เช้าวันต่อมาเสิ่นเย่ว์เฉินตื่นสายกว่าปกติเล็กน้อย ชุ่ยซินได้ยินเสียงเคลื่อนไหวด้านในก็รีบยกน้ำมาปรนนิบัติทันที
อู๋มามากำลังเตรียมอาหารเช้าอยู่ในครัว กลิ่นหอมโชยมาทางหน้าต่าง เสิ่นเย่ว์เฉินพินิจกลิ่นก่อนยกยิ้มที่มุมปาก“กลิ่นโจ๊กปลา”
ชุ่ยซินได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นเอ่ยยิ้มๆ “คุณหนูจมูกดีจริงๆ เ้าค่ะไม่ทันไรก็เดาถูกแล้ว มามาบอกว่า่นี้คุณหนูลำบาก ตัวผอมจนเห็นกระดูกต้องทำอาหารดีๆ บำรุงคุณหนูสักหน่อย”
ผ่านไปครู่หนึ่งอู๋มามาก็ยกโจ๊กปลาชามใหญ่เข้ามามีผักสองสามชนิดและเต้าหู้มังสวิรัติอีกจานหนึ่ง โจ๊กชามนี้ส่งกลิ่นหอมเป็อย่างยิ่งนางตักโจ๊กใส่ถ้วยใบเล็ก รอให้เย็นสักหน่อยแล้วค่อยยกมาเบื้องหน้าเสิ่นเย่ว์เฉิน เสิ่นเย่ว์เฉินชิมดูพบว่าเลิศรสโอชาจริงๆ
เมื่อวานตอนไปที่เรือนหลักนางไม่มีความอยากอาหารเลยสักนิดตกเย็นกลับถึงเรือนก็กินอิ่มเพียงครึ่งท้องเพราะมีเื่ให้คิดในใจพอนอนหลับไปหนึ่งตื่นกระเพาะก็ว่างเปล่าแล้วคราวนี้ได้กินโจ๊กหอมละมุนเนื้อเนียนนุ่มย่อมเป็เื่ดีเสียยิ่งกว่าดี
เสิ่นเย่ว์เฉินบอกให้อู๋มามาและชุ่ยซินนั่งลง แล้วบอกว่า “กินด้วยกันเถิด”
ชุ่ยซินได้ยินดังนั้นก็ยินดียิ่ง กำลังจะนั่งลงแต่อู๋มามาชิงพูดขึ้นก่อน“ห้ามทำตัวไร้ระเบียบเด็ดขาด ประเดี๋ยวค่อยไปกินที่ห้องครัว”
ชุ่ยซินรีบก้มหน้าตอบรับแล้วถอยหลังออกไป
เสิ่นเย่ว์เฉินระบายยิ้ม “อู๋มามา พวกเ้าก็ไปกินเถิดข้าอยู่คนเดียวได้ไม่ต้องให้ใครปรนนิบัติ”
อู๋มามาได้ยินดังนั้นก็บอกให้ชุ่ยซินออกไปก่อน ทว่าชุ่ยซินกลับส่ายหน้ายืนอยู่กับอู๋มามารอให้เสิ่นเย่ว์เฉินกินอาหารเช้าให้เรียบร้อยก่อน
หลังกินอาหารเช้าเสร็จ เสิ่นเย่ว์เฉินก็ฝนหมึกเตรียมเขียนอักษรทว่าทันใดนั้นนางก็เห็นหลี่หมัวมัวพาบ่าวหลายคนเข้ามาในเรือน ทั้งยังยกข้าวของเข้ามาเป็จำนวนมาก
เสิ่นเย่ว์เฉินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปต้อนรับ นางมองหลี่หมัวมัวยิ้มๆ“หมัวมัวมามีอะไรหรือ”
“ขออภัยหากบ่าวรบกวนคุณหนูใหญ่แต่เช้าบ่าวคิดว่าอากาศร้อนเช่นนี้มาเช้าหน่อยจะเย็นสบายกว่า”
หลี่หมัวมัวทักทายด้วยรอยยิ้ม เสิ่นเย่ว์เฉินไม่กล้ารับรีบจูงมืออีกฝ่ายให้นั่งลงเพื่อสนทนากัน
“เมื่อวานพอคุณหนูใหญ่กลับไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าก็เป็ห่วงสุขภาพของคุณหนูอยู่ตลอดจนวางใจไม่ลงกำชับให้บ่าวนำของบำรุงมาให้เ้าค่ะ…”
พริบตาเดียวบนโต๊ะแปดเซียน[1]ก็มีของมากมายวางเรียงรายเมื่อมองให้ดีจะพบว่าในนั้นไม่ได้มีเพียงของบำรุงเท่านั้นมีกระทั่งรองเท้าปักลายใหม่เอี่ยมหลายคู่และผ้าไหมคุณภาพดีสองพับ พับหนึ่งสีชมพูอีกพับหนึ่งสีม่วงดุจดอกติงเซียง[2]ล้วนเป็สีสดใสที่ปกตินางไม่ค่อยสวม
เสิ่นเย่ว์เฉินสับสนไปครู่หนึ่ง หลี่หมัวมัวเห็นสีหน้าคาดไม่ถึงของนางก็คลี่ยิ้มน้อยๆ“เมื่อวานหลังจากคุณหนูใหญ่กลับไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าก็กังวลเื่คุณหนูมาตลอดบอกว่า่นี้คุณหนูใหญ่ดูผอมลงไม่น้อย เลยกำชับให้บ่าวนำของบำรุงมาให้คุณหนูปรับสภาพร่างกายโดยเฉพาะ”เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ หลี่หมัวมัวก็หัวเราะออกมาเบาๆ “ผ้าสองพับนี้เป็ผ้าไหมหางโจวที่ดีที่สุด ยังไม่เคยนำไปตัดเย็บ คุณหนูนำไปตัดพัสตราภรณ์ชุดใหม่ได้สองชุดพอดีอีกเดี๋ยวช่างตัดเสื้อของหออวิ๋นซิ่วจะมาวัดตัวให้คุณหนูและบ่าวก็ให้คนจากร้านจินเป่าเตรียมเครื่องประดับเหมาะๆ มาสองสามชุดด้วยเ้าค่ะตอนเย็นจะส่งมาให้คุณหนูดู”
แค่ตัดพัสตราภรณ์สองชุดเหตุใดต้องใช้ผ้าชั้นดีเช่นนี้ด้วย…ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเครื่องประดับอีก…ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจพวกนางจะมาไม้ไหนกัน
“ลำบากหมัวมัวแล้ว”
“ล้วนเป็ความกรุณาของฮูหยินผู้เฒ่าเ้าค่ะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินมองหลี่หมัวมัวเงียบๆ ไม่ทราบว่าเหตุใดของหายากเบื้องหน้าเหล่านี้ถึงไม่อาจทำให้นางยินดีได้เลยกลับทำให้เกิดความกังวลใจรางๆ ด้วยซ้ำ
จากนั้นชุ่ยซินก็ยกชาที่เพิ่งชงเสร็จเข้ามาอย่างระมัดระวัง หลี่หมัวมัวเปิดกาดมกลิ่นพบว่าเป็เพียงใบชาชนิดธรรมดาจึงจิบไปเล็กน้อยตามมารยาท
เสิ่นเย่ว์เฉินทอดสายตามองถ้วยชาข้างมือโดยไม่เอ่ยคำใดครุ่นคิดว่านอกจากมาส่งของแล้ว หลี่หมัวมัวต้องมีเื่อื่นสนทนาอีกเป็แน่
หลี่หมัวมัววางถ้วยชาลง มองไปที่เสิ่นเย่ว์เฉินอีกครั้งเห็นอีกฝ่ายนั่งหลุบตามองต่ำท่าทางสำรวม เครื่องหน้าทั้งห้างดงามจิ้มลิ้มใต้คิ้วละเอียดคือดวงตาสุขุม สีหน้ายังคงซีดเซียวดูอ่อนแรงอยู่บ้าง
หากดูจากลักษณะภายนอก สีหน้าท่าทางของเสิ่นเย่ว์เฉินไม่ได้พิลาศเปิดเผยทว่าในแง่ของนิสัยใจคอกลับไม่ด้อยไปกว่าคุณหนูตระกูลเสิ่นคนอื่นๆ เลย อย่างไรก็ตามหากพิจารณาเื่การแต่งกายแล้ว…แตกต่างกันมากจริงๆ
หลี่หมัวมัวพิจารณาพัสตราภรณ์กลางเก่ากลางใหม่ของเสิ่นเย่ว์เฉิน ก็อดส่ายหน้าไม่ได้รีบพูดขึ้นว่า “อีกสามวันตระกูลจูจะมีงานชมบุปผา ฮูหยินผู้เฒ่าจะพาเหล่าคุณหนูไปด้วยเ้าค่ะั้แ่คุณหนูกลับมานี่คงเป็การออกงานครั้งแรกกระมังบ่าวคงต้องพูดเื่กฎเกณฑ์มารยาทที่จำเป็กับคุณหนูสักหน่อย”
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินก็ชะงักไปเล็กน้อย รีบยืดตัวขึ้นตรง คารวะหลี่หมัวมัวครั้งหนึ่งกล่าวอย่างจริงจังว่า “เย่ว์เฉินโง่เขลาไร้ประสบการณ์ คงต้องรบกวนหมัวมัวชี้แนะด้วย”
มุมปากของหลี่หมัวมัวยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสียงเรียบว่า “คุณหนูเกรงใจกันเกินไปแล้ว”
หลี่หมัวมัวสนทนาเื่กฎเกณฑ์มารยาทการออกงานและการเป็แขกข้างนอกกับเสิ่นเย่ว์เฉินเช่นว่า ควรคารวะอย่างไร ควรวางตัวปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร คำพูดใดไม่ควรพูดเื่ใดไม่ควรกระทำ เสิ่นเย่ว์เฉินฟังแล้วก็จดจำไว้ทั้งหมด
มีชีวิตมาสองโลก แม้เสิ่นเย่ว์เฉินไม่มีประสบการณ์ร่วมงานใหญ่อันใดแต่ยังพอเข้าใจเื่กฎเกณฑ์มารยาทในการเข้าสังคมอยู่บ้าง ดังนั้นจึงเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ควรพูดล้วนพูดไปหมดแล้ว เื่ที่ควรทำก็ทำไปหมดแล้ว หลี่หมัวมัวจึงเตรียมพาเหล่าสาวใช้กลับไปที่เรือนหลัก
เสิ่นเย่ว์เฉินลุกขึ้นเดินตามไป “ข้าจะไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่า เช่นนั้นก็ร่วมทางไปพร้อมหมัวมัวเลยแล้วกัน”
เพียงพริบตาเดียวก็ได้ของมามากเช่นนี้ ย่อมสมควรไปขอบคุณ
หลี่หมัวมัวตอบ “ฮูหยินผู้เฒ่าบอกบ่าวมาว่าวันนี้คุณหนูไม่ต้องไปคารวะแล้วขอแค่คุณหนูจัดการธุระของตนให้เรียบร้อยและพักผ่อนให้ดีก็พอเ้าค่ะ ดูจากเวลา คนจากหออวิ๋นซิ่วและร้านเจินเป่าคงใกล้มาถึงแล้ว”
เสิ่นเย่ว์เฉินไม่ได้ดื้อดึง เพียงตอบกลับไปว่า “เย่ว์เฉินซาบซึ้งในความห่วงใยของท่านย่ายิ่งนักรบกวนหมัวมัวนำคำขอบคุณของข้าไปบอกต่อท่านย่าด้วย” กล่าวจบเสิ่นเย่ว์เฉินก็ยิ้มส่งหลี่หมัวมัวออกจากเรือน
พอกลับมาที่ห้อง ชุ่ยซินก็วิ่งมาที่โต๊ะเป็คนแรกจ้องมองผ้าสองพับนั้นจนตาแข็ง
“ผ้าเหล่านี้งดงามจริงๆ…” นางว่าพลางยื่นมือออกไปหมายจะลูบดูสักหน่อย แต่กลับถูกอู๋มามาที่ยืนอยู่ข้างๆดุสั่งสอนจึงรีบเก็บมือกลับมา จากนั้นก็หันไปมองเสิ่นเย่ว์เฉินแล้วพูดว่า“บ่าวโตมาขนาดนี้แล้ว ยังไม่เคยเห็นผ้าดีๆ เช่นนี้เลยเ้าค่ะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินยื่นมือไปลูบดูเล็กน้อย ตัวผ้าให้ความรู้สึกนุ่มลื่นดุจผิวน้ำนับเป็ของชั้นดีจริงๆ
อู๋มามากล่าวด้วยสีหน้ายินดี “ดูแล้วเป็ของดีทั้งนั้น”กล่าวจบก็เปิดกล่องไหมบรรจุรังนกออก พิจารณาดูแล้วพูดยิ้มๆ “คุณหนูดูสิเ้าคะรังนกนี่มีสิ่งสกปรกเจือปนน้อยมาก สีสันก็แวววาว อย่างน้อยคงมีค่าเหลียง[3]ละสองตำลึงเงิน”
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้ว ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
คนของหออวิ๋นซิ่วและร้านเจินเป่ามาถึงแล้ว เสิ่นเย่ว์เฉินใช้เวลาทั้งเช้าไปกับการวัดตัวและเลือกเครื่องประดับ
อู๋มามายกน้ำซวนเหมยมาให้ทุกคนดื่มดับร้อนโดยเฉพาะ เสิ่นเย่ว์เฉินมอบซองแดงสองซองเป็ค่าน้ำร้อนน้ำชาให้พวกนาง
สตรีเ่าั้เข้าออกทำการค้ากับตระกูลใหญ่บ่อยครั้ง มีหูตาว่องไวช่างสังเกตทั้งยังเอาใจใส่และทำงานรอบคอบอีกด้วย พวกนางยื่นมือมารับรางวัลกล่าวขอบคุณและพูดจาเป็มงคลน่าฟังอีกมากมาย รับประกันว่าจะนำพัสตราภรณ์ชุดใหม่มาส่งภายในสามวันแน่นอน
เสิ่นเย่ว์เฉินยิ้มอย่างพอใจ เอ่ยขอบคุณแล้วบอกให้ชุ่ยซินออกไปส่งพวกนาง
ที่เรือนของนางไม่เคยคึกคักเช่นวันนี้มาก่อน คึกคักจนทำให้รู้สึกราวกับไม่ใช่ความจริง
ไม่นานอู๋มามาก็ทยอยนำของบนโต๊ะไปเก็บเข้าที่และเติมน้ำใส่กาชา เมื่อเห็นเสิ่นเย่ว์เฉินนั่งอยู่ตรงโต๊ะหนังสือท่าทางคล้ายกำลังครุ่นคิดจึงรีบเดินนำกาชามาวาง“คุณหนู วันนี้ไม่อยากนอนกลางวันหรือเ้าคะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินทอดมองไปนอกหน้าต่าง ถามถึงเื่ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน“ชุ่ยซินล่ะ”
“ชุ่ยซินต้มน้ำร้อนอยู่ในครัวเล็กเ้าค่ะ คุณหนูถามหานางมีงานอะไรหรือเ้าคะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินส่ายศีรษะเบาๆ ตอบกลับเสียงแ่ “อู๋มามาข้าอยากให้เ้าช่วยอะไรหน่อย”
อู๋มามารีบตอบ “คุณหนูมีอะไรจะสั่งหรือเ้าคะ”
“ข้าอยากให้เ้ารีบออกไปถามคนอื่นดูหน่อยว่า ่นี้ข้างนอกมีเื่ซุบซิบเกี่ยวกับตระกูลจูบ้างหรือไม่ต่อให้เป็เื่เล็กน้อยไม่เข้าตาเพียงใดก็ต้องถามมาให้ได้”
“เอ๊ะ” อู๋มามาได้ยินก็ชะงักไปครู่หนึ่งรีบผงกศีรษะตอบ “ทราบแล้วเ้าค่ะ พรุ่งนี้บ่าวจะรีบออกไปถามแต่เช้า แต่…คุณหนูกังวลอะไรหรือเ้าคะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินกล่าวเสียงเรียบ “ไม่มีอะไร บางทีข้าอาจคิดมากไปเองก็ได้”
ปกติฮูหยินผู้เฒ่าไม่ชอบนาง จู่ๆ วันนี้กลับยกย่องเชิดชู หากไม่ให้คิดมากคงไม่ได้จริงๆ
เดิมทีอู๋มามามีเพียงความยินดีต่อท่าทีที่เปลี่ยนไปกะทันหันของฮูหยินผู้เฒ่าทว่าเมื่อเห็นท่าทางคิดหนักของเสิ่นเย่ว์เฉิน ในใจพลันเกิดความรู้สึกแปลกๆ
เปลี่ยนท่าทีเช่นนี้ เป็เื่ดีหรือไม่ดีกันแน่
ไม่นานข่าวที่เสิ่นเย่ว์เฉินได้รับพัสตราภรณ์และเครื่องประดับชุดใหม่จากฮูหยินผู้เฒ่าก็แพร่ไปถึงหูของเซียวซื่อฮูหยินบ้านรอง
เซียวซื่อได้ยินเช่นนี้ก็แค่นเสียงเย็นออกจากจมูก ยกค้อนทองแดงเล็กๆขึ้นมาทุบผลเหอเถา[4]บนโต๊ะเปลือกแข็งๆ ของผลเหอเถากระเด็นมั่วซั่วจากการทุบ แม้แต่ผลด้านในยังถูกทุบจนเละไปด้วย
ไป๋มามาที่อยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็รีบกล่าวขึ้นว่า“ฮูหยินระวังเจ็บมือเ้าค่ะ ให้บ่าวทำเถิด”
เซียวซื่อวางค้อนทองแดงเล็กๆ นั้น ดวงหน้างามปรากฏเค้าความไม่พอใจ “จุ๊ๆ ฮูหยินผู้เฒ่ารู้จักเอ็นดูคนจริงๆมีทั้งพัสตราภรณ์ทั้งเครื่องประดับ”
“พูดไปก็แปลกนักเ้าค่ะ ปกติฮูหยินผู้เฒ่าไม่แยแสคุณหนูใหญ่เหตุใดวันนี้เกิดใจกว้างขึ้นมากะทันหันได้” ไป๋มามาเงยหน้าทอดสายตามองเซียวซื่อครู่หนึ่งก่อนจงใจกล่าวต่อไปว่า “แต่ฮูหยินผู้เฒ่าทำเช่นนี้ถือเป็การไม่ให้เกียรติฮูหยินรองเลยนะเ้าคะหากมีคนทราบว่าฮูหยินผู้เฒ่าเอ็นดูเด็กคนนี้ใครไม่รู้จะคิดว่าปกติฮูหยินรองไม่ใส่ใจคุณหนูใหญ่ ดูแลบ้านไม่เป็”
คำพูดนี้เป็การราดน้ำมันลงบนกองเพลิงอย่างไม่ต้องสงสัยเพียงพริบตาเดียวเซียวซื่อก็ยิ่งไม่สบายใจ อารมณ์ย่ำแย่ลง
เซียวซื่อจ้องมองไปที่ไป๋มามา จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเ็า “ฮูหยินผู้เฒ่ายกย่องนางเช่นนี้ล้วนมีสาเหตุมาจากตระกูลจูเป็การกระทำเพียงผิวเผิน ก็แค่ผ้าสองพับกับเครื่องประดับสองสามชิ้นไม่ใช่หรือ ประเดี๋ยวให้คนของร้านเจินเป่ามาที่นี่สักเที่ยวให้พวกเขาเตรียมเครื่องประดับงามๆ มาหลายๆ ชิ้นหากไม่ใช่ของดีที่สุดก็ไม่ต้องเอามา”
ไป๋มามาได้ยินเช่นนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าฮูหยินรองเริ่มจับจ่ายมือเติบเพื่ออวดอ้างตนเองอีกแล้วนางรีบระบายยิ้มพลางเอ่ย “ใช่ๆ ฉางเจี่ยเอ๋อร์ของพวกเรารูปโฉมงดงามแต่กำเนิดคุณหนูใหญ่ที่ร่างกายมีแต่ไออัปมงคลนั่นจะเทียบได้อย่างไรเ้าคะ”
เซียวซื่อไม่สนใจคำประจบสอพลอของนาง ได้แต่มุ่นคิ้วแน่น “เหลวไหล!ฉางเจี่ยเอ๋อร์เป็บุตรีที่ข้าเลี้ยงดูประดุจไข่มุกบนฝ่ามือมาั้แ่เล็กๆต่อไปย่อมต้องมีฐานะมั่งคั่งสูงส่งไปเป็แขกที่ตระกูลจูคราวนี้นับเป็โอกาสที่ดียิ่งนักข้าไม่อนุญาตให้ผู้ใดขวางทางนางและจะไม่ยอมให้มีอุปสรรคเด็ดขาด”
นางมั่นใจในรูปโฉมของบุตรสาวมาก ขอเพียงเตรียมตัวให้ดี ถึงยามนั้นย่อมต้องสร้างความประทับใจดีๆให้คนตระกูลจูได้แน่ และคาดว่าคงมีหวังเื่งานมงคลด้วย
[1] โต๊ะแปดเซียน คือ โต๊ะที่มีม้านั่งยาวสีด้าน เนื่องจากนั่งได้มากสุดแปดคนจึงเรียกว่าโต๊ะแปดเซียน
[2] ดอกติงเซียง คือ ดอกไลแลค
[3] ค่าเหลียง คือ หน่วยมาตราชั่งน้ำหนักหนึ่งเหลียงประมาณห้าสิบกรัม
[4] เหอเถา คือ วอลนัต