คุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 79 :สองสาวมาเยี่ยมบ้าน

    ตอนที่ 79:สองสาวมาเยี่ยมบ้าน

     

            “เรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายจริง ๆแล้วในทีมของเราก็ไม่มีคนคนนี้ด้วย”

     

            ใบหน้าของหวงเคอซินมีเหงื่อเย็นผุดซึมออกมาเขาขยิบตาให้เฉียวเฉี่ยวพลางเอ่ยขึ้น

     

            “เพื่อน ๆ ทุกคนวางใจได้เราจะต้องสืบหาให้ได้ว่าเขาเข้ามาในทีมงานของเราได้ยังไงหลังจากนั้นเราจะชี้แจงเหตุการณ์ทั้งหมดลงบนเวยป๋ออย่างเป็นทางการทุกท่านโปรดเชื่อใจได้”

     

            “เอาล่ะ ผู้ชมทุกท่านเมื่อสักครู่ก็เป็นแค่ฉากคั่นเวลาเท่านั้น”

     

            ไม่ว่ายังไงหวงเคอซินก็เป็นผู้กำกับของฮัวเซียนิววอยซ์เรื่องหน้าตายังจำเป็นต้องรักษาไว้ เฉียวเฉี่ยวที่มีไหวพริบจึงรีบรับช่วงต่อและเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็ว “พวกคุณไม่อยากรู้หรือว่าคุณหลิวจือเซียเก่งทักษะการต่อสู้จริงไหม? ”

     

            “ใช่จากนี้เราค่อยไปทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ในครั้งนี้บนเพจนิววอยซ์ก็ได้”

     

            “ตอนนี้สิ่งที่เราจะถามก็คือการเคลื่อนไหวที่จือเซียใช้เมื่อกี้นี้ใช่มวยไทเก็กหรือไม่”

     

            “จริงด้วย ต่อไปคงไม่มีโอกาสได้เห็นแบบนี้อีกแล้ว”

     

            เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆการเจาะเข้าประเด็นของเฉียวเฉี่ยวนั้นแม่นยำมากสามารถดึงดูดความสนใจของทุกคนในสตูดิโอแห่งนี้ให้เปลี่ยนทิศทางได้อย่างรวดเร็ว

     

            “คุณหลิวจือเซียจะถือสาไหมถ้าจะบอกกับพวกเราหน่อยว่าท่าที่คุณใช้เมื่อสักครู่นั้นมันคืออะไร ? ”เฉียวเฉี่ยวตบไหล่ปลอบใจเฉียวเคอซินที่ยังหวาดผวาจากนั้นก็หันหน้าไปถามความคิดเห็นของหลิวจือเซีย

     

            หลิวจือเซียยกมือขึ้นมาอย่างจนปัญญา แล้วพูดว่า“ท่าที่ผมใช้เมื่อกี้นี้คือ หมี ในกระบวนท่าหมีของอู่ฉินซี่ ! ”

     

            อู่ฉินซี่ จะประกอบไปด้วยเสือ กวาง หมี ลิง และนกการเคลื่อนไหวเลียนแบบสัตว์ทั้ง 5 กระบวนท่าเป็นวิธีการปรับสมดุลลมปราณเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงวิธีการหนึ่ง

     

            “อู่ฉินซี่ ? ”หยูเฉิงหมิงที่นั่งประจำที่ของเมนเทรอ์ได้ขมวดคิ้วเล็กน้อย“ฉันเคยได้ยินอู่ฉินซี่มาก่อนแต่อู่ฉินซี่นี้เป็นวิธีการรักษาและฝึกฝนให้ร่างกายแข็งแรงไม่ใช่หรือ ? ”

     

            “สิ่งสำคัญที่สุดก็คือร่างกายแข็งแรงแต่อู่ฉินซี่ของผมนั้นแตกต่างกันเล็กน้อย มันคือมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ”หลิวจือเซียพยักหน้า แล้วพูดเสริมหนึ่งประโยค“หลังจากที่กระดูกแข็งแกร่งได้ที่แล้ว ก็ไม่ต้องฝึกอีก”

     

            “แบบนี้นี่เอง มิน่าละถึงได้เก่งขนาดนี้ ! ” เฉียวเฉี่ยวเข้าใจทันใด“ไม่รู้ว่าครอบครัวของจือเซียนั้น...”

     

            “ขอโทษด้วยครับ นี่คือเรื่องส่วนตัวของผม ไม่สะดวกเปิดเผย ! ”หลิวจือเซียส่ายหน้า

     

            “งั้นเราไม่ถามแล้วก็ได้” เฉียวเฉี่ยวพยักหน้า“เมื่อกี้เคอซินคงจะตกใจมากแน่ ๆ ขอเสียงผู้ชมทุกท่านส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจเคอซินหน่อยได้ไหม? ”

     

            “แปะ แปะ แปะ ! ”

     

            “เคอซิน เธอทำดีที่สุดแล้ว เราจะสนับสนุนเธอตลอดไป ! ”

     

            “เคอซิน ต้องเข้มแข็งนะ ไอ้ชั่วนั่นถูกจับตัวไปแล้วเธอปลอดภัยแล้วล่ะ ! ”

     

            บรรดาผู้ชมมักจะเห็นอกเห็นใจผู้อ่อนแอเสมอยิ่งไปกว่านั้นเฉียวเคอซินเองก็เพิ่งประสบกับเหตุการณ์เลวร้ายเมื่อสักครู่ย่อมกลายเป็นผู้ถูกกระทำอย่างสมบูรณ์บรรดาผู้ชมไม่อยากให้หญิงสาวที่คอยเยียวยาผู้อื่นด้วยเสียงเพลงคนนี้ได้รับผลกระทบจากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่

     

            “ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะ ! ”เฉียวเคอซินเพิ่งได้สติกลับมาจากความหวาดกลัว ก็ซาบซึ้งกับกำลังใจของผู้ชมทุกคน

     

            “เยี่ยม ให้เคอซินไปพักหลังเวทีชั่วคราวเถอะ ! ”เฉียวเฉี่ยวพูดขึ้น “รายการยังคงดำเนินต่อไป เฉียวเคอซินเข้าสู่รอบตัดสินสะพานอันทรงเกียรติจงเลื่อนลงไป ! ”

     

            ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงเชียร์ของผู้ชมเฉียวเคอซินได้โบกมือไปยังบรรดาผู้ชม จากนั้นพื้นเวทีก็ค่อย ๆ เลื่อนลงไป

     

            “ณ ช่วงเวลานี้เรามาร่วมแสดงความยินดีกับเด็กฝึกหลิวจือเซียกันหน่อยดีกว่า ที่เข้ารอบได้สำเร็จ !” เฉียวเฉี่ยวประกาศเสียงดังเลือนลั่น “เมนเทอร์เฉินอี้เจี๋ยคุณไม่อยากกอดเด็กฝึกของคุณสักหน่อยหรือ ? ”

     

            เฉินอี้เจี๋ยเดินลงจากที่นั่งของเมนเทอร์จากนั้นก็เข้ามากอดหลิวจือเซียที่ยืนอยู่บนเวที

     

            “ผู้ชนะในกลุ่ม PK กลุ่มแรกคือหลิวจือเซียขอเสียงปรบมือด้วยครับ ! ”เฉียวเฉี่ยวยื่นมือออกไปยังจอมอนิเตอร์ที่อยู่ด้านหลังเวที

     

            “เชิญขึ้นไปบนสะพานอันทรงเกียรติ ณ บัดนี้ ! ”

     

            หลังจากที่เสียงของเฉียวเฉี่ยวสิ้นสุดลงสะพานอันทรงเกียรติทางซ้ายก็ค่อย ๆ เลื่อนลงมา หลิวจือเซียจึงย่างเท้าก้าวเข้าไป

     

            ……………………….

     

            หลังจากออกมาจากสะพานอันทรงเกียรติแล้วก็จะมีทีมงานของรายการมาพาหลิวจือเซียเข้าไปในห้องพักผ่อนห้องหนึ่ง

     

            ทันทีที่เข้าไป หลางเวิ่นซิงก็รุดหน้าเข้ามาต้อนรับหลังจากมองพิจารณาหลิวจือเซียแล้ว ก็พูดขึ้น “เมื่อกี้ฉันละตกอกตกใจหมดเลย จือเซียถ้านายเป็นอะไรไป ฉันจะบอกเยว่เยว่ยังไง ? ”

     

            หลิวจือเซียขนลุกซู่กับสายตาของหลางเวิ่นซิง กระทั่งรีบถอยห่างจากเขาแล้วพูดว่า “พอแล้ว ๆ พี่อย่ากังวลไปเลย ? หยุดพูดถึงหลี่ตงเถอะต่อให้มาอีกสักสามสี่ครั้ง ผมก็ไม่เป็นไรหรอก”

     

            “หึ นายก็พูดซะ ! ” หลางเวิ่นซิงตื่นเต้นเป็นอย่างมาก  “เมื่อกี้ตอนอยู่บนเวทีนายไม่ได้หลอกลวงคนดูใช่ไหม ? ไอ้ท่าทางเมื่อกี้คืออู่ฉินซี่จริง ๆ ใช่ไหม ? ”

     

            “ผมจะหลอกพี่ทำไมกัน ? ” หลิวจือเซียกลอกตาไปมา“ในบรรดากระบวนท่าของอู่ฉินชี่ ท่าหมีนี่แหละที่ผมฝึกฝนได้ดีที่สุด ถ้าเป็นเสือคงสร้างความกลัวให้เขาไปแล้ว”

     

            “จริง ๆ หรือ ? ” หลางเวิ่นซิงดวงตาลุกวาวจากนั้นก็พูดอย่างคาดหวัง “นายว่าฉันฝึกได้ไหม ? ”

     

            “ไม่ได้ ! ” หลิวจือเซียส่ายหน้า

     

            “ไอหยา งั้นก็ช่างเถอะ ! ” หลางเวิ่นซิงขุ่นเคืองเล็กน้อย“เมื่อกี้หวงเคอซินก็มาแล้ว หลังจากจบการบันทึกเทปแล้วเขาอยากจะชวนนายไปกินของว่างเพื่อเป็นการขอโทษ นายจะไปไหม ? ”

     

            “ไม่ไป ผมต้องกลับ ! ” หลิวจือเซียปฏิเสธโดยไม่ลังเล “ตั๋วเครื่องบินล่ะ? ”

     

            “ฉันนึกว่านายจะยังไม่กลับซะอีก”

     

            หลางเวิ่นซิงส่ายหน้า เมื่อเห็นหลิวจือเซียกำลังจะโกรธเขาจึงรีบอธิบายทันทีว่า “นายอย่างเพิ่งใจร้อน ! เราหาซื้อตั๋วไฟลต์รอบดึกไม่ได้ไฟลต์ที่เหลือ เร็วสุดก็คือตี 5 ของพรุ่งนี้เช้า แทนที่จะเป็นแบบนี้ สู้นายไปรอกลับพรุ่งนี้ดีกว่าแบบนี้ยังเดินเล่นในอวี้หางได้ด้วย”

     

            เมื่อพูดถึงตรงนี้ เหตุผลนี้ก็ดูเหมือนจะไม่เพียงพอหลางเวิ่นซิงจึงได้พูดต่อ “ทั้งยังได้ซื้อของเล่นให้เยว่เยว่ด้วยนะฉันรู้ว่าอวี้หางมีร้านขายของเล่นเด็กโดยเฉพาะหลายร้านเลย...”

     

            หลิวจือเซียขมวดคิ้วครุ่นคิด แล้วพูดว่า “ไฟลต์เที่ยงพรุ่งนี้ช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว ! ”

     

            ในที่สุดก็เกลี้ยกล่อมเด็กคนนี้ได้สำเร็จหลางเวิ่นซิงจึงถอนหายใจออกมาแล้วพูดว่า “เยี่ยม ! ”

     

            เมื่อนึกถึงหลางเวิ่นซิงในมาดผู้โด่งดังในวงการบันเทิงเมื่อไหร่กันนะที่ต้องมาใช้ชีวิตน่าเวทนาแบบนี้ ?กระทั่งเห็นสีหน้าลูกน้องของตัวเอง ยิ่งกว่าน่าเวทนาเสียอีก !

     

            ……………….……

     

            ในตอนที่หลิวจือเซียกำลังเป็นกังวลที่จองตั๋วกลับในคืนนี้ไม่ได้ในบ้านของหลิวจือเซียในชุมชนซานสุ่ยที่ไกลออกไปได้มีแขกสองคนมาเยี่ยมเยือน

     

            “ก๊อก ก๊อก ! ”

     

            เมื่อหลี่เมิ้งอีที่กำลังเตรียมอาหารอยู่ในครัวได้ยินเสียงเคาะประตูก็รีบวิ่งออกมาทันที “พวกพี่มาแล้ว”

     

            คนที่ปรากฏตัวอยู่หน้าประตูคือผู้จัดการเฉิงซือฉีและเหอจิงจิงผู้ช่วยของหลี่เมิ้งอี

     

            “เธอดูสิ ฉันบอกไม่ต้องเคาะประตูไม่ใช่หรือ ! ”

     

            เฉิงซือฉีถือกระเป๋าทั้งใบเล็กและใบใหญ่กระทั่งเบียดเข้าไปในรอยแง้มของประตู “ฉันว่าแล้ว นี่บ้านของพวกเธอสองคนหรือ ?เพิ่งจะเรียนจบได้ไม่นาน ซื้อห้องที่ใหญ่โตขนาดนี้ รวยไม่เบาเชียวนะ ! ”

     

            “เหอะ บ้านของฉันที่ไหนกันเล่า ! ” หลี่เมิ้งอีหน้าแดงก่ำ“เขาบอกว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ผู้อำนวยการโอนให้เขาในราคา 5 ล้านกว่าและยังให้รถเขาอีกคันหนึ่งด้วยนะ จอดอยู่ในโรงรถใต้ดิน”

     

            “มา ช่วยฉันยกของหน่อย!”เหอจิงจิงเดินตามหลี่เมิ้งอีเข้าไปในบ้าน “แต่… น้ำเสียงของเธอก็ขิงใช้เล่นนะ‘จ่ายไป 5 ล้านกว่า’ ผู้ช่วยผู้น่าสงสารอย่างฉัน ทำงานมาหลายปี เพิ่งจะเก็บได้ 4ล้านกว่าเอง”

     

            “พี่จิง อย่าล้อฉันสิ ! ”หลี่เมิ้งอีรับของจากในมือของเหอจิงจิง“บริษัทจิวเวอรี่ของพ่อพี่ก็ใหญ่โตซะขนาดนั้น จะสนใจทำไมกับเศษเงินแค่นี้ ? ”

     

            พ่อของเหอจิงจิงเป็นประธานกรรมการของ ‘บริษัทจิวเวอรี่ปี้รุ่ย’แล้วกิจการหลักของ‘บริษัทจิวเวอรี่ปี้รุ่ย’ก็คือขายจำพวกมรกตและหยกไม่เพียงแค่ผลกำไร 800-1,000 ล้านเท่านั้น 3,500 ล้านก็มีมาแล้ว

     

            “เขาก็คือเขา ฉันก็คือฉัน ! ” เหอจิงจิงกลอกตาไปมา “เยว่เยว่ล่ะ? เรียกเยว่เยว่ออกมาสิ ฉันไม่เจอเธอนานมาก คิดถึงจะแย่แล้ว”

     

            “ใครเรียกหนูหรือคะ ? ” ในตอนนี้เองเยว่เยว่ที่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจากข้างนอกก็รีบวิ่งมายังระเบียงทางเดินทันทีในตอนที่เธอเจอกับเฉิงซือฉีและเหอจิงจิงนั้น เธอก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจทันที

     

            “แม่ซือฉี คุณป้าจิงจิง ! ”

     

            เสี่ยวเยว่เยว่ขานเรียกอย่างดีอกดีใจ จากนั้นก็สาวเท้าเล็ก ๆเข้าไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมีระยะเพียง 1-2 เมตร เธอก็พุ่งเข้าหาเฉิงซือฉีเป็นคนแรก

     

            เพราะเฉินซือฉีไม่มีลูกสาวดังนั้นจึงรักเยว่เยว่ราวกับเป็นลูกสาวของตัวเอง

     

            “เยว่เยว่ ไม่เจอกันตั้งเดือนกว่า คิดถึงแม่ซือฉีไหม ? ”เฉิงซือฉีโน้มตัวลง แล้วอุ้มเยว่เยว่ขึ้นมา และหอมแก้มน้อย ๆของเด็กหญิงอย่างรักใคร่ พร้อมกับเอ่ยถาม

     

            “อื้อ เยว่เยว่คิดถึงคุณแม่ซือฉีที่สุดเลย ! ”เยว่เยว่เองก็หอมแก้มเฉิงซือฉีเช่นกัน จากนั้นก็เอียงคอพูดขึ้น “คุณป้าจิงจิง คุณป้าคิดถึงเยว่เยว่ไหมคะ? ”

     

            เหอจิงจิงที่อยู่ข้างกายรีบเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอดทันที“ไม่คิดถึง ไม่คิดเลยสักนิด ! ”

     

            “อ่า ? ” เสียงของเยว่เยว่ดังขึ้นอย่างน้อยใจ “ตอนแรกเยว่เยว่อยากจะเอาอัลบั้มรูปภาพที่ซ่อนไว้ออกมาให้คุณป้าจิงจิงดู !ในเมื่อคุณป้าไม่คิดถึงเยว่เยว่ งั้นหนูเอาให้คุณแม่ซือฉีดูคนเดียวก็ได้”

     

            “อัลบั้มรูปภาพ ? อัลบั้มรูปภาพอะไร ? ”เหอจิงจิงได้สติกลับมา“เยว่เยว่ ป้าคิดถึงหนูมากเลย ป้าคิดถึงหนูทุกวันเลยนะ ! ”

     

            เพื่อจะได้ชื่นชมอัลบั้มรูปภาพที่เยว่เยว่ซ่อนไว้เหอจิงจิงจึงได้พูดอย่างประนีประนอมและไร้ยางอาย

     

            “คิกคิก คุณป้าจิงจิง เยว่เยว่ล้อคุณป้าเล่นค่ะ ! ”เด็กสาวกลั้วหัวเราะ จากนั้นก็กระโดดลงจากอ้อมกอดของเฉินซือฉี และวิ่ง ‘ตึก ตึกตึก’ กลับไปยังห้องของตัวเอง

     

            เหอจิงจิงเหมือนเด็ก ๆ วิ่งไล่ตามเยว่เยว่ไป

     

            “จือเซียของเธอมีรสนิยมจริง ๆ ! ”

     

            เฉินซือฉีไม่สนใจเยว่เยว่และเหอจิงจิงอีก เธอเดินสำรวจแต่ละห้อง“ห้องนอนที่มีหน้าต่างรับลม ห้องนี้ถ้าขายในท้องตลาด คาดว่าต้องประมาณ 1.2-1.3ล้านแน่นอน เพื่อจะได้เกาะแข้งเกาะขาหลิวจือเซียคุณหลางยอมเข้าเนื้อตัวเองขนาดนี้เลยหรือเนี่ย ! ”

     

            “คนที่ขาดทุนคือเขา เกี่ยวอะไรกับฉันไม่ทราบ ? ”หลี่เมิ้งอีกำลังยกอาหารเข้ามาในห้องอาหาร แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก “อีกอย่างหลิวจือเซียก็ไม่แคร์เงินแค่นี้ พี่รู้ไหม ? แค่เดือนที่แล้วหลิวจือเซียได้รับส่วนแบ่งจากยอดขายของเพนกวินมิวสิคตั้ง 6 ล้านแหนะ”

     

            “หลิวจือเซียปล้นเงินมาหรือเปล่าเนี่ย ! ” เฉิงซือฉีเบิกตากว้าง“แม้แต่นักร้องแถวหน้าก็ยังหาเงินได้ไม่เท่าเขาเลยนะ ? ”

     

            “เขามีความเชื่อมั่นต่อเพลงของตัวเองมาก ! ” หลี่เมิ้งอีพูดขึ้น“จริงสิ เขายังแต่งเพลงประกอบให้กับซีรีย์ของเราด้วย พี่ซือฉี พี่เคยดูแลนักร้องแนวหน้ามาตั้งหลายคนน่าจะฟังข้อดีและข้อเสียของเพลงออกนะ ? ”

     

            “ซีรีย์ ? ” เฉิงซือฉีอึ้งงันไป “เรื่องไหน ? ”

     

            “สามชาติสามภพ ป่าท้อสิบหลี่ ! ” หลี่เมิ้งอีตอบกลับ

     

            “หืม ? ” เฉิงซือฉีขมวดคิ้ว“ซีรีย์เรื่องนี้มีเพลงแล้วไม่ใช่หรือ ? จะแต่งใหม่อีกทำไม ? ”

     

            “ฉัน… ฉันร้องเพลงนั้นไม่ได้ ! ” หลี่เมิ้งอีหน้าแดงก่ำ“เมื่อคืนวันเกิดเยว่เยว่ หลังจากฉันกล่อมเยว่เยว่จนหลับแล้วฉันกับหลิวจือเซียก็คุยกันสักพักใครจะไปรู้ล่ะว่าเช้าอีกวันเขาจะเขียนเพลงให้ฉันหนึ่งเพลงแล้วแถมยังอัดเป็นเดโม่ไว้อีกด้วย”

     

            ในเดโม่นี้ ความจริงแล้วมันคือเพลงตัวอย่าง และพูดได้ว่าคนแต่งเพลงจะต้องนำความคิดของตัวเองบันทึกไว้ในเทปหรือไม่ก็ซีดีเพื่อเสนอตัวอย่างเพลงต่อค่ายเพลง โปรดิวเซอร์และนักร้องคนอื่น

     

            จะพูดว่าเป็นไกด์ไลน์เพลง ก็ถือว่าไม่ผิด

     

    คล้ายกับเรื่องคุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน