บทที่229หวนเคียงข้าง
ท่ามกลางเสียงกึกก้อง มวลพลังสองสายที่เหนือโลกหล้าได้สาดซัดเข้าใส่กันอย่างคลุมคลั่งแลดุดันเสียงกระหึ่มจึงสะท้อนอึงอนไปทั่วแผ่นฟ้า คำรามราวกับเสียงของสวรรค์ที่ทรงพิโรธ แสงสว่างเจิดจ้าแยงตาไปทั่วปฐพีกอปรกับประกายที่กระเซ็นซ่านของสะเก็ดพลังร่วงโรยดั่งห่าฝน เป็นภาพที่งดงาม เป็นอานุภาพที่เลื่อนลั่นทว่าเหล่านี้กลับหาได้สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้คนไม่ มีแต่เพียงความหวาดหวั่นพรั่นพรึงผสมกับความหวังเล็กๆ ที่ผุดขึ้นบนนัยน์ตา
นับแต่มุทราเทพของเทียนหมิงสำแดงเดช พลังของไป๋เหิ่นซินก็ดูด้อยลงทันใดไม่มีใครในโลกนี้จะต้านทานมุทราเทพนั้นได้อีกแล้ว ทว่าเมื่อครู่ เพียงพริบตาเดียวกลับมีมุทราที่ราวกลับก่อรวมจากโลกมนุษย์หยุดยั้งมุทราเทพเหนือหล้านั่นได้
นี่จึงทำให้นัยน์ตาของพวกมันเกิดประกายแห่งความหวัง
และนัยน์ตาที่เจือไปด้วยความหวังของพวกมันนั้นล้วนจับจ้องอยู่ที่บุรุษชุดแพรเงิน
ปฐพีแผ่นดินใหญ่แดนตะวันตก มีผู้คนกล่าวขานถึงตัวตนของแพทย์ผู้มากด้วยคุณธรรมแพทย์ผู้ไม่หวังผลประโยชน์ เพียงต้องการเห็นความผาสุขของมนุษย์ทุกผู้ ทั้งแพทย์ผู้นั้นยังเก่งกาจพลังฝีมือไม่เป็นสอง ความรู้ด้านการรักษามิน้อยหน้าเทพดาเร้นกาย ความเก่งกาจและความประเสริฐของมันครอบครองใจคนทั้งแดนตะวันตกสร้างชื่อขจรขจายไปถึงแดนตะวันออก แม้ไม่นานมานี้มันมีข่าวคราวด้านลบ ทว่าเหตุการณ์ที่ประสบตรงหน้าทำให้ทุกผู้ล้วนลืมเลือนเรื่องนั้นไปแล้ว
เพราะในสภาพเช่นนี้ มันนั้นคือความหวัง
ชายผู้อยู่ในชุดแพรเงิน
ชายผู้ไร้ชื่อไร้ตัวตนให้จดจำ
แต่ผู้คนล้วนรู้จักแลจดจำมันในฐานะ แพทย์ไร้นาม!
ปู้ชิงเถาและเส้าเทียนเห็นแผ่นหลังและชุดแพรเงินที่โบกสะบัดนั้นความรู้สึกฮึกเหิมก่อเกิดขึ้นในใจอีกหน คนคล้ายมีแรงที่จะลุกขึ้นเพื่อหวังไปสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับมันทันที
“น้องเล็กในที่สุดเจ้าก็มาเสียที”
“ข้าและพี่ใหญ่เกรงจะต้านต่อไปไม่ไหวแล้ว”
เห็นสองพี่น้องร่วมสาบานบาดเจ็บเพียงนั้นยังมีใจที่จะสู้ร่วมกับตนอีกฮุ่ยจวินก็รู้สึกตื้นตันใจ มันจึงกล่าวว่า
“พวกท่านสู้ได้ดีมากแล้ว พักผ่อนก่อนเถิดต่อจากนี้ให้ข้าได้ลองดูซักตั้ง”
ตั้วซุนหงแม้ตาบอดมองไม่เห็น ทว่าสัมผัสได้ถึงกลิ่นของตัวยาชั้นดีและน้ำเสียงของฮุ่ยจวินมันจึงหัวเราะอย่างคนขาดสติ แล้วกล่าว
“มารชั่วเทียนหมิง แม้ข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้ทว่าเจ้าได้เจอตัวปัญหาเข้าแล้ว"
กล่าวไปพลางก็นึกถึงอดีตที่ฮุ่ยจวินเคยพาเด็กหญิงมาขอรับการรักษาจากมันไปพลางตอนนั้นมันปฏิเสธ ทว่าเด็กหนุ่มฮุ่ยจวินกลับดื้อดึงที่จะฝืนลิขิตฟ้า ฝืนจนกระทำสำเร็จสำเร็จกระทั่งเหนือความเข้าใจของตนไปไกลมาก นับแต่นั้นมันจึงได้รู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ได้มีดีเพียงแค่สติปัญญาอย่างแน่นอน
“เรื่องหาญท้าสู้กับลิขิตฟ้า มันถนัดนัก!”
ธรรมบาลปัญญาเองพอเห็นฮุ่ยจวินปลอดภัยจากห้วงแห่งอดีตอนันตกาลมันก็ยินดีทว่ากลับต้องมาประสบกับเหตุการณ์เบื้องหน้าจึงเป็นความยินดีที่ไม่เต็มที่ มันนึกถึงวันที่พบเจอกับฮุ่ยจวินในวันแรกนึกถึงปัญหาที่ถกกันในวันนั้น ฟ้ามืดเร็วกว่าปกติ เรื่องที่ถกกันนี้ได้เกิดขึ้นต่อหน้าพวกมันแล้ว
“ข้าเคยคิดว่าฟ้ามืดเร็วกว่าปกติ แต่ไม่คิดว่าจะเร็วถึงเพียงนี้"
ฮุ่ยจวินเข้าใจในวาจา มันมิได้แหงนหน้ามองดวงอาทิตย์ที่ใกล้ตกดินแต่มันมองผู้คน มองทุกผู้ที่ล้วนมีความมืดในตัว และความมืดของคนเหล่านี้จึงทำให้โลกมืดเร็วกว่าปกติแต่การมองมิได้หมายความว่าเป็นการมองที่เอาผิดหรือดูแคลน แต่สายตาของฮุ่ยจวินได้มองอย่างลึกซึ้งแลเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
“เพราะมีความรักโลภโกรธหลงจึงเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์มิใช่หรือมีความคิดจึงมีแบ่งแยก มีความรักจึงมีความใคร่ มนุษย์นั้นมิอาจหนีความต้องการและความรู้สึกนี่จึงเป็นมนุษย์ โลกนี้ไม่เคยขาดแสงสว่าง ในทางกลับกันก็ไม่ขาดความมืด โลกจึงมีตอนกลางวันและกลางคืนโลกจึงต้องมีมนุษย์ เช่นนั้นมิอาจโทษมนุษย์ที่ทำให้ฟ้ามืดเร็ว เพราะนั่นมิใช่เหตุผลที่ทำให้ฟ้าจักต้องกร้ำกรายมนุษย์มิใช่เหตุผลที่ฟ้าจะทำลายมนุษย์ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพียงเหตุผลให้ความเห็นแก่ตัวของฟ้าดูสมเหตุสมผลเท่านั้น”
ธรรมบาลปัญญาได้ฟังถึงกลับทอดถอนใจแล้วประสานมือขึ้นตลอดชีวิตมันไม่เคยคิดว่าจะมีคนที่จะเข้าใจในกฎแห่งสมดุลได้อย่างลึกซึ้งเพียงนี้
“ที่แท้เจ้าก็ได้บรรลุสัจธรรมแล้ว ข้านับถือจากใจจริง"
ด้านอวิ๋นเซี่ยวซุนที่ได้ฟังถึงกับต้องชมเชยบุรุษหนุ่มในใจพลางเห็นนัยน์ตาที่เป็นประกายของหลงผิงที่มองชายหนุ่มผู้นั้น ก็กล่าวถาม
“เจ้ารู้จักมันหรือ"
หลงผิงส่ายศีรษะ
“ไม่ถึงขั้นรู้จัก เพียงแต่คนผู้นี้คือคนที่ข้าเคยเล่าให้ท่านฟัง"
หยุดเล็กน้อย ก่อนที่จะกล่าวต่อ
“มันก็คือผู้ที่เข้าถึงธรรมชาติได้ดีกว่าข้า"
เพียงกล่าวคำนี้ออกมา อวิ๋นเซี่ยวซุนก็คล้ายฉุกใจคิดถึงเรื่องราวบางประการเมื่อพินิจมองฮุ่ยจวินอีกครั้ง และฝืนใช้เนตรเซียนอันเป็นเสี้ยวพลังสุดท้ายที่กลั่นจากชีวิตได้เคล้าภาพของคนผู้หนึ่งที่เสมือนสวมทับร่างของฮุ่ยจวินอยู่ก็ปรากฏ อวิ๋นเซี่ยวซุนเบิกตาที่เจือไปด้วยความยินดีบางอย่างเคล้าภาพเสมือนที่สวมทับร่างซึ่งสามารถมองเห็นด้วยเนตรเซียนเท่านั้นก็เกิดขึ้นบนกายของหลงผิงและไป๋เหิ่นซินเช่นเดียวกันเพียงแต่ตัวตนที่สวมทับอยู่เป็นภาพเสมือนที่แตกต่างจากตัวตนของหลงผิงและไป๋เหิ่นซินเช่นนั้นตัวตนที่มันคิดว่าสูญสิ้นล่มสลายไปแล้ว ตัวตนที่มันเฝ้าตามหาแต่พบเพียงความว่างเปล่าที่แท้ตัวตนนั้นยังหลงเหลือ ก็คือบุรุษหนุ่มที่ไร้ตัวตนไร้นามผู้นี้นี่เอง
“ที่แท้ก็เป็นมัน"
หลงผิงเห็นแววความยินดีของอาจารย์ นางก็ปรากฏความสงสัย
“เป็นมัน?... เป็นใครหรืออาจารย์"
อวิ๋นเซี่ยวซุนหันไปกล่าวกับศิษย์รัก
“คู่หมั้นของเจ้า"
หลงผิงเบิกตา
“ท่านจะบอกว่าแพทย์ไร้นามผู้นี้ก็คือ สายเลือดสุดท้ายแห่งตระกูลเฟย!”
ไม่เพียงแต่อวิ๋นเซี่ยวซุนที่คิดเช่นนั้นเทียนหมิงเองก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน พลังเทพอสูรและสายเลือดเทพอสูรในกายมันกระตุ้นเตือนคล้ายความรู้สึกที่มีกับแฝดสตรีทั้งสองเป็นอย่างมาก แต่ครั้งนี้รู้สึกว่ามากกว่า บุรุษหนุ่มที่ไร้นามไร้ตัวตนผู้นี้สร้างแรงกดดันมาที่มันทั้งที่อยู่ในร่างของเทพอสูรซึ่งมีพลังเหนือขีดจำกัดได้!
“สายเลือดอันน่ารังเกียจ ไม่ว่าจะหลงหรือเฟยไม่ว่าจะกี่ร้อยกี่พันปี พวกเจ้าก็ตามราวีข้ามิเลิกรา”
ฮุ่ยจวินมองเทียนหมิง มองร่างที่ปกคลุมไปด้วยพลังแห่งความมืดภายใต้ชุดคลุมแดงที่พัดพริ้วนั่นในที่สุดตอนนี้มันก็ประติดประต่อเรื่องราวแห่งตัวตนของตนเองได้แจ่มชัดแล้ว เมื่อบิดาของมันถือกำเนิดในตระกูลจางแห่งบึงลี้ลับเช่นนั้นตัวตนที่เป็นปริศนาของมารดามัน การถูกไล่ล่าสังหารจากนิกายเทวะวจนะ ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะมารดาของมันคือคนแห่งตระกูลในตำนานมารดามันสืบสายเลือดมาจากตระกูลเฟยนั่นเอง
ด้วยความรู้ สติปัญญา และความสามารถของฮุ่ยจวินมันก็พอคาดเดาเรื่องราวและต้นกำเนิดของตัวเองมาได้บ้างแล้ว เริ่มรู้ที่มาที่ไปของมารดาบ้างแล้วเพียงแต่มันไม่สนใจ สำหรับมันไม่ว่าจะสายเลือดใดก็ล้วนเป็นคนด้วยกันทั้งสิ้น ล้วนต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมล้วนมีสิทธิ์ที่ต้องได้ใช้ชีวิต ฮุ่ยจวินจึงไม่มีความรู้สึกโกรธเมื่อรู้อย่างแจ่มแจ้งว่าครอบครัวตนคือตระกูลเฟยที่ถูกสังหารล้างไม่โกรธเมื่อรู้ว่ามารดาตนรวมถึงบิดาตกตายเพราะมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเฟย ความโกรธแค้นมิใช่ทางออกของปัญหาแต่การเปลี่ยนแปลงจึงจะเป็นทางออกที่แท้จริง
“ผิดแล้วมหาเทวะ โลกนี้ไม่มีผู้ใดคิดราวีท่านมีเพียงท่านที่มีความโลภจนก่อจิตอคติ"
“ข้าคือเทพ เทพอย่างข้าไร้ซึ่งอารมณ์และความอยากทั้งปวงข้าคือผู้อยู่เหนือโลกหล้า อคติและความชั่วร้ายเหล่านั้นมิอาจกร้ำกรายข้า สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นหินรองฝ่าเท้าแก่ข้าทั้งสิ้น"
“นั่นแหละคือจิตแห่งความชั่วร้าย จิตที่ตัวท่านในตอนนี้มิอาจปล่อยวาง"
“อย่ามัวพร่ำวาจาไร้สาระ เมื่อเจ้าไม่ใช่ฟ้าหรือต่อให้เจ้าเป็นฟ้า ข้าในตอนนี้มิได้เกรงกลัวต่อฟ้าแล้ว"
ฮุ่ยจวินส่ายศีรษะ
“ข้ามิใช่ฟ้า ข้าก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง
แล้วประกายตาของชายหนุ่มก็ฉายแววเจิดจ้าคมวาว
“ที่อยากปกป้องมนุษย์เดินดินด้วยกัน”
เทียนหมิงมองฮุ่ยจวินมิวางตา บุรุษหนุ่มผู้นี้ภายนอกไร้ซึ่งพิษสงทว่าพลังมุทราเมื่อครู่ที่ต้านทานมุทราเทพของตนจะเรียกว่าไร้พิษสงได้อย่างไร คนผู้นี้เพียงพอให้นับเป็นตัวตนที่ยุ่งยากมิต่างจากอวิ๋นเซี่ยวซุนที่สำคัญกว่านั้น จิตใจที่สว่างบริสุทธิ์เกินขอบเขตความเป็นมนุษย์ที่จะมีได้นั้น ช่างลึกล้ำยากหยั่งถึงอย่างแท้จริงราวกับว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้หลุดพ้นจากความเป็นมนุษย์ไปแล้ว
บุรุษหนุ่มผู้นี้มันเป็นใคร จิตใจที่บริสุทธิ์เช่นนี้ต่อให้เป็นสายเลือดตระกูลเฟยและหลงที่มันประสบพบเจอมาก็มิอาจเทียบติด ยิ่งเป็นสายเลือดของสองตระกูลที่ถูกล้างบางมันควรที่จะมีความโกรธแลความมืดในจิตใจให้เป็นจุดอ่อนได้บ้าง เพราะแม้แต่หลงผิงที่ว่าจิตบริสุทธิ์แต่นางก็ยังมีความมืดเล็กๆ ที่ผุดแทรกจากความแค้นที่ถูกกระทำต่อครอบครัว
มนุษย์จะมีจิตใจที่บริสุทธิ์สมบูรณ์อย่างแท้จริงได้อย่างไร
หรือจริงๆ แล้ว มันคือเทพจุติที่จะมาท้าทายกับตน
ฮุ่ยจวินในตอนนี้มันเข้าขั้นแลเข้าถึงในสรรพวิถีทุกอย่างแล้วประสบการณ์มากมาย ความเป็นตายหลายอย่าง ตำราและการชี้แนะของยอดคนที่มันได้รู้จักตลอดช่วงชีวิตเหล่านี้มันได้ใช้เวลาหลังคืนกลับจากอดีตหล่อหลอมจนเป็นหนึ่ง ก่อเกิดเป็นวิถีพลังแห่งคนที่เหนือคนเมื่อทะลุปรุโปร่งในวิชา มันถึงได้เดินทางมายังแดนตะวันออกแห่งนี้ มาที่นิกายเทวะวจนะเพื่อเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งแม้มันจะมาช้าก้าวหนึ่ง ผู้คนล้มตายไปมาก ทว่ามันก็ยังมาได้ทันเวลา เวลาที่ต้องปกป้องสตรีผู้ที่เป็นที่รักของมันอีกครั้ง
ตอนนั้นมันต้องพลัดพรากจากนางเพราะเทวะวจนะวันนี้มันจะไม่ยอมให้เทวะวจนะพรากนางไปจากมันได้อีกแล้ว
จนถึงตอนนี้ไป๋เหิ่นซินค่อยกล่าวกับชายหนุ่ม
“คัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราที่ถูกดัดแปลงเล่มนั้นเล่มที่จู่ๆ ก็ปรากฏข้างกายข้า เป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่"
ฮุ่ยจวินไม่ปฏิเสธ แต่ก็มิเอ่ยยอมรับ ทว่าไป๋เหิ่นซินก็รู้ได้จึงกล่าวต่อ
“เหตุใดต้องเป็นเจ้าที่ช่วยข้าอยู่ร่ำไป”
ถึงตอนนี้ฮุ่ยจวินจึงตอบว่า
“เพราะชีวิตเจ้าเป็นของข้าตั้งแต่ต้น”
ไป๋เหิ่นซินมีแววตาสั่นไหวให้เห็น นางรู้สึกบางอย่างกับแพทย์ไร้นามผู้นี้แต่ใจลึกๆ นางมิอาจตัดความอาวรณ์ให้หลุดพ้นจากห้วงคำนึงหาชายผู้นั้นได้ และอาจเป็นเพราะแพทย์ไร้นามมีความคล้ายคลึงกับมันนั่นจึงอาจเป็นเหตุให้นางจิตใจหวั่นไหว นางสับสนว่าแท้จริงแล้วมองมันเป็นแพทย์ไร้นามหรือคนผู้นั้นกันแน่
“ข้ามิอาจยอมรับคำพูดเจ้า แต่ข้าขอติดหนี้ชีวิตเจ้าหนี้ชีวิตนี้ ข้าต้องตอบแทนคืนแก่เจ้าแน่"
ฮุ่ยจวินอยากจะเอ่ยความจริงกับนางเหลือเกินแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มเอ่ยสิ่งใดออกมาก่อนดี และหากเอ่ยตอนนี้นางจะเชื่อในวาจาตนหรือไม่เรื่องราวจะเป็นไปในทิศทางที่ดีหรือไม่
เห็นสีหน้าที่ครุ่นคิดสับสนของชายหนุ่ม ไป๋เหิ่นซินจึงกล่าวว่า
“ปล่อยข้าได้แล้ว และรีบหนีจากที่นี่ซะ"
ฮุ่ยจวินรู้ดีว่าตนในตอนนี้แม้มีพลังที่เข้าขั้นสูงสุดเหนือมนุษย์ไปไกลทว่าความรู้สึกที่สัมผัสถึงพลังความมืดบนกายเทียนหมิงนั้นเป็นความเหนือล้ำที่นำตนอยู่ระดับหนึ่งหากตนมีพลังเหนือคนก็คงนับได้ว่าอยู่ในระดับเทียบเท่าพลังมาร ทว่าเทียนหมิงในตอนนี้มันมีพลังที่เรียกได้ว่าเทียบเทียมเทวะมารกับเทพสู้กันพลังแห่งเทพย่อมเหนือล้ำกว่า แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้น มันก็หันหลังกลับไม่ได้แล้วภาพที่เกิดขึ้น คนที่ล้มตาย เหล่านี้มิอาจให้มันถอยหลังได้อีก ถึงเวลาที่มันต้องสู้ตัดสินกับเทียนหมิงเพื่อความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงโลกแห่งนี้
“ข้าไม่ได้มาเพื่อหนี ข้ามาเพื่อที่จะร่วมแบกโลกไปกับพวกเจ้า…”
คำกล่าวของชายหนุ่มหยุดเล็กน้อย มันหวนนึกถึงค่ำคืนอันแสนยากลำบากที่มันกับไป๋เหิ่นซินหรือก็คือฮุ่ยไป๋เคยฟันฝ่าในช่วงวัยเด็กช่วงเวลาที่ดั้นด้นหาทางรักษาพิษให้แก่เด็กหญิง ค่อยกล่าวต่อ
“…อีกทั้งข้ามาเพื่อสู้เคียงข้างเจ้าอีกครั้ง"