องหน้าอยู่ก็รีบขยับหนีสามก้าวทันควันเพราะคนของนางเองก็โหดร้ายไม่แพ้กัน
“ทายาจนหมดตลับก็หายแล้ว” เสิ่นอวี้หลานทำหน้าสงสารแล้วบอกว่า “ท่านพี่น่ะ ทั้ง ๆ ที่เฝ้านางราวกับจงอางหวงไข่เพียงนั้นแต่ก็ยังปากแข็ง ไม่ยอมพูดเื่ที่ค้างคาใจ”
หญิงสาวส่ายหน้ารู้ว่าเหตุใดเขาจึงเป็เช่นนี้แต่เพราะเื่ที่ค้างคาใจเป็เื่ของคนสองคน นางจึงไม่อยากก้าวก่าย ลำพังเอาตัวรอดจากข่าวลือของตัวเองก็เหน็ดเหนื่อยแล้ว
“ไหนดูสิ ตรงที่บวมยุบไปแล้วหรือไม่” หมอหญิงเอ่ยถามแล้วจับมือข้างนั้นของเสิ่นจื้อเหลียงเพื่อรักษาตามปกติแต่เพราะมีบทเรียนจากหยางเสวี่ยเฟยแล้ว เขารีบหดมือหนี กวาดตามองรอบตัวแล้วบอกนางว่า “คุณหนู ข้าเพิ่งถูกถีบเพราะเข้าใกล้ฮูหยินแท้ ๆ คุณหนูจะทำให้ข้าถูกถีบอีกรอบหรือขอรับ”
“ทำไมเล่า” นางไม่เข้าใจว่าจะเกิดอันใดขึ้น งุนงงเล็กน้อยว่าเด็กหนุ่มพูดถึงเื่ใดกันแน่
“หากแม่ทัพหลี่มาเห็น ข้าต้องโดนลงโทษแน่ ๆ เลยขอรับ” เ้าตัวทำหน้าเบ้ เจ็บมือ แขนหมดแรง อยากลางานสักสิบวัน
“คนผู้นั้น ไม่ต้องพูดถึงเขาหรอก อีกอย่าง เขาจะลงโทษเ้าทำไม…”
“คุณหนูไม่รู้จริงหรือขอรับ” เสิ่นจื้อเหลียงยักไหล่ ทำทีไม่เชื่อ
“เขาไม่มีสิทธิ์ ถ้าเ้าโดนลงโทษก็บอกข้า” แววตานางดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย มือสองข้างที่ถือก้านสมุนไพรเอาไว้ถูกหักเสียงดังเป๊าะ รู้สึกว่าหญิงสาวกับหยางเสวี่ยเฟยมีนิสัยบางอย่างที่คล้ายกันจึงกลืนน้ำลายแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ คิดในใจว่า ทำไมถึงมีแต่คนปากไม่ตรงกับใจเยอะนัก เฟิงเกอ... ข้าคิดถึงท่านแล้ว อยู่ที่นี่ ข้าโดนลงโทษอยู่คนเดียว จะหันไปคุยกับใครก็ไม่ได้ เฮ้อ…