กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 59 หรือว่าท่านหลงเสน่ห์ข้า ?

         มิลอสจ้องมองไปยังแผ่นหลังของลูเซียสที่พึ่งเดินจากไปด้วยความสับสนเล็กน้อย เขาลอบสังเกตเห็นสายตาของลูเซียสที่จ้องมองเมเบลและเฮเลน่าด้วยแววที่เต็มไปด้วยความเสน่หา  เขาเองก็พอจะรู้จักชื่อเสียงเรื่องความเจ้าชู้ของลูเซียสมาบ้าง  เดิมทีเขาคิดว่าการที่มีเมเบลและเฮเลอยู่ที่นี่ด้วยน่าจะช่วยรั้งลูเซียสเอาไว้ได้บ้างแต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่ได้เป็นไปตามที่เขาคาดคิด  ลูเซียสไม่ได้มีท่าทีจะหยุดอยู่ที่นี่หรือแม้แต่จะหยุดคิดตัดสินใจเลยแม้แต่น้อย ยามที่เดินจากไปเขาไม่ได้จ้องมองมาทางหญิงสาวทั้งสองด้วยซ้ำไป ลูเซียสเพียงจ้องมองมายังแอเรียสอย่างมีเลศนัยเท่านั้น 

     

        เมื่ออามันโด้และลูเซียสได้จากไปแล้วตอนนี้สายตาของมิลอสจ้องมองมายังแอเรียสอย่างคาดหวัง  ภายในกลุ่มคนทั้งหมดที่เข้ามาในดินแดนภูตสวรรค์แอเรียสเป็นคนที่มิลอสคาดหวังว่าจะให้มาเป็นที่พึ่งพามากที่สุด แต่เขาก็ไม่สามารถคาดเดาสิ่งใดได้จากดวงตาของแอเรียสเลยแม้แต่น้อย  แอเรียสดูเป็นเด็กหนุ่มที่ลึกลับและยากจะคาดเดา  แม้แต่ในเวลานี้เขาก็ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเด็กหนุ่มที่กำลังยิ้มเล็กๆอยู่คนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

     

         “ แอเรียสเจ้าสนใจจะรวมกลุ่มกับพวกข้าหรือเปล่า? ข้าว่าการไปด้วยกันยังไงมันก็ดีกว่าเป็นไหนๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยหรือเรื่องอื่นๆ เจ้าคิดดูสิหากเจ้าเจอกับสัตว์อสูรระดับปีศาจหรือระดับขุนพลขึ้นมาเจ้าจะทำยังไง อย่างน้อยมีพวกข้าอยู่ด้วยก็คงจะช่วยเจ้าได้บ้าง “

     

         มิลอสรีบชิงพูดขึ้นก่อนที่แอเรียสจะตัดสินใจเดินจากไปเหมือนกันกับอามันโด้และลูเซียส เขาพยามยกเรื่องของอันตรายจากสัตว์อสูรขึ้นมาเพื่อโน้มน้าวให้แอเรียสรวมกลุ่มเดินทางร่วมกับเขา

     

        “ ไหนล่ะพวกของเจ้า? ข้าเห็นมีแต่เจ้าคนเดียวที่คุยเรื่องรวมกลุ่มเดินทาง  แล้วถ้าหากว่าเจอสัตว์อสูรระดับปีศาจหรือระดับขุนพลจริงคนแบบเจ้าน่ะรึที่จะช่วยข้าได้  ไม่สิ..ถ้าหากเจ้าจะอาสาเป็นอาหารขบเคี้ยวให้พวกมันค่าเวลาก็คงพอจะช่วยได้อยู่ล่ะนะ“

     

         แอเรียสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ปนด้วยเสียงหัวเราะเล็กๆ  เขารู้ดีว่ามิลอสตั้งใจจะยกเรื่องราวของสัตว์อสูรมาขู่ให้เขาเกิดความกลัวจนตัดสินใจรวมกลุ่มไปด้วยกันเพื่อที่จะได้ปลอดภัยจากอันตรายพวกนั้น แต่สำหรับเขาแล้วการรวมกลุ่มไปกับมิลอสมีแต่ถ่วงแข้งถ่วงขาเขาเสียมากกว่า หนำซ้ำเขาเองก็ยังไม่เห็นเลยว่าเขาจะสามารถพึ่งพาอะไรจากเด็กหนุ่มตรงหน้าได้ 

     

        คำพูดของแอเรียสราวกับเข็มที่ทิ่มแทงใจดำของมิลอสอย่างถูกจุด  ทุกอย่างที่แอเรียสพูดมาล้วนเป็นความจริง  ทั้งเรื่องที่มีมิลอสคนเดียวที่คิดเรื่องการรวมกลุ่มขึ้นมา  และเรื่องที่มิลอสไม่สามารถต่อกรกับสัตว์อสูรระดับนั้นได้ อย่าว่าแต่สัตว์อสูรระดับปีศาจเลยเพียงแค่สัตว์อสูรระดับสูงเขาก็ไม่สามารถจะต่อกรกับมันได้แล้ว  เขาเพียงแค่พูดไปเพื่อโน้มน้าวแอเรียสเท่านั้น  เขาไม่คิดเลยว่าแอเรียสจะตอบโต้กลับมาเช่นนี้ แม้จะรู้สึกเจ็บใจกับคำพูดของแอเรียสแต่เขาก็ทำได้เพียงสะกดความโกรธเอาไว้เท่านั้น‘ ชิ !! เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเพียงแค่เป็นระดับผู้ใช้มนตราก็ทำตัวจองหอง หากไม่ใช่เพราะว่าเป็นทายาทของตระกูลใหญ่คนอย่างเจ้าก็คงเป็นได้แค่ระดับสัมผัสเวทเท่านั้นแหละ!เพียงแค่แข็งแกร่งกว่าผู้อื่นก็ทำตัวสามหาวไม่เห็นหัวผู้ใด ‘  มิลอสคิดภายในใจด้วยความโกรธ  เขานั้นแก่กว่าแอเรียสถึงสองปีการที่โดนแอเรียสพูดจาดูหมิ่นเช่นนี้จึงทำให้เขารู้สึกไม่พอใจสักเท่าไร

     

         “ ใช่ว่าข้าคนเดียวเมื่อไหร่ที่คิดเรื่องนี้  คนอื่นก็คงคิดแบบเดียวกันกับข้านี่แหละ ดินแดนภูตสวรรค์เป็นสถานที่แบบไหนก็ไม่มีใครรู้  ข้าว่าพวกเรารวมกลุ่มไปด้วยกันจะดีกว่า  หลายหัวยังไงก็ต้องดีกว่าหัวเดียวอยู่แล้ว  พวกเจ้าว่าไหม ?  “

     

         แม้ภายในใจจะรู้สึกไม่พอใจแต่ใบหน้ากลับยิ้มแย้มไม่แสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวใดๆออกมาเลยแม้แต่น้อย  มิลอสหันหน้าไปทางคนอื่นเพื่อขอความร่วมมือแต่ดูเหมือนมันจะไม่เป็นเช่นนั้น

     

         “ ข้าเองยังไม่แน่ใจ“

     

         เสียงตอบกลับมาจากเด็กหนุ่มนามว่าออสติน  เขาเป็นผู้ที่ได้รับอันดับเจ็ดในงานประลองและเป็นนักเวทระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่หก สายตาออสตินเหลือบไปมองที่เฮเลน่าเล็กน้อยก่อนจะรีบหลบสายตากลับมา  เขาไม่เหมือนกับมิลอสที่จะมาสนใจว่าแอเรียสจะรวมกลุ่มด้วยหรือไม่   แต่เขาสนใจมากกว่าว่าเฮเลน่าจะเดินทางร่วมกันหรือไม่

     

         “ ข้าเองก็เหมือนกัน “

     

         เสียงของโรดาสที่พูดขึ้นสมทบกับคำพูดของออสติน

     

         “ นี่น่ะหรอกลุ่มที่เจ้าบอก  หากพวกเจ้าอยากรวมกลุ่มไปด้วยกันก็ไปเถอะ  แต่ข้าขอแยกทางไปตามทางของข้าจะดีกว่า “

     

         แอเรียสพูดด้วยท่าทีเช่นเคยพร้อมกับยักไหล่เล็กๆแล้วเดินหันหลังจากไป

     

         “ เอ่อ..เดี๋ยวก่อน “

     

         เสียงอันอ่อนหวานดังมาจากปากของเฮเลน่ามันทำให้แอเรียสหยุดเดินแล้วหันหน้าไปจ้องด้วยรอยยิ้มเล็กๆ 

     

         “ มีอะไรหรือเปล่าคุณหนูเฮเลน่า“

     

         แอเรียสเอ่ยถามพร้อมกับรอยยิ้ม

     

         “ เจ้ากับข้าเคยกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า“

     

         ในที่สุดเฮเลน่าก็เอ่ยคำพูดที่ค้างคาใจออกมา   แม้สามัญสำนึกจะบอกกับนางว่าเด็กหนุ่มลึกลับที่เคยช่วยชีวิตนางเอาไว้ไม่มีทางเป็นคนเดียวกับแอเรียสอย่างแน่นอน  แต่ส่วนเล็กๆภายในใจของนางก็กลับรู้สึกถึงความคล้ายคลึงกันของบุคคลทั้งสองเป็นอย่างมาก ในที่สุดนางก็เก็บงำความสงสัยเอาไว้ไม่อยู่แล้วเลือกที่จะเอ่ยคำถามขึ้น

     

         “ หากนับเมื่อครั้งงานประลอง  เราก็คงจะเคยเจอกันมาแล้วครั้งหนึ่ง  ..อย่าบอกนะว่าท่านเกิดหลงเสน่ห์ข้าขึ้นมาแล้วอยากจะให้ข้าเดินทางไปกับท่านด้วยอีกคน“

     

         แอเรียสกล่าวตอบพร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก 

     

         “ ใครไปหลงเสน่ห์เจ้ากัน! ข้าแค่รู้สึกว่าเจ้าหน้าตาคล้ายกับคนรู้จักของข้าก็เพียงเท่านั้น  เจ้าอยากไปไหนก็ไปซะ  ข้าไม่มีเรื่องอะไรจะคุยแล้ว “

         เมื่อได้ยินพูดหยอกล้อของแอเรียส  เฮเลน่าก็พ่นลมหายใจออกมาเล็กๆด้วยความบึ้งตึงที่ถูกหยอกล้อ  นางกระทืบเท้าเล็กด้วยท่าทีที่ดูไม่พอใจ  นางรีบสะบัดหน้าหนีเขาในทันที  แม้จะดูเหมือนไม่พอใจแต่ภายในใจนางกลับมีความรู้สึกแปลกๆที่ก่อขึ้นมาอย่างไม่ตัว

     

         “ แค่ข้าพูดเล่นเล็กน้อยทำไมต้องหงุดหงิดขนาดนั้นด้วย  ช่างเป็นสาวงามที่อารมณ์ร้ายเสียจริง “

     

         แอเรียสเดินจากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดูสนุกสนานกับการได้หยอกล้อสาวงามคนหนึ่ง ทิ้งไว้แต่เพียงเฮเลน่าที่กำลังก้มหน้าพร้อมกับทำสีหน้าแปลกๆ  กับดวงตาอีกสองคู่ที่กำลังจ้องมองไปยังแผ่นหลังของแอเรียสอย่างอาฆาต

     

        ตอนนี้บริเวณวิหารเหลืออยู่เพียงห้าคนเท่านั้นที่ยังคงไม่จากไปไหน มิลอสยังคงโน้มน้าวและชักชวนให้ทุกคนเข้าร่วมกลุ่มเดินทางไปด้วยกัน ความจริงแล้วเขาก็ไม่อยากจะมาทำสิ่งน่ารำคาญเช่นนี้นัก  แต่เมื่อสองวันก่อนเขาได้ยินมาว่าดินแดนแห่งนี้มีสัตว์อสูรระดับปีศาจอาศัยอยู่  หากเขาเจอมันด้วยตัวคนเดียวคงไม่แคล้วได้ทิ้งชีวิตไว้ในดินแดนภูตสวรรค์เป็นแน่ หากมีคนอื่นไปด้วยอย่างน้อยก็คงยังมีตัวถ่วงเวลาให้เขาได้หนีอยู่บ้าง มิลอสเป็นนักเวทธาตุวายุถึงแม้ว่าพลังเวทของเขาอาจจะอ่อนแอกว่าโรดาสหรือออสตินแต่หากเป็นเรื่องความรวดเร็วแล้วล่ะก็รับรองเลยว่าเขาเหนือกว่าทั้งสองคนอย่างแน่นอน 

     

         ในคราแรกเฮเลน่าดูเหมือนจะไม่อยากที่จะรวมกลุ่มไปกับมิลอสนักแต่สุดท้ายนางก็ถูกเมเบลชักชวนและโน้มน้าวจนยอมใจอ่อน  เมเบลเองก็ไม่ต่างไปจากมิลอสมากนัก  นางไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งอะไร  การที่มีคนเดินทางไปด้วยกันหลายคนมันยิ่งยืนยันความปลอดภัยให้นางเพิ่มขึ้นไปอีกหลายเท่า

     

        โรดาสกับออสตินที่เหมือนจะไม่อยากเดินทางร่วมกับมิลอสนักแต่เมื่อเห็นเฮเลน่าตกลงยอมเดินทางร่วมกันกับมิลอสทั้งสองก็รีบตกลงเดินทางร่วมกันในทันที  ในที่สุดทั้งห้าคนที่เหลืออยู่ก็ตกลงที่จะเดินทางไปร่วมกัน  ทั้งห้าคนตกลงกันว่าสมบัติที่พบเจอนั้นจะมีการแบ่งกันอย่างเท่าเทียมที่สุด 

     

          แม้กลุ่มนี้จะถูกรวบรวมขึ้นโดยมิลอสแต่เขากลับไม่ใช่ผู้นำของกลุ่ม  โรดาสที่เป็นอันดับที่หกในงานประลองกลายเป็นผู้นำในเดินทางในครั้งนี้ไปโดยปริยาย  แม้โรดาสจะกลายเป็นผู้นำของกลุ่มแต่ออสตินก็ไม่วายที่จะวางท่าให้ดูแข็งแกร่งเสมอโรดาสเพื่อให้เฮเลน่าได้สนใจในตัวของมัน 

     

         และถึงแม้โรดาสจะเป็นผู้นำของกลุ่มแต่ก็ยังคงถามความเห็นจากเฮเลน่าอยู่ในการเลือกเส้นทางที่จะเดินทาง  ดูเหมือนเฮเลน่าจะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของกลุ่มไปมากกว่าโรดาสเสียอีก  แม้กลุ่มนี้จะมีการวางรูปแบบอย่างแปลกประหลาดแต่ในที่สุดทั้งกลุ่มก็เริ่มออกเดินทางเข้าสู่ผืนป่าแห่งดินแดนภูตสวรรค์

     

     

    ………………………………………………………

     

        ณ ตระกูลสการ์เชีย  ภายในห้องของมาเชล เมอร์สันกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้สีขาวตัวหนึ่งด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ  มือข้างหนึ่งกำลังยกแก้วไวน์องุ่นขึ้นมาจิบอย่างช้าๆ  ที่บริเวณไม่ห่างไกลมากนักมีดาเนสที่กำลังยืนก้มหน้าอยู่ด้วยสีหน้าที่ร้อนใจ ท่าทางของมันดูเต็มไปด้วยการกระสับกระส่ายและความกังวล  มันเหลือบสายตาขึ้นไปมองเมอร์สันอยู่หลายครั้งคล้ายต้องการจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่คล้ายกับปากของมันถูกปิดเอาไว้ด้วยผ้าหนาๆผืนหนึ่ง  แม้ในหัวของมันจะเต็มไปด้วยคำถามมากมายแต่มันก็ไม่ได้เอ่ยปากออกมา

     

         “ เจ้ามีเป็นอะไรของเจ้าถึงได้ทำท่าทางร้อนรนเช่นนั้น“

     

         ในที่สุดเมอร์สันก็เป็นคนที่เอ่ยปากถามขึ้นก่อน 

     

         “ ท่านพ่อเม็ดยาที่ท่านให้ท่านพี่กินเข้าไปมันจะไม่มีอันตรายอะไรจริงๆน่ะเหรอ ข้ายังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามียาอะไรที่กินเข้าไปแล้วจะสามารถฟื้นฟูและรักษาร่างกายได้รวดเร็วขนาดนี้โดยไม่มีผลเสียตามมา  ข้ากลัวว่าหากท่านพี่ฝืนร่างกายมากไปสุดท้ายท่านพี่อาจจะ..“

     

         ดาเนสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล 

     

         “ อาจจะอะไร? “

     

         เมอร์สันวางแก้วไวน์ในมือก่อนจะหันมองดาเนสด้วยสีหน้าที่เริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย

     

         “ ข้ากลัวว่าร่างกายของท่านพี่จะทนไม่ไหว  จนท่านพี่อาจจะตาย.. “

     

         มันพูดขึ้นอย่างติดขัด  คำพูดสุดท้ายเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่มันก็ดังพอที่เมอร์สันจะได้ยิน

     

         “ ไร้สาระ!! พี่ของเจ้าเลือกเส้นทางที่จะเป็นนักเวทที่แข็งแกร่ง พี่ของเจ้าไม่ได้อ่อนแอและขี้ขลาดตาขาวเหมือนกันกับเจ้า !! “

     

         เมอร์สันตะคอกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เริ่มไม่พอใจ

     

         “ แต่เม็ดยาที่ท่านพ่อให้ท่านพี่กินเข้าไป  ..ข้าได้กลิ่นอายของศาสตร์มืด“

     

        ดาเนสยังคงจำภาพของเม็ดยาสีเขียวคล้ำเม็ดนั้นได้ดี มันเป็นเม็ดยาที่เมอร์สันนำมาให้มาเชลกินเข้าไปเมื่อคืนก่อน  มันเป็นเม็ดยาที่มีกลิ่นอายราวกับยาพิษเสียมากกว่ายาที่จะรักษาอาการบาดเจ็บ  แม้จะไม่ได้สัมผัสมันอย่างโดยตรงแต่ดาเนสก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของศาสตร์มืดที่โชยมาจากยาเม็ดนั้น เขารู้ดีว่ามาเชลเองก็คงจะสัมผัสได้เช่นกันแต่สุดท้ายมาเชลก็เลือกที่จะกลืนกินมันลงไป  ตลอดทั้งคืนเขาได้ยินเสียงร้องของมาเชลที่ร้องออกมาปานจะขาดใจวันต่อมามาเชลกลับลุกยืนขึ้นได้อีกครั้งอย่างน่าแปลกประหลาด  แต่ท่าทางของเขากลับเปลี่ยนไปอย่างมากซึ่งดาเนสเองก็รู้ดีว่านั่นคือผลกระทบจากยาเม็ดนั้น

     

         “  หุบปากของเจ้าลงซะ  และข้าหวังว่าคงไม่เจอคำพูดไร้สาระเช่นนี้จากปากของเจ้าเป็นครั้งที่สอง“

     

         เมอร์สันเค่นเสียงด้วยความเย็นชา  สายตาจ้องมองไปยังดาเนสราวกับว่าเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ลูกชายของมัน

     

     

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน