สุดยอดนักผจญภัย

กลับเมืองทะเลสาบ

เมอร์ยอสพยายามควบคุมร่างกายของตัวเองให้ไม่ให้สั่นด้วยความกลัว แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามยังไงก็ไม่สามารถทำให้ร่างกายของตัวเองหยุดสั่นได้

“ พร้อมหรือยังเมอร์ยอส? ” ไลท์พูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม 

“ เข้ามาเลย ” เมอร์ยอสตะโกนขึ้นเพื่อลบความกลัวออกจากร่างกายของตัวเอง

“ งั้นนายก็ตายไปแล้วล่ะ ” น้ำเสียงของไลท์ดังขึ้นที่ข้างหูของเมอร์ยอมพร้อมกับดาบสวรรค์คืนพิภพที่ตอนนี้พาดอยู่บนคอของเมอร์ยอส

เมอร์ยอสหันหน้ามามองไลท์ด้วยความตกใจ จากนั้นสายตาของเขาก็มองไปยังด้านหน้าก็พบว่าไลท์ไม่อยู่แล้ว 

“ นี้นายเร็วแค่ไหนกันแน่? ” เมอร์ยอสถามด้วยความไม่อยากเชื่อ เพราะความเร็วของไลท์นั้นนับว่าเร็วที่สุดที่เขาเคยเจอมาเลย แม้แต่คนที่มีความเร็วสูงสุดก็ยังเทียบไม่ได้กับไลท์ 

ส่วนทางด้านยูเวสและคนอื่นๆก็มองไปที่ไลท์ด้วยความไม่อยากเชื่อและตกใจเหมือนกัน พวกเขาไม่สามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของไลท์แม้แต่นิดเดียว พวกเขาได้ยินเพียงเสียงของไลท์ก่อนที่จะพบว่าไลท์ไปโผล่อยู่ด้านข้างของเมอร์ยอสแล้ว

มีเพียงยูเวสคนเดียวที่สงบสติได้อย่างรวดเร็ว เพราะเขาเคยเห็นความเร็วของไลท์มาก่อน ซึ่งในตอนนี้เหมือนกับว่าความเร็วของไลท์นั้นเร็วกว่าเมื่อห้าปีก่อนมาก 

ฟีลิปป์ยังจำคำตอบที่ไลท์เคยตอบเขาได้ ถ้าหากสู้กันอย่างเต็มที่โดยที่ต้องการสังหารอีกฝ่าย ไลท์สามารถสังหารตัวเขาเองและยูเวสได้ไหม? 

คำตอบของไลท์คือ สังหารในเสี้ยววินาที 

ในตอนนั้นฟีลิปป์ไม่เชื่อคำตอบนี้ เพราะการที่จะสังหารตัวตนระดับนี้ในเสี้ยววินาทีจะต้องเป็นตัวตนที่แข็งแกร่ง เพราะแม้แต่พ่อของเขาเองก็ยังไม่สามารถเอาชนะเขาได้ในเสี้ยววินาทีเลยด้วยซ้ำ 

วอร์เฟียสและเฮเลนมองไปที่ไลท์ด้วยแววตาหวาดกลัวขึ้นมา พวกเขารู้ดีว่าถ้าหากเป็นพวกเขาไปสู้กับไลท์ก็เหมือนกับเป็นการนำกระต่ายตัวน้อยๆเข้าไปในกรงของราชสีห์ 

ต่อให้พวกเขาพยายามากแค่ไหน สุดท้ายพวกเขาก็เป็นเพียงแค่เหยื่อเท่านั้น

ในตอนนี้พวกเขาก็คิดบางอย่างขึ้นมา ‘ ไม่รู้ว่าถ้าหากพวกเขาลุมไลท์เพียงคนเดียวก็ไม่รู้ว่าจะสามารถเอาชนะไลท์ได้ไหม อีกอย่างไลท์ก็ยังไม่เคยแสดงความแข็งแกร่งของตัวเองให้กับคนอื่นดูเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นไลท์เหมือนกับหลุมลึกที่ไม่มีใครรู้ว่าก้นหลุมนั้นลึกแค่ไหน ไพ่ตายของไลท์นั้นก็มีมากจนพวกเขานับไม่หมด ไม่ว่าจะเป็นการวางค่ายกลหรือทักษะชนิดต่างๆ ’ 

‘ สัตว์ประหลาดชัดๆ ’ นี้คือสิ่งที่ทั้งห้าคนคิดเหมือนกัน

นอกจากนี้พวกเขาก็ยังคิดว่าพวกเขาโชคร้ายจริงๆที่ต้องมาเกิดอยู่ในยุคเดียวกับไลท์ ถ้าหากพวกเขาเกิดในยุคอดีตหรืออนาคต ความพรสวรรค์ของพวกเขา พวกเขาจะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้นๆเลยก็ได้ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีคำว่าถ้าหาก 

ไลท์ถอนดาบออกจากคอของเมอร์ยอสจากนั้นเขาก็พูดขึ้นว่า “ เป็นอย่างไงบ้างเมอร์ยอส? ” 

" นายแข็งแกร่งมาก ถ้าหากเป็นการต่อสู้แบบต้องการสังหารอีกฝ่าย ฉันก็คงไม่มีชีวิตรอดเลยด้วยซ้ำ เพราะนายนั้นเหมือนกับนักฆ่าที่รวดเร็วและสังหารได้อย่างแม่นยำ มันเหมือนกับว่าฉันทำได้เพียงแค่หลบหนีหรือไม่ก็รอความตายเท่านั้นเมื่อเจอกับนาย

ไม่แปลกใจเลยที่พวกราชาปีศาจหรือปีศาจอาวุโสทั้งสิบตัวจะถูกนายสังหารทั้งหมด ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ นายสามารถไปที่ไหนก็ได้โดยที่ไม่มีใครกล้าขัดขวางนายแน่นอน " เมอร์ยอสพูดขึ้นพร้อมกับมองไปที่ไลท์ด้วยแววตาชื่นชม 

“ แล้วนายยังคิดที่จะสู้ต่อไหม? ” ไลท์ถามขึ้น

“ ไม่แล้วล่ะ แค่นี้ฉันก็รู้แล้วว่าฉันกับนายต่างกันมากแค่ไหน ซึ่งฉันไม่สามารถเอาชนะนายได้แน่นอน ” เมอร์ยอสตอบ

จากนั้นเมอร์ยอสก็หันไปมองทางวอร์เฟียสและตะโกนขึ้นว่า “ เห้ยไอหัวแดงถึงคิวของแกแล้ว ” 

เมื่อเมอร์ยอสพูดจบเขาก็บินไปรวมกลุ่มกับพวกยูเวส

วอร์เฟียสแสดงสีหน้าจริงจังก่อนที่จะบินออกมายืนอยู่หน้าไลท์

หลังจากนั้นทั้งสองคนก็สู้กันประมาณสิบห้านาที 

โดยที่เป็นทางด้านของวอร์เฟียสใช้พลังทั้งหมดในการต่อสู้กับไลท์แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรไลท์ได้เลย แม้แต่การที่จะสร้างความเสียหายให้กับเสื้อผ้าของไลท์ก็ยังทำไม่ได้ 

ไลท์เพียงแค่ตอบโต้เล็กน้อยโดยการหลบหลีกและทำลายการโจมตีของวอร์เฟียสเท่านั้น เท่านี้วอร์เฟียสก็รู้แล้วว่าเขาห่างชั้นกับไลท์มากแค่ไหน

“ นายแข็งแกร่งมากไลท์ แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลย แม้แต่พ่อของฉันก็น่าจะเอาชนะนายไม่ได้แน่ๆ ” วอร์เฟียสพูดขึ้นพร้อมกับปาดเหงื่อบนใบหน้าของตัวเอง 

ทางด้านเฮเลนไม่ต้องการที่จะสู้กับไลท์ เพราะเธอคิดว่าต่อให้เธอสู้ไปก็คงพ่ายแพ้แน่นอน

หลังจากนั้นพวกเขาก็กลับไปที่หมู่บ้านฟอร์ก้า

เมื่อไลท์กลับมาที่คฤหาสน์ก็พบว่าตอนนี้เบเรียลได้นั่งดื่มน้ำชาอยู่ที่สวนดอกไม้ด้านหลังคฤหาสน์แล้ว

“ เป็นอย่างไรบ้างเบเรียล? ” ไลท์ถามขึ้นพร้อมกับนั่งเก้าอี้ข้างๆเธอ 

เบเรียลก็เล่าเรื่องที่เธอไปประลองกับคูเซลให้กับไลท์ฟัง

ซึ่งเบเรียลสามารถเอาชนะคูเซลได้อย่างฉิวเฉียด นอกจากนี้พลังเวทย์น้ำแข็งของเธอก็ยังเหนือกว่าเวทย์น้ำแข็งของคูเซลมาก ทำให้คูเซลได้แต่ยอมรับความพ่ายแพ้ นอกจากนี้เธอยังบอกอีกว่าด้วยความแข็งแกร่งของเบเรียล สามารถเทียบชั้นกับผู้นำของหกปรากการอย่างท่านเอ็กเตอร์ได้เลย 

หลังจากที่เสร็จสิ้นงานชุมนุมแล้วก็ถึงเวลากลับ

ซึ่งจุดหมายของพวกไลท์ก็คือเมืองทะเลสาบ แต่ก่อนหน้านั้นพวกไลท์ก็จัดงานเลี้ยงขึ้นเล็กๆเพื่อเป็นการอำลาเฮลเฟลชและเมลิซ่า 

แม้ว่าจะเป็นงานเลี้ยงแต่บรรยากาศก็เต็มไปด้วยความเศร้า เนื่องจากเป็นงานเลี้ยงอำลาของสองสมาชิกเดธปาร์ตี้ 

เช้าวันต่อมา เรือบินก็ค่อยๆลอยขึ้นท้องฟ้าก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังเมืองทะเลสาบ

ด้วยความเร็วของเรือบิน พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงครึ่งเดือนก็มาถึงเมืองทะเลสาบ

เรือบินค่อยๆจอดที่ท่าจอดเรือยนต์ 

ด้วยความที่ไม่ค่อยมีเรือบินมาจอดที่ท่าจอดเรือยนต์ทำให้เรือบินของไลท์กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนจำนวนมากทันที แต่เมือพวกเขาเห็นสัญลักษณ์บนเรือบินก็รู้ได้ทันทีว่าเรือบินลำนี้เป็นของใคร

เนื่องจากในช่วงห้าปีที่ผ่านมา สัญลักษณ์ของเมืองรุ่งอรุณก็กลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทุกๆคนต้องรู้จัก แม้แต่เด็กๆตัวเล็กๆก็ยังเรียนรู้เกี่ยวกับสัญลักษณ์ของเมืองรุ่งอรุณ

เมื่อทุกๆคนรู้ว่าเรือบินลำนี้เป็นของเมืองรุ่งอรุณพวกเขาก็มาลุมล้อมทันที พวกเขาหวังว่าจะกลายเป็นคนที่ถูกตาของผู้คนบนเรือบินและได้เข้าร่วมกับเมืองรุ่งอรุณก็ได้ 

ทำให้ไม่ถึงสิบนาที รอบๆท่าจอดเรือยนต์ก็เต็มไปด้วยผู้คนนับหมื่น

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรบนเรือบิน 

เนื่องจากไลท์และเบเรียลได้ออกมาจากเรือบินก่อนที่เรือบินจะจอดเสียอีก 

ที่ห้องทำงานของยูเทีย

ยูเทียกำลังพูดคุยกับเบเรียลและไลท์ด้วยสีหน้าจริงจัง

“ ท่านเบเรียล ที่ท่านพูดมาเป็นเรื่องจริงใช่ไหม? ” ยูเทียถามด้วยแววตาตื่นตระหนกและไม่อยากเชื่อ

เมื่อกี้เบเรียลได้เล่าเรื่องที่หอคอยแห่งนิรันดร์จะพังทลายให้กับเธอฟัง นอกจากนี้ยังบอกอีกด้วยว่า ทุกๆอย่างที่อยู่ในหอคอยแห่งนิรันดร์จะไปปรากฏที่โลกภายนอก 

สิ่งที่จะไปปรากฏตัวอยู่ที่โลกภายนอกก็คือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายและดันเจี้ยน แต่เมืองทุกเมืองที่อยู่ในหอคอยแห่งนิรันดร์ก็จะถูกทำลายและกลายเป็นเศษซาก 

“ ใช่แล้วล่ะ เรื่องที่ฉันบอกเป็นเรื่องจริง ตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่สิบห้าปีเท่านั้นก่อนที่หอคอยแห่งนิรันดร์กำลังจะพังทลาย ซึ่งอีกไม่นานทางสภาจอมเวทย์ก็จะประกาศเรื่องนี้ออกมาให้ทั่วโลกได้รับรู้ ” เบเรียลพูดขึ้น

ยูเทียสูดลมหายใจเข้าลึกๆพร้อมกับตั้งสติของเธอ

“ ท่านเบเรียลพวกเราจะทำอย่างไรกันต่อ? ” ยูเทียถามขึ้นเพราะถึงอย่างไรเมืองนี้ก็เป็นเมืองของท่านเบเรียล เธอแค่รับหน้าที่ในการดูแลเมืองให้กับท่านเบเรียลเท่านั้น เพราะฉะนั้นอำนาจการตัดสินใจของเบเรียลคือที่สุด

“ ฉันคิดว่าจะย้ายคนในเมืองทะเลสาบไปที่เมืองรุ่งอรุณทั้งหมด ซึ่งคิดว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการอพยพคนไปที่เมืองรุ่งอรุณ ” เบเรียลพูดขึ้น

ยูเทียครุ่นคิดก่อนที่จะพยักหน้าเห็นด้วย

“ แล้วพวกเราจะบอกกับชาวเมืองตอนไหน? ” ยูเทียถามขึ้น เพราะเมื่อไหร่ที่ชาวเมืองรู้เรื่องที่หอคอยแห่งนิรันดร์จะพังทลาย เมืองทั้งเมืองก็จะอยู่ในความวุ่นวายทันที 

“ ฉันคิดเอาไว้แล้วว่าให้เรียกประชุมตัวตนระดับสูงของเมืองทั้งหมด รวมไปถึงผู้นำทุกตระกูลและผู้นำกิลด์ทั้งหมดในเมืองมาปรึกษาหารือกัน ” เบเรียลพูดขึ้น 

“ เข้าใจแล้วค่ะท่านเบเรียล เดี๋ยวฉันจะเรียกทุกคนมาประชุมกันที่ห้องประชุม…ไม่สิ เนื่องจากจำนวนคนที่เยอะเกินไปทำให้ห้องประชุมไม่สามารถใช้ได้ ” ยูเทียขมวดคิ้ว

“ เอาแบบนี้แล้วกัน เรียกทุกๆคนไปที่ทะเลสาบ เดี๋ยวฉันจะสั่งให้คนของฉันเฝ้ารอบๆทะเลสอบเอาไว้ไม่ให้มีใครเข้ามาได้ ” ไลท์พูดขึ้น

“ เอาแบบนั้นก็ได้ค่ะท่านไลท์ ” ยูเทียตอบรับ 

ไม่นานคำสั่งเรียกประชุมฉุกเฉินก็ถูกส่งไปหาเจ้าหน้าที่ระดับสูงรวมไปถึงผู้นำของกิลด์ทั้งหมดหรือผู้นำตระกูลทั้งหมด ผู้ดูแลสมาคมนักผจญภัยและพวกเศรษฐีที่มีอำนาจในเมืองมาประชุมกันที่ทะเลสาบ 

การเรียกประชุมในครั้งนี้ทำให้ทุกๆคนในเมืองให้ความสนใจ เพราะนี้เป็นครั้งเลยก็ว่าได้ที่มีการเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงและผู้นำกิลด์หรือผู้นำตระกูลทั้งหม ผู้ดูแลสมาคมนักผจญภัยดรวมไปถึงพวกเศรษฐีที่มีอำนาจในเมือง 

ทุกๆคนต่างก็สงสัยและสนใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ถึงได้เรียกประชุมแบบนี้

ด้วยความอยากรู้ของกองกำลังอื่นๆพวกเขาก็อยากที่จะเข้าไปสืบหรือลอบตรวจสอบก็พบว่า ตอนนี้รอบๆทะเลสาบมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนเฝ้าอย่างเป็นระเบียบ นอกจากนี้ยังมีหน่วยลับเทพยุทธ์ที่กระจายกันทั่วทะเลสาบเพื่อจับกุมคนที่คิดที่จะบุกเข้ามาในทะเลสาบ 

เมื่อเห็นแบบนี้ก็ทำให้ผู้คนในเมืองรู้แล้วว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ไม่อย่างนั้นจะมีการป้องกันที่เข้มงวดแบบนี้ได้อย่างไง 

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ตัวตนทั้งหมดที่ถูกเรียกมาประชุมก็เดินทางมากันครบ

พื้นที่ประชุมเป็นพื้นที่โล่งกว้าง แต่ก็มีจอมเวทย์สร้างห้องโถงขนาดใหญ่เอาไว้ทำให้พวกเขาไม่ต้องมานั่งอยู่กลางแสงแดด

หลังจากที่พวกเขามาถึง พวกเขาก็นั่งตามโต๊ะของตัวเอง จากนั้นพวกเขาก็มองดูรอบๆด้วยความสนใจ

เพราะตอนนี้รอบๆห้องโถงมีหน่วยลับเทพยุทธ์สิบคนยืนอยู่ตามจุดต่างๆ ซึ่งหน่วยลับเทพยุทธ์แต่ละคนต่างก็แผ่ออร่าของตัวตนระดับS ออกมา 

ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้แต่นั่งอยู่เฉยๆเพราะไม่กล้าที่จะทำอะไร เพราะพวกเขากลัวว่าจะเป็นการสร้างความไม่พอใจให้กับหน่วยลับเทพยุท์ อีกอย่างพวกเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมเจ้าเมืองถึงได้เรียกประชุม แต่พวกเขาก็พอที่จะรู้ว่าเรื่องนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับท่านไลท์อย่างแน่นอน

เพราะทันทีที่เรือบินของท่านไลท์ลงจอด ไม่ถึงสิบห้านาทีก็มีการเรียกประชุมทันที

ผู้นำตระกูลเล็กๆหรือกิลด์จอมเวทย์เล็กๆก็พากันมองดู พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ที่แน่ๆพวกเขาทำได้เพียงแค่รับฟังเท่านั้น 

ส่วนทางด้านของผู้นำตระกูลใหญ่ๆพวกเขาก็พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของเมืองทะเลสาบ เพราะพวกเขาต้องการที่จะรู้ว่าทำไมเจ้าเมืองถึงเรียกประชุมแบบนี้ 

แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมืองทะเลสาบเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาเองก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมเจ้าเมืองถึงได้เรียกประชุมแบบนี้ พวกเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ซึ่งก็มีเพียงแค่เจ้าเมืองเท่านั้นที่จะสามารถตอบคำถามได้ 

ผ่านไปราวๆสิบนาที เจ้าหน้าที่จำนวนมากก็เข้าในห้องโถงพร้อมกับนำผลไม้หรือเครื่องดื่มมาเสิร์ฟตามโต๊ะต่างๆ 

ไม่นานไลท์ เบเรียลและยูเทียก็เดินเข้ามาในห้องโถง

ซึ่งเมื่อทั้งสามเดินเข้ามาก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกๆคนในห้องโถงทันที 

เมื่อทั้งสามนั่งประจำที่แล้ว ก็เป็นคารินที่เป็นคนยืนขึ้นและถามขึ้นว่า “ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ยูเทียถึงได้เรียกประชุมฉุกเฉินแบบนี้ ”

“ เรื่องนี้ฉันคิดว่าท่านไลท์และท่านเบเรียลสามารถตอบคำถามได้ดีกว่า ” ยูเทียตอบพร้อมกับมองไปที่ไลท์และเบเรียล

เมื่อได้ยินดังนี้ทุกๆคนในห้องโถงก็มองไปที่ทั้งสองด้วยความอยากรู้และสนใจขึ้นมา 

“ งั้นเดี๋ยวฉันจะเป็นคนพูดเอง ” ไลท์พูดขึ้นพร้อมกับกวาดสายตามองดูรอบๆห้องโถง

 

คล้ายกับเรื่องสุดยอดนักผจญภัย ที่คุณอ่าน