ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 115 สังหารในพริบตา

            เมื่อเห็นดังนั้นสีหน้าของโม่สุ่ยพลันเย็นยะเยือก ก่อนที่จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจออกมาว่า

            “เจ้าเป็นใครกันบังอาจใช้สายตาเช่นนั้นมองข้า! แล้วเจ้ามาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

            โม่สุ่ยโกรธเป็นอย่างมากเขาเป็นยอดฝีมือขั้นราชันเทวะของอาณาจักรเต่าทมิฬแห่งนี้ใครเล่าจะกล้าใช้สายตาเช่นนั้นมองเขา.......

            ลูกน้องที่อยู่ด้านหลังเขาเองก็แสยะยิ้มออกมา

            “ก็แค่เด็กสมองมีปัญหาคนหนึ่งท่านหัวหน้าอย่าไปใส่ใจมันเลย เดี๋ยวพวกข้าจัดการให้เอง”

            “อยากตายนักข้าก็จะสนองให้พวกเจ้าเอง ข้าจะสนองให้พวกเจ้าอย่างสาสม!”  

            เฟิ่งหยูก้าวเท้าเดินเข้ามาในห้องของหลี่ถังชายเสื้อของเขาโบกสะบัด ผมยาวปลิวไสวอย่างบ้าคลั่งจิตสังหารเอ่อล้นออกมาจากร่างของเฟิ่งหยู

            “เจ้าว่าอะไรนะ...! เจ้าหนูอย่างเจ้านะคิดจะสังหารพวกข้าเช่นนั้นหรือ?”

             โม่สุ่ยเดือดดาลด้วยความโกรธเป็นอย่างยิ่งในวันนี้เขาพาลูกน้องหลายสิบคนมาตามจับหลี่ถังและบุตรชายของนางแต่กลับถูกคนกล่าววาจาทำให้เขาต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าลูกน้องนับสิบ มันช่างน่าอัปยศยิ่งนัก!

            “เจ้า! เจ้ามันช่างรนหาที่ตายยิ่งนักเป็นแค่เด็กน้อยกลับริอ่านปากกล้า!”โม่สุ่ยโกรธจนดวงตาทั้งสองข้างของเขาแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด

            “เจ้าพวกขยะมารสังคม มารับความตายของพวกเจ้าไปเสีย บิดาผู้นี้จะจัดการกับพวกเจ้าเองอย่าได้หวังว่าข้าจะปราณี”

            เฟิ่งหยูลงมือจู่โจมหมัดของเขาพุ่งตรงออกไป พลังที่รุนแรงนั้นทำให้พื้นที่ในบริเวณโดยรอบหนักอึ้งในทันที!

            โม่สุ่ยและลูกน้องโกรธเป็นอย่างมากขนทั่วร่างของพวกเขาลุกชันขึ้นด้วยโทสะ พวกเขาเป็นยอดฝีมือในอาณาจักรเต่าทมิฬกลุ่มของพวกเขามีชื่อเสียงเป็นลำดับต้น ๆ  ขั้นพลังของพวกเขาอยู่อันดับต้น ๆของอาณาจักรเต่าทมิฬแห่งนี้ และด้วยเหตุนี้เวลาที่เขาพบเจอกับคนที่มีขั้นพลังสูงกว่าอีกฝ่ายก็ไม่กล้าที่จะปากเก่งใส่ เพราะกลุ่มของพวกเขามีกันเป็นจำนวนมากแถมยังกระจายตัวออกไปทั่วทุกเมือง

            ทว่าเด็กหนุ่มคนนี้กกลับกล้ากล่าววาจาเช่นนี้กับเขา  โม่สุ่ยอยากจะฆ่าเขาให้ตายเสียเดี๋ยวนี้เลยแต่ทว่าเมื่อเห็นพลังที่แข็งแกร่งของเด็กหนุ่มที่พุ่งทะยานเข้ามาใบหน้าของพวกเขาพลันเปลี่ยนสี เบื้องหน้าของพวกเขานั้นราวกับดวงไฟสีฟ้าสดใส ที่ลุกโชนแผนเผาให้ความรู้สึกที่ไม่อาจจะต้านทานได้

            ลมปราณทั่วร่างของเฟิ่งหยูแผดเผาพลังปราณระเบิดออกมาจากภายในการ ประกายแสงโชติช่วงสว่างจ้าไปทั่วฟ้าดินราวกับภูเขาไฟที่กำลังปะทุ และปลดปล่อยพลังที่น่ากลัวออกมา

            กำปั้นที่โจมตีเข้ามานั้นห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิงฟ้าสวรรค์ทำให้สว่างจ้า และเกิดเสียงดังอึกทึกพลังหมัดที่หนักหน่วงรุนแรงพุ่งเข้ามาพัดใส่ร่างของพวกเขาจนสั่นสะท้าน

            พลังหมัดที่ปลดปล่อยออกมาทำให้คนที่อยู่ใกล้สองสามคนที่ถูกพลังของเพลิงฟ้าสวรรค์แผดเผาจนร่างกายไหม้เกรียมจนเหลือแต่เถ้าถ่านที่ปลิวหายไปกับสายลมในทันทีโดยมิทันได้ร้องแม้แต่คำเดียว

            “แย่ละสิ!” โม่สุ่ยเอ่ยเสียงหลง จากนั้นจึงหยิบดาบออกมาต้านหมัดของเฟิ่งหยูเอาไว้เขาปลดปล่อยพลังปราณขั้นราชันเทวะระดับหนึ่งออกมาอย่างรวดเร็วพลังอานุภาพที่แข็งแกร่งทรงพลังของราชันเทวะระดับหนึ่ง หมอกเบาบางถูกปลดปล่อยออกมาก่อนที่จะพุ่งทะยานออกไป บดขยี้มวลอากาศโดยรอบจนแหลกเป็นผุยผง

            หมัดของเฟิ่งหยูแข็งแกร่งดุจขุนเขาลมปราณเดือนพล่านระเบิดออกมาอย่างไม่ขาดสายหมัดของเขายังพุ่งตรงเข้าไปปะทะกับดาบของโม่สุ่ยอย่างรุนแรง

            ปังงงง....

            ดาบของโม่สุ่ยสั่นไหวเขาใช้มันรับพลังหมัดของเฟิ่งหยูเมื่อใบดาบพุ่งเข้าปะทะกับหมัดของเฟิ่งหยูได้เพียงครั้งเดียว ดาบในมือของโม่สุ่ยพลันแหลกสลายในทันที...!

            “อะไรกัน?” โม่สุ่ยตกใจมากจนขนทั่วร่างของเขาลุกชันเขาสัมผัสได้ถึงพลังอันหนักหน่วง และร้อนแรงเกรี้ยวกราดพุ่งทะยานเข้ามาพลานุภาพของมันนั้นเรียกได้ว่าสามารถสยบฟ้าดินได้อย่างง่ายดาย

            โม่สุ่ยมีชื่อเสียงในอาณาจักรเต่าทมิฬเป็นอย่างมากเขาพบเจอกับอัจฉริยะมากมายหลายคนแต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เจอกับเด็กหนุ่มที่มีความสามารถขนาดนี้  

            “เจ้าหนูนี่แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งเพียงหมัดเดียวสามารถทำลายอาวุธของข้าจนแหลกสลายอย่างง่ายดาย!”

                ปังงง....

            หมัดที่สองของเฟิ่งหยูพุ่งตรงเข้าสู่กลางหน้าอกของโม่สุ่ยอย่างรวดเร็วโม่สุ่ยรวบรวมพลังปราณระดับเทวะของเข้าไว้ที่แขนขวาพร้อมกับปล่อยหมัดออกไปปะทะกับหมัดของเฟิ่งหยู

            ปังงง....

            หมัดของโม่สุ่ยแหลกละเอียดทันที

            อ๊ากกก...

            ความคิดในใจของโม่สุ่ยพลันเปลี่ยนผันอย่างรวดเร็วเขาคิดไม่ถึงว่าตนจะได้เข้าไปล่วงเกินคนผู้นี้เข้าให้ในตอนนั้นเอง โม่สุ่ยพลันแผดเสียงคำรามออกมาด้วยความหวาดกลัว

            “หยุด! หยุด!ก่อนคุณชาย...ได้โปรดยั้งมือ..!”

            ครืนนนน!

            เสียงพลังหมัดดังสนั่นประหนึ่งอสูรร้ายที่กำลังบันดาลโทสะหมัดที่น่ากลัวพุ่งเข้ามาทำให้ร่างของโม่สุ่ยสั่นเทา เขามองไปข้างหน้าเหมือนกับขุนเขาขนาดใหญ่ที่พุ่งเข้ามาหมายจะบดขยี้ร่างของเขาให้แหลกไปในหมัดเดียว

            อนุภาพของหมัดคนที่มีชื่อเสียงระดับต้น ๆของอาณาจักรเต่าทมิฬในตอนนี้เขาทำได้เพียงแค่นั่งตัวสั่นเทาด้วยความหวาดผวาเท่านั้น

            “ว่ามาเจ้าอยากตายอย่างไร?ข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าเอง” เฟิ่งหยูแผดเสียงคำรามลั่น ดังสนั่นไปทั่วทั้งห้อง

            “ข้าข้า ข้ายังไม่อยากตาย!”โม่สุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัว

            “ถึงเจ้าจะสังหารข้าก็ไม่มีประโยชน์เจ้าอยากจะได้อะไรบอกข้า ข้าจะให้เจ้า ยกโทษให้ข้าด้วย ข้ารับคำสั่งมาอีกทีโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!  คุณชาย เมตตาข้าและลูกน้องด้วย!”

            “บอกมาคนที่สั่งให้เจ้ามาจับตัวสองแม่ลูกนี้เป็นใคร อยู่ที่ไหน?”

             เฟิ่งหยูแผดเสียงคำรามลั่นทำให้มือและเท้าของโม่สุ่ยเย็นเฉียบเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดออกมาอย่างต่อเนื่อง

            “คุณชายข้าไม่รู้จริง ๆ ข้ารับคำสั่งต่อมาอีกทีหนึ่ง ข้าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะรู้ว่าพวกเขารับคำสั่งมาจากใครอีกทอดหนึ่ง”

            “ฮึไร้ประโยชน์ หากเจ้าไม่ยอมบอกข้ามาดี ๆ ข้าก็จะสังหารพวกเจ้าจนไม่ให้เหลือแม้แต่ซาก!”

            เสียงเย็นชาของเฟิ่งหยูที่เอ่ยออกมาทำให้โม่สุ่ยตกใจจนมือเท้าเย็นไปหมดเขารู้สึกได้ว่าเฟิ่งหยูพูดจริงและทำจริงอย่างแน่นอน หากเขาไม่พูดความจริงออกไปตัวเขาและลูกน้องนับสิบจะต้องตายสถานเดียวอย่างแน่นอน

            “ได้ได้ ข้าจะบอกคุณชาย แต่ท่านต้องสัญญาว่าจะปล่อยพวกเราไป”

            “เอาไว้ข้าจะคิดดูอีกทีหากคำตอบที่เจ้าพูดไม่เป็นความจริงเจ้าคิดเอาเองนะว่าผลมันจะออกมายังไง...”

            “เป็นตระกูลเล่อที่สั่งพวกเรามาให้จับตัวทั้งสองแม่ลูกไปให้พวกเขา พวกเขาจะใช้ทั้งสองคนต่อรองกับองค์ชายสามเพื่อขอให้องค์ชายสามส่งมอบเหมืองแร่ที่องค์ชายสามค้นพบให้กับองค์ชายสองพวกข้าเพียงรับคำสั่งมาให้จับสองแม่ลูกเท่านั้น คุณชายโปรดอภัยให้พวกเราด้วย”

            “เพียงแค่ค่าจ้างเพียงเล็กๆ น้อยๆ พวกเจ้ากับสังหารคนไปตั้งมากมาย เช่นนี้พวกเจ้ายังรักตัวกลัวตายกันอีกหรือ แล้วคนที่พวกเจ้าสังหารพวกเขามีใครบ้างที่ไม่กลัวมีใครบ้างที่ร้องขอชีวิต แล้วพวกเจ้าเคยให้โอกาสกับพวกเขาบ้างไหม?”

            เฟิ่งหยูโกรธมากผมยาวสีดำสนิทปลิวไสว แรงกดดันมหาศาลกดร่างของพวกเขาทั้งหมดไม่ให้หนีไปไหนได้หมัดสีฟ้าสว่างสดใสพุ่งออกไปจู่โจมร่างกายของพวกเขาทั้งหมดในคราเดียวจนร่างกายของโม่สุ่ยและลูกน้องถูกเผาไหม้และแหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลีปลิวลอยไปกับสายลมภายในพริบตา......

            ใบหน้าของเฟิ่งหยูพลันขึงขังขึ้นเขามองไปรอบ ๆ แผ่จิตสัมผัสออกไปไกลเพื่อตรวจสอบหาร่องรอยของพรรคพวกของโม่สุ่ยที่ยังหลงเหลืออยู่ภายในบริเวณใกล้ๆ รอบโรงเตี้ยมแห่งนี้

            “หึยังมีอีกสามคนอย่างนั้นหรือ?”

            “กระชากมิติ”

            “แครกกก”

            ฟิ้ว...ตุบบ.....!

            ฟิ้ว...ตุบบ.....!

            ฟิ้ว...ตุบบ.....!

            ทั้งสามคนถูกสังหารอย่างรวดเร็วพวกเขายังไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง รู้ตัวอีกทีกลางหน้าผากของพวกเขาก็เป็นรูโหว่ และสิ้นใจเรียบร้อยแล้วทั้งสามคนถูกสังหารด้วยดัชนีเพลิงฟ้าของเฟิ่งหยู

            เฟิ่งหยูกลับไปยังโรงเตี้ยมที่พักเขาจัดการวางค่ายกลไว้รอบๆ พร้อมกับกลับไปพักผ่อน

            เช้าวันรุ่งขึ้น.........

            “คุณชาย.....ข้าน้อยต้องขออภัยด้วยสงสัยว่าจะเหนื่อยมากไปหน่อยทำให้ข้าน้อยนอนหลับสนิทจนตื่นสายทำให้ท่านเสียเวลาในการเดินทางครั้งนี้....”

            “ไม่เป็นไรหรอกออกเดินทางกันต่อเถอะ วันนี้คงจะถึงเมืองหลวงตอนบ่ายแก่ ๆ”

            เฟิ่งหยูเดินขึ้นไปบังคับรถม้า โดยที่มีหลี่ถังและหลี่หมิงสองแม่ลูกนั่งอยู่ภายในรถม้าเพราะม้าขอเฟิ่งหยูอยู่ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์มานานและดูซับพลังฟ้าดินในนั้นอย่างต่อเนื่องทำให้มีความอดทน และแข็งแรงเฟิ่งหยูจึงสามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม

            ช่วงบ่ายแก่ๆ เฟิ่งหยูและสองแม่ลูกเดินทางมาถึงเมืองหลวงของอาณาจักรเต่าทมิฬเมืองหลวงของอาณาจักรเต่าทมิฬมีชื่อว่า เมืองเสี้ยนหยาง เฟิ่งหยูเดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองจึงยื่นป้ายประจำตัวของเขาให้กับยามเฝ้าประตูเมือง

            “ข้าเฟิ่งหยูแห่งอาณาจักรเมฆาหวนขอเข้าเมืองหลวงเพื่อไปยังวังหลวงเพื่อพบกับองค์กษัตริย์ของพวกเจ้า”

            ยามที่ดูแลอยู่หน้าประตูเมืองมองดูป้ายที่ถืออยู่ในมือพร้อมกับโค้งคำนับให้กับเฟิ่งหยู

            “เชิญท่านเข้าเมืองไปได้เลยขอรับองค์ชายอานฉวนได้สั่งพวกเราไว้แล้วหากท่านเดินทางมาถึงให้เปิดทางให้ท่านเข้าไปในเมืองได้เลยพร้อมกับกำชับให้พวกเรานำทางท่านไปยังตำหนักขององค์ชายโดยตรงด้วยเชิญท่านตามพวกเรามาขอรับ”

            เฟิ่งหยูรับป้ายกลับคืนพร้อมกับบังคับรถม้าตามทหารยามที่นำทางเขาไปยังตำหนักขององค์ชายอานฉวนในวังหลวงทันที

            “ทำไมคุณชายถึงได้รู้จักองค์ชายอานฉวนได้เจ้าคะ”

            “อ๋อองค์ชายอานฉวนเป็นสหายของข้าเอง เจ้าเองก็เข้าไปพร้อมกันกับข้า ไม่ต้องห่วงหรือกลัวว่าองค์ชายจะทำอะไรเจ้า เดี๋ยวพอไปถึงเจ้าก็จะรู้เอง...”

            “ข้าน้อยไม่ได้กังวลเรื่องนั้นหรอกเพียงแต่สงสัยเท่านั้นเอง..”

            เฟิ่งหยูไม่ได้ตอบอะไรกลับไปพวกเขาเดินทางเพียงไม่นานก็มาถึงตำหนักขององค์ชายอานฉวนได้อย่างรวดเร็วเพราะทหารยามที่นำทางพวกเขามานั้นจัดการเคลียเส้นทางให้กับเฟิ่งหยูตลอดทางที่ผ่านมาทำให้พวกเขาเดินทางได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

            “ขอบใจพวกเจ้ามาก”

            เฟิ่งหยูหยิบขวดโอสถยื่นให้กับทหารยามที่นำทางพวกเขามาถึงหน้าตำหนักขององค์ชายอานฉวนพร้อมกับรีบไปรายงานองค์ชายอย่างรวดเร็ว

            โอสถนี้สามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้อย่างรวดเร็วและยังสามารถเพิ่มพลังปราณของพวกเจ้าได้อีกด้วยพวกเจ้าเอาไปแบ่งกัน....

            “ขอบคุณคุณชาย!”

            “ในที่สุดเจ้าก็มาถึงอาณาจักรเต่าทมิฬของข้าเสียทีข้ารอเจ้าตั้งนานจนเบื่อแล้วรู้ไหม?”

            “เชิญท่านทั้งสองลงมาได้แล้ว”เฟิ่งหยูกล่าว

            หลี่ถังกับหลี่หมิงเดินลงมาจากรถม้า เมื่อองค์ชายอานฉวนเห็นพวกเขาถึงกับตะลึงและเอ่ยถาม

            “ทำไมพวกเจ้าถึงได้มากับเฟิ่งหยูได้พวกเจ้ากลับไปเยี่ยมบิดามารดาที่บ้านเกิดไม่ใช่รึ เหตุใดถึงได้กลับมาเพียงสองคนแล้วคนอื่น ๆ หายไปไหน?”

            คำถามมากมายออกจากปากขององค์ชายอานฉวนอย่างไม่หยุดหย่อนจนทั้งคู่ไม่ทันได้ตอบอะไรเลย....

            “เอาหละเอาไว้คุยกันข้างใน ตอนนี้พวกเราเข้าไปข้างในตำหนักกันก่อนเถอะไว้จะเล่ารายละเอียดให้ท่านฟังทีหลังก็แล้วกัน”เฟิ่งหยูเอ่ยขึ้นมาขวางการสอบถามขององค์ชายอานฉวน

                “ขอโทษทีข้าเผลอไปหน่อย พวกเจ้าเดินทางมาเหนื่อย ๆ เข้าไปพักผ่อนก่อนเถอะไว้เราค่อยคุยกันที่หลังก็ได้”