สังเวียนเทพเทวะ (4)
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด สีหน้าของกลุ่มคนจากตระกูลเขี้ยวทองคำก็แปรเปลี่ยนเป็นดำมืดจนน่ากลัว อารมณ์ความรู้สึกของพวกมันดำดิ่งลงอย่างเลวร้าย โดยเฉพาะคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเทพอสูรที่สูญเสียร่างกายไปกว่า 2 ใน 3 ส่วน
การสูญเสียนี้อาจจะไม่นับว่ารุนแรงนักสำหรับเทพอสูรที่มีร่างอมตะ แต่การสูญเสียมันในขณะที่ต่อสู้ก็ไม่ต่างอะไรจากความพ่ายแพ้เพราะพลังของเทพอสูรนั้นมาจากร่างกายที่แข็งแกร่ง เมื่อไม่มีร่างก็ไม่สามารถใช้พลังอะไรได้
หากคิดจะฟื้นฟูร่างอมตะ มันก็ยิ่งไม่มีหวังเพราะกัสไม่มีทางปล่อยให้มันได้โอกาสฟื้นตัวแน่นอน สิ่งเดียวที่รอมันอยู่ในตอนนี้จึงไม่มีอะไรนอกจากความพ่ายแพ้
ทว่าในกลุ่มคนจากตระกูลเขี้ยวทองคำนั้น ยังมีบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มีสีหน้าแตกต่าง
ใบหน้าของบุรุษผู้นี้ไม่ได้ดำมืดหรือเคร่งเครียดเหมือนคนอื่นๆ หากแต่สงบนิ่งเยือกเย็น ส่งผลให้บรรยากาศรอบตัวของบุรุษวัยกลางคนผู้นี้แตกต่างจากคนอื่นๆ ที่มาจากตระกูลเดียวกัน
ไม่เพียงแค่สีหน้าท่าทางที่แตกต่าง เสื้อผ้าและทรงผมเองก็ต่างกันด้วยเช่นกัน เสื้อผ้าของบุรุษวัยกลางคนผู้นี้ไม่ได้ตัดเย็บมาจากหนังสัตว์อย่างที่เผ่าหมาป่าทองคำคำนิยม หากแต่เป็นเส้นใยที่ทำมาจากพืชและขนสัตว์ซึ่งมีความอ่อนนุ่มมากกว่า
รูปแบบการตัดเย็บเองก็แตกต่าง มันดูหรูหราจนทำให้นึกถึงชนชั้นสูงในทันทีที่มองเห็น เมื่อรวมเข้ากับบรรยากาศที่แฝงไว้ด้วยความสง่างามเยือกเย็นด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้บุรุษวัยกลางคนผู้นี้ดูต่างจากคนอื่นมากขึ้นไปอีก
ซึ่งถ้าสังเกตอย่างตั้งใจก็จะเห็นว่าบุรุษวัยกลางคนผู้นี้มีการเว้น ‘ระยะ’ จากคนอื่นๆ อยู่เล็กน้อยจนทำให้เกิดความรู้สึกที่แตกแยกขึ้นมาเล็กน้อย
แต่ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็คงยากที่จะมองเห็น ยกเว้นเพียงช่วงเวลานี้ ช่วงเวลาที่สีหน้าของทุกคนดำมืดลงเพราะความเคร่งเครียด แต่บุรุษวัยกลางคนกลับมีสีหน้าที่สงบนิ่งเยือกเย็นจนแตกต่าง
ความแตกต่างนี้ทำให้คนที่อยู่ใกล้บุรุษผู้นี้ที่สุดสังเกตเห็นได้โดยไม่ได้ตั้งใจ
ความประหลาดใจจึงปรากฏขึ้นในดวงตาของมันครู่หนึ่ง ก่อนจะปั้นสีหน้าเป็นสงบนิ่งและหันกลับไปถามด้วยท่าทีที่แฝงไว้ด้วยความไม่พอใจอย่างอ่อนจาง
“ท่านสวอนโล่ ท่านสังเกตเห็นอะไรบ้าง”
คำถามนี้กระตุ้นความสนใจจากคนอื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้คนทั้งหมดที่ยืนอยู่หันไปทางบุรุษวัยกลางคนพร้อมกัน
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาที่แฝงไว้ด้วยความสงสัย ไม่พอใจและความห่างเหิน สีหน้าของบุรุษวัยกลางคนก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย มีความประหลาดใจปรากฏขึ้นมาชั่วขณะ ก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ข้าอยากถามทุกท่าน..พวกท่านสังเกตเห็นหรือไม่ว่า หุ่นเชิดตัวนั้นดูคล้าย ‘ศพทราย’ อยู่บ้าง”
คำถามนี้ทำให้สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนแปลงไป ความสงสัยก่อตัวขึ้นในจิตใจ ก่อนจะกลายเป็นอาการขมวดคิ้วเนื่องจากไม่อาจเชื่อมโยงคำถามนี้กับสิ่งที่เกิดขึ้นได้
“หากจะบอกว่ามันคล้าย มันก็มีส่วนคล้ายอยู่บ้าง แต่ข้าคิดว่ามันไม่น่าจะใช่ศพทรายหรอกนะท่าน ศพทรายไม่มีพลังเช่นนี้และไม่อาจฟื้นฟูตนเองได้เร็วเช่นนี้ได้”
“ไม่ผิด..แล้วถ้าเป็น ‘จ้าวศพทราย’ ละ”
พริบตานั้นดวงตาทุกคู่ก็เบิกกว้างขึ้น ความไม่เชื่อปรากฏขึ้นในดวงตาของทุกคน ก่อนจะกลายเป็นท่าทีครุ่นคิดและสีหน้าที่เคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม
“มีความเป็นไปได้..ถึงจะไม่น่าเชื่อ แต่ถ้าเป็นตระกูลอันดูวเดธก็อาจจะเป็นไปได้..ใครเล่าจะรู้ว่าตระกูลนี้เก็บซ่อนความลับเอาไว้มากขนาดไหน”
ขณะที่ชายชราผู้เป็นครึ่งเทพพูด น้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความอัดอั้นตันใจและความอิจฉาก็ปรากฏขึ้นมาอย่างไม่ปิดบังเพราะมันไม่จำเป็นต้องเก็บซ่อนความรู้สึกเช่นนี้ เนื่องจากไม่ใช่มันเพียงคนเดียวที่รู้สึก
ความรู้สึกที่พวกมันมีต่อตระกูลอันดูวเดธนั้น มีทั้งความเคารพและหวาดกลัว โดยเฉพาะชายชราที่เป็นผู้พูดที่เป็นคนที่อยู่ในยุคสมัยที่ตระกูลอันดูวเดธบุกเบิกเข้ามาถึงอาณาจักรทะเลทรายทองคำ
สมัยนั้นตระกูลเขี้ยวทองคำยังไม่ถูกสร้างขึ้นด้วยซ้ำ พวกมันใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนเล็กๆ ในสภาพที่ต่อสู้แย่งชิงกันตลอดเวลา จนกระทั่งภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดถอยร่นออกไปและเผยให้เห็นดินแดนที่กว้างใหญ่
ถึงตอนนั้นการต่อสู้ที่ยาวนานถึงได้สงบลง แต่ก็เพียงชั่วคราวเพราะดินแดนแห่งใหม่นั้นเป็นดินแดนรกร้างที่ยากจะใช้ชีวิตได้
จนกระทั่งตระกูลอันดูวเดธและพันธมิตรปรากฏตัว พวกมันถึงได้รู้ว่าโลกใบนี้ยังมีดินแดนที่พวกมันไม่รู้จักอีกมากและมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ดันเจี้ยน’ อยู่ถึงตอนนั้นพวกมันก็ถูกบีบจากสถานการณ์จนต้องรวมตัวเข้าด้วยกัน
เผ่าที่ใหญ่โตที่สุดและมีอำนาจมากที่สุด 5 เผ่ารวมตัวกันจนกลายเป็นผู้ปกครองของอาณาจักรที่แท้จริงและทำการปกครองอาณาจักรทะเลทรายทองคำ ก่อนจะเข้าร่วมกับพันธมิตรในฐานะ ‘ตระกูลใหญ่’ และตักตวงผลประโยชน์กับทรัพยากรเข้าไปยังอาณาจักรของพวกมัน
จนถึงตอนนี้เวลาก็ผ่านมาเกือบพันปีแล้วสำหรับพวกมันที่เข้าร่วมกับพันธมิตรในช่วงกลางๆ และตลอดเวลาที่ผ่านมาตระกูลอันดูวเดธก็ยังเป็นตระกูลที่ลึกลับสำหรับพวกมันเสมอ
แม้ว่าเวลาจะผ่านเลยไป หูตาของพวกมันแพร่กระจายไปทั่วทั้งทวีป แต่ก็ไม่มีหูตาคนไหนเลยที่สามารถแทรกซึมเข้าไปในตระกูลอันดูวเดธได้ ยิ่งไปกว่านั้นตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกมันยังได้เห็นการลงมือที่เด็ดขาดและโหดเหี้ยมของตระกูลอันดูวเดธอยู่หลายครั้ง
มีหลายตระกูลมากที่ล่มสลายลงเพราะเข้าไปยั่วยุตระกูลอันดูวเดธ พวกที่ ‘ข้ามเส้น’ ทั้งหมดถูกลบให้หายไปในค่ำคืนเดียวหลังจากก่อเรื่อง
พวกมันไม่มีโอกาสได้แก้ตัว ไม่มีแม้กระทั่งการเจรจา ขอโทษหรือแสดงความเสียใจใดๆ เพียงแค่ข้ามเส้นไป ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ทั้งหมดล้วนถูกลบให้หายไปในค่ำคืนเดียว
นี่คือสิ่งที่ทำให้ตระกูลอันดูวเดธกลายเป็นตัวตนที่น่ากลัวที่สุดในสายตาของตระกูลใหญ่ทั้งหมด
แต่ในขณะเดียวกันมันก็กลายเป็นตระกูลที่ยากจะเข้าใจที่สุดด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับเวลานี้ แม้ว่าพวกมันจะหวาดกลัวตระกูลอันดูวเดธ แต่พวกมันกลับไม่กลัวเลยสักนิดที่จะต่อสู้ฆ่าฟันกับกัสเพราะพวกมันรู้ดีว่าตระกูลอันดูวเดธจะไม่ทำอะไรพวกมัน ต่อให้พวกมัน ‘ฆ่า’ กัสลงก็ตามที
ทั้งนี้ก็เพราะมาตรฐานของตระกูลอันดูวเดธนั้น ‘ปกป้อง’ ทายาทสตรีมากกว่าบุรุษ นอกจากจะใช้กำลังอำนาจที่เหนือกว่าอย่างมากไปรังแกทายาทบุรุษที่ยังไม่ได้ก้าวข้ามขอบเขตของมนุษย์ไปได้ พวกมันก็ไม่จำเป็นต้องกลัวเลยสักนิด
ด้วยเหตุนี้การต่อสู้ฆ่าฟันของพวกมันกับกัสจึงเป็นอะไรที่รุนแรงมากและเป็นการฆ่าฟันกันจริงๆ ไม่ได้เพียงแค่ต้องการชัยชนะ
เพียงแต่พวกมันไม่อาจเอาชนะกัสได้โดยง่าย จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงการฆ่าเขาเลย โดยเฉพาะตอนนี้ที่กัสมีหุ่นเชิดอยู่ข้างกาย โอกาสที่พวกมันจะชนะได้ก็ลดลงไปอีกหลายส่วน
เมื่อชายชราพูดจบสีหน้าของคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย พวกมันถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ก่อนจะถูกบุรุษวัยกลางคนที่เป็นผู้ถามพูดต่อ
“หากพวกท่านคิดเช่นนั้นข้าก็มีข้อเสนอ..พวกเราต้องทดลองดู โดยใช้วิธีที่พวกเราจัดการกับจ้าวศพทราย”
“ตกลง! เช่นนั้นครั้งต่อไปข้าจะลองดูเอง หากสามารถยืนยันได้ข้าหวังว่าท่านสวอนโล่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ”
“แน่นอน! นี่เป็นเรื่องที่ข้าเสนอ หากสามารถยืนยันได้ว่าหุ่นเชิดตัวนั้นคือจ้าวศพทรายจริง..ข้าก็ไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบนี้”
สีหน้าของบุรุษวัยกลางคนไม่มีความเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย รอยยิ้มของมันยังคงอยู่ ทั้งยังพยักหน้ารับด้วยท่าทีที่มุ่งมั่นเป็นพิเศษโดยไม่ได้สนใจสายตาที่แฝงไว้ด้วยความโล่งใจของคนอื่นเลย
“ดี! เช่นนั้นเรียกท่านซิลเวอร์โบนกลับมาเถอะ ท่านฝืนตัวเองมากเกินไปแล้ว”
ไม่มีใครปฏิเสธความคิดนี้เพราะตอนนี้เทพอสูรที่ชื่อซิลเวอร์โบนนั้นกำลังใช้ร่างอมตะที่เหลือเพียงส่วนหน้าอกขึ้นไปกับร่างจำแลงที่สร้างขึ้นจากพลังชีวิตในส่วนที่เหลือฝืนต่อสู้กับกัสอย่างเต็มฝืนมานานแล้ว
ทันทีที่ถูกเรียกตัวกลับ สีหน้าของเทพอสูรก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย มันมีความโล่งใจแฝงอยู่ แต่ก็มีความอัดอั้นตันใจไม่น้อยที่มันไม่อาจต่อสู้ไปมากกว่านี้ได้
“ขออภัยด้วย..”
“ได้โปรดอย่าโทษตัวเองเลย อย่างน้อยท่านก็ช่วยให้พวกเราคาดเดาตัวตนของหุ่นเชิดตัวนั้นได้บ้าง ท่านพักให้สบายเถอะ!!”
ได้ยินแบบนั้นเทพอสูรซิลเวอร์โบนก็มีสีหน้าดีขึ้นมามันพยักหน้ารับน้อยๆ และผละไปด้านข้างเพื่อฟื้นฟูร่างอมตะของมันกลับคืนมา
ส่วนครึ่งเทพที่อาสาก็ออกไปต่อสู้กับกัสอย่างดุดัน
แผนการของมันยังเป็นเช่นเดียวกับครั้งก่อน คือเน้นทำลายหุ่นเชิดแทนที่จะเป็นตัวกัสเพราะมันรู้ดีว่ามันยากที่จะจัดการเขาหากไม่ทำลายหุ่นเชิดก่อน
กัสที่เห็นแบบนั้นก็มีสีหน้าแปลกๆ เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย มองดูการกระทำของครึ่งเทพด้วยท่าทีที่แปลกใจ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
“ในที่สุดพวกเจ้าก็รู้ตัว..”
แม้จะเห็นว่าครึ่งเทพที่มาใหม่นั้นทำอะไร แต่กัสก็ไม่ได้พยายามห้ามหรือเปลี่ยนวิธีต่อสู้แต่อย่างใด เขายังใช้วิธีเดิมเล่นงานครึ่งเทพอย่างหนักหน่วง ทั้งกระสุนเสียง ลมหายใจราชสีห์ ไปจนถึงกระบี่วิญญาณ เขาใช้ทุกอย่างที่ใช้ได้โจมตีจากแนวหลังและให้หุ่นเชิดวิญญาณรับหน้าที่พัวพันครึ่งเทพเอาไว้เพื่อให้อีกฝ่ายไม่มีโอกาสได้ร่ายเวทมนตร์ระดับสูงออกมาโดยง่าย
วิธีนี้ใช้ได้ดียิ่งกว่าตอนที่สู้กับเทพอสูรมากเพราะครึ่งเทพนั้นมีร่างกายที่อ่อนแอกว่าเทพอสูร ต่อให้ร่างวิญญาณจะมีจุดเด่นที่ทำให้ยากจะสร้างความเสียหายจริงๆ ได้ แต่จุดเด่นที่ว่านั้นใช้ไม่ได้กับกัส เขาจึงไม่รู้สึกว่ารับมือครึ่งเทพได้ยากนัก
โดยเฉพาะตอนนี้ตอนที่อีกฝ่ายกำลังทุ่มความสนใจทั้งหมดไปกับหุ่นเชิดวิญญาณและพยายามใช้เวทมนตร์ธาตุแสงมาทำลายมัน
ผลลัพธ์จากการใช้เวทมนตร์ธาตุแสงนั้น ทรงพลังกับราชาอันเดธเสมอและยิ่งหุ่นเชิดเป็นเพียงราชาอันเดธเทียมก็ยิ่งได้รับผลกระทบที่รุนแรง
นอกจากนั้นกัสยังไม่ชำนาญในธาตุมืดมากนัก เขาไม่มีวิธีที่ใช้ป้องกันเวทมนตร์ธาตุแสงเท่าไหร่จึงทำให้หุ่นเชิดสูญเสียพลังไปอย่างต่อเนื่องเพราะการทำลายล้างจากพลังธาตุแสง
ในด้านของการทำลายกายเนื้อนั้น เวทมนตร์ธาตุแสงไม่ได้มีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่นัก แต่อีกฝ่ายก็เหมือนกับไม่ใส่ใจ ทั้งยังพยายามส่งเวทมนตร์ธาตุแสงที่เน้นการสลายธาตุมืดออกมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พลังของหุ่นเชิดลดลงตลอดเวลา
เมื่อเห็นแบบนั้นกัสก็เริ่มยิ้มเยาะเย้ยอยู่ในใจ ขณะที่สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ซึ่งทำให้คนจากตระกูลเขี้ยวทองคำตื่นเต้นยินดีขึ้นมาทันทีและยิ่งทำให้พวกมันมั่นใจในสิ่งที่คิดมากขึ้นไปอีก
ทว่าความพยายามของครึ่งเทพก็ดำเนินต่อไปได้ไม่นานนักเพราะต่อให้มันพยายามทำทุกอย่างเพื่อทำลายหุ่นเชิดของเขา แต่เพราะมันใช้ความพยายามทั้งหมดไปกับการทำลายและรับมือหุ่นเชิด มันจึงต้องเผชิญกับการโจมตีที่หนักหน่วงและดุดันจากกัสด้วยเช่นกัน
เพราะศัตรูไม่พยายามขัดขวางหากแต่ป้องกันตัวอย่างสุดกำลังและพยายามทำลายหุ่นเชิดของเขา กัสจึงสามารถรวบรวมพลังได้อย่างสบายใจและลงมือโจมตีออกไปในจังหวะไหนก็ได้ตามใจชอบ การโจมตีของเขาจึงแม่นยำกว่าเดิมมาก ส่งผลให้ครึ่งเทพต้องรับภาระหนัก
ทั้งต้องรับมือการโจมตีที่พยายามฉีกกระชากร่างวิญญาณและการกัดกินร่างวิญญาณของหุ่นเชิดและยังต้องรับมือกระสุนเสียงและลมหายใจราชสีห์ของกัสอยู่บ่อยๆ จนทำให้มันได้รับบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง
ยังดีที่มันระมัดระวังตัวอยู่ตลอดและใช้อุปกรณ์ชีวิตป้องกันตัวไว้ในภาพของรังไหมผลึกทองคำ ทำให้มันยากที่จะสูญเสียร่างวิญญาณไปเพราะการโจมตีรูปแบบคลื่นเสียงของกัส
แต่สุดท้ายมันก็ยังพลาดเมื่อถูกกัสโจมตีจากรอบทิศทางสติหลุดลอยไปเสี้ยววินาที ร่างกายเกือบ 1 ใน 5 ของมันก็ถูกหุ่นเชิดกระชากขาดไปด้วยคมเขี้ยวที่แหลมคม จากนั้นก็ถูกกลืนลงไปในคำเดียว
การสูญเสียนี้ทำให้ใบหน้าของครึ่งเทพซีดขาวลง ก่อนที่มันจะตัดสินใจระเบิดพลังทั้งหมดเพื่อใช้เวทมนตร์ธาตุแสงที่เรียบง่ายที่สุด ทำลายพลังธาตุมืดของหุ่นเชิดไปอย่างมหาศาล ก่อนที่มันจะเอ่ยปากยอมแพ้
เมื่อเห็นสิ่งที่ครึ่งเทพทำกัสก็อดไม่ได้ที่จะเค้นเสียงออกมาด้วยความหงุดหงิด จากนั้นก็มองตรงไปยังกลุ่มของตระกูลเขี้ยวทองคำเพื่อดูว่าใครจะเป็นคนต่อไป
ในขณะที่กัสมองดูอยู่นั้น ภายในกลุ่มของตระกูลเขี้ยวทองคำก็กำลังถกเถียงกันอย่างรุนแรงเพราะสวอนโล่ไม่ได้ลงมือตามที่สัญญาหากแต่เอ่ยปากขอให้มีใครสักคนไปลดพลังของหุ่นเชิดอีกครั้ง
ซึ่งแน่นอนว่าคำขอนี้ไม่ได้ยากเกินกว่าจะรับ แต่มันก็ทำให้มีคนต้องเสียสละเพิ่มซึ่งทำให้เกิดการถกเถียงขึ้นมา
แต่สุดท้ายแล้วความสามัคคีก็มีชัยจึงทำให้มีเทพอสูรคนหนึ่งที่ชำนาญเวทมนตร์จากเผ่าเนตรทองคำออกไปรับหน้า
การต่อสู้รอบต่อมาจึงเปิดฉากขึ้นทันทีและตามมาด้วยการต่อสู้ที่ดุดัน ทั้งหมัด เข่า ศอก อาวุธไปจนถึงเวทมนตร์ธาตุแสงที่ระเบิดออกมาถี่ยิบส่งผลให้หุ่นเชิดต้องรับภาระหนักจนแทบจะไม่อาจรับมือได้
การโจมตีในรูปแบบนี้สร้างภาระให้กับหุ่นเชิดอย่างมาก แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นมันก็ไม่ได้ยากลำบากเกินกว่าจะรับมือไหวเพราะยังมีกัสคอยสนับสนุนอยู่ไม่ห่าง
ศึกรอบนี้ดำเนินต่อไปนานหลายสิบนาที จนกระทั่งพลังเวทของเทพอสูรหมดลง มันก็เอ่ยปากข้อยอมแพ้ในทันที ทำให้กัสที่มองดูได้แต่กัดฟันด้วยความหงุดหงิดโดยไม่ได้แสดงเพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับอีกฝ่ายได้
‘ดูเหมือนว่าหากไม่งัดไพ่ตายออกมาเพิ่มคงจะจัดการพวกมันไม่ได้..แต่..จะใช้อะไรจัดการดี’
ขณะที่กัสครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียดนั้น ‘สวอนโล่’ บุรุษวัยกลางคนที่เอ่ยปากสัญญาเอาไว้ก็ออกมาเผชิญหน้ากับเขาในที่สุด
การปรากฏตัวของบุรุษวัยกลางคนผู้นี้ทำให้สีหน้าของกัสเปลี่ยนไปเล็กน้อยเพราะต่อให้เขาไม่ได้ยินสิ่งที่คนจากตระกูลเขี้ยวทองคำคุยกัน แต่เขามองออกว่าจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงนั้นมาจากบุรุษวัยกลางคนผู้นี้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงเพิ่มความระมัดระวังตัวมากขึ้นเพราะเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายคือคนที่ค้นพบตัวตนของหุ่นเชิดของเขา
“ข้าสวอนโล่ ดิ โกลเด้นเลค ยินดีที่ได้พบนะพ่อหนุ่มกัสโทนีย่า”
คำทักทายที่เหนือความคาดหมายนี้ทำให้กัสประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะตอบรับกลับไปด้วยรูปแบบเดียวกันตามมารยาท
“ข้ากัสโทนีย่า เลโอลอว์ ดิ อันดูวเดธ ยินดีที่ได้พบท่านสวอนโล่..แปลกดีนะ ข้าไม่คิดว่าจะมีคนจากตระกูลเขี้ยวทองคำที่คิดจะแนะนำตัวเองก่อนการต่อสู้แบบนี้”
รอยยิ้มของสวอนโล่ยกสูงขึ้นเล็กน้อย มันไม่ได้สนใจน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยการเหน็บแนมของกัสแม้แต่น้อย หากแต่มีท่าทีสบายๆ และยังชวนคุยในเรื่องที่กัสเองก็คิดไม่ถึง
“ช่างเป็นอัจฉริยะหนุ่มที่มีคารม แต่เจ้ายังเด็กเกินไปกัสโทนีย่า เจ้าอาจจะไม่รู้แต่ตระกูลเขี้ยวทองคำของเราประกอบขึ้นมาจากเผ่าทั้ง 5 และข้าที่มาจากเผ่าทะเลสาบทองคำย่อมแตกต่างจากเผ่าอื่น พวกเรายึดถือใน ‘มารยาท’ มากเป็นพิเศษ ดังนั้นเจ้าไม่ต้องแปลกใจที่ข้าทำเช่นนี้ อีกอย่างข้าเองก็ชื่นชมเจ้ามาก ทั้งที่ยังเด็ก แต่กลับก้าวข้ามขอบเขตจนกลายเป็นเทพเทวะที่หาได้ยากแบบนี้ได้ อีกทั้งยังมีราชาอันเดธเป็นหุ่นเชิดเช่นนี้ด้วย”
ขณะที่ประโยคสุดท้ายหลุดออกมาจากปากของสวอนโล่นั้น สายตาของมันมีประกายแสงเกิดขึ้นมาครู่หนึ่ง จิตใจและสมาธิของมันเร่งเร้าขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงขีดสุด จนทำให้มันสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของกัสอย่างแม่นยำ
‘เป็นอย่างที่ข้าคิด หุ่นเชิดตัวนี้คือจ้าวศพทรายจริงๆ เช่นนั้นการต่อสู้ในครั้งนี้ก็จบลงเพียงเท่านี้’
กัสที่ลอบสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายอยู่นั้นก็ตระหนักได้ในทันทีเช่นกันว่าอีกฝ่ายทำเช่นนี้เพื่ออะไร เขาถึงได้เลิกคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย ขณะที่มุมปากยกสูงขึ้นจนเกือบจะเป็นรอยยิ้ม
“เจ้าได้สิ่งที่เจ้าต้องการแล้วสินะ งั้นก็มาสู้กันเถอะ พูดมากแบบนี้คนที่อยู่ข้างหลังเจ้าคงจะไม่ชอบใจเท่าไหร่”
หลังจากสัมผัสกับเล่ห์เหลี่ยมของอีกฝ่าย กัสก็มองข้ามท่าทีที่ดูน่านับถือราวกับชนชั้นสูงของสวอนโล่ไปทันทีและเปลี่ยนคำเรียกจาก ‘ท่าน’ ที่แฝงความนับถือไว้เล็กๆ กลายเป็น ‘เจ้า’ ที่ปราศจากความรู้สึกใดๆ
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่อาจทำให้สีหน้าของบุรุษวัยกลางคนเปลี่ยนแปลงไปได้ รอยยิ้มของมันยังคงประดับอยู่บนใบหน้าเช่นเคย ทั้งยังหัวเราะน้อยๆ ต่อคำพูดเหน็บแนมของกัสอีกด้วย
“ดี! ในเมื่อเจ้าต้องการเช่นนั้นพวกเราก็มาเริ่มต่อสู้กันเถอะ! เชิญ!!”
พูดจบคลื่นพลังวิญญาณใต้เท้าของบุรุษวัยกลางคนก็แผ่ขยายออกมาราวกับระลอกน้ำ พริบตาสั้นๆ มันก็ยืดขยายออกไปรอบทิศทางจนปกคลุมอาณาเขตไปมากกว่า 10 กิโลเมตร
วินาทีต่อจากนั้นบนท้องฟ้าเหนือสนามรบก็ปรากฏ ‘ทะเลสาบ’ สีทองขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ จากนั้นเพียงอึดใจผิวน้ำของทะเลสาบก็สั่นไหวแล้วเกิดเป็นภาพสะท้อนของสิ่งที่ไม่น่าจะมีอยู่ในสถานที่แห่งนี้
พริบตาต่อมาร่างที่สูงใหญ่ของอสูรร้ายก็ปรากฏขึ้นมาเหนือทะเลสาบ มันส่งเสียงขู่คำรามออกมาอย่างดุร้าย ก่อนจะจ้องมองไปยังกัสด้วยดวงตาสีแดงก่ำ
ทันทีที่กัสมองเห็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาจากผิวน้ำของทะเลสาบ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
“ราชาอันเดธ!!”
เสียงอุทานของกัสนั้นทำให้รอยยิ้มของบุรุษวัยกลางคนยกสูงขึ้นเล็กน้อย มันพึงพอใจอย่างมาก ก่อนจะมองไปยังหุ่นเชิดของเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโลภ
“เอาละพ่อหนุ่ม ทีนี้ก็มาดูกันว่า หุ่นเชิดของเจ้ากับจ้าวศพทรายที่เกิดจากอสูรร้ายของข้า อันไหนจะแข็งแกร่งกว่ากัน”
ขณะที่พูดภาพบนผิวทะเลสาบก็เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพียงอึดใจสั้นๆ มันก็มีราชาอันเดธหรือที่คนจากอาณาจักรทะเลทรายทองคำเรียกว่าจ้าวศพทรายปรากฏขึ้นถึง 10 ตัวด้วยกัน
กัสที่เห็นพลังของอีกฝ่ายก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะยิ้มและหัวเราะเบาๆ เมื่อเขานึกถึงใครบางคนขึ้นมาได้
‘ที่แท้เจ้านี่ก็คือหัวหน้าใหญ่ของเผ่าทะเลสาบทองคำนี่เอง..ถ้าจำไม่ผิด เจ้านี่มีพรศักดิ์สิทธิ์อยู่สินะ ความสามารถของมัน..ดูเหมือนจะเป็นความสามารถในการเก็บสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตเอาไว้ในพลังวิญญาณ..แต่นึกไม่ถึงเลยแฮะว่าเจ้านี่มีราชาอันเดธเยอะขนาดนี้’
ความประหลาดใจปรากฏขึ้นในใจกัสเพียงครู่สั้นๆ ก่อนที่มันจะกลายเป็นความตื่นเต้นเพราะเขาไม่ได้กลืนกินพลังวิญญาณของผู้ที่มีพรศักดิ์สิทธิ์มานานแล้ว
ยิ่งกับคนที่เขารู้จักความสามารถด้วยแล้ว กัสก็ยิ่งตื่นเต้น เพียงแค่คิด ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ช่วยวิเคราะห์หาความเป็นไปได้ที่จะนำพลังของศัตรูมาปรับใช้หลังจากได้รับมาหลายข้อเลยทีเดียว
แต่ที่ทำให้กัสตื่นเต้นยินดีที่สุดก็คงไม่พ้นความเป็นไปได้ที่จะนำพลังของอีกฝ่ายมาเสริมให้กับทักษะ ‘สะสม’ พลังงานของเขา
ทักษะนี้แต่เดิมเขาสร้างมันขึ้นมาด้วยเทคนิค ‘อม’ ของเขา ซึ่งการอมเอาไว้โดยไม่กลืนนั้นมันก็มีขีดจำกัดอยู่บ้างเพราะมันเป็นการใช้พลังแบบครึ่งเดียวของเขา นั่นคือการกลืนกินแต่กลืนกินไม่สุดจนกลายเป็นเทคนิคอมขึ้นมา ซึ่งเขาสามารถนำมันไปใช้คู่กับเทคนิค ‘คาย’ จนเกิดเป็นการโจมตีที่ทรงพลัง
แต่ถ้าเขาได้รับพลังของบุรุษวัยกลางคนผู้นี้มี ขีดจำกัดของพลังที่เขามีอยู่ก็จะหมดไปและทำให้ทักษะของเขาพัฒนาไปอีกขั้น
เมื่อได้เห็นความเป็นไปได้นี้สองตาของกัสก็เปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความหิวกระหายจนน้ำลายแทบจะไหลออกมาจากปาก
“ยอดเยี่ยม!! ข้าไม่ได้เจออะไรที่น่ากินขนาดนี้มานานแล้ว..”