Stage 11
ความโด่งดังเป็เหตุ
“เฮ้ย นี่ฉันพูดจริงๆ นะเว้ย ไอ้นะ”
เสียงเจื้อยแจ้วกวนประสาทดังผ่านเครื่องมือสื่อสารในมือของวิศนะเรียกเสียงลมจากคอเบาๆ ก่อนร่างสูงจะทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนอนอย่างอ่อนแรง
“ก็รู้แล้วไง”วิศนะลากเสียงตอบ “แกบอกฉันเป็รอบที่ร้อยแล้วว่ามีหนุ่มมาตามจีบออนเขาในเกมแล้วยังไงล่ะ ทำไมฉันต้องสนใจด้วยวะ”
“เฮ้ย...แกป่วยป่ะวะไอ้นะทำไมถึงได้ดูไม่ร้อนอกร้อนใจเลยเนี่ย?”ฝ่ายตรงข้ามย้อนเสียงสูงอย่างประหลาดใจ เล่นเอาคำฟังแทบหลุดหัวเราะก๊าก
“จำไว้นะครับ คุณธันวา คนอย่างกระผมน่ะมีความเยือกเย็นพอที่จะไม่ทำอะไรตื่นตูมแบบนั้นกระผมรู้จักคุณวรัญญาดีครับผมต่อให้มีคนมาจีบเธอเป็ร้อยเป็พันเธอก็ไม่สนใจใครหรอกเพราะตอนนี้เธอยังไม่สนใจเื่ความรัก”
ทำเป็พูดไปงั้นเอง ทั้งๆ ที่เื้ัเขาเองก็กระหืดกระหอบไปขอเครื่องเกมจากป๋าแทบไม่ทันแต่เื่อะไรจะบอกไอ้เพื่อนตัวแสบมันให้เสียฟอร์มกันเล่า!
“โอโห!เชี่ยวชาญขึ้นมาเชียวนะเอ็ง” ธันวาโต้กลับเสียงยานคาง “ลับหลังทำเป็ปากกล้าพอไปยืนตรงหน้าได้แต่ปั้นหน้าเป็ลูกหมาตื่นคน”
คนถูกว่าเป็ลูกหมาชะงักดีดตัวพรวดขึ้นจากเตียงนึกอยากทะลวงมือแทรกโทรศัพท์ไปตบหัวไอ้เ้าเพื่อนปากเสียให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเสียจริงๆ!
“แล้วไง สรุปว่าแกไม่เชื่อฉันเรอะ ไอ้นะ”
“เออ ฉันยังพูดชัดไม่พออีกหรือไงวะ?” วิศนะยิ้มกว้าง
จะไปเชื่อมันทำไมก็ในเมื่อเข้าไปดูด้วยตาตัวเองมาแล้ว ไม่เห็นจะมีไอ้หน้าไหนมาตามจีบวรัญญาซักคนจะมีก็แต่ไอ้ลอร์ดอินเฟอร์โน่นั่นแหละที่วิ่งไล่ตื้อเธอไม่เลิก!
“เดี๋ยวจะหาว่าไอ้เพื่อนคนนี้ไม่เตือนนะเว้ยไอ้นะ”ธันวาพูดพลางหัวเราะลั่น “ขอบอกว่ามีคนมาจีบออนจริงๆ นะเฟ้ย คราวนี้เป็หนุ่มหล่อมาดแมนแถมเก่งมากอีกต่างหาก”
คนฟังเลิกคิ้วสูง
“ใครวะ?”
“ไม่รู้ หน้าตาของมันฉันยังไม่เคยเห็นเลยเล่นใส่หน้ากากปกปิดหน้าตาตลอดเลยว่ะ”
ได้ยินแค่นี้นายวิศนะก็ทำเสียงออกมาจากคอคล้ายๆ หึ
ก็ไม่อยากจะพูดหรอกนะ แต่ว่านั่นน่ะ...ตูเอง!!
“เฮ้ย แต่บอกได้เลยนะ ท่าทางมันจะหล่อมากเลยว่ะวรัญญาสนอกสนใจน่าดู วันๆ เอาแต่คุยเื่ไอ้หมอนี่กับยัยนุชได้ทั้งวันไม่มีเบื่อฉันล่ะอยากจะรู้นักว่าหน้าหลังหน้ากากนั่นมันจะหล่อซักแค่ไหนเชียวดีไม่ดีหน้าตาอาจจะอุบาทว์ก็ได้นะเว้ย”
“โธ่ ไอ้ธัน มันก็แค่คนในเกม แกจะไปสนใจทำไม”
ใช่...ช่วยเลิกสนใจไอ้หน้ากากนั่นทีเถอะ! ตูจะได้เล่นเกมอย่างมีความสุขซักที!
อีกอย่าง หน้าตามันก็เป็แบบนี้แหละเฟ้ย รับรองไม่อุบาทว์หรอก!
“เออ เอาเถอะๆถ้าพูดขนาดนี้แกยังไม่เชื่อฉันก็หมดปัญญาว่ะ” ธันวาว่าเสียงหน่ายๆ “แล้วพรุ่งนี้แกต้องไปทำงานพิเศษที่โรงเรียนของพี่ภาเขารึเปล่า”
วิศนะยิ้มกว้างยินทีที่เ้าเพื่อนตัวแสบมันเปลี่ยนเื่คุยได้ซักที
“เปล่า ไม่ต้องไป ฉันไปสอนวันเว้นวันน่ะ”
“งั้นพรุ่งนี้ฉันก็ไปสิงที่คอนโดแกได้น่ะสิ”เพื่อนสุดที่รักร้องถามเสียงใส ผิดกับเ้าของบ้านที่มุ่นคิ้วแน่น
“แกจะมาทำซากอะไรครับ คุณธันวา”
“แหงแซะก็ไปยลหน้าตาน้องสาวต่างแม่ของแกน่ะสิโว้ยลองเป็ลูกสาวของคุณนิตยาแล้วสงสัยคงสวยโคตรๆ แหงเล่นมีเชื้อสายลูกครึ่งฝรั่งเศสอยู่ด้วยนี่ นะๆ ให้เราไปเที่ยวบ้านนายนะวิศนะเพื่อนเลิฟ เราว่าเราจะไปทำการบ้านที่บ้านนายสักหน่อยอ่ะ”
“ไม่ต้องมาสาระแนเลย ไอ้หน้าแมว ฉันรู้ทันนะเฟ้ยอยู่นั่งขัดหูตัวเองให้หายดำเถอะ”
วิศนะตัดบทได้เฉียบขาดเหลือเชื่อเล่นเอาเ้าธันวาถึงกับนิ่งไปเลย
“เออ ไม่ไปก็ได้วะ น้องที่เชียงใหม่ก็หวงน้องต่างแม่ก็หวง ฉันไม่ยุ่งกับบ้านแกก็ได้เว้ย ไอ้เพื่อนงก”
คนกลายเป็พี่หวงน้องหัวเราะร่า ส่ายหน้าขำกึก
“ฉันไม่ได้หวง แค่นึกเสียดายถ้าน้องๆฉันต้องมาเกลือกกลั้วกับแกจนต้องเสียอนาคตหมด”
“โอโหไอ้คุณวิศนะ” ธันวาโวยวายลั่น “เคยมีใครบอกคุณมั่งมั้ยครับว่าคุณน่ะ ...กวนตีน!”
วิศนะหัวเราะก๊ากทันที
ความสนิทสนมทีทำให้สองเกลอรักต่อปากต่อคำกันได้อย่างเผ็ดร้อนคล้ายกับเป็กิจวัตรประจำวันของทั้งคู่ไปเป็ที่เรียบร้อยแล้วกระทั่งเป็ฝ่ายนายธันวาที่ถอนใจออกมายาวๆ
“เออเอาเถอะ ฉันจะนอนแล้ว นัดยัยนุชเอาไว้น่ะ”
“อ้อ จะไปเจอกันที่ทางช้างเผือก” ชายหนุ่มเอ่ยเย้า พลางกระตุกยิ้มขำ
“ไอ้นะ ตูไม่ใช่โกโบรินะโว้ย!”
โดนไปดอกสุดท้ายธันวากระแทกเสียงใส่ดังลั่นก่อนจะตัดสายไปปล่อยให้คนกวนหัวเราะชอบใจกับผลงานของเขาที่วันนี้ดูจะท็อปฟอร์มไม่ใช่เล่นเลยจริงๆไม่ช้าชายหนุ่มจึงวางโทรศัพท์ของเขาลงบนหัวเตียง ชำเลืองไปมองนาฬิกาตั้งโต๊ะแลเห็นเป็เวลาสองทุ่มกว่าๆ เ้าตัวก็ยิ้มแฉ่งทันที เขาได้จัดการอาบน้ำ กินข้าวแล้วแยกย้ายกับน้องสาวต่างสายเือย่างวารีเข้าห้องนอนของใครของมันเรียบร้อย
นึกๆ ดูแล้ว แม่น้องสาวคนนี้ก็น่ารักดีพอร้องไห้เสร็จก็ปรับอารมณ์ได้เร็วเสียจนเขาแปลกใจ ตอนทานข้าวด้วยกันก็ยิ้มแย้มหัวเราะร่าเริงซะเต็มที่จนเขาชักไม่ค่อยแน่ใจว่าไอ้น้ำตาที่ไหลออกมาในตอนนั้นเป็ของจริงรึเปล่า(ก็ไม่จริงน่ะสิเฮีย)
เอาเถอะ จะคิดไปก็ใช่ที่...มาถึงตอนนี้ก็คงจะทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ
ครั้นพอเหลือบหางตาไปเห็นเครื่องเล่น P.M. ที่ทำการชาร์ตไฟจนเสร็จแล้วเ้าตัวดีก็ขยับยิ้มกริ่ม
“ถ้างั้นก็ไปลุยกันเลย”
การออนไลน์เริ่มต้นที่ ทุ่งกว้างโล่งๆใกล้กับเมืองหลวงทริสทานเป็จุดที่มองไปแล้วไม่เห็นผู้เล่นคนอื่นๆเลยแม้แต่เงาด้วยซ้ำมอนสเตอร์ที่อยู่บริเวณนี้ก็เห็นจะมีแต่พวกตระกูลเห็ดกับหมาป่าบราวฮาวน์เพียงไม่กี่ตัวสายลมเย็นๆ ของฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านทิวไม้ใหญ่น้อยให้ปลิวไสวเบาๆจังหวะเดียวกับที่ร่างของใครบางคนจะค่อยๆประกอบตัวจากเม็ดโฮโลแกรมนับร้อยจนกลายเป็รูปร่างมนุษย์ในที่สุด
“มาเกิดตรงจุดที่ออฟไลน์ไปเมื่อวานจริงๆ ด้วยแฮะ”คนกวนเอ่ยขึ้น หลังจากเข้ามาในเกมเรียบร้อยพลางเหลียวมองทัศนียภาพโดยรอบ เสื้อผ้าและเครื่องใช้ทุกอย่างของเขายังเหมือนกับเมื่อวานไม่มีผิดเพี้ยนทีแรกวิศนะนึกว่าเขาจะออนไลน์มาในสภาพชุดนอนแบบเดียวกับเสื้อนักศึกษาคราวก่อนเสียอีก
ดีนะ...ที่ระบบมันจดจำเสื้อผ้าของผู้เล่นที่ออนไลน์เข้ามาครั้งแรกทีเดียว
“ยินดีต้อนรับสู่โลกไพรด์ค่ะ นายท่าน” ไม่นานนัก เสียงหวานๆของจินนี่ก็เอ่ยขึ้นทักทาย
“สวัสดีจ้า จินนี่”วิศนะกล่าวยิ้มๆ “ว่าแต่เวลาในเกมตอนนี้มันผ่านไปกี่ชั่วโมงแล้วเนี่ย”
“ถ้านับั้แ่นายท่านออฟไลน์ไปก็ 38ชั่วโมงกับอีก 27 นาทีค่ะ”
คำตอบที่ชายหนุ่มครางเสียง อืม คล้ายรับรู้ ดูเหมือนเวลาในเกมกับนอกเกมจะต่างกันน่าดูทั้งที่ออฟไลน์ไปแค่สิบกว่าชั่วโมง กลายเป็หายออกจากเกมไปเป็วัน
“จินนี่ แล้วเมย์เข้ามาในเกมรึยัง”
“กรุณารอซักครู่นะคะ ท่านเมษาออนไลน์แล้วค่ะนายท่าน้าติดต่อเลยมั้ยคะ”
“เอาสิ” วิศนะตอบยิ้มๆไม่นานนักหน้าต่างข้อมูลสีน้ำเงินก็โผล่ขึ้นมาตรงหน้าพร้อมกับคำว่า Connect ที่กระพริบวับแวบอยู่นานแสนนานเสียจนคนนั่งคอยผุดลุกผุดนั่งรอเสียจนเมื่อย
“ติดต่อไม่ได้เหรอจินนี่?”หลังจากเงียบมานาน วิศนะก็ถามในที่สุด
“ติดต่อได้ค่ะ แต่ท่านเมษาไม่ยอมรับสาย” พอได้ยินแบบนั้นเ้าตัวก็เลิกคิ้วสูง ก่อนจะยกมือปิดหน้าต่างสื่อสารไปทั้งยังงงๆ
“งั้นบอกได้มั้ยว่าตอนนี้ยัยเมย์อยู่ที่ไหนฉันจะได้ไปหา”
“กรุณารอซักครู่นะคะ ....ทราบแล้วค่ะตอนนี้ท่านเมษาอยู่ที่....”
ปิ๊งป่อง มีเมล์เข้ามาจ้า~~~!!
จากเสียงราบเรียบเมื่อครู่ จู่ๆจินนี่ก็แทรกประโยคต่อมาด้วยน้ำเสียงเบิกบานเสียดื้อๆจนคนเป็เ้านายตั้งตัวแทบไม่ทันชายหนุ่มนึกขันเล็กน้อยกับการจัดการข้อมูลของคอมพิวเตอร์สาว ขณะเปิดหน้าต่างข้อมูลขึ้นมาใหม่อย่างเงียบๆ
Mail Inbox:
อย่าเพิ่งติดต่อฉันตอนนี้กำลังวุ่นวายสุดขีด พยายามหาทางแก้ไขปัญหาอยู่ อีกประมาณ 2 ชั่วโมง เราค่อยมาเจอกันที่โรงแรมเพลสตันในเมืองทริสทานแล้วกันฉันจองห้อง 308 ไว้แล้ว รหัสเปิดเข้าห้องคือ “วินเซนต์”
ขอย้ำว่าห้ามใส่หน้ากากเด็ดขาด...ขอย้ำว่าเด็ดขาด!
เมษา
ยิ่งพอได้อ่านเมล์จากเพื่อนสาวแล้ววิศนะก็ยิ่งมึนหนักเข้าไปใหญ่
เมล์อะไรของเค้า ทำตัวลึกลับชะมัดยาดเลยยัยคนนี้ ชักสงสัยแล้วสิว่าเกิดอะไรขึ้น
ทำไมต้องนัดเจอกันที่โรงแรมอีกหรือว่าแม่นี่กำลังหนีหน้าใคร...?
“อีกตั้งสองชั่วโมง...” เสียงบ่นงุบงิบดังขึ้นในเวลาต่อมาก่อนร่างสูงจะเพิ่งสังเกตว่าเหล่ามอนสเตอร์โดยรอบดูเหมือนจะจงใจเว้นระยะห่างจากตัวเขาพอสมควรสงสัยกฎความต่างชั้นของเลเวลจะเริ่มทำงานแล้วสินะ ถ้าจำไม่ผิดเมษาเคยบอกไว้ว่าหากผู้เล่นที่มีเลเวลสูงกว่ามอนสเตอร์เกิน 20 ระดับเข้ามาใกล้มอนสเตอร์พวกนั้นจะกลัวไม่กล้าจู่โจมก่อน
ถ้าอย่างนั้นก็อย่าไปตีมอนสเตอร์พวกนั้นให้เสียเวลาเลยต่อให้ตีหามรุ่งหามค่ำเลเวลก็ก็คงไม่เพิ่มขึ้นหรอก ราวกับจะพิสูจน์คำกล่าวนั้นทันทีที่วิศนะเหลือบไปสบตากับบราวฮาวน์ตัวหนึ่งเข้ายังไม่ทันไรมันก็รีบวิ่งหางจุกตูดหนีไปแทบไม่ทันเป็อาการที่คนถูกรังเกียจอดจะมุ่ยหน้าขัดใจออกมาไม่ได้
“ฉันแค่มองเฉยๆ เองนะ วิ่งหนีซะหยั่งกะเจอผี เฮ้อ! จินนี่ ขอแผนที่เดินทางไปทริสทานหน่อยสิ”
“รับทราบค่ะ”
ครู่ต่อมา แผนที่ดังกล่าวก็ลอยหวือมาอยู่ตรงหน้ากรอบสี่เหลี่ยมโปร่งแสงแสดงจุดสีเขียวที่กระพริบถี่ๆ แทนตำแหน่งที่เขากำลังยืนอยู่ส่วนจุดสีแดงแสดงที่ตั้งของเมืองทริสทาน พอเทียบจากระยะทางแล้วดูเหมือนว่าจะไม่ได้ไกลจากกันมากมายเท่าไหร่นัก
“ไปเดินเล่นในเมืองฆ่าเวลาน่าจะดีกว่าแฮะ”
สิบนาทีผ่านไปร่างสันทัดของชายหนุ่มผมดำก็กำลังยืนจังงันอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้าเมืองตรงหน้าด้วยอาการอึ้งกิมกี่ความยิ่งใหญ่อลังการของเมืองนี้แทบจะเทียบกับอัลบาสต้าไม่ได้เลยแม้แต่น้อย....
เพราะมันแตกต่างกันลิบลับเลยทีเดียว!!!
สถานที่ขึ้นชื่อว่าเมืองหลวงแห่งโลกแฟนตาซีนี้เต็มไปด้วยตึกสูงใหญ่ระฟ้ารูปทรงแปลกประหลาดชนิดที่เขาไม่เคยจินตนาการถึงมาก่อนสิ่งก่อสร้างบางอย่างประดับด้วยบานกระจกแก้วทั้งหลัง มีบ้างบางอาคารที่เป็ตัวตึกดูธรรมดาติดด้วยป้ายรูปดาบไขว้กันอยู่้าความจริง แม้แต่ปราสาทโบราณขนาดย่อมเลยก็มี!
ถนนตัดเข้าเมืองถูกแบ่งออกเป็ถนนคนเดินกับทางสำหรับยานพาหนะอย่างชัดเจน ผู้คนมากหน้าหลายตาที่เดินสวนกันขวักไขว่ล้วนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแฟนซีสีสันสดใสบนน่านฟ้าเต็มไปด้วยเรือเหาะและบอลลูนหลายชนิดบินวนไปมา
ริมทางเดินไม่มีร้านขายของแผงลอยให้เกะกะเหมือนเมืองทั่วไปเพราะลำพังแค่ปริมาณคนสัญจรไปมาก็ดูวุ่นวายจนเต็มถนนไปหมดแล้วแม้แต่รถขนเควสที่มีไดโนเสาร์ตัวโตเทียมรถเลื่อนยังหยุดนิ่งรอสัญญาณไฟแดงตรงสี่แยกถนนอย่างเป็ระเบียบช่างแตกต่างกับพวกเด็กแว๊นตีนผีที่วิศนะเคยเจอมาชนิดพลิกแผ่นดิน
“อลังการงานสร้างกันสุดๆ ไปเลยนะ” คนยืนมองได้แต่อ้าปากค้าง ขณะกลอกตาดูทัศนียภาพรอบด้านอย่างตื่นเต้นยิ่งพอเ้าตัวเหลือบไปเห็นัสีแดงตัวใหญ่ตัวหนึ่งบินโฉบไปพร้อมกับคนสี่ห้าคนอยู่บนหลังก็ยิ่งช็อกเข้าไปใหญ่
“บ๊ะ...มีคนขี่ัได้ด้วย”
“โทษทีนะ ขอทางหน่อยสิ” เสียงไม่คุ้นหูลอยมากระทบโสตประสาทเรียกคนตกอยู่ในภวังค์ให้กลับมามีสติใหม่อีกครั้งครั้นวิศนะหันกลับมามองก็ต้องใ เมื่อเห็นชายร่างใหญ่เต็มไปด้วยมัดกล้ามคนหนึ่งกำลังลากสัตว์ประหลาดคล้ายลิงบาบูนขนาดโตกว่าเขาถึงสองสามเท่าตัวมาด้านหลัง
“ขอโทษครับ”เ้าตัวแสบก้มหัวปลกๆ รีบหลบทางให้แต่โดยดี
“ไม่เป็ไร ฉันสิต้องขอโทษพอดีว่าตอนไปทำเควสที่ดันเจี้ยนฮาร์ดซีเติ้ล เ้าไดโนเสาร์ขนเควสที่จ้างไปมันโดนฆ่าตายซะนี่ฉันเลยต้องลำบากลากไอ้ลิงบ้านี่มาส่งเอง”
ชายคนนั้นสาธยายเสียยาวเหยียดแต่พอดูจากสีหน้าแล้วเห็นจะเหนื่อยสมอย่างปากว่าจริงๆ
“....ม...ไม่เป็ไรครับเชิญผ่านไปได้เลย”วิศนะกล่าวเสียงตื่นๆ เรียกรอยยิ้มจากคนตัวโตกว่าก่อนเขาจะดึงร่างลิงั์นั่นหายไปไปฝูงชนเงียบๆ
แน่นอนว่าชาวบ้านคนอื่นเขาไม่ใส่ใจกับเื่ปกติแสนธรรมดาแบบนี้กันหรอกจะมีก็แต่นายวิศนะที่ตายังจ้องเป๋งไปที่ชายร่างใหญ่กับลิงบาบูนชนิดไม่กะพริบพลางคิดว่า ที่อัลบาสต้ามันแฟนตาซีแล้วนะ แต่ที่นี่มันสุดๆ!
หง่าง~~!!
เสียงโลหะสั่นไหวดังก้องมาพร้อมกับสายลมที่พัดโชยมาเย็นๆเรียกั์ตาสีน้ำตาลอมทองให้ตวัดขึ้นไปมองหอระฆังสีขาวขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะสูงที่สุดในเมืองชั่วครู่ใบหน้าเกลี้ยงเกลาจึงค่อยระบายรอยยิ้มเจื่อน นึกเตือนตัวเองในใจเงียบๆ
มัวแต่ตระการตาอยู่นั่นแหละ ไอ้นะทำตัวเสร่อเป็บ้านนอกเข้ากรุงไปได้!
พอได้สติ วิศนะก็เรียกหน้าต่างข้อมูลส่วนตัวขึ้นมาดูนาฬิกาแล้วจึงรู้ว่าเวลาผ่านไปเพียงแค่สิบนาทีเท่านั้น ยังอีกนานกว่าจะไปพบเมย์ถ้างั้นตอนนี้ขอไปเดินเล่นในเมืองหลวงพลางๆ ก่อนดีกว่า ชายหนุ่มคิดพลางขยับยิ้มกริ่มก่อนจะงัดเสียงออดอ้อนกับ AIส่วนตัวอีกรอบ
“จินนี่จ๋า”
“คะ นายท่าน?”
“ที่เมืองหลวงเนี่ยเขามีตลาดขายของมั่งมั้ย”
“กรุณารอซักครู่ค่ะเดี๋ยวจินนี่จะดาวน์โหลดแผนที่ของเมืองหลวงให้”
ว่าแล้วเสียงของจินนี่ก็เงียบหายไปจนวิศนะที่ยืนรออยู่ต้องเริ่มหันมองโน่นมองนี่แก้เซ็ง โหลดนานขนาดนี้สงสัยเมืองหลวงทริสทานนี่จะใหญ่น่าดูทั้งที่เมืองอัลบาสต้าใช้เวลาโหลดข้อมูลแค่ห้าวินาทีเองแท้ๆเขายักไหล่วืดให้กับความคิดนั้น ก่อนจะเอนตัวพิงเข้ากับกำแพงของอาคารหลักหนึ่งแถวทางเข้าเมือง
ตอนนั้นเองที่วิศนะสังเกตว่าสายตาของเพลเยอร์โดยรอบต่างพุ่งมาตรงมาที่เขากันหมดั์ตาสีอำพันลอบพิจารณาคนกลุ่มนั้นอย่างระแวดระวังมีบ้างบางคนที่กล้าสบตาเขาอย่างท้าทายแล้วจึงวิ่งจากไปแต่ส่วนใหญ่จะแอบหันมามองเงียบๆ ก่อนจะหันไปกระซิบกระซาบกับเพื่อนของตัวเอง
มองอะไรวะ...? หน้าฉันไปเหมือนบุพการีพวกแกหรือไง?
ชายหนุ่มชักเริ่มหัวเสียกับบรรยากาศอึมครึมโดยรอบขึ้นมาตงิดๆทำเอาคนเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเกินร้อย ชักจะปอดเสียดื้อๆเมื่อยืนยันได้ว่าสายตาทุกคนมองมาที่เขาจริงๆ แถมยังหันไปซุบซิบอะไรใส่กันอีกด้วย
อะไรวะ หรือว่าฉันลืมรูดซิบ!?
คิดๆ แล้วก็แกล้งทำเป็ว่าคันท้อง และค่อยๆขยับลงไปตรวจเป้ากางเกง...
ก็รูดซิบแล้วนี่หว่า แล้วมันจะมองหาอะไรกันวะ..?
“พี่ชาย!”
ก่อนที่ความคิดเพ้อเจ้อจะเตลิดเปิดเปิงไปไกลกว่านั้นเสียงะโหนึ่งก็ลอยเข้ามากระทบหู เรียกสายตาทุกคนให้หันไปมองวิศนะก็เช่นเดียวกันใบหน้าเกลี้ยงเกลาหันไปเห็นชายผมสั้นคนหนึ่งน่าจะอายุน้อยกว่าเขาราว 2-3ปีกำลังวิ่งตรงเข้ามาหาเต็มกำลังเรือนร่างสูงโปร่งเข้ากับใบหน้าค่อนข้างยาวใต้กรอบแว่นบางใสดูฉลาดเฉลียว
วิศนะเหลียวซ้ายแลขวาได้พักหนึ่ง เมื่อไม่เห็นใครรอบตัวก็เลยยกนิ้วชี้มาที่ตัวเองเลิกคิ้วสูงอย่างมึนๆ
“ใช่ พี่ชายนั่นแหละ”อีกเสียงว่ายืนยัน
“เรารู้จักกันด้วยเหรอ?”วิศนะถามทั้งยังติดงงๆ
“อ้าว ลืมผมซะแล้วเหรอ ก็ผมเองไง คนที่ให้....”จู่ๆ ชายใส่แว่นก็นั่นก็ชะงักกึกหยุดพูดไปเสียเฉยๆ ดูเหมือนเขาจะรับรู้แล้วว่าคนตรงหน้ากำลังกลายเป็เป้าสายตาต่อประชาชนทั้งหลาย
แถมไอ้เ้าซื่อบื้อนี่ดูท่ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมตัวเองถึงได้กลายเป็เป้าสายตา
“มายืนอยู่ตรงนี้ได้ไง ตามผมมานี่ก่อนเถอะ ผม ‘มาโนช’ ไงพี่ ความจำสั้นจริง!แล้วอะไรเนี่ย...แหม แต่งตัวตามกระแสเลยนะ คอสเพลย์เหรอพี่” เ้าแว่นนี่ตั้งใจพูดเสียงดังพลางสาวเท้าเดินมาตบไหล่วิศนะอย่างสนิทสนม
“...เพลย์อะไรวะ?”เ้าคนโดนตีซี้เลิกคิ้วสูง
“แหม ทำมาเป็ไก๋นะพี่”มาโนชว่าเสียงดังอีกรอบ ก่อนจะกระซิบใส่หูคนตรงหน้าเบาๆ
“อย่าทำให้เสียเื่สิพี่ตอนนี้เล่นละครทำตามน้ำไปก่อน”
“แล้วนี่มันเื่อะไร”วิศนะกระซิบกลับ
“อย่าเพิ่งถามเลยน่า ยัยเมย์ส่งผมมารับตัวพี่ตอนนี้เฉยไว้แล้วก็ทำตามที่ผมบอกก็พอ”
ได้ยินแบบนั้นเข้า ชายหนุ่มก็ชะงักกึก ไอ้เ้าหมอนี่เป็เพื่อนของเมย์หรอกเหรอ
แล้วจะให้ตามน้ำเื่อะไรฟะ เขาล่ะไม่เข้าใจมันจริงๆ
“ว่าไงพี่รอผมนานรึเปล่า...?”
เ้าหนุ่มแว่นถามเสียงดังอีกครั้งพลางส่งสายตากระพริบซ้ำซากมาให้อีกฝ่ายอย่างเอาเป็เอาตาย
“…ไม่นานหรอก พี่เพิ่งมาถึง!” แม้คำพูดที่ออกมาจะเป็อย่างนั้น แต่ในใจกลับโวยวายลั่น...ว่าแต่แกเป็ใครวะ!
“แล้วนี่...แหมอะไรเห็นคนดังเข้าหน่อยก็อยากคอสเพลย์ขึ้นมาบ้างเลยนะ”
เออ...อยากจะรู้จริงๆ ว่าไอ้คอสเพลย์นี่มันคืออะไร!
แม้จะหงุดหงิด แต่วิศนะก็ต้องจำใจตามน้ำไปก่อน
“ก็งานอดิเรกพี่นี่หว่า ไม่อยากคุยนะบางวันตื่นนอนมาพี่ก็คอสเพลย์เลยนะไอ้น้อง ไม่ใช่พี่คนเดียวนะ แม่พี่ พี่สาวพี่น้องสาวพี่ก็คอสเพลย์กันทั้งบ้านเลย”ได้ทีแมงโม้ก็ลอยว่อนอยู่เต็มหัว เสียจนคนสั่งให้ตามน้ำต้องชักสีหน้าแหยงๆอย่างบอกไม่ถูก
“ร...เหรอพี่ งานอดิเรกบ้านพี่น่ากลัวดีนะนี่โอตาคุกันทั้งตระกูลเลยสิเนี่ย”
เฮ้ย!
คอสเพลย์ยังไม่ทันเคลียร์ นี่จะมาโอตาคุอีกเรอะ!
“ผมว่าเราไปจากตรงนี้กันก่อนเถอะเดี๋ยวจะเสียเวลาไปทำเควสซะเปล่าๆ”
“โอเค ไอ้น้อง” ว่าแล้วสองหนุ่มก็เดินกอดคอกันไปอย่างร่าเริงปล่อยให้คนมุงทั้งหลายต้องลอบส่ายหน้ากันเป็แถวๆถ้าหูไม่ฝากรู้สึกจะมีเสียงสบถคล้ายๆ วะ...ไอ้บ้า โดยทั่วกัน
ไม่นานนักเ้าคนแปลกหน้านั่นก็เปลี่ยนจากการเดินกอดคอมาเป็ลากคนอายุมากกว่าออกไปด้วยความเร็วสูงสองร่างพุ่งปราดเข้าไปในร้านกาแฟเล็กๆ ที่ผู้คนบางตากว่าใจกลางเมืองชายหนุ่มแว่นเป็ฝ่ายทิ้งตัวนั่งลงก่อนจะกวักมือเรียกเพื่อนอีกคนหยอยๆ
“รีบนั่งเร็ว พี่วิศนะ!”
คนถูกเรียกเลิกคิ้วสูงอย่างแปลกใจที่บุรุษตรงหน้ารู้จักแม้กระทั่งชื่อของเขาด้วย
“นายรู้จักฉันด้วยเหรอ”เขาถาม ก่อนจะนั่งลงอย่างว่าง่าย
“ตอนนี้อย่าเพิ่งถามอะไรรีบปลดเครื่องสวมใส่ทุกอย่างในตัวออกก่อนให้หมดเร็วเข้า” คำกล่าวที่วิศนะตีหน้ายุ่งอย่างไม่เข้าใจเขาก้มลงมองเกราะแขนกับผ้าผันคอสีแดงของตัวเองแล้วยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ
“จะให้ถอดออกหมดเลยเหลือแต่กางเกงในเลยมั้ย” คำประชดลอยตามมาอย่างเสียไม่ได้
“จะบ้าเหรอพี่ เอาแค่เกราะแขนกับผ้าพันคอก็พอผมยังไม่อยากเห็นเปรต” คนโดนสั่งทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอคล้ายขัดใจอยู่ดีๆ ก็โดนใครที่ไหนไม่รู้กระชากแขนลากมาแถมยังมาบังคับให้เขาถอดเครื่องสวมใส่พวกนี้ออกให้หมดอีกต่างหาก
นี่ถ้าไม่ติดว่าหมอนี่เป็คนรู้จักของเมย์นะเขาไม่มีทางยอมง่ายๆ แบบนี้หรอก วิศนะถอนใจยาว ก่อนจะเอ่ยคำสั่ง ‘ถอด’ ออกมาเบาๆ พริบตา เกราะแขนกับผ้าพันคอก็พลันส่องแสงสว่างจ้าแล้วผลุบหายเข้าไปในหน้าต่างข้อมูลส่วนตัวของเขาทันที
“ถอดออกแล้ว ทีนี้จะบอกได้รึยังว่าเกิดเื่อะไรขึ้น?”น้ำเสียงจริงจังถามขึ้น พร้อมกับคิ้วที่ขมวดตึงแน่นอย่างข้องใจส่งให้คนฝั่งตรงข้ามฉีกยิ้มเจื่อนๆ
“คืองี้นะพี่…”
“ไม่ทราบว่าจะรับอะไรดีคะ?”
ยังไม่ทันได้กล่าวอะไรพนักงานร้านกาแฟก็เดินเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน เธอเป็สาวน้อยน่ารักแต่งตัวด้วยชุดสาวใช้ลายลูกไม้สีดำเรียกรอยยิ้มกว้างจากลูกค้าหนุ่มสองคนทันที
“ผมเอาลาเต้หนึ่งแก้วละกันครับ” มาโนชว่า
“งั้นผมขอคาปูชิโน่” เช่นเดียวกับวิศนะที่สั่งส่งๆไป ส่งให้สาวเสิร์ฟคนนั้นหันมาขยับรอยยิ้มหวานให้ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปทำเอาวิศนะถึงกับตาค้างเลยทีเดียว แน่นอน ไม่ใช่เพราะหลงเสน่ห์ผู้หญิงคนนั้นหรอกแต่เพราะหันไปเห็นว่าแม่เ้าประคุณมีทั้งหูและหางแมวโผล่ออกมากระดิกดุ๊กดิ๊กได้อย่างเป็ธรรมชาติเหลือเกินนี่ต่างหากล่ะ!
“คือเื่มันเป็อย่างนี้ พี่วิศนะ” เด็กหนุ่มผมซอยสั้นรีบกลับเข้าประเด็นหากแต่ยามนี้คนตรงข้ามกลับไม่อยู่ในอารมณ์อยากฟังเลยแม้แต่น้อยั์ตาสีทองยังคงจับจ้องไปที่หางแมวที่กำลังส่ายไปมาอย่างอารมณ์ดีเหลือเกินนั่นชนิดไม่กะพริบ
“พี่ พี่...พี่วิศนะ!!!”
“หา! อ้อเมื่อกี้นายว่ายังไงนะ” พอได้สติ เ้าตัวก็รีบตีหน้าซื่อกลับมายิ้มแย้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนดวงตาเรียวเล็กใต้กรอบแว่นต้องหรี่มองด้วยสีหน้าหน่ายๆ
“เออ ใช่นายยังไม่ได้บอกพี่เลยว่านายเป็ใครแล้วก็ลากพี่มาที่นี่ทำไม” วิศนะรีบเบี่ยงประเด็นกลบเกลื่อนทำเอาคราวนี้คนมองถึงกับต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่เลยทีเดียว
“เห็นหญิงแล้วลืมกันเลยนะ…”
“หา? เมื่อกี้นายว่ายังไงนะ?”
“เปล่า...ไม่มีอะไรหรอกครับ” อีกฝ่ายว่าพลางโบกมือปัดๆ
“คืองี้นะพี่ ผมน่ะเป็เพื่อนของยัยเมย์ ชื่อว่ามาโนช ครับ” เมื่อเด็กตรงข้ามกล่าวแนะนำตัวเสร็จวิศนะก็ผงกหัวรับหงึกๆ พลางยื่นมือออกไปเขย่าหมายจะทำความรู้จักพอเป็พิธี
“พี่ชื่อวิศนะ ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
“ผมรู้แล้วครับ อีกชื่อหนึ่งก็คือวินเซนต์ใช่มั้ย”ประโยคต่อมาทำเอาร่างสูงสะดุ้งเฮือกดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อยอย่างคาดไม่ถึงว่าชายตรงหน้าจะรู้เื่ลึกถึงขนาดนี้
“นายรู้ได้ยังไง เมย์เล่าให้ฟังเหรอ?”
“ใช่ที่ไหนล่ะพี่”มาโนชยิ้มกว้าง “สรุปว่าพี่จำผมไม่ได้จริงๆ เหรอที่เราเจอกันเมื่อวานไง พี่เป็ลูกค้าร้านผมนะ”
วิศนะหรี่ตามองเด็กวัยไล่เลี่ยกันอย่างครุ่นคิดพักหนึ่งสมองจึงเริ่มพอจำโครงหน้ายาวๆ รอยยิ้มการค้ากับดวงตาเ้าเล่ห์ของหมอนี่มาได้ลางๆ
“อ้อ!” เขาร้องลั่น “นายพ่อค้าเมื่อวานที่ขายเสื้อผ้าให้พี่แล้วก็ยก ‘บัตเตอร์ฟลายเอ็ฟเฟ็ค’ ให้เป็ของแถมใช่มั้ย”
“หนึ่งเดียวคนนั้นแหละพี่”มาโนชว่าพลางยิ้มอย่างดีใจเมื่ออีกฝ่ายจำเขาได้
“เออ พี่ลืมเราไปเลยว่าจะติดต่อไปหาเื่ผ้าพันคออยู่พอดี” วิศนะพูดอย่างอารมณ์ดีเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเขามีคิวต้องขอบอกขอบใจเ้าหมอนี่ยกใหญ่เพราะว่าตามาโนชนี่ขายของดีๆ ให้เขามากมายในราคาถูกแสนถูกถ้าไม่ได้ทั้งรองเท้าและผ้าพันคอนั่นเขาคงไม่มีวันรอดตายและเอาชนะลอร์ดอินเฟอร์โน่ได้หรอก
“ของที่นายขายให้พี่เนี่ย ดีๆ ทั้งนั้นเลยนะเนี่ยพี่ว่าจะติดต่อไปขอบคุณนายพอดีเลย”
“ของมันแน่อยู่แล้วล่ะพี่”คำชมทำเอาคนอารมณ์ดียิ่งฉีกยิ้มจนแก้มปริ “ของพวกนี้ผมผลิตเองทั้งหมดเพราะงั้นรับประกันความพอใจได้เลย ลูกค้าขาประจำผมเขาก็ชอบใจกันหลายคน อีกอย่างสินค้าทุกชิ้นก็สร้างขึ้นมาจากวัตถุดิบชั้นยอดทั้งนั้นนะครับ”สมกับที่เป็พ่อค้าได้ทีมาโนชก็โฆษนาสรรพสินค้าของตัวเองเป็ชุดเสียจนคนฟังต้องอมยิ้มขำ
“แล้วนายมีธุระอะไรกับพี่เหรอ ว่าแต่โลกนี่มันกลมจังเลยแฮะไม่นึกเลยนะเนี่ยว่านายเป็เพื่อนของเมย์”
“นั่นสิครับ”มาโนชไหวไหล่นิดๆ “เออ จริงๆ แล้ววันนี้ผมอยากจะมาคุยกับพี่เื่บัตเตอร์ฟลายเอ็ฟเฟ็คเนี่ยแหละพอดีรู้เื่จากเมย์เข้าก็เลยวานให้ยัยนั่นช่วยติดต่อให้หน่อย ดูเธอใมากบอกว่าไม่นึกเลยว่าของที่พี่ซื้อมาจะเป็ของผมเสียได้”
“เหรอ แล้วตอนนี้เมย์อยู่ไหนล่ะ?”
“ก็...อยู่ในทริสทานนี่แหละ แต่บังเอิญมีปัญหา...นิดหน่อย”
“ปัญหาอะไร”คำตอบตะกุกตะกักยิ่งทำให้คนถามเลิกคิ้วสูง
เด็กหนุ่มฝั่งตรงข้ามชักสีหน้าอ่อนใจเล็กน้อยก่อนจะเรียกหน้าต่างข้อมูลของตัวเองขึ้นมา วิศนะสังเกตเห็นว่ากรอบสี่เหลี่ยมของหมอนี่เป็สีเขียวพร้อมกับพื้นหลังรูปไขขวงมาโนชจัดแจงหยิบอะไรบางอย่างออกมาวางกลางโต๊ะจังหวะเดียวกับที่สาวเสิร์ฟได้นำกาแฟสองแก้วมาวางให้แล้วเดินยิ้มแย้มส่ายหางตัวเองกลับไป
“อะไรเหรอ?” วิศนะถาม
“หนังสือพิมพ์ของฉบับวันนี้ไง”
สิ้นคำ วิศนะก็ก้มลงมองหนังสือพิมพ์กรอบเช้าบนโต๊ะก่อนจะหันไปมองหน้าคนตรงข้ามเป็เชิงขออนุญาตหยิบขึ้นมาอ่านทันทีที่เ้าของพยักหน้าให้ มือใหญ่ก็คว้าปึกกระดาษขึ้นมาคลี่ทันที
ไล่สายตาอ่านตัวหนังสือได้ไม่นาน เ้าตัวดีก็ผิวปากหวือ
ปกติจะเห็นพวกข้อมูลประเภทหนังสือของที่นี่อยู่ในรูปแบบหน้าต่างข้อมูลให้อ่านตลอดเวลาแต่คนที่ชอบอ่านมันในรูปลักษณ์ของหนังสือที่จับต้องได้ก็มีเหมือนกันแฮะระบบของเกมก็คงจะทำมาเพื่อสนับสนุนให้ผู้เล่นประเภทนั้นเหมือนกัน ทว่าวิศนะคิดเพลินๆได้เพียงครู่เดียว เขาก็ต้องมองพาดหัวข่าวแรกที่เขียนเสียตัวใหญ่เป้งจนแทบจะกระแทกตาเขาอยู่รอมร่อ
บุรุษลึกลับ ‘วินเซนต์’และคู่หูของเขา ‘เมษา’ กลายเป็สองผู้เล่นชื่อดังที่มีคนกว่าห้าล้านคนทั่วโลกไพรด์อยากรู้จักมากที่สุด*อ่านต่อหน้าสาม*
“เฮ้ย ข่าวอะไรวะเนี่ย”เสียวห้าวะโลั่น พาดหัวที่ว่าทำเอาเขาอยากจะทรุดลงไปกองเสียกับพื้นให้รู้แล้วรู้รอดหนำซ้ำหน้าแรกยังแปะภาพของเขาตอนสวมหน้ากากเป็วินเซนต์กำลังอุ้มวรัญญาต่อสู้อยู่กับลอร์ดอินเฟอร์โน่สลับกับภาพตอนเมษากราดะุยิงใส่ศัตรูไม่มียั้งมือนั่นอีก!
“...ลองอ่านต่อหน้าสามดูสิพี่” มาโนชพูดด้วยสีหน้าหนักใจ
“หน้าสาม...” ว่าแล้วเ้าตัวก็รีบพลิกหน้ากระดาษตามคำบอกก่อนจะไล่ดวงตาสีสนิมเหล็กลงอ่าน
อย่างที่ทุกคนทราบดีว่าตอนนี้โลกไพรด์ได้เกิดฮีโร่คนใหม่ขึ้นมาเป็ที่เรียบร้อยแล้วโดยชายคนนั้นมีชื่อว่า ‘วินเซนต์’บุรุษลึกลับที่สามารถล้มลอร์ดอินเฟอร์โน่ลงได้ในเวลาเพียงแค่ 18 นาทีเท่านั้นแต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับความสามารถในการสร้างพลังทำลายล้างกว่า 125 ล้านซึ่งเป็สถิติใหม่ล่าสุดในขณะนี้ที่น่าใไปกว่านั้นคือปีกสีแดงเพลิงของเขาที่ได้ปรากฏสู่สายตาประชาคมโลกไพร์ดทั้งหลาย
สำหรับคู่หูสาวสวยของเขา ‘เมษา’ มือปืนคู่ที่มาพร้อมกับความงดงาม ปราดเปรียวในการต่อสู้จากข้อมูลพบว่าเมษาเป็ผู้เล่นที่มีระดับแค่ 28 แต่ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งเหนือชายกับสมองอันชาญฉลาดของเธอจึงทำให้เธอกลายเป็ผู้เล่นหญิงอีกคนที่ชายหนุ่มต่างหมายปองไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
‘น้องวรัญญา’ ผู้ที่ได้เข้าไปร่วมปาร์ตี้โดยบังเอิญกล่าวเอาไว้ว่า
“คุณวินเซนต์กับคุณเมษาเป็คนทีน่าเหลือเชื่อมากค่ะพวกเขาทำงานกันเป็ทีมและรู้ใจกันมากถ้าเป็เื่แผนการและการเลือกใช้ไอเท็มจะเป็หน้าที่ของคุณเมษาแต่ถ้าเป็เื่การลงมืออย่างเฉียบขาดจะเป็คุณวินเซนต์...พวกเขาเป็คู่ขาที่น่าอัศจรรย์มากๆ เลยค่ะฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเราสามคนจะสามารถล้มบอสที่มีพลังชีวิตกว่า 15 ล้าน ได้แต่มันเป็ไปแล้วค่ะ”
ด้วยเหตุนี้เองทำให้เมื่อวานยอดการตามหาตัวและข้อมูลของผู้เล่นทั้งสองล้นหลามเสียจนเซิร์ฟเวอร์รองรับแทบไม่ไหวทางสมาคมนักสำรวจได้ออกมายืนยันแล้วว่ามีผู้เล่นไม่ต่ำกว่าสองหมื่นคนในหนึ่งชั่วโมงเข้ามาขอรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลของผู้เล่นทั้งสอง
สรุปได้ว่าตอนนี้ผู้เล่น ‘วินเซนต์ และเมษา’ กลายเป็ที่จับตามองสำหรับผู้เล่นทุกคนในเซิร์ฟเวอร์ในกรณีของเมษาทางสมาคมนักสำรวจสามารถหาข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณะชนได้เป็ที่เรียบร้อยทว่าสำหรับวินเซนต์ทั้งประวัติและข้อมูลสายอาชีพล้วนไม่มีอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ใดเลยแม้แต่นิดเดียว
จนตอนนี้ผู้เล่นหลายคน้าให้ฮีโร่คนใหม่ของพวกเขาออกมาเปิดเผยตัวในสาธารณะชนเสียที
วิศนะกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอได้อย่างยากลำบากเมื่อเขาอ่านบทความตรงหน้าจบลง ดวงตาสีอำพันเหลือบขึ้นมาสบกับมาโนชที่กำลังส่งยิ้มเจื่อนสนิทมาให้ด้วยสีหน้าเห็นใจเป็กำลัง
“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เมย์ก็” วิศนะเปรยเบาๆ
“ใช่แล้วพี่ ตอนนี้ยัยเมย์กำลังโดนพวกแฟนคลับเฉพาะกิจไล่ล่าอยู่เพราะงั้นแม่นั่นก็เลยวานให้ผมมาช่วยดูแลพี่แทนน่ะ” พ่อค้าหนุ่มพูดพลางเกาหน้าแกรก
“ดูแลพี่...?”
“ครับ” มาโนชพยักหน้า “ผมเชื่อแล้วว่าพี่นี่มันสุดยอดตัวก่อเื่อย่างที่ยัยเมย์เล่าให้ฟังจริงๆ...ทะเล่อทะล่าแต่งตัวแบบนั้นไปเดินโต๋เต๋อยู่กลางเมืองได้ยังไง?”
คำถามที่คนฟังเลิกคิ้วสูงทันที
“แต่งยังไง...?”
“ก็พี่เล่นแต่งตัวชุดเดียวกับเมื่อวานอย่างนี้คนเขาก็ต้องนึกว่าพี่เป็คนๆ เดียวกับวินเซนต์อยู่แล้ว ...อย่าลืมนะพี่ตอนนี้พี่เป็คนดังแล้วนะครับ ทำอะไรระวังตัวหน่อยเห็นเมย์บอกมาว่าพี่ไม่ได้อยากจะดังอะไรไม่ใช่เหรอ ยิ่งตัวจริงของพี่พี่ยิ่งไม่อยากเปิดเผยเข้าไปใหญ่”
“ก็ใช่นะ...”
วิศนะตอบ พลางชักสีหน้าปุเลี่ยน ระหว่างยกกาแฟตรงหน้าขึ้นมาจิบพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงถูกคนในเมืองจ้องกันเป็ทางเดียวแบบนั้นได้!
“แล้วตอนนี้ทำไงดีล่ะ”เสียงห้าวถามแบบอ่อนใจ
“พี่ก็ควรจะเปลี่ยนชุดซักหน่อยผมเอาชุดมาให้พี่เปลี่ยนแล้ว จากนั้นเดี๋ยวพี่ค่อยไปเจอกับยัยเมย์ตามที่นัดหมายกันเมื่อกี้เธอเพิ่งติดต่อมาว่าหนีพวกนักข่าวกับแฟนคลับได้แล้ว”
“งั้นเหรอ” วิศนะร้องอย่างยินดีนึกโล่งใจไม่น้อยที่เมษาไม่ได้เป็อะไรมาก เห็นแบบนั้นแล้วมาโนชก็ยิ้มรับก่อนจะเปิดหน้าต่างข้อมูลของตัวเองเพื่อหยิบเอาเสื้อแขนยาวสีดำขึ้นมา
“เดี๋ยวพี่ใส่เสื้อตัวนี้แล้วก็รีบไปหาเมย์เลยแล้วกันนะครับ”มาโนชว่ายิ้มๆ พลางไล่สายตาดูบางอย่างในหน้าต่างของตัวเองเงียบๆส่วนวิศนะที่รับเสื้อสีดำเข้ามืออดจะคลี่ยิ้มบางๆ ไม่ได้
ดูๆ ไปแล้ว เ้าหมอนี่เห็นจะเป็คนดีกว่าที่คิด ตัวเองเป็พ่อค้าแท้ๆนอกจากขายของตรงไปตรงมาแล้วยังคอยให้ความช่วยเหลือเขาอีกแม้จะเพราะเป็เพื่อนกับเมย์ก็เถอะ แต่คุยด้วยแล้วรู้สึกดี แบบนี้อาจจะไว้ใจได้ยังไงซะเมย์ก็คุยหนักหนาว่าตัวเองเป็ประเภทมองคนเก่งถ้าเ้าตัวยอมออกปากขอความช่วยเหลือจากหมอนี่ แสดงว่าเขาก็ต้องเป็คนดีทีเดียวล่ะ
“เออนี่ มาโนช พี่นึกขึ้นได้ว่ามีของต้องให้เรา”
“ครับ?”
วิศนะให้ฝั่งตรงข้ามละสายตาจากกรอบสี่เหลี่ยมโปร่งแสงตรงหน้าแล้วจึงส่งของชิ้นหนึ่งให้จนคนเด็กกว่าถึงกับชะงักกึก เบิกตากว้างอย่างใทันที
“พี่! คือจะดีเหรอ ...”
“เออ เอาน่ารับไปเถอะ
“แต่ผมให้พี่ไปแล้วนะอีกอย่างที่มานี่ก็ไม่ได้คิดจะมาเอาคืนหรอก”
สิ่งที่วิศนะยื่นมาให้ก็คือผ้าพันคอบัตเตอร์ฟลายเอ็ฟเฟ็คนั่นเอง มาโนชเองก็อดรู้สึกขันในใจไม่ได้จากไอเท็มที่ตอนแรกเป็เพียงของไร้ค่าชิ้นหนึ่งแต่ชายคนนี้กลับเปลี่ยนให้มันกลายเป็ไอเท็มระดับสูงได้จากการต่อสู้กับบอสเพียงแค่ครั้งเดียว
“เห็นเมย์บอกเอาไว้ว่าถ้าเอาไปจดสิทธิบัตรแล้วนายจะได้เงินค่าลิขสิทธิ์อื้อเลยไม่ใช่เหรอจะยอมทิ้งเงินก้อนนั้นหรือไง”
“นั่นมันก็ใช่ครับ”มาโนชตอบอ้อมแอ้ม “แต่ผมกะแค่จะมาถามเฉยๆ ว่าวิธีการใช้งานของมันเป็ยังไงรวมไปถึงข้อดีข้อเสียของมัน ไม่ได้กะมาทวงมันคืนสักหน่อย”
“เอาไปเถอะน่ายังไงเดิมทีมันก็เคยเป็ของนายมาก่อน”
“จะดีเหรอพี่”มาโนชทำท่าอึกอัก “คือถ้าเอาไปจดทะเบียนสิทธิบัตรแล้วผมก็ต้องยกบัตเตอร์ฟลายเอ็ฟเฟ็คนั่นให้ทางสมาคมพัฒนาไอเท็มไปเลยนะครับผมว่าพี่เก็บเอาไว้เถอะ เดี๋ยวรอให้ผมสร้างชิ้นใหม่ขึ้นมาก่อนก็ได้”
ได้ยินแบบนั้น วิศนะก็เลิกคิ้วสูง แบบนี้ก็เท่ากับขายต่อเลยน่ะสิ...พวกสมาคมนี่ก็หัวหมอแฮะยอมจ่ายเงินก้อนหนึ่งเพื่อแลกสูตรการสร้างไปขายต่อในราคาแพงๆ
“แล้วถ้าจะสร้างใหม่ต้องใช้วัตถุดิบเยอะมั้ยล่ะ?” วิศนะลองถามหยั่งเชิง
“ก็...เยอะอยู่ครับ”
“ถ้าเยอะก็ไม่ต้องเสียเวลาหรอก เอาอันนี้ไปเลยพี่ไม่อยากได้มันแล้ว” พูดจบวิศนะก็ยัดผ้าพันคอสีแดงใส่มือมาโนชทันที คนไม่ทันได้เถียงจึงต้องจำใจรับอย่างเลี่ยงไม่ได้
“...จะดีเหรอพี่”ยังไม่วายเอ่ยถามด้วยสีหน้าลำบากใจ
“ดีไม่ดีไม่รู้...รู้แต่ถ้าเอามาคืนพี่อีกพี่เคืองแน่ถ้าเป็เพื่อนของเมย์ก็ไม่ต้องคิดเล็กคิดน้อยหรอก คนกันเองทั้งนั้น” คำกำชับดังกล่าวทำเอาพ่อค้าแว่นได้แต่พยักหน้ารับหงึกๆแล้วเก็บของชิ้นนั้นลงหน้าต่างไอเท็มของตัวเองไปแต่โดยดี
“ถ้างั้นพี่ก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปหายัยเมย์เถอะครับผมคงต้องขอตัวไปทำธุระในสมาคมพัฒนาไอเท็มก่อน” มาโนชเปรยขึ้นเป็เชิงออกตัวซึ่งอีกฝ่ายก็ยิ้มรับ ก่อนจะดันตัวลุกขึ้นยืน
“แล้วเราจะได้เจอกันอีกมั้ย?”
“แน่นอนครับพี่เพราะยัยเมย์มันนัดเจอผมอีกทีก่อนที่เราจะไปทำเควสด้วยกัน”
“ทำเควสด้วยกัน?” พอเจอศัพท์พิสดารเข้าหน่อยวิศนะก็ไม่วายปล่อยไก่ถามทุกที
“ก็เควสเปลี่ยนอาชีพของพี่ไงครับ เห็นยัยเมย์บอกว่ายังไม่ได้เปลี่ยนอาชีพไม่ใช่เหรอ”
ชายหนุ่มพยักหน้าหงึกหงัก พลางนึกขึ้นมาได้ว่าจริงๆเป้าหมายของวันนี้คือการเข้ามาทำเควสเปลี่ยนอาชีพนี่นาคิดแล้วเ้าตัวก็หัวเราะพรืดอย่างนึกขันในชะตาพาซวยของตัวเอง
“ถ้างั้นเอาไว้เจอกันนะครับ พี่วิศนะ หวังว่าพบกันคราวหน้าพี่จะยังอยู่ดีครบ 32 ไม่โดนพวกแฟนคลับนั่นรุมทึ้งเอานะ” มาโนชแซวขำๆก่อนจะวางเงินค่ากาแฟลงบนโต๊ะ
“เรียกพี่นะ เฉยๆ ก็ได้”
“โอเค พี่นะ”ว่าแล้วก็ขยับยิ้มเผล่ “งั้นผมไปก่อนนะ”
หลังจากนั้นไม่นานวิศนะก็หลบมุมเพื่อเปลี่ยนใส่เสื้อแขนยาวสีดำแทนที่ชุดนักศึกษาตัวเก่าของเขายอมรับเลยว่าตอนนี้รู้สึกสบายตัวขึ้นเยอะ จะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวก็ดูคล่องแคล่วกว่าเดิมโข
เมื่อจัดการกับตัวเองเรียบร้อยชายหนุ่มก็เดินทางไปยังโรงแรมเพลสตัน ดูจากภายนอกแล้วท่าทางจะเป็โรงแรมหรูหราเอาการเพราะั้แ่หน้าประตูทางเข้าจนถึงเพดานล้วนประดับตกแต่งด้วยของราคาแพงเสียจนวิศนะต้องผิวปากหวือจะรู้สึกขัดลูกตานิดหน่อยก็ตรงที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็เพลเยอร์ร่างใหญ่ในชุดเกราะหนาๆหรือไม่ก็มีผ้าคลุมยาวดูเกะกะไม่ค่อยเข้ากับสถานที่อันทันสมัยนี่สักเท่าไหร่แค่นั้นเอง
ไม่นานนัก ร่างสันทัดก็ยืนอยู่ที่บานประตูไม้แกะสลักอย่างดีที่มีป้ายโลหะสีทองเรียบหรูติดอยู่้าว่า 308
“ห้องนี้ใช่มั้ยจุดหมายที่เมย์เขานัดเรามาน่ะจินนี่” วิศนะถาม
“ใช่แล้วค่ะ นายท่าน”
พอได้ยินคำยืนยัน มือกร้านก็เอื้อมไปเคาะประตูห้องเบาๆ สองที
“รหัสผ่าน?”
จู่ๆ เสียงแหบห้าวของผู้ชายก็ดังขึ้นเล่นเอาคนไม่รู้เื่สะดุ้งโหยง!
โหย! ประตูห้องพูดได้ก็ไม่บอก ใหมดนึกว่าผี ตกแต่งก็ออกจะหรูดันทำเครื่องตรวจจับพาสเวิร์ดเป็เสียงผียานคานเนี่ยนะเ้าของโรงแรมมันจะอินดี้เกินไปแล้ว!
“วินเซนต์”สิ้นคำกล่าวบานประตูนั้นก็ปลดล็อกตัวเองเสียงดังแกร๊กจนคนยืนรออยู่ต้องเป่าปากลูบอกตัวเองอย่างโล่งใจ ครั้นพอเหลือบสายตามองรอบๆแล้วเห็นว่าไม่มีใครอยู่ ก็รีบเปิดประตูเข้าไปด้านในทันที
“ทำไมมันมืดแบบนี้เนี่ย” คำแรกที่พูดออกมาคือคำบ่นเหมือนเคยร่างสูงถูกปกคลุมด้วยความมืดสนิทรายล้อมรอบตัว ครั้นพอสายตาชินกับความสลัวจึงค่อยสังเกตเห็นหน้าต่างสามสี่บานที่ถูกปิดไว้ด้วยม่านหนาหนักเพื่อกันไม่ให้แสงตะวันเล็ดลอดเข้ามาได้
“เมย์...” วิศนะลองเอ่ยเรียกเพื่อนคู่หูหากแต่ไร้เสียงใดๆ ตอบกลับ พอกวาดสายตามองอีกรอบจึงเห็นสภาพภายในว่ามีเตียงนอนและเก้าอี้โซฟาขนาดย่อมๆ ตั้งอยู่คู่หนึ่งแต่ไม่ว่าจะหันมองไปทางไหนก็ไม่เจอร่างของคนที่อยากพบเลยแม้แต่เงา
“สงสัยยังไม่มาแฮะ” เปรยเบาๆพลางทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง “เป็คนนัดเขาแท้ๆ แต่ดันมาสายเองเนี่ยนะเนี่ยัยนี่”
“ฉันมาแล้ว”
“เฮ้ย ผีหลอก!”
ยังไม่ทันตั้งสติ เสียงแหลมเล็กแปร่งหูก็ดังขึ้นมาจนคนกำลังนั่งเพลินๆ สะดุ้งจนตัวลอย
“ใครน่ะ เมย์เหรอ เธออยู่ไหน!?”
“ฉันอยู่นี่ ใต้เตียง”
วิศนะเป่าปากโล่งอก นึกเบาใจหน่อยที่เสียงเมื่อครู่เป็ของเมษาแต่จะว่าไปทำไมวันนี้เสียงของเ้าหล่อนฟังดูแปลกๆ ผิดกับเมื่อวานนี้ลิบลับ จะว่าเล็กลงก็ไม่เชิงเหมือนกับจะแหลมขึ้นมาแปร่งๆ
“แล้วไปทำอะไรใต้เตียง หา ยัยเมย์?” วิศนะถาม พลางทำท่าจะก้มลงไปมอง
“ก็นึกว่าเป็คนอื่นน่ะสิ ฉันก็ต้องแอบไว้ก่อนนายยังไม่เคยโดนเหมือนฉันนี่ นายไม่รู้หรอกวิศนะ”
พอได้ยินเสียงบ่นกระปอดกระแปดเป็ชุดแล้ว เขาก็อมยิ้มขำ ท่าทางจะโดนมาเยอะใช่เล่นท่านเมษาผู้กล้าหาญถึงกับยอมหนีลงไปมุดใต้เตียงเลยนี่นะ
“ออกมาเถอะน่า ไม่มีอะไรแล้ว” คนกวนเอ่ยขึ้นก่อนจะกลั้นหัวเราะจนตัวโยนเมื่อได้ยินเสียงกุกกักจากใต้เตียงเป็เชิงบอกว่าแม่เ้าประคุณกำลังพยายามกลิ้งตัวขลุกๆออกมาจากตรงจุดเดิมเสียที หลังจากทนร้อนอยู่ในนั้นได้ตั้งนาน
ครั้นพอสายตามองเห็นร่างเล็กๆ ที่หมุนตัวออกมาเต็มตาแล้วอาการขำตรงหน้าก็พลันหยุดกึกทันที ก็ว่าอยู่แล้ว ช่องใต้เตียงเล็กขนาดนั้นแท้ๆเ้าหล่อนทำอีท่าไหนถึงได้มุดเข้าไปอยู่ในนั้นได้
ดูเหมือนร่างตรงหน้าจะให้คำตอบแก่เขาเป็ที่เรียบร้อยแล้ว...
วิศนะที่บัดนี้ชี้นิ้วค้างตรงไปที่เมษา ในจังหวะที่เธอปัดฝุ่นตามร่างกายของตัวเองด้วยสีหน้าหงิกงอเต็มพิกัดเมื่อั์ตาสีเทากลมโตปราดมามองเห็นสีหน้าช็อกจัดของเ้าคนเคยพูดมากแล้วจึงเลิกคิ้วขึ้นสูง
“เป็อะไรของนาย”น้ำเสียงเล็กเอ่ยถามอย่างหงุดหงิด
วิศนะพูดไม่ออก ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ อยู่นั่นเอง
“นั่นใช่เธอจริงๆ เหรอเมย์?”
“ก็ใช่สิ นี่ฉันเอง อะไรผ่านไปวันเดียวก็จำกันไม่ได้แล้วเหรอ”
“...ไม่ใช่จำไม่ได้...แต่ว่า”
พูดได้สองสามคำก็ต้องลอบกลืนน้ำลายเอื้อกเมษาเปลี่ยนไปจากเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด เรือนร่างสูงเพรียวบัดนี้หดเล็กลงพอสมควร..ไม่สิ เล็กลงไปเยอะมากๆ เลยด้วย! หากเทียบดีๆ แล้วตอนนี้เ้าหล่อนอาจสูงเท่าเด็กห้าขวบด้วยซ้ำ!แขนขาทั้งสองข้างขนาดเล็กลง อีกทั้งน้ำเสียงก็แหลมขึ้นด้วย
ยังไม่เพียงแค่นั้น ร่างกลมปุ๊กยังอยู่ในชุดวันพีชของเด็กสีชมพูอ่อนน่ารักผมสีน้ำตาลเข้มที่เคยรวมสูงถูกผูกเป็แกละสองข้าง และเหนือสิ่งอื่นใด...เธอมีหูและหางแมวเหมือนกับแม่พนักงานเสิร์ฟที่ร้านกาแฟเมื่อกี้เปี๊ยบเลย!
ด้วยเหตุผลร้อยแปดประการข้างต้น วิศนะจึงได้แต่อ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออกอยู่เหมือนเดิม
“เป็อะไรไป วิศนะ ยืนอึ้งเชียว อ๋อไอ้ร่างเด็กของฉันเนี่ยน่ะเหรอ พอดีว่ามีเื่ก็เลย...”
“ทำไมถึงได้น่ารักอย่างนี้!!” พูดจบ คนตัวโตกว่าก็คว้าตัวเด็กตรงหน้ามาอุ้มหมุนไปมาทันที
“อ๊ายยย~!! อย่ามาอุ้มนะยะฉันไม่ใช่เด็กนะ!!”
“โกหก มองยังไงก็เด็กชัดๆ”ชายหนุ่มแย้งเสียงแข็ง พลางดึงร่างป้อมๆ นั่นมากอดแน่นเสียจนคนถูกกระทำหน้าร้อนวูบ พยายามใช้มือเล็กๆ ดันหน้าเ้าตัวแสบออกไปเต็มกำลัง
“ปล่อยนะ อีตาบ้านี่!”
“ไม่เอา เค้าจะกอด น่ารักจังเลยหนูน้อย”
“โอ๊ย! อีตาโลลิค่อนเอ๊ยอะไรกันนักกันหนาเนี่ย ...วันนี้มันวันอะไรกันยะ!” ยังบ่นไม่ทันสาแก่ใจเมษาก็ต้องรีบเบือนหน้าหนี ดิ้นสุดชีวิตเพราะดูท่าเ้าคู่หูตัวดีจะติดใจร่างเด็กของเธอเข้าเต็มประดาถึงได้ทำท่าอยากจะมาคลอเคลียกับหน้าเธอด้วย
โอ๊ยตาย! ใครก็ได้ช่วยให้หมอนี่มันหยุดคลั่งทีเถอะ!!