“เธอคือบทเรียนที่ผมยอมผิดศีล”

    ตอนที่ 63 รักคือการให้...ไม่ใช่การครอบครอง

    - เช้าวันต่อมา -

    แพรตัดสินใจกลับมาทำงานตามปกติ  

    เธอแต่งหน้าให้ดูสดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ปกปิดตาบวมด้วยคอนซีลเลอร์หนา ๆ) ใส่เสื้อเชิ้ตสีอ่อนกับกระโปรงเรียบ ๆ แล้วขับรถมาถึงมหาลัยด้วยหัวใจที่ยังหนักอึ้ง 

     

    แต่แพรบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่า “วันนี้ต้องเข้มแข็ง... ฉันจะไม่ร้องไห้ต่อหน้าคนอื่นอีก”


    - พอเดินเข้าห้องทำงาน -

    พี่แอนวิ่งตรงมาหาแพรทันทีที่เห็นหน้า  

    สีหน้าพี่แอนตื่นเต้นผสมเป็นห่วงชัดเจน (แบบคนที่รอฟังดราม่าทั้งคืน)


    “แพร!!! แกหายไปไหนมาเนี่ยยยย เมื่อวานพี่ห่วงจะแย่เลยนะ  

    แล้วเรื่องเมื่อวานตอนเช้าอะ อ.กรไล่อ.วิภาเสียงดังลั่นทั้งห้องเลยอะ!  

    พี่ไม่เคยเห็นอ.กรโมโหขนาดนั้นมาก่อนเลยนะ หน้าตึงมาก แล้วตะโกนว่า ‘พอได้แล้วครับ อย่ามายุ่งกับผม!’ อะไรประมาณนั้น ทุกคนช็อกหมดเลยอะ เกี่ยวข้องกับแกรึเปล่าเนี่ยยยย เล่าให้พี่ฟังด่วนเลย!”


    พี่แอนดึงแพรไปนั่งที่มุมห้อง (โต๊ะที่ไม่มีคนอยู่ใกล้) แล้วจ้องหน้าแพรรอฟังแบบไม่กระพริบตา  

    แพรถอนหายใจยาว แล้วเริ่มเล่าเสียงเบา ๆ (พยายามไม่ให้ใครได้ยิน)


    “พี่แอนคะ... หนู... หนูว่าจะเลิกกับพี่กรแล้วค่ะ วันก่อน... พี่กรไปกินข้าวกับอ.วิภา แล้วก็ไปลงพื้นที่ด้วยกัน กลับดึกมาก แล้วพี่กรก็โทรมาบอกว่า... พี่กรกับอ.วิภาเผลอมีอะไรกันเพราะเมา  


    "เห้ยยยยย.....!"

    พี่แอนอุทานเสียงหลง


    หนู... หนูเจ็บมากเลยค่ะพี่แอน หนูร้องไห้ทั้งคืนเลย แล้วหนูก็หนีไปอยู่ที่ทะเลกับพี่เอก พี่เอกเขาแค่พาหนูไปพัก ไม่ได้ทำอะไรเกินเลยนะคะ  

    หนูเลยตัดสินใจว่าจะบอกเลิกพี่กรให้ชัดเจน... หนูทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ค่ะ”


    พี่แอนอ้าปากค้าง ตาโตขึ้นเรื่อย ๆ ขณะฟัง  

    “โห... แพร... แกเจออะไรขนาดนี้เลยเหรอเนี่ยยยย โอ้ยน้องตู...

    แล้วอ.กรก็คงรู้สึกผิดสุด ๆ เลยใช่ไหม ถึงได้โมโหใส่อ.วิภาแบบนั้นเมื่อเช้า  

    พี่เห็นอ.วิภาหน้าเสีย เดินออกมาจากห้องอ.กรเลยอะ ทุกคนในห้องตกใจกันหมดเลย

    แก... แกจะเลิกกับเขาจริง ๆ เหรอเนี่ย แกยังรักเขาอยู่ไหม”


    แพรยังไม่ทันได้ตอบ ประตูห้องทำงานเปิดออก  

    พี่กรเดินเข้ามาพอดี  

    หน้าตาพี่กรตอนนี้ดูเหนื่อยล้า ผมยุ่ง ตาคล้ำ 


    แต่สายตาที่มองมาเจอแพรทันทีที่เดินเข้ามา... มันเปลี่ยนไปทันที  

    จากเหนื่อยล้า เป็นตกใจ ดีใจ เสียใจ ผสมกันไปหมด  


    พี่กรชะงักกลางทาง เหมือนขาแข็งทื่อ  

    ทุกคนในห้องหันมามอง (รวมถึงพี่แอนที่อ้าปากค้าง)


    พี่กรก้าวเดินตรงมาที่โต๊ะแพรช้า ๆ แต่แน่วแน่  

    สีหน้าพี่กรตอนนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความคิดถึงชัดเจน  

    เขาหยุดยืนข้างแพร แล้วพูดเสียงสั่นเบา ๆ (แต่ชัดพอให้พี่แอนกับคนใกล้ ๆ ได้ยิน)


    “แพร... หนูไปอยู่ไหนมา

    พี่... พี่รอหนูทั้งคืนเลยนะครับ พี่ไปรอหน้าบ้านหนูทั้งคืนเลย  

    หนู... หนูไปไหนมาครับ พี่โทรไปเป็นร้อยสาย หนูไม่รับเลย

    พี่ขอโทษ... พี่ขอโทษจริง ๆ ที่ทำให้หนูเจ็บแบบนั้น พี่ผิดมหันต์ พี่รู้  

    แต่พี่ขอคุยกับหนูสักนิดได้ไหม... พี่อยากบอกหนูตรง ๆ ว่าพี่รักหนูคนเดียว พี่จะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก พี่สัญญา แพรพี่ขอร้อง...”


    ห้องเงียบกริบ  

    พี่แอนมองสลับระหว่างแพรกับพี่กร ตาโตจนแทบหลุดออกมา  

    ทุกคนในห้องแอบมอง แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร


    แพรนั่งนิ่ง มือกำขอบโต๊ะแน่น น้ำตาเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง  

    เธอมองหน้าพี่กรตรง ๆ แล้วพูดเสียงสั่น แต่ชัดเจน


    “พี่กรคะ... หนู... หนูยังไม่พร้อมคุยตอนนี้ค่ะ 

    หนูเจ็บมากจริง ๆ ค่ะ หนูเห็นพี่กับอ.วิภาแล้ว หนูทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ  

    หนู... หนูขอเวลาก่อนนะคะ”


    พี่กรชะงัก น้ำตาคลอในตาเขา  

    แต่เขาพยักหน้าเบา ๆ แล้วพูดเสียงแหบพร่า  

    “ครับ... พี่เข้าใจ พี่จะไม่บังคับหนูเลย  

    พี่จะรอหนูครับ ไม่ว่าหนูจะใช้เวลานานแค่ไหน พี่จะรอให้หนูพร้อม  

    ถ้าหนูอยากคุยเมื่อไหร่ แค่บอกพี่สักคำ พี่จะมาหาหนูทันทีเลยครับ  

    พี่รักหนูมากจริง ๆ นะครับ... พี่ขอโทษที่ทำให้หนูต้องเจ็บขนาดนี้”


    พี่กรยิ้มเศร้า ๆ ให้แพรอีกครั้ง แล้วหันหลังเดินกลับไปห้องตัวเองช้า ๆ  

    ทุกคนในห้องมองตามหลังพี่กรเงียบ ๆ  

    พี่แอนหันมามองแพร แล้วจับมือแพรเบา ๆ  

    “แพร... แกโอเคไหมจ๊ะ ถ้าแกอยากร้องไห้ อยากระบาย บอกพี่ได้นะ”


    แพรพยักหน้าเบา ๆ แล้วก้มหน้าลง น้ำตาหยดลงบนโต๊ะอีกครั้ง  

    แต่คราวนี้... เธอไม่ได้ร้องไห้คนเดียวอีกแล้ว  

    อย่างน้อยก็มีพี่แอนที่นั่งข้าง ๆ จับมือเธอไว้เงียบ ๆ


    แพรสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพยักหน้าให้พี่แอนเบา ๆ

    “พี่แอนคะ... หนูขอตัวกลับไปทำงานก่อนนะคะ เดี๋ยวมีอะไรค่อยคุยกันเพิ่มค่ะ”  


    พี่แอนจับมือแพรไว้ครู่หนึ่ง มองตาแพรด้วยความเป็นห่วง  

    “โอเคจ๊ะ... ถ้าแกอยากระบายเมื่อไหร่ พี่อยู่ตรงนี้ตลอดเลยนะ อย่าฝืนคนเดียวนะจ๊ะ”  


    แพรยิ้มฝืน ๆ แล้วลุกขึ้นเดินกลับไปที่โต๊ะตัวเองช้า ๆ  

    เธอนั่งลง ก้มหน้าทำงานต่อ แต่ใจยังลอยไปไกล  

    มือยังสั่นนิด ๆ เวลาจับเมาส์ แต่แพรพยายามฝืนทำตัวปกติที่สุด


    - สักพัก (ประมาณ 11:30 น.) -

    แพรกำลังก้มหน้าก้มตาพิมพ์เอกสารอยู่  

    เงาสูง ๆ เดินเข้ามาหยุดข้างโต๊ะแพรเงียบ ๆ  

    แพรเงยหน้าขึ้น แล้วก็เห็นพี่เอกยืนอยู่ตรงนั้น  

    เขายิ้มอ่อน ๆ สวมเสื้อเชิ้ตสีเทาอ่อนเรียบร้อย ดูเป็นมิตร






    “แพร... พี่แวะมาดูว่าหนูเป็นยังไงบ้างครับ”  

    เสียงนุ่มนวล

    “แล้วเมื่อคืนหนูนอนหลับดีไหมครับ พี่เป็นห่วงหนูตลอดเลย กลัวว่าจะร้องไห้อีก”


     


    แพรยิ้มจาง ๆ แล้วพยักหน้าเบา ๆ  

    “หนู... ดีขึ้นนิดนึงค่ะพี่เอก ขอบคุณที่พาหนูไปพักผ่อนนะคะ ถ้าไม่มีพี่ หนูคงแย่กว่านี้มากเลย”


    พี่เอกยิ้มตอบ แล้วมองหน้าแพร

    “ดีใจที่หนูดีขึ้นนะ... วันนี้ไปกินข้าวกลางวันกับพี่ไหม พี่อยากให้หนูได้กินข้าวอร่อย ๆ ได้พักใจสักหน่อย ร้านแถวสยามที่หนูเคยชอบไง บรรยากาสดีๆ เพลงเพราะๆสบายๆ จะได้พักสมองหน่อยไง.. ไปมั้ย"


    แพรนิ่งไปครู่หนึ่ง มองหน้าพี่เอกที่ยืนรอคำตอบอย่างอดทน  

    เธอรู้สึกว่าตอนนี้... เธอไม่อยากอยู่คนเดียวจริง ๆ  

    แพรพยักหน้าเบา ๆ แล้วยิ้มจาง ๆ  

    “ค่ะ... หนูไปค่ะพี่เอก"


    พี่เอกยิ้มกว้าง (แต่ยังสุภาพ ไม่ได้ดีใจเกินไป) 

    “โอเคครับ... เดี๋ยวเที่ยงตรงพี่มารับหนูนะ

    หนูทำงานต่อเถอะ เดี่ยวพี่เอาเอกสารไปส่งแผนกวิจัยก่อน แล้วเจอกันที่ลานจอดรถนะ"


    พี่เอกพยักหน้าให้แพร แล้วเดินออกไปช้า ๆ  

    แพรมองตามหลังพี่เอก แล้วถอนหายใจเบา ๆ  

    เธอรู้สึกโล่งใจนิดหนึ่งที่วันนี้... อย่างน้อยก็มีคนที่ทำให้เธอไม่ต้องอยู่กับความเจ็บคนเดียว


    **เที่ยงตรง**

    แพรเก็บของ แล้วเดินออกจากห้องทำงานช้า ๆ  

    พี่เอกยืนรออยู่ที่ลานจอดรถ (ยืนพิงรถตัวเอง มือล้วงกระเป๋ากางเกง ดูผ่อนคลาย)  

    เขาเห็นแพรเดินมา เขาก็ยิ้มอ่อน ๆ แล้วเปิดประตูรถฝั่งผู้โดยสารให้


    แพรขึ้นรถ แล้วพี่เอกขับออกไปช้า ๆ  

    ระหว่างทาง ทั้งคู่ไม่ค่อยพูดอะไรมาก แต่บรรยากาศไม่ตึงเครียดเหมือนเมื่อคืนอีกต่อไป  

    แพรมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วพูดเบา ๆ


    “พี่เอกคะ... ขอบคุณที่ไม่ทิ้งหนูนะคะ  

    หนู... หนูยังสับสนมากเลยค่ะ แต่การได้มีคนอยู่ข้าง ๆ แบบนี้ มันช่วยได้เยอะจริง ๆ ค่ะ”


    พี่เอกยิ้มอ่อน ๆ แล้วพูดตอบเบา ๆ  

    “พี่ดีใจที่หนูรู้สึกดีขึ้นนิดนึงครับ  

    ไม่ต้องรีบตัดสินใจอะไรทั้งนั้นนะครับ พี่จะอยู่ตรงนี้ให้หนู เท่าที่หนูต้องการ  

    กินข้าวก่อนเถอะครับ... วันนี้พี่อยากเห็นหนูได้ยิ้มจริง ๆ สักครั้ง”


    แพรกับพี่เอกนั่งกินข้าวกันเงียบ ๆ ในร้านอาหารญี่ปุ่นเล็ก ๆ ที่พี่เอกเลือกไว้ (ห้องส่วนตัว ไม่ดัง ไม่วุ่นวาย)  

    แพรจิ้มซูชิไปคำหนึ่ง แล้ววางตะเกียบลงช้า ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพี่เอกตรง ๆ


    “พี่เอกคะ...”  

    เสียงแพรเบา แต่ชัดเจน “หนู... ขอบคุณที่พี่ดูแลหนูแบบนี้มาก ๆ นะคะ ทั้งคืนที่พาหนูไปทะเล ทั้งวันนี้ที่พาไปกินข้าว พี่เอาใจหนูทุกอย่างเลย แต่... หนูกลัว.. กลัวว่าสุดท้าย

    ..พี่จะทำให้หนูเสียใจซ้ำอีก หนูเพิ่งเจ็บมาเพราะคนที่บอกว่ารักหนูคนเดียว แล้วสุดท้ายก็...”


    แพรหยุดพูด น้ำตาคลออีกครั้ง แต่คราวนี้เธอกลั้นไว้ได้ ไม่ไหลลงมา  

    เธอมองพี่เอกตรง ๆ แล้วพูดต่อ

    “หนูไม่อยากให้พี่คาดหวังอะไรจากหนูมากเกินไปค่ะ หนูยังเจ็บอยู่ หนูยังสับสนมาก แล้วหนูก็... ยังไม่พร้อมจะเปิดใจให้ใครจริง ๆ ค่ะ  

    หนูกลัวว่าถ้าพี่ทำแบบนี้ต่อไป แล้ววันนึงหนูไม่สามารถตอบแทนพี่ได้ พี่จะเจ็บ เหมือนที่หนูเจ็บตอนนี้”


    พี่เอกวางตะเกียบลงช้า ๆ มองหน้าแพรนิ่ง ๆ นานพอที่จะให้คำพูดของเธอจมลงไปในใจเขา  

    เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดเสียงนุ่ม แต่จริงจัง


    “พี่เข้าใจครับ... และพี่ขอบคุณที่หนูพูดตรง ๆ แบบนี้ พี่ดีใจมากเลยนะครับที่หนูกล้าบอกพี่แบบไม่กั๊ก  

    พี่ยอมรับเลยว่า... พี่มีใจให้หนูจริง ๆ มาตั้งแต่ตอนที่หนูยังไม่ได้คบกับอ.กร พี่เห็นหนูแล้วรู้สึกว่าหนูเป็นคนพิเศษมาก แต่พี่ก็ทำผิดพลาดใหญ่หลวงไปแล้ว พี่ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรจากหนูอีก”


    เขาหยุดครู่หนึ่ง แล้วยิ้มเศร้า ๆ  

    “แต่การที่พี่ดูแลหนูตอนนี้ ไม่ใช่เพราะพี่หวังว่าหนูจะกลับมาคบกับพี่นะครับ พี่แค่... อยากชดใช้สิ่งที่พี่เคยทำร้ายหนูไว้บ้าง แม้มันจะชดใช้ไม่หมดก็เถอะ  

    พี่รู้ว่าหนูยังเจ็บ ยังไม่พร้อมเปิดใจ แล้วพี่ก็เคารพตรงนั้น พี่จะไม่กดดัน ไม่คาดหวัง ไม่ขออะไรจากหนูเกินกว่าที่หนูจะให้ได้  

    ถ้าวันนึงหนูบอกว่าพี่ไม่ต้องมาอยู่ใกล้ ๆ อีก พี่ก็จะหายไปจริง ๆ ครับ ไม่ตาม ไม่รบกวน  

    แต่ตอนนี้... ถ้าหนูยังโอเคที่พี่อยู่ใกล้ ๆ แบบนี้ พี่ขอแค่เป็นเพื่อนที่ทำให้หนูรู้สึกปลอดภัยได้สักพักก็พอแล้วครับ ไม่ต้องมีคำว่าความหวังหรือความสัมพันธ์อะไรทั้งนั้น”


    เขาหยุดชั่วครู่แล้วพูดต่อ....

    “เหตุการณ์วันนั้น... วันที่พี่พยายามจะบังคับใจหนู มันเป็นบทเรียนที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตพี่เลยนะ พี่ใช้เวลาอยู่กับตัวเองนานมากจนเข้าใจว่า ความรักที่แท้จริง มันไม่ใช่การครอบครอง แต่มันคือการทำให้คนที่เรารักรู้สึกปลอดภัย”


    เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ยิ้มเศร้าๆ ให้ตัวเอง


    “พี่เคยคิดว่าถ้าพี่ได้ตัวหนูมา พี่จะมีความสุข แต่พี่คิดผิด... เพราะถ้าหนูต้องอยู่กับพี่ด้วยความกลัว พี่ก็ไม่มีวันได้ใจหนูอยู่ดี ตอนนี้พี่เลยไม่ได้หวังว่าหนูจะต้องมาเป็นของพี่ พี่แค่ขอโอกาสได้ดูแลหนูในฐานะ ‘พี่ชาย’ หรือ ‘เพื่อน’ ที่หนูไว้ใจได้ที่สุดก็พอ พี่อยากให้หนูรู้ว่า... ไม่ว่าโลกข้างนอกจะใจร้ายกับหนูแค่ไหน ตรงที่พี่อยู่ จะเป็นพื้นที่ที่หนูไม่ต้องระแวงอะไรทั้งนั้น”


    แพรฟังแล้วน้ำตาคลออีกครั้ง แต่คราวนี้เธอยิ้มจาง ๆ ได้จริง ๆ

    แพรมองเห็นความจริงใจในตาพี่เอก มันคือความรักที่เติบโตขึ้น ไม่ใช่ความรักที่เห็นแก่ตัวเหมือนเมื่อก่อน

      

    “พี่เอก... ขอบคุณนะคะ หนู... หนูรู้สึกดีขึ้นเยอะเลยค่ะที่พี่ไม่กดดันหนู  

    หนู... หนูยังไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นยังไง แต่ตอนนี้หนูดีใจที่มีพี่อยู่ตรงนี้จริง ๆ ค่ะ  

    ขอบคุณนะคะ... ที่ไม่ทำให้หนูรู้สึกผิดที่ยังไม่พร้อมให้อะไรพี่เลย”


    พี่เอกยิ้มตอบ แล้วยกแก้วน้ำขึ้น  

    “งั้น... เราไม่ต้องรีบคิดอะไรทั้งนั้นนะครับ กินข้าวให้อร่อยก่อน แล้วค่อยว่ากันวันต่อ ๆ ไป  

    พี่สัญญาว่าจะอยู่ข้าง ๆ หนูแบบนี้ จนกว่าหนูจะบอกว่าพอ”


    ทั้งคู่ยกแก้วน้ำชนกันเบา ๆ แล้วกินข้าวต่อเงียบ ๆ แต่บรรยากาศไม่ตึงเครียดอีกต่อไป  

    แพรรู้สึกว่า... อย่างน้อยวันนี้ เธอไม่ได้อยู่คนเดียวจริง ๆ แล้ว



    **ตัดภาพไปที่มหาวิทยาลัย — บ่ายวันเดียวกัน**

    แพรกับพี่เอกกลับมาถึงมหาลัยพอดี (พี่เอกขับรถส่งแพรที่ลานจอดรถคณะ)  

    แพรลงจากรถ แล้วหันมายิ้มให้พี่เอกเบา ๆ  

    “ขอบคุณนะคะพี่เอก... วันนี้หนูรู้สึกดีขึ้นเยอะเลยค่ะ  

    พรุ่งนี้เจอกันใหม่นะคะ”


    พี่เอกพยักหน้า แล้วยิ้มตอบ  

    “ครับ... ดูแลตัวเองดี ๆ นะ”


    แพรเดินเข้าตึกคณะช้า ๆ  

    แต่พอเดินเลี้ยวโค้งมาถึงบริเวณหน้าห้องทำงาน  

    เธอชะงักกึก


    พี่กรยืนรออยู่ตรงนั้น  

    ท่าทางโมโหมากจนเห็นชัด — หน้าตึง คิ้วขมวดแน่น มือกำแน่นข้างลำตัว  

    สายตาที่มองมาเจอแพรตอนนี้ไม่ใช่แค่คิดถึงหรือเสียใจอีกต่อไป  

    มันเป็นความโมโหผสมความหึงหวง 

    พี่กรก้าวเข้ามาหาแพรทันที (ฝีเท้าเร็วและหนักแน่น) แล้วพูดเสียงต่ำแต่สั่นด้วยอารมณ์

    คล้ายกับเรื่อง“เธอคือบทเรียนที่ผมยอมผิดศีล” ที่คุณอ่าน