Age of war

    [บทที่ 3 อนาคตของมด] ตอนที่ 44 วันที่ 42-45

    วันที่ 42 ของเกมส์แห่งสงคราม ช่วงเช้าตรู่ ณ ห้องส่วนตัวของราชินีแฟต

    เป็นเวลาผ่านมาได้ห้าวันแล้ว ตั้งแต่ที่ทราบข่าวว่าตัวเองถูกบุกโจมตีจากทั้งสามทิศ

    ราชินีแฟตได้ตัดสินใจเรียกกำลังพลทุกเหล่าทัพให้กลับมาที่เมืองหลวงของตนเอง

    หน่วยย่อยเคลื่อนที่เร็วได้ถูกส่งออกไปตามเส้นทางใต้ดินสายมรณะ

    ปัจจุบันนี้มีกองทัพที่ถูกส่งออกไปนอกเมืองหลวงถึงสี่แสนนาย

    เป็นกองทัพกองโจรประมาณหนึ่งแสนนายกระจายตัวไปทั้งสามทิศ และกองทัพถ่วงเวลาอีกสามแสนที่ส่งไปยังทิศเหนือ

    หากคิดตามการเดินเท้าปกติคงใช้เวลาราวสี่ถึงหกวันในการเดินทัพจากชายแดนมาถึงเมืองหลวงจากทั้งสามทิศ

    แต่หากเร่งฝีเท้าหน่อย เพียงแค่สี่วันก็จะสามารถมาถึงเมืองหลวงของอาร์โธร์โพดาได้แล้ว

    โดยเฉพาะทิศเหนือที่มีระยะทางสั้นที่สุด หากเคลื่อนทัพแบบไม่หลับไม่นอน จะทำให้ใช้เวลาเพียงแค่ประมาณสองถึงสามวันเท่านั้น

    ไม่ต้องพูดถึงกับพวกที่บินบนท้องฟ้าได้อย่างเผ่าภูติหรือปีกษา พวกเขาย่อมเดินทางได้เร็วกว่าเดินเท้ามากขึ้นไปอีกเท่าตัว

    แต่พวกอาร์โธร์โพดาสามารถวิ่งไปกลับทั่วทั้งอาณาเขตตนเองได้ภายในวันเดียว ด้วยเส้นทางใต้ดินที่เรียกว่า [เส้นทางใต้ดินสายมรณะ]

    เมื่อเวลาผ่านไปห้าวันโดยที่ยังไม่เห็นกองทัพศัตรู ราชินีแฟตจึงตัดสินใจว่าสมควรแก่เวลาที่จะต้องเรียกรวมพลกลับมาแล้ว

    เธอไม่คิดว่าแผนการกองโจรกับกองทัพถ่วงเวลาจะใช้ได้นานไปมากกว่านี้

    เสบียงอาหารสามารถแก้ไขได้ด้วยการออกล่าสัตว์ในทุกหญ้า

    น้ำสามารถตักดวงได้จากเส้นทางน้ำใต้ดินอันอุดมสมบูรณ์ หรือแอ่งน้ำขนาดเล็กที่กระจายตัวอยู่ไปทั่วทุ่งหญ้า

    จริงอยู่ว่าเธอสามารถเลือกใช้ยุทธการแผ่นดินเดือดได้ แต่พอลองนึกถึงอนาคตที่ตัวเองต้องอาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้ต่อไป เธอเลยคิดว่าคงดีกว่าที่จะไม่ใช่ยุทธการชั่วร้ายเช่นนั้นในแผ่นดินของตัวเอง

    “แถมยังเจอฝนอีก…”

    ราชินีแฟตพูดเช่นนั้นพร้อมกับมองลอดผ่านช่องเปิดของกำแพงดินในห้องเธอ

    ฝนเริ่มเทลงมาในช่วงเวลาเช้าตรูของวัน

    สภาพอากาศที่เลวร้ายทำให้พื้นที่นอกเมืองหลวงบางส่วนเริ่มเกิดเป็นน้ำท่วมขัง

    ทางระบายน้ำใต้ดินที่เตรียมเอาไว้ไม่อาจเพียงพอต่อการระบายน้ำฝนซึ่งตกหนักอย่างไม่เคยเห็นมาก่อนนี้ได้

    พื้นเพโลกเดิมของพวกเธอนั้นไม่เคยเจอฝนตกหนักขนาดนี้ พอพบกับพายุฝนเข้า จึงไม่แปลกที่งานก่อสร้างจะไม่ได้เตรียมทางระบายน้ำเอาไว้ได้กว้างเพียงพอ

    จะมีก็เพียงเส้นทางใต้ดินกับเมืองหลวงที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี จึงรอดจากการถูกน้ำท่วมขังมาได้

    ช่างเป็นเคราะห์ร้ายเสียจริง

    เส้นทางวงกตที่เตรียมเอาไว้บนพื้นดินเพื่อสกัดกั้นกองทัพทหารราบศัตรูได้จมลงไปใต้บาดาล

    เส้นทางวงกตคือแนวกำแพงหินผสมดินที่สร้างสูงห้าเมตรขึ้นมาจากพื้น

    ทางวงกตขนาดใหญ่จะช่วยปกป้องพวกเธอจากศัตรูที่ยาตราทัพบุกเข้ามา

    พวกเขาจะสับสนเส้นทาง รู้สึกกดดันจากสภาพแวดล้อมที่คับแคบ อีกทั้งยังไม่สามารถใช้ประสิทธิภาพจากกองกำลังที่มากกว่าได้เท่าที่ควรภายในเส้นทางที่คับแคบพวกนี้

    หรือถ้าศัตรูไม่เล่นตามเกมส์ แต่ใช้วิธีบุกทำลายกำแพงของเส้นทางวงกต พวกเขาก็ต้องเสียแรงและเวลาไปกับการบุกทำลายกำแพงหินที่หนาทึบพวกนั้น

    แน่นอนว่าระหว่างที่บุกทำลายมีหรือที่จะไม่พบการโจมตีสวนกลับไป

    แต่ทว่าเส้นทางสกัดกั้นที่ว่านี้กลับจมลงไปใต้บาดาล

    ระดับน้ำที่สูงถึงสิบเมตรทำให้พื้นที่วงกตหน้าเมืองหลวงซึ่งมีระดับน้ำทะเลต่ำกว่ากลายเป็นคูน้ำขนาดใหญ่

    คูน้ำที่กว้างกว่าห้าร้อยเมตร และลึกถึงสิบเมตรได้ปรากฏขึ้นมาล้อมเมืองของอาร์โธร์โพดาเอาไว้

    โชคดีที่เส้นทางใต้ดินถูกออกแบบให้มาระบายน้ำได้ดีอย่างยิ่งยวด เลยทำให้พวกเขายังคงสามารถเดินทางออกไปสู่ภายนอกได้อยู่

    “แต่คิดอีกทีก็ไม่เลว”

    เผ่าอาร์โธร์โพดาว่ายน้ำไม่เป็น พวกเขาจึงไม่มีหน่วยรบทางน้ำ

    แต่คูน้ำที่เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงนั้น คือปราการชั้นยอดในการป้องกันเมืองเช่นกัน

    เมื่อคิดได้ดังนี้ ราชินีแฟตจึงไม่คิดที่จะระบายน้ำออก

    “สร้างทางระบายน้ำเข้าเมืองท่าจะดี”

    ราชินีแฟตกำลังคำนวนปริมาณน้ำจากในคู กับปริมาณพื้นที่ภายในเมืองหลวงที่รองรับไหว

    เธอกำลังวางแผนจมเมืองตัวเอง

    จริงอยู่ว่าคูน้ำอยู่ต่ำกว่ากำแพงเนินดินที่เสริมจนสูงถึงสี่สิบเมตร แต่ภายในตัวเมืองนั้นกลับมีระดับที่ต่ำกว่า

    พื้นที่ชั้นล่างสุดอยู่ต่ำกว่าระดับดินภายนอกถึงสิบเมตร และนี่ยังไม่นับรวมเส้นทางใต้ดินที่อยู่ลึกยิ่งกว่า

    ส่วนตัวปราสาทที่สร้างคลุมคริสตัลแห่งชีวิตนั้น ที่ทางเข้าชั้นแรกจะอยู่สูงขึ้นมาจากระดับดินราวสิบเมตร

    ส่วนทางเข้าของห้องคริสตัลจะอยู่สูงขึ้นไปอีก

    หากกะปริมาณน้ำให้ดี และอุดเส้นทางระบายน้ำทั้งหมด เธอก็จะสามารถระบายน้ำจากในคูเข้าสู่เมืองเพื่อจมพวกศัตรูเวลาที่บุกเข้ามาได้

    “ทำได้… แผนนี้ใช้ได้แน่นอน”

    ราชินีแฟตพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น

    ต่อมาที่น่าหนักใจคือกองทัพอากาศของศัตรู

    ไม่มีอาวุธชิ้นไหนในปัจจุบันของอาร์โธร์โพดาที่สามารถโจมตีภาคพื้นอากาศได้

    “หญ้าเมาคือความหวังสุดท้าย…”

    ราชินีแฟตพึมพำกับตัวเองอีกครั้งพร้อมกับดูผงสีน้ำตาลที่บดมาจากพืชชนิดหนึ่ง

    ผงเหล่านี้มีฤทธิ์มึนเมาและสามารถสร้างภาพหลอนประสาทได้

    สิงมีชีวิตที่โดนรมควันเข้าไปในปริมาณที่เข้มข้น จะบ้าคลั่งและเริ่มโจมตีสิ่งมีชีวิตที่อยู่ข้าง ๆ

    หลังจากนั้นพอเวลาผ่านไปสักพัก ประสาทสัมผัสของผู้เสพจะเสื่อมลงจนกระทั้งหัวใจหยุดเต้นไปเอง

    วิธีใช้งานก็ง่ายยิ่งนัก เพียงแค่จุดไฟเผาแล้วสูดควันไร้สีที่มีกลิ่นหอมฉุนแทนก็เพียงพอแล้ว

    [หญ้าเมา] ที่เธอพูดนั้น ความจริงคือพืชมีประโยชน์จากโลกของชาวปักษา

    มันมีใบสีน้ำตาลไหม้คล้ายสาหร่ายทะเล และพวกมันจะขึ้นเป็นพุ่มหญ้าขนาดเล็กกระจายตัวเป็นพื้นที่กว้าง

    เป็นพืชที่ขึ้นได้ดีในที่อากาศร้อนและเปิดโล่งอย่างทุ่งหญ้าแห่งนี้

    พวกปักษานิยมสกัดจนเจือจางแล้วเอามาทำเป็นยาชา แต่พวกมดเข้าใจว่ามันเป็นพืชที่มีฤทธิ์หลอนประสาทขั้นรุนแรง

    ราชินีแฟตกำลังคิดที่จะใช้มันรมควันพวกหน่วยรบทางอากาศของศัตรู

    แน่นอนว่าหากมนุษย์มาเห็น พวกเขาคงสับสนกับสารเสพติดที่โลกพวกเขาเองก็มีใช้

    ส่วนสาเหตุที่เธอเลือกใช้สิ่งนี้แทนสารมีพิษอื่น มันก็แค่เพราะว่าหาได้ง่ายที่สุดในตอนนี้แล้ว

    “แค่นี้ยังไม่พอ”

    เธอคิดเช่นนั้นพร้อมกับดูแผนที่บนโต๊ะ

    “ยังต้องการแผนการที่ดีกว่านี้…”

    ราชินีแฟตพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น



    ในวันเดียวกัน ณ ช่วงเวลาเดียวกัน

    “จับพวกมันให้ได้! ตูด~”

    “ข้าวเช้าของพวกเรา จูด~”

    บรรดาเผ่าภูตินับแสนกำลังกระจายตัวออกล่าอาหารอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่

    กระต่ายมีเขา สุนัขที่มีผิวหนังส่งกลิ่นไข่เน่า จรเข้ที่มีหางคมกริบราวใบมีด ไก่ที่มีหางเป็นงู

    สัตว์อันหลากหลายที่เทพเจ้าทั้งสามคัดสรรหามาใส่ในโลกใบนี้กำลังถูกเหล่าภูติรุกรานระบบนิเวศอยู่

    ฝูงภูติตัวจิ๋วที่หิวโหยได้ออกล่าเหยื่ออย่างไร้ซึ่งความปรานี

    พวกเขาล่าทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีรูปร่างชวนอ้วกแค่ไหนก็ตาม

    ปกติพวกภูติไม่ค่อยนำยมกินเนื้อสัตว์หรอกนะ

    พวกเขาชอบกินไข่ กินแป้ง และพืชที่มีรสหวานมากกว่า

    “เป็นความผิดของพวกแกที่ไม่ยอมเฝ้าตะกร้าอาหาร! ดอก~”

    เอสเทอกรีดเสียงด้วยโทสะใส่หน่วยเสบียงตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

    มีหน่วยเสบียงที่ไหนในโลกบ้าง ที่วางอาหารของทั้งกองทัพทิ้งไว้บนพื้น แล้วออกไปวิ่งไล่จับกันนะ?

    เอสเทอโกรธมาก โกรธจนแทบควันจะพุ่งออกมาจากหูได้

    ผิดกับประธานาธิบดีลิลลี่ที่ยังคงยิ้มเยือกเย็นไปพร้อมกับชาวปักษาเปอร์ไซด์ได้อยู่

    “เอาน่า พวกเราไม่ค่อยทำสงครามกัน จะประมาทบ้างก็ไม่แปลกหรอก ผ่อนคลายเอาไว้ดีกว่าน่าเอสเทอ ยัน~”

    ลิลลี่พูดด้วยรอยยิ้ม

    เนื่องจากพื้นฐานพวกภูติชอบเล่นสนุก ที่โลกของพวกเขาจึงไม่ค่อยเกิดศึกสงครามบ่อยครั้งนัก

    จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะประมาทพลาดท่าเช่นนี้

    “ช่าย~ เดียวหนูช่วยหาอาหารด้วยอีกแรงนะ”

    ตัวการที่ทำให้เสบียงอาหารของเผ่าภูติหายไปทั้งหมด ได้รีบเสนอตัวเองช่วยเหลือด้วยสภาพเหงือที่แตกพลั่ก

    ตอนนี้ยังไม่มีภูติคนไหนรู้ ว่าวายร้ายคือชาวปักษาแสนน่ารักที่กำลังยืนตีหน้ามึนอยู่ข้างพวกเขาตรงนี้เอง

    “แต่นี่ก็เกินไป! ดอง~”

    แต่ดูท่าเอสเทอจะรับไม่ได้

    “อาหารจากการล่า น้ำจากน้ำฝน ปริมาณแค่นี้ไม่พอทำศึกระยะยาวหรอกนะ ดอง~”

    เอสเทอไม่ใช่คนที่มองโลกในแง่ดีเหมือนภูติคนอื่น

    เพราะอ่านหนังสือมามาก เลยทำให้เธอคิดและมีมุมมองที่แตกต่างจากคนอื่นซึ่งเอาแต่ใช้ชีวิตไปกับการเล่นท่าเดียว

    ระหว่างที่เอสเทอกำลังปวดหัวคิดไม่ตก ดวงตาของเธอก็บังเอิญเบนไปสบกับเปอร์ไซด์พอดี

    “จริงสินะ…”

    เธอนึกบางอย่างออกแล้ว

    เนื่องจากครั้งนี้เป็นสงครามพันธมิตร ถ้าหากเร่งความเร็วบินกัน พวกเขาน่าจะสามารถไปถึงเมืองของอาร์โธร์โพดาได้ภายในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้พอดี

    จากรายงานของสายลับ เห็นว่าเผ่ายักษากำลังใกล้ที่จะเข้าประชิดเมืองแล้ว

    หากพวกเขาไปถึงก่อน ปัญหาเรื่องอาหารก็จะหมดไป

    “ยังไงพวกเขาก็เป็นพันธมิตรกับพวกเราตอนนี้… ขอแบ่งเสบียงมาคงได้อยู่”

    เอสเทอคิดเช่นนั้น

    ถึงจะหน้าด้าน และอาจเป็นการทำให้พวกยักษาดูถูกได้ แต่มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรเลย

    ยิ่งดูถูกพวกเขายิ่งดี เพราะว่าหลังจากศึกนี้คงมีได้รบพุ่งกันเอง

    ถ้าหากพวกเขากลายเป็นเผ่าที่ไม่แกว่งเท้าหาเสี้ยน ไม่แสดงความเหี้ยมโหดออกไป คงไม่มีใครคิดที่จะบุกโจมตีพวกเขาก่อนหรอก

    “ดีละ เอาตามนี้แล้วกัน หลังจากทุกคนล่าเสบียงกลับมาแล้ว พวกเราจะเดินทัพต่อ ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม! ดอง~”



    วันที่ 42 ของเกมส์แห่งสงคราม ช่วงเวลากลางดึก

    ***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]

    สติเริ่มกลับมาอีกครั้งหลังจากจมอยู่ในกระแสแห่งความมืดได้หนึ่งวันเต็ม

    ร่างกายและชิ้นส่วนที่เคยขาดออกจากกัน ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

    “... ต้องรายงานท่านราชินีแฟตด่วน”

    และนี่คือสิ่งแรกที่ผมนึกถึงในตอนที่ลืมตาขึ้นมา

    “ (ท่านราชิ---) ”

    “ (สเลบ เจ้ากลับมาช้ามาก! รีบไปเตรียมตัวออกรบเดียวนี้ พวกศัตรูมันบุกมาแล้ว!) ”

    แต่ก่อนที่ผมจะได้ทันรายงาน กลับมีเสียงต่อว่าแทรกกลับมาแทน

    “ (ราชินีโอเปอร์ อาวุธถึงไหนแล้ว!) ”

    “ (ขอเวลาอีกห้าวัน นี่ก็เร่งผลิตแทบล้มประดาตายกันแล้วนะ!) ”

    “ (พวกสัตว์ยักษ์บินได้ของปีศาจยักษ์บุกมาแล้ว! ไม่มีเวลารอได้หรอก มีกี่ชิ้นที่เสร็จ ก็งัดออกไปใช้เท่านั้นเลย!) ”

    “ (ก็ได้! หากมีปัญหาอย่ามาว่ากันทีหลังนะ หน่วยขนส่ง เอาอาวุธกองนั้นออกไปก่อนเลย ไม่ต้องรอทดสอบแล้ว!) ”

    เกิดเรื่องอะไรขึ้นมากันเนี่ย? ช่องสัญญาณสื่อสารตีกันมั่วไปหมดแล้วนะครับท่านราชินีแฟต

    “ (สเลบ!) ”

    “ (ครับ ครับ จะรีบออกไปรบเดียวนี้เลยครับ) ”

    พอกลับมาถึงก็จิกหัวใช้งานทันทีเลยนะครับท่าน…

    ผมเดินออกมาจากเส้นทางที่วกวนจนออกมาข้างนอกปราสาท

    และสิ่งที่ผมได้เห็นก็คือ…

    “แย่จริง ๆ ด้วยแฮะ”

    สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือกองทัพสัตว์ยักษ์ซึ่งบินได้

    พวกมีราวสองหมื่นห้าพันตัว

    เปลวไฟอันร้อนระอุได้แผดเผาลงมาตามยอดกำแพงดินที่สูงสี่สิบเมตรตรงหน้า

    ธนูทดแรงของพวกเราไม่อาจระคายผิวของพวกมันได้เลย

    แถมบางตัวยังบินสูงเสียดฟ้าจนไม่อาจเอื้อมถึงอีกด้วย

    “ท่านสเลบ ชุด [เกราะแขนกล MK-I] ครับท่าน! ”

    “ [เกราะแขนกล] อย่างงั้นหรือ? ในที่สุดก็สร้างเสร็จแล้วสินะ”

    นี่คือชุดเกราะยุคปัจจุบันจากโลกของพวกเรา [เกราะแขนกล]

    เกราะนี้จะติดแขนกลเสริมเข้าไปที่แขนทั้งสี่จนทำให้มีพละกำลังสูงขึ้นกว่าเดิม

    แถมยังมีน้ำหนักเบา ความคล่องตัวสูง และยังมีความทนทานและยืดหยุ่นดีกว่าชุดเกราะดินเป็นไหน ๆ

    หมวกเหล็กที่มีน้ำหนักเบา กลไกฟันเฟืองที่ติดอยู่ตามแขนและขา รวมไปถึงเกราะช่วงหลังที่สามารถเปิดออกเพื่อเอาปีกของตัวเองออกมาบินได้

    แต่ฟงก์ชั่นนี้ช่างไร้ค่าสำหรับมดทหารเลวอย่างผมที่ไม่มีปีกเป็นของตัวเองยิ่งนัก

    “นี่มัน… ทำไมมีลูกกลม ๆ สีขาวติดมาด้วย แถมทำไมถึงเรียกว่า [เกราะแขนกล MK-I] ละ? ”

    “เพราะว่ามันไม่ใช่เกราะแขนกลที่พวกเรารู้จักอีกต่อไปแล้วครับ นี่คือโมเดลรุ่นใหม่ที่ทางราชินีฟรีด้าพัฒนาขึ้นมาจากอาวุธของศัตรูครับ”

    จะบอกว่าเป็นอาวุธชิ้นใหม่เช่นนั้นหรือ?

    ชุดเกราะของผมเริ่มส่งเสียงดังน่ากลัวออกมา

    “เออ… มันขยับไม่ได้”

    แต่พอสวมใส่จนเสร็จแล้ว ผมกลับผมว่าไม่สามารถขยับร่างกายได้เสียแบบนั้น

    เท่านั้นไม่พอ เจ้าก้อนสีขาวที่เหน็บตรงเอวของขุนพลสกัดที่สวมชุดแล้ววิ่งออกไปก่อนนั้น ดันปริแตกออกอย่างไม่ทราบสาเหตุ

    แล้วร่างของเขาก็ได้ถูกส่งลอยบินขึ้นท้องฟ้าไปอย่างรุนแรงหลังจากที่ก้อนกลมสีขาวนั้นพังลงมา

    ร่างของเขาลอยกระแทกเข้ากับร่างของสัตว์ยักษ์บนฟ้าจนทะลุร่างไปเลย

    แน่นอนว่าตายทั้งสองฝ่ายไปพร้อมกัน

    “...”

    พอเห็นแบบนั้นผมเลยถอดชุดออกมา

    “ (เออ… ท่านราชินีจะให้ผมใช้ชุดแบบนี้จริง ๆ หรือครับท่าน?) ”

    ผมตั้งคำถามกับองค์ราชินิของตัวเอง

    “ (... ไปถามราชินีฟรีด้ากับราชินีโอเปอร์สิ) ”

    “ (ฉันบอกเธอแล้วนะว่าอย่าพึ่งเอาไปใช้!) ”

    พวกเราจะรอดวันนี้ไปได้มั้ยเนี่ย?



    ***ราชินีแห่งความหยาบคาย [แฟต]

    ฉันไม่น่าใจร้อนรีบเอาอาวุธออกมาใช้ก่อนกำหนกการเลยแฮะ

    นอกจากเสียอาวุธไปเปล่าประโยชน์แล้ว ยังทำให้ขุนพลสกัดของฟรด้าตายไปอีกรอบอย่างเปล่าประโยชน์ด้วย

    การที่ถูกพวกมันบุกโจมตีกลางดึกทำให้ฉันเสียความสุขุมเยือกเย็นไป

    ใจเย็นหน่อยแฟต เธอวางแผนการเอาไว้เพื่อรอเวลานี้ไม่ใช่หรือยังไงกัน?

    “ (ทุกหน่วยเผาหญ้าเมาได้ พวกเราจะรมยาศัตรูกัน!) ”

    หลังจากที่ออกคำสั่งไป เปลวไฟก็ได้ปะทุขึ้น

    หญ้าสีน้ำตาลไหม้ที่ซ่อนเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ ได้ถูกขนออกมาเผาทำลายจากทิศเหนือลม

    ควันที่ไร้สีได้กระจายตัวไปทั่วท้องฟ้า

    สารพิษที่เข้มข้นได้ลอยเข้าไปในปอดของสัตว์ยักษ์จนเต็มปอด

    เอาละขอดูผลลัพธ์หน่อยสิว่าจะเป็นยังไง?



    ***ยักษาแห่งนภาอากาศ [มาเรียม พลัม]

    การบุกโจมตีกลางดึกเป็นไปอย่างราบรื่น

    เปลวไฟที่แผดเผานี้จะเป็นใบเบิกทางให้หน่วยทหารข้ามแม่น้ำและบุกตีฐานศัตรูได้

    แต่ในตอนที่กำลังคิดว่าทุกอย่างเป็นไปได้สวยในตอนนั้นเอง

    “...อะไรกันละนั่น? ”

    ก็มีบางสิ่งพุ่งลอยขึ้นมาจากฐานของศัตรู

    สิ่งนั้นคือร่างของศัตรูที่สวมเกราะประหลาดที่ติดฟันเฟืองแปลก ๆ เอาไว้ตามแขนและขา

    ร่างของเจ้าพวกนั้นบินพุ่งทะยานขึ้นมาบนฟ้า บินสูงขึ้น แล้วสูงหายลับตาไปเลย

    เล่นตลกกันอยู่หรือนั่น?

    “คราวอะไรอีกละนั่น? ”

    เวลาต่อมาพวกมันก็จุดไฟเผาบางอย่างเป็นวงกว้าง

    ถึงจะมองไม่เห็น แต่ข้ารู้สึกได้ว่ามีบางอย่างกำลังลอยสูงขึ้นมาจากทิศเหนือลม

    มันมีปริมาณมากชนิดที่ไม่สามารถเจือจางลงได้ในทันทีที่ลอยขึ้นสู่อากาศ

    กลุ่มอสูรปีกที่อยู่แนวหน้าที่สัมผัสสิ่งนั้น เริ่มแสดงความผิดปกติให้เห็น

    พวกมันเกิดอาการคลั่งและหันมาฆ่าฟันกันเอง

    คมเขี้ยวและเปลวไฟได้ขู่คำรามแล้วฝังจมลงไปบนร่างของพรรคพวก

    หน่วยยักษาแห่งนภาอากาศต่างร่วงหล่นลงมาจากหลังอสูรปีกเป็นทิวแถว

    พวกมันคงเล่นงานด้วยยาพิษบางอย่าง แต่ปริมาณแค่นั้นคงไม่น่าเป็นภัยต่อทั้งกองทัพได้หรอก

    แต่พอเวลาผ่านไป ความเสียหายกลับเริ่มกระจายออกเป็นวงกว้างจนควบคุมไม่ไหว

    จากที่ประเมินด้วยสายตา คงเสียหายเกินครึ่งหนึ่งไปแล้ว

    “ชิ พวกแม่งขนควันพิษมาจากไหนเยอะแยะกัน!? ทุกคน ถอยทัพก่อน! ”

    ข้ารีบหันหลังหนีทันที

    กองทัพอสูรปีกของข้าจากสองหมื่นห้าพัน กลับเหลือรอดมาเพียงแค่ห้าพันเท่านั้น

    ที่เหลือต่างเข่นฆ่ากันเองอยู่ในบางสิ่งที่กำลังรมเจ้าพวกนั้นอยู่

    ให้ตายสิ… นี่ข้าทำเสียเรื่องอีกแล้วหรือนี่?



    วันที่ 43 ของเกมส์แห่งสงครามนช่วงเวลาเช้า

    เนื่องจากขุนนางมาเรียมพลัมพลาดท่าติดกับดักของแฟตเข้าเต็มเปา เลยทำให้พวกเขาเลิกความคิดที่จะเข้าบุกตีในช่วงเวลานี้ไปก่อน

    ขุนนางแอปเปิ้ลเองก็ประมาทไป เพราะคิดไม่ถึงว่าศัตรูจะใช้การโจมตีทางอากาศในรูปแบบควันพิษได้

    ดังนั้นเขาจึงคิดว่าควรรอให้ทัพพันธมิตรมาถึงน่าจะเป็นการฉลาดกว่า

    ยังไงเสียการเข้าโจมตีด้วยกำลังที่เหนือกว่าอย่างล้นหลามก็ย่อมได้เปรียบมากกว่าอยู่แล้ว



    และในเวลาเดียวกันนั้นเอง

    ***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]

    “พวกศัตรูถอนทัพกลับไปแล้วหรือ? ”

    ข้าที่ตั้งค่ายดึงทัพศัตรูสามแสนเอาไว้นั้น กำลังได้รับรายงานจากหน่วยเฝ้ายามมาเช่นนั้น

    ไม่ต้องสงสัยว่ากองทัพหลักคงไปถึงเมืองของศัตรูแล้ว จึงมีการเรียกตัวกลับไปอย่างที่เห็น

    สรุปได้ว่าข้าไม่จำเป็นต้องทำภารกิจตั้งค่ายหลอกอยู่ตรงนี้อีกต่อไป

    “งั้นมัวรออะไรอยู่ ทั้งหมดเคลื่อนทัพได้! ”

    เอาละ ได้เวลาตามไปสมทบกับกองทัพหลักแล้วสินะ



    ในขณะเดียวกันกับทางด้านของฝ่ายมนุษย์

    “รถไฟใช้งานได้ทันเวลาพอดีเลยนะเนีย”

    ขบวนรถไฟไอน้ำกำลังพ่นควันสีดำและไอน้ำลอยขึ้นท้องฟ้าอยู่ตรงหน้าอัศวินสวมเกราะทั้งตัว

    หม้อต้มน้ำที่ร้อนระอุกำลังผ่อนกำลังลงจนหยุดลงที่หน้าของเขาพอดี

    “เพราะแบบนี้เสบียงที่ถูกทำลายจึงถูกเติมได้ทันเวลายังไงละ”

    ทอมแห่งกองทัพนาโต้กำลังพูดคุยอยู่กับชายในชุดเครื่องแบบลายพรางสีเขียว

    มันคือชุดทางการทหารรุ่นใหม่ที่ไม่ถูกนำมาใช้ในสงครามครั้งนี้

    “แล้วทางเมืองหลวงเป็นยังไงบ้าง? เห็นได้รับรายงามว่าถูกโจมตีนี่? ”

    “ไม่มีปัญหา ด้วยอาวุธยุคสมัยใหม่ เลยทำให้ป้องกันได้อย่างไร้ที่ติ”

    ชายที่นำสเบียงมาส่งด้วยขบวนรถไฟยาวพูดอย่างภาคภูมิใจ

    “น่าจะแบ่งอาวุธมาทางนี้บ้างนะ”

    “ใช้อาวุธยุคกลางกับปืนคาบศิลาไปนะดีแล้ว ปืนกลไรเฟิลหรือพวกรถถังรุ่นยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนะ พึ่งผลิตเสร็จแค่ส่วนเดียวเป็นรุ่นต้นแบบเอง ส่วนขีปนาวุธยังไม่สามารถยิงแบบนำวิถีได้ ดังนั้นอย่าพึ่งเอามาเปิดตัวเลย”

    รถถังที่พวกเขาพูดถึงนั้น หมายถึงรถถังจำพวก The British Gun Carrier Mk I ของอังกฤษ หรืออย่าง Rhineland ของเยอรมันตะวันตกเช่นนั้น

    เนื่องจากพวกเขาไม่ถูกบุกโจมตีจากเผ่าปักษาด้วยสัญญาสงบศึก เผ่ามนุษย์จึงมีเวลารีบเร่งพัฒนาอาวุธของตัวเอง

    บางคนฝ่ายมนุษย์มีความสงสัยว่าทำไมถึงไม่สร้างอาวุธยุกปัจจุบันออกมาเลย แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพราะว่าพวกมนุษย์ยังพัฒนาเทคโนโลยี อุปกรณ์ รวมไปถึงคุณภาพของโรงงานผลิตได้ไม่ดีพอจะสร้างของแบบนั้นออกมาในตอนนี้

    แต่อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถผลิตอาวุธช่วงยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้แล้ว

    และด้วยการขยายดินแดนไปสู่ทางใต้ ทำให้พวกเขาหมดปัญหาเรื่องทรัพยากรณ์ขาดแคลน

    นอกไปจากนี้ พวกเขายังค้นพบวิธีใช้งานพืชประหลาดที่คล้ายปะการังของโลกเผ่าปักษาอีกด้วย

    จากสงครามที่ปะทะกันหลายครั้ง พวกเขาได้ศึกษาอาวุธของศัตรู และพบต้นตอที่มาของอาวุธเหล่านั้น

    พวกพืชที่ดูคล้ายปะการังซึ่งขึ้นตามริมผาและหุบเขานั้น สามารถสกัดเอามาใช้เป็นดินระเบิดที่ร้ายแรงได้

    ไม่ว่าจะส่วนผสมของดินปืน สารไตรไนโตรโทลูอีนที่ใช้ทำระเบิด C4 รวมไปถึงสารเคมีต่าง ๆ ที่ใช้ในการสร้างอาวุธร้ายแรง

    แถมด้วยการเชื่อมต่อรางรถไฟที่แผ่ขยายออกไปทางใต้ ทำให้พวกเขาพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ยิ่งกว่าที่พบในเมืองของเหล่าผู้ศรัทธา

    และที่ทางใต้ลงมาของเมืองหลวงเผ่ามนุษย์ มันมีพื้นดินที่เชื่อมติดกับทะเล

    พวกเขาได้พบบ่อน้ำมันบนผืนทะเลที่นั่น จึงทำให้ในตอนนี้พวกเขากำลังเร่งสร้างท่าเรือรบขนาดใหญ่อยู่

    ความเคลื่อนไหวนี้มีเพียงแค่เผ่าปักษากับเผ่าภูติที่รับรู้ เพราะว่าพวกเขามีการส่งสปายจับตาดูเอาไว้

    แน่นอนว่าพวกเขาไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำว่า [ท่าเรือ] หรอก เพราะทั้งสองเผ่าสามารถบินได้โดยธรรมชาติ

    นอกไปจากนี้เผ่ามนุษย์ยังได้สร้างคอมพิวเตอร์ขึ้นมาแล้วด้วย

    แต่ทว่ายังเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่อยู่ เนื่องจากขาดอุปกรณ์และเครื่องจักรที่มีความแม่นยำในการทำชิปและอุปกรณ์ขนาดเล็ก

    แต่นั่นคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไป หากพวกเขาเริ่มพัฒนาอุปกรณ์และโรงงานการผลิตให้ล้ำสมัยขึ้น

    นับว่าเป็นการพัฒนาที่ก้าวกระโดดมากสำหรับเผ่ามนุษย์

    “จริงสิคุณทอม ตอนที่พวกเราทดสอบรถไฟ พวกเราเจอสิ่งนี้ด้วย”

    ชายในชุดทหารลายพรางได้หยิบชุดเกราะประหลาดออกมา

    มันเป็นชุดเกราะที่ทำจากวัสดุประหลาด สีขาวสะอาด อีกทั้งยังไร้ซึ่งรอยต่ออย่างน่าประหลาด

    ขนาดของใหญ่มาก สูงราวสองเมตรกว่าได้

    เมื่อพิจารณาจากจำนวนแขนและขาแล้ว ทอมเลยคิดว่ามันคงเป็นชุดเกราะของเผ่ามนุษย์มด

    “ตอนนั้นพวกเราวิ่งชนพวกมันพอดี ขนาดโดนรถไฟชนเข้าเต็มแรง ชุดมันยังไม่เสียหายอะไรเลย ยังไงจะลองเอาไปทดลองให้หน่อยมั้ยครับ? ”

    “ไม่เอากลับไปวิจัยในเมืองหลวงเรอะ? ”

    “ถึงจะดูทนทาน แต่มันไม่มีอาวุธอะไรเลย เอากลับไปคงไม่ได้ใช้ประโยชน์ ให้คุณทอมเอามาสวมแทนชุดเกราะตอนนี้น่าจะดีกว่านะครับ”

    “อย่างงั้นหรือ”

    ว่าแล้วทอมแห่งนาโต้จึงรับมันเอาไว้ด้วยความยินดี

    เขาคิดว่าจะลองเอาไปสวมดูในวันหลัง

    ชุดเกราะรุ่นต้นแบบของราชินีฟรีด้า ชุดเกราะที่ราชินีแฟตตั้งใจจะเอาไปให้สเลบสวมใส่ ได้ตกมาอยู่ในมือของฝ่ายมนุษย์แล้ว



    ส่วนความเคลื่อนไหวของเผ่าภูติในเวลานี้นั้น

    พวกเขาใช้ช่วงเวลาที่เอสเทอบุกมาผลิต [คริสตัลภูติระดับสูง] ที่ใช้ในการรบออกมาเป็นจำนวนมาก

    นอกไปจากนี้ยังเตรียมวัตถุกระตุ้นสำหรับการแปรธาตุต่าง ๆ ด้วยอวัยวะปีกของพวกเขาในการเสกสรรพลังโจมตีต่าง ๆ ออกไป

    เมืองหลวงที่ลอยอยู่กลางทะเลสาปเองก็มีการเพิ่มการป้องกันด้วยบาเรียเข้าไปอีกหลายต่อหลายชั้น

    ดูแล้วคงเน้นไปที่การป้องกันเป็นหลักเช่นเดิม



    เผ่ายักษาไม่ได้มีการเคลื่อนไหวอะไรเพิ่มเติมมากมายนัก

    จะมีก็เพียงแค่ว่ากองกำลังสองแสนนาย กับอสูรอีกสามแสนตัวที่เมืองหลวงกำลังเคลื่อนทัพหนีขึ้นไปทางเหนืออีก

    ราชาดูเรียนของพวกเขาคิดว่าถึงเวลาอันสมควรในการเคลื่อนย้ายเมืองหลวงแล้ว

    บรรดาเต็นท์ได้ถูกพับเก็บลง

    คริสตัลแห่งชีวิตได้ถูกผูกมัดเข้ากับอสูรปีก

    ขบวนทัพขนาดใหญ่ของเผ่ายักษาได้เคลื่อนหนีไปทิศเหนือด้วยสภาพเช่นนี้

    คนที่รู้ว่าจะมีการเคลื่อนย้ายเมืองหลวงนั้น มีเพียงแค่ขุนนางแอปเปิ้ลเท่านั้น

    ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะเขาไม่อยากให้ข้อมูลหลุดออกไปเข้าถึงหูของศัตรู

    ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจ แต่ขุนนางสมองกล้ามเหล่านั้นคงเก็บเป็นความลับไม่ได้หรอก



    ส่วนเผ่าปักษานั้น พวกเขากำลังจัดทัพใหญ่อยู่ที่บนภูเขาข้างหลังเมืองของมนุษย์

    พวกเขากำลังเตรียมอาวุธร้ายจำนวนมากเพื่อรอการโจมตีครั้งใหญ่

    เฝ้ารอกองทัพอีกสี่แสนที่จะมาเสริมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

    พวกปักษาเองก็เหมือนมนุษย์ ที่ไม่ยอมใช้อาวุธทั้งหมดออกไปให้เห็นในสงครามพันธมิตรครั้งนี้

    พืชที่มีความสามารถในการพรางตาได้ถูกนำมาใช้เป็นชุดรบ

    ธนูติดสารเคมีไวไฟชนิดใหม่พร้อมตัวหน่วงความร้อน ซึ่งทำให้สามารถทำให้เกิดเป็นทะเลเพลิงได้เหมือนระเบิดนาปาล์มของมนุษย์นั้น ได้ถูกเตรียมเป็นอาวุธไม้ตายในสงครามเผด็จศึกพวกมนุษย์

    และระเบิด TNT จำนวนมากที่พวกเขาเตรียมเอาไว้สำหรับทิ้งปูพรมเพื่อถล่มฐานที่มั่นหลักของพวกเขา

    กองทัพนักล่าแห่งเผ่าปักษาหน่วยหลักอีกสี่แสนนายต่างฝึกหนักทุกวันเพื่อสงครามในวันข้างหน้า

    แถมยังมีแผนการรับมืออาวุธร้ายของเผ่ามนุษย์ที่พวกเขาเฝ้ามองดูจากบนฟ้าทุกวันเตรียมเอาไว้ด้วย

    พวกเขาได้เห็นทุกสิ่งเหมือนอย่างที่สเลบเคยเห็นมา

    พวกเขารู้ถึงอำนาจและพลังทำลายล้างของฝ่ายมนุษย์แล้ว

    แต่ใช่ว่าจะรู้ไปทุกอย่าง

    ยังมีอีกหลายสิ่งที่พวกเขายังไม่เห็น อย่างปืนต่อต้านอากาศยานกับเครื่องบินรบที่กำลังผลิตอยู่ในโรงงานเป็นต้น



    และทั้งหมดนี้คือการเคลื่อนไหวโดยรวมของแต่ละเผ่าในวันที่ 43 ของเกมส์แห่งสงคราม



    วันที่ 44 ของเกมส์แห่งสงคราม ช่วงเวลาก่อนเที่ยงตรง

    กองทัพของมนุษย์ กองทัพของปักษา และกองทัพของภูติได้ยาตราทัพมาถึงเมืองหลวงของอาร์โธร์โพดาในช่วงเช้าของวัน

    กองทัพของบานาเองก็เดินทางมาถึงแล้วเช่นกัน

    กองกำลังของสี่เผ่าได้มาประจันอยู่ที่หน้าเมืองของชาวอาร์โธร์โพดา

    กองทัพสี่แสนของมนุษย์

    กองทัพสี่แสนของชาวปักษา

    กองทัพสี่แสนของชาวภูติ

    และกองทัพแปดแสนพร้อมกับอสูรอีกแปดหมื่นของเผ่ายักษา

    รวมทั้งหมดเป็นกองกำลังมากกว่าสองล้าน

    ในขณะที่กองทัพของอาร์โธร์โพดามีแค่หนึ่งล้านนายเท่านั้น

    แถมประชากรสี่แสนคนจากหนึ่งล้านนั้น ยังเป็นแค่ประชากรมดทาสที่ไม่ใช่ชนชั้นนักรบอีกด้วย

    กองทัพสี่เผ่าที่จับมือยาตราทัพมาครั้งนี้ มีมากล้นจนมิอาจนับไหวได้

    “... ไม่มีทางหนีแล้วสินะ”

    ราชินีแฟตจ้องมองไปที่กองทัพอันเกรียงไกรนั้นจากชั้นยอดสุดของปราสาท

    ราชินีทั้งห้าต่างมารวมตัวกันที่ห้องสูงสุดนี้

    มันคือห้องซึ่งสูงเหนือพื้นดินขึ้นมาถึงเจ็ดสิบเมตร

    บนปราสาทที่เป็นปลายแหลมแทงทะลุท้องฟ้าแห่งนี้ จะช่วยให้พวกเธอเห็นสภาพการรบโดยรอบเมืองได้

    “ถูกปิดล้อมเมืองอย่างสมบูรณ์แบบ...”

    ราชินีแฟตมองไปที่กองทัพซึ่งกำลังจัดรูปขบวนปิดล้อมเมืองทั้งสี่ทิศ

    ยักษาในทิศเหนือ

    มนุษย์ในทิศตะวันตก

    ปักษาในทิศใต้

    และภูติในทิศตะวันออก



    สงครามที่แท้จริงระหว่างกองกำลังพันธมิตรกับเผ่าอาร์โธร์ดาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน