ทะลุมิติมาหมอหญิงอย่างข้าจะยิ่งใหญ่ในใต้หล้าให้ดู [นิยายแปล]

    บทที่ 45 จูบ

    สตรีนางนั้นกล่าวจบก็จากไปทันที

    เมื่อเหตุวุ่นวายสงบลง ฮวาชิงเหยียนก็ได้ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวเสียที โชคดีที่ยังไม่เลยเวลามงคล

    ขบวนรับตัวเจ้าสาวในครั้งนี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่โอ่อ่า ยิ่งตอกย้ำความคิดของผู้คนว่าที่อ๋องเจ็ดทำเช่นนี้ ก็เพราะไม่ไยดีฮวาชิงเหยียน จนทำให้บรรดาผู้คนพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงชีวิตหลังแต่งงานที่เจ้าสาวอาจต้องนั่งเช็ดน้ำตาเดียวดายในจวน

    เซี่ยจู๋กับเสี่ยวเหมยหน้าแดงด้วยความโกรธ ส่วนฮวาชิงเหยียนที่นั่งอยู่ในเกี้ยวกลับสงบนิ่ง ราวกับไม่ใส่ใจอันใด

    หนึ่งชั่วยามต่อมาก็มาถึงจวนอ๋อง

    เมื่อเข้ามาในจวนอ๋อง ฮวาชิงเหยียนก็รับรู้ถึงความเพิกเฉยต่อการแต่งงานครั้งนี้ของอ๋องเจ็ดอีกครั้ง ไม่เพียงไม่มีการเตะเกี้ยวเพื่อรับตัวเจ้าสาว แม้แต่พิธีไหว้ฟ้าดินก็ยังถูกละเว้นไปเสียอย่างนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้ว่าการแต่งงานในยุคโบราณลวกๆ ได้ถึงเพียงนี้เลยหรือ

    แต่ฮวาชิงเหยียนกลับรู้สึกสบายใจยิ่งนัก

    “คุณหนู ท่านอ๋องทำกับท่านเช่นนี้เลยหรือเจ้าคะ!” พอเข้ามาในห้องหอ เซี่ยจู๋ที่ทนไม่ไหวก็ระบายความขุ่นข้องออกมา

    นางแทบจะจินตนาการได้เลยว่าทั่วทั้งเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้คงร่ำลือกันไปหมดว่าเจ้าสาวของอ๋องเจ็ดน่าขันเพียงใด ไม่มีทั้งขบวนรับเจ้าสาว ไม่มีพิธีไหว้ฟ้าดิน ซ้ำอ๋องเจ็ดยังร่างกายไม่แข็งแรง แม้แต่คืนเข้าหอก็ยังมิอาจอยู่ด้วยกันได้

    “ชะตาคุณหนูของพวกเราช่างน่าสงสารนัก ตอนคนอื่นเห็นสินสอดยังเศร้าใจถึงเพียงนั้น ใครจะคิดว่า...” เสี่ยวเหมยเอ่ยเสียงขุ่น เห็นชัดว่านางรู้สึกว่าคุณหนูของตนถูกหลอกเต็มๆ

    “พอแล้วๆ คุณหนูของพวกเจ้ายังอยากจะขอบคุณอ๋องเจ็ดเสียอีก ที่ช่วยลดพิธีรีตองให้มากขนาดนี้” ฮวาชิงเหยียนพูดพลางดึงผ้าคลุมหน้าลง จากนั้นสำรวจสิ่งของแปลกตาภายในห้องอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงหออย่างไม่ทุกข์ร้อน

    เซี่ยจู๋กับเสี่ยวเหมยแทบจะอ้าปากค้านตามสัญชาตญาณ เพราะตามธรรมเนียมเจ้าสาวมิอาจเปิดผ้าคลุมหน้าเองได้ ทว่าเมื่อคิดถึงความเฉยเมยของอ๋องเจ็ด ทั้งสองก็กลืนคำค้านลงคอ ไม่ได้เตือนอะไรอีก 

    ใครใช้ให้อ๋องเจ็ดไม่เห็นค่าคุณหนูของพวกนางกันเล่า

    ทั้งวันนั้นฮวาชิงเหยียนแสดงท่าทีสบายใจเสียจนสาวใช้ทั้งสองตะลึง โดยเฉพาะมื้อกลางวันกับมื้อเย็น นางจัดการกินทุกอย่างที่จัดไว้สำหรับพิธีดื่มเหล้ามงคลจนเกลี้ยง

    พอถึงเวลาอาหารเย็นก็เรียกสาวใช้ให้ไปแจ้งห้องครัวจัดสำรับมาใหม่

    เซี่ยจู๋กับเสี่ยวเหมยจึงรู้สึกว่า บางทีคุณหนูของพวกนาง...คงไม่ถูกใครในจวนนี้รังแกก็เป็นได้

    ยามดึกใกล้เข้ามา ทั้งสองเตรียมอยู่เฝ้าจนกว่าจะปรนนิบัติฮวาชิงเหยียนเข้านอน ทว่าขณะนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก

    เมื่อมองไปยังประตูห้อง ก็เห็นหญิงงามในชุดกระโปรงขาวสะอาดเข็นบุรุษในอาภรณ์แดงผู้หนึ่งเข้ามา 

    ชายที่นั่งอยู่บนรถเข็นสวมหน้ากากเงิน บดบังใบหน้าเสียจนมองเห็นไม่ถนัด ทว่าเพียงอีกฝ่ายเหลือบมองเซี่ยจู๋กับเสี่ยวเหมยผ่านๆ พวกนางก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น ทั้งยังกดดันจนไม่กล้าสบตา

    ทั้งสองคนก้มหน้าลงทันที ก่อนจะได้ยินเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยว่า “ออกไปให้หมด”

    “เจ้าค่ะอ๋องเจ็ด” แม้เสียงหวานของอวี่เตี๋ยจะอ่อนโยน แต่ก็แฝงไว้ด้วยความแข็งกระด้างอยู่ในที

    นางทอดสายตาไปยังฮวาชิงเหยียนที่นั่งอยู่บนเตียงหอ สายตานั้นทั้งขุ่นข้องทั้งเศร้าหมอง ราวกับกล่าวโทษอย่างเงียบงัน

    ขณะที่ฮวาชิงเหยียนเองก็จ้องตอบด้วยแววตานิ่งเฉย ปราศจากความหวั่นไหวใดๆ แม้ริมฝีปากจะยกยิ้ม แต่นั่นไม่ใช่รอยยิ้มที่อบอุ่น

    ส่วนเซี่ยจู๋กับเสี่ยวเหมยเพิ่งรู้ว่าชายบนรถเข็นผู้นั้นคืออ๋องเจ็ด แม้เขาจะนั่งอยู่บนรถเข็น แต่ก็ยังเปี่ยมไปด้วยราศีสูงส่ง แผ่บารมีจนน่าเกรงขาม หาได้ดูอ่อนแอหรือหม่นหมองเช่นบุรุษพิการทั่วไปไม่

    เมื่ออ๋องเจ็ดมาถึงแล้ว พวกนางย่อมไม่อาจอยู่ต่อได้ จึงสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะถอยกายออกจากห้องไปอย่างเงียบงัน

    นางยังไม่ลืมที่จะปิดประตูให้เรียบร้อยด้วยความรอบคอบ ไม่ว่าจะอย่างไร ตอนนี้คุณหนูของนางก็แต่งเข้าจวนนี้ และเป็นชายาเจ็ดโดยสมบูรณ์

    เมื่อประตูปิดลง ฮวาชิงเหยียนจึงเลิกคิ้วมองไปทางอ๋องเจ็ด เชิดคางเล็กน้อยพลางกล่าว “ท่านช่างมีรสนิยมประหลาดนัก ถึงกับแสร้งทำตัวเป็นคนพิการ”

    นางรู้ดีว่าเขายืนได้

    นางคิดว่าตนพูดเช่นนี้แล้ว อีกฝ่ายคงละอายใจจนไม่กล้าแสร้งทำอีกต่อไป ใครจะคิดว่าชายหนุ่มเพียงแค่มองนางอย่างเฉยเมย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงธรรมดาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “มาพยุงข้าไปที่เตียง”

    พยุง?

    ฮวาชิงเหยียนกลอกตาใส่เขาทันที

    “ตอนนี้ไม่มีคนนอก ท่านไม่จำเป็นต้องเสแสร้งแล้วกระมัง”

    ครั้งก่อนๆ ยังยืนต่อหน้านางได้อยู่แท้ๆ แต่กลับทำตัวเป็นคนพิการต่อหน้าผู้อื่น เช่นนี้ใครเล่าจะไม่จนปัญญา

    อ๋องเจ็ดนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ก่อนเขาจะลุกขึ้นเดินไปทางเตียง

    ฮวาชิงเหยียนที่แต่เดิมคิดจะพูดว่า ‘เห็นไหมละ’ พอเห็นเขาเดินเข้ามาก็กลับรู้สึกผิดแปลกไป

    ขาของเขาดูเหมือนจะก้าวเดินไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไร

    ทว่าเขาปิดบังได้แนบเนียนนัก ทำให้นางไม่ทันสังเกตว่าแท้จริงแล้วขาเขามีปัญหา ต้องอาศัยพลังภายในจึงจะยืนได้ และทรงตัวได้เพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น

    ขาของเขาเคยได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ยังดีที่มีคนแปลกหน้าช่วยชีวิตเอาไว้ ทว่าขากลับไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

    ขณะฮวาชิงเหยียนกำลังครุ่นคิดว่าขาของเขาผิดปกติตรงไหน รู้ตัวอีกทีใบหน้าของเขาก็อยู่ใกล้นางเสียจนปลายจมูกจะชนกับหน้ากากเงินแล้ว ยังไม่ทันตั้งตัวเขาก็เชยคางนางขึ้น

    “ท่านจะทำอะไร!” ฮวาชิงเหยียนตกใจจนสะดุ้ง เผลอเอนตัวถอยไปด้านหลัง

    “ทำอะไร? วันนี้เป็นวันแต่งงานของพวกเรา เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือว่าข้าจะทำอะไร” น้ำเสียงของเขาต่ำพร่าแฝงความเย้ายวน ทำให้ฮวาชิงเหยียนรู้สึกคันยุบยิบในใจคล้ายมีคนเอาเล็บข่วนเบาๆ

    โดยเฉพาะเมื่อสบกับดวงตาลึกดั่งดวงดาราในห้วงนภาคู่นั้น รู้สึกราวกับถูกดูดกลืนเข้าไปทั้งตัว

    นางรู้สึกว่าตนเองเผลอเบือนหน้าหลบตาอย่างลนลาน หลบไปหลบมา ดวงตากลับไปหยุดอยู่ที่หน้ากากเงินอีกครั้ง

    จะว่าไปแล้วนางยังไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขาเลย

    หรือว่า...หน้าตาเขาน่าเกลียดมาก?

    ไม่ว่าจะหน้าตาเป็นเช่นไร อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าหน้าตาเขาเป็นอย่างไร

    อ๋องเจ็ดโน้มหน้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ท่าทางเหมือนจะจูบนาง 

    ฮวาชิงเหยียนตกใจจนเผลอยื่นมือออกไปถอดหน้ากากเงินนั่นออกอย่างไม่รู้ตัว

    เขาไม่ทันคาดคิดว่านางจะลงมือจึงไม่ได้หลบ หน้ากากจึงร่วงหล่นลงทันที

    ทันทีที่เห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน ฮวาชิงเหยียนก็ยืนนิ่งราวกับต้องมนตร์ จนอดคิดถึงประโยคนี้ไม่ได้ 

    ‘ดวงตาเปล่งประกายเย็นเฉียบดุจดวงดาวในฤดูหนาว คิ้วเรียวยาวเข้มประหนึ่งแต้มหมึก’

    องค์ประกอบบนใบหน้าของเขาล้วนโดดเด่นสง่างาม ใบหน้าราวกับสลักจากมีดคมเฉียบ ทั้งเย็นชาและทรงเสน่ห์ ริมฝีปากบางได้รูปเม้มเข้าหากัน ดวงตาล้ำลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้งนั้นจ้องมองมายังฮวาชิงเหยียนไม่กะพริบ

    นับเป็นบุรุษรูปงามที่หาตัวจับได้ยากคนหนึ่ง

    ข้าแต่งงานแบบลวกๆ แต่กลับได้สามีที่หล่อราวเทพบุตรเช่นนี้เชียวหรือ!

    ฮวาชิงเหยียนยังคงสบตากับเขาอย่างเคลิบเคลิ้ม มองผิวเนียนเรียบไร้ที่ติของเขาด้วยแววตาวาววับแฝงความอิจฉาเล็กน้อย

    แต่ในขณะนั้นเอง เสียงทุ้มเปี่ยมเสน่ห์ก็ดังขึ้น “ฮูหยิน...พอใจหรือไม่”

    ฮวาชิงเหยียนได้สติกลับมาทันที แววตาฉายแววประหลาดใจแวบหนึ่ง นางกระแอมเบาๆ อย่างกระดากอายก่อนกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ฮูหยินอะไรกัน ยังไม่คำนับฟ้าดิน ทั้งยังไม่เข้าหอ ท่านอย่าพูดส่งเดช”

    นางไม่คาดคิดจริงๆ ว่าอ๋องเจ็ดจะงดงามถึงเพียงนี้

    เมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนั้น อ๋องเจ็ดไม่โกรธเลยสักนิด ซ้ำแววตายังแฝงแววล้อเลียน “ฮูหยินพูดเช่นนี้...หมายถึงอยากเข้าหอกับข้าเร็วๆ ใช่หรือไม่”

    “แค่กๆๆๆ! ใครบอกท่านกัน!” ฮวาชิงเหยียนสำลักจนไอไม่หยุด นางถลึงตาใส่อ๋องเจ็ดอย่างแรง แต่พอเห็นใบหน้าหล่อเหลาราวภาพวาดนั้นก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้านในทันที

    จะทำอย่างไรได้ เพราะชาติก่อนนางก็หลงใหลใบหน้าหล่อเหลาเป็นชีวิตจิตใจเช่นกัน...

    นางไม่กล้ามองเขานานนัก กลัวว่าจะเผลอลืมจุดประสงค์หลักไปเสียก่อน

    ฮวาชิงเหยียนจึงชูมือที่สวมแหวนหยกขึ้น พลางเอ่ยตรงๆ ว่า “ท่านอ๋อง ในเมื่อแต่งก็แต่งแล้ว เช่นนั้นท่านควรทำตามสัญญา ช่วยข้าเปิดแหวนหยกวงนี้ได้แล้วกระมัง”

    “ท่านอ๋องหรือ ฮูหยิน เราสองคนแต่งงานกันแล้ว เจ้าควรเรียกข้าว่า...สามีถึงจะถูก” อ๋องเจ็ดขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูคล้ายไม่พอใจกับคำเรียกของนาง

    ฮวาชิงเหยียนเบะปากน้อยๆ พลางคิดในใจ

    ล้อเล่นหรืออย่างไร ทั้งที่ไม่คิดจะจริงจังกับการแต่งงานครั้งนี้ กลับมาคอยล้อข้าเล่นอยู่เรื่อย เห็นว่าข้าเป็นคนล้อเล่นได้ง่ายหรืออย่างไร

    นางกลอกตาก่อนกล่าวเสียงเรียบ “ขอท่านอ๋องโปรดรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับข้า เปิดแหวนหยกให้ข้าด้วยเถิดเจ้าค่ะ”

    อ๋องเจ็ดไม่พอใจที่นางยังคงเรียกตนแบบห่างเหิน ทว่าเมื่อเห็นท่าทีไม่แยแสของฮวาชิงเหยียน เขาก็ไม่เซ้าซี้ เพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงคล้ายหยอกล้อว่า “เจ้าแน่ใจนะว่าจะให้ข้า...เปิดตอนนี้?”

    “เจ้าค่ะ รบกวนท่านอ๋องแล้ว” ฮวาชิงเหยียนเอ่ยพลางเผยท่าทีเร่งร้อนเล็กน้อย

    แววตาอ๋องเจ็ดล้ำลึกคล้ายแฝงความนัย จ้องมองนางครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกเดินไปที่ชั้นวางแล้วหยิบแหวนหยกวงหนึ่งออกมา

    แหวนวงนั้นดูคล้ายกับวงที่ฮวาชิงเหยียนใส่อยู่ราวกับถอดแบบกันมา ต่างกันเพียงขนาดเท่านั้น มองผ่านๆ คงแยกไม่ออก แต่หากพินิจดีๆ ก็จะเห็นลวดลายของแหวนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

    อ๋องเจ็ดสวมแหวนวงนั้นลงบนนิ้วนางข้างซ้าย จากนั้นเดินกลับมานั่งลงข้างฮวาชิงเหยียนที่นั่งอยู่บนเตียง

    ฮวาชิงเหยียนรีบขยับตัวให้ห่างจากอ๋องเจ็ด ทว่ากลับได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเขาเอ่ยอย่างเย็นชา “ถอดแหวนหยกที่อยู่บนนิ้วนางข้างขวาของเจ้าออกมา”

    ฮวาชิงเหยียนได้ยินดังนั้นก็ตาวาว นางรีบถอดแหวนออกอย่างรวดเร็ว พออ๋องเจ็ดยื่นมือมารับแหวน เขาก็ช้อนมือขวาของนางขึ้นอย่างแผ่วเบา ก่อนจะสวมแหวนวงนั้นบนนิ้วนางข้างขวาให้นางใหม่

    หา อะไรกัน

    ฮวาชิงเหยียนมองการกระทำของอ๋องเจ็ดที่ราวกับประกอบพิธีอะไรบางอย่าง ช่างละม้ายคล้ายกับพิธีแลกแหวนแต่งงานในศตวรรษที่ยี่สิบสามไม่ผิดเพี้ยน ราวกับตนเป็นหญิงสาวผู้เป็นที่รักของเขาจริงๆ

    เสียงทุ้มพร่าดังขึ้นข้างหู “วิธีเปิดแหวนหยก...เจ้าของแหวนทั้งสองวงนี้ต้องสวมแหวนไว้...และต้องจูบกัน ถึงจะเปิดแหวนได้”

    ฮวาชิงเหยียนยังไม่ทันเข้าใจสิ่งที่เขาหมายถึงดี อ๋องเจ็ดก็กุมมือขวานางไว้แน่น ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหานางช้าๆ จากนั้นแนบริมฝีปากลงมาบนเรียวปากของนางอย่างแผ่วเบา

    ด้วยนางยังไม่ทันตั้งตัวจึงปากอ้าค้าง ดวงตาเบิกโพลงอย่างตะลึงงัน สมองว่างเปล่าราวกับถูกแช่แข็ง ทุกสิ่งรอบตัวเงียบงัน แม้แต่หัวใจก็เหมือนหยุดเต้น

    กระทั่งเขาผละริมฝีปากออกไป ฮวาชิงเหยียนก็ยังไม่ได้สติดี

    เมื่อครู่นี้...เกิดอะไรขึ้น!

    เขา...จูบข้าหรือ!

    นี่ข้า...เสียจูบแรกไปแล้วอย่างนั้นหรือ!

    “ลองดูสิว่าเปิดแหวนได้หรือยัง” เสียงของอ๋องเจ็ดดังขึ้นแผ่วเบา ใบหน้าคมคายขึ้นสีแดงระเรื่อ

    เมื่อได้ยินเสียงของเขา ฮวาชิงเหยียนถึงได้สติกลับคืนมาอย่างแท้จริง ทั้งยังรู้สึกว่าตนควรตบหน้าเขาสักฉาด แต่แล้ว...ใบหน้ากลับร้อนวูบขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม ที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ นางดันทำตามที่เขาบอกโดยไม่ทันคิดด้วยซ้ำ 

    ฮวาชิงเหยียนรวบรวมสมาธิ ก่อนจะพบว่ามิติเก็บของในทะเลจิตสำนึกของนางเปิดได้จริงๆ!

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาหมอหญิงอย่างข้าจะยิ่งใหญ่ในใต้หล้าให้ดู [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน