ณ หอทองคำ
ภายในห้องที่จัดวางแต่งเติมตามแบบฉบับโบราณสิ่งของต่างๆ ถูกจัดวางอย่างสวยงาม ทว่าสตรีรูปงามที่อยู่ภายในกลับทำให้ความงามทั้งหลายหม่นหมองไปซึ่งนั่นก็คือหลิงไต้โยวนั่นเอง
นางสวมชุดฮั่นฝูในท่วงท่าของการยืนแต่ก็ยังไม่อาจทำให้สูญเสียความงามบนใบหน้าได้แต่เวลานี้หลิงไต้โยวกลับกำลังขมวดคิ้วแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ผู้อาวุโสโม่วอย่าได้วาดหวังนักเลย ถึงอย่างไรก็มีเจ้าผู้นั้นคอยเข้ามาก้าวก่ายอยู่ด้วยฉะนั้นแล้วการตามหาปรมาจารย์จิตศัสตราที่มีพลังจิตในขั้นจิตนั้นหาได้ง่ายดายไม่!”
เมื่อเสียงที่น่าฟังอย่างยิ่งเงียบลงไปชายชราที่อยู่ตรงข้ามก็พยักหน้าเขาสวมชุดคลุมสีเทา ใบหน้าแก่ชรา แต่เสื้อคลุมนั้นกลับนูนขึ้นมาเป็นสัดส่วน มีพลังของจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณระดับเซียนแฝงอยู่ภายใน
หากไม่ได้ตาบอดจะสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าชายชรามีระลอกคลื่นแห่งพลังอันน่าสะพรึงแผ่ซ่านออกมาจกร่างกายแต่ก็ดูคล้ายว่าจะมีความเยือกเย็นอยู่ด้วย
ชายชราผู้นั้นมองไปยังหลิงไต้โยว เขาหัวเราะเสียงเบาแล้วเอ่ยว่า“หึนึกไม่ถึงว่าจะได้พบเจอกับผู้ที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ในเมืองเฉินตูพวกเรานี้ช่างโชคร้ายเสียจริง เจ้าคนสมควรตายผู้นั้นหากอยู่ในเมืองซ่างจิงแห่งอาณาจักรต้าก้านก็คงไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ แต่ก็เอาเถอะถึงอย่างไรเมื่อเสร็จสิ้นการประมูลในครั้งนี้ข้าก็จะจากไปแล้ว”
หลิงไต้โยวพยักหน้ารับ ทว่าขณะที่นางกำลังจะเอ่ยบางอย่างออกไปกลับมีเสียงของทหารองครักษ์ดังขึ้นมาจากด้านอกเสียก่อน
“รายงานขอรับมีคนบอกว่าตนเองเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราที่มีพลังจิตขั้นจิตมาหาท่านขอรับ คุณหนู!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นใบหน้าของหลิงไต้โยวและผู้อาวุโสโม่วต่างก็มีความดีใจปรากฏหลิงไต้โยววาดแขนออกไปพร้อมทั้งเอ่ยว่า “พาเขาเข้ามา!”
หลังจากนั้นเพียงไม่นาน โดยการนำทางขององครักษ์เมิ่งฝานจึงได้เข้ามาในห้องอย่างเงียบงันเมื่อได้กลิ่นหอมจางๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศเขาก็มองไปยังหลิงไต้โยวผู้งามยั่วยวนและยืนอยู่ไม่ไกลทว่าหัวใจของเมิ่งฝานกลับไม่ได้สั่นไหวแต่อย่างใด
สาเหตุแรกเป็นเพราะเมิ่งฝานหาใช่ผู้ที่มักมากในความงามของสตรีไม่สาเหตุที่สองนั้นเป็นเพราะในวันนี้พลังจิตของเมิ่งฝานอยู่ในขั้นจิตแล้ว และมันหนักแน่นมั่นคงจนยากที่จะสั่นไหว
ใบหน้าอันงดงามของหลิงไต้โยวพลันมีความผิดหวังปรากฏขึ้นมาเล็กน้อยขณะเดียวกันผู้อาวุโสโม่วที่อยู่ข้างกายก็มีสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างร้ายกาจแต่ไม่ได้เอ่ยอันใดออกมา
ผู้ที่อายุน้อยเช่นนี้จะมีพลังจิตอยู่ในขั้นจิตได้อย่างไร!
ดูท่าคงจะเป็นตัวปัญหาที่ติดตามตนมาอีกแล้ว!
หลิงไต้โยวถอนหายใจอย่างครุ่นคิด จากนั้นจึงก้าวออกไปเบื้องหน้าพลางเอ่ยเสียงเรียบ“หนุ่มน้อย เจ้าน่ะหรือปรมาจารย์จิตศัสตราที่มีพลังจิตในขั้นจิต?”
แม้จะไม่ชอบใจอยู่เล็กน้อยแต่หลิงไต้โยวก็ยังสามารถรักษาความงามของตนเองไว้ได้ซึ่งน้ำเสียงที่นางเอ่ยออกไปนั้นทั้งสุภาพและน่าฟังเป็นอย่างยิ่ง
เมิ่งฝานพยักหน้ารับ จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา“ข้านี่แหละ...”
เมื่อเขาบอกไปเช่นนั้นผู้อาวุโสโม่วก็กระตุกยิ้มก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าหนู พูดสิ่งใดออกมาก็ต้องรับกับผลที่จะเกิดขึ้นตามด้วย!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าทั้งสองคนมีท่าทีไม่ยินดียินร้ายใดๆเ ขาก็รู้ว่าพวกนั้นเห็นว่าตนเป็นเช่นบุรุษด้านนอกที่หลงไหลในความงามของหลิงไต้โยว
เขาไม่ได้เอ่ยอันใดออกไปเพียงแค่จ้องตาของชายชราผู้นั้นด้วยนัยน์ตาที่วาวโรจน์ แล้วแสงแห่งพลังอันร้ายกาจพลันปรากฏขึ้นมาตามด้วยพลังจิตที่ปรากฏขึ้นในอากาศดุจดั่งคลื่นแห่งสายธารก็ไม่ปานมันพุ่งตรงเข้าไปโจมตีชายชราผู้นั้น
“จงสลายไปเสีย!”
ผู้อาวุโสโม่วตวาดออกมาด้วยเสียงที่คล้ายดั่งพลังแห่งสายฟ้ามันคือพลังคลื่นเสียงอันแข็งแกร่งนั่นเอง เมื่อครู่นั้นคล้ายดั่งว่าพื้นสั่นสะเทือนไปชั่วครู่จากนั้นพลังจิตของเมิ่งฝานที่อยู่ในอากาศก็สลายไป
ทว่าเมื่อนึกถึงระลอกคลื่นแห่งพลังปราณที่ปรากฏขึ้นเมื่อครู่ผู้อาวุโสโม่วจึงมองไปยังเมิ่งฝานด้วยสีหน้าที่แปลกประหลาด แล้วเอ่ยขึ้นอย่างเหลือเชื่อ“พลังจิตขั้นจิต!”
“ถูกต้อง!”
เมิ่งฝานพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“ข้ามาในครั้งนี้ไม่ได้หวังว่าจะได้มาเห็นสิ่งใด สิ่งเดียวที่ข้าสนใจมีเพียงเงินเท่านั้นที่เหลือข้าหาได้สนใจใดไม่!”
เขาเอ่ยออกมาพร้อมทั้งขยับนิ้วคล้ายดั่งกำลังนับบางสิ่งหลิงไต้โยวย่นคิ้วเล็กน้อยก่อนจะมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนหน้า จากนั้นนางจึงเอ่ยเสียงเบา“ขออภัยด้วยน้องชาย นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ข้ากับผู้อาวุโสโม่วไม่ทันได้สังเกต ในเมื่อเจ้ามีพลังจิตในขั้นจิตก็คงจะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของการหลอมศัสตราวุธฉะนั้นแล้วเจ้าไม่ต้องห่วง ขอเพียงเจ้าทำภารกิจของพวกข้าให้สำเร็จเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาหรือต่อให้เจ้าทำไม่สำเร็จก็ยังถือว่าเป็นแขกชั้นสูงของตระกูลหลิง วันหน้าหากต้องการซื้อสิ่งใดจากตระกูลหลิงก็มาหาข้าได้ทันที”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาหลิงไต้โยวก็ผายมือเป็นการเชื้อเชิญราวกับว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ได้สร้างผลกระทบใดก็ไม่ปานซึ่งใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้นก็ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกสั่นไหว
ดูเหมือนว่าสตรีผู้นี้จะน่ากลัวไปเสียหน่อย!
ความเก้อเขินหายไปในทันใด นับว่าความสามารถในด้านนี้ของนางไม่เลวเลยทีเดียว
เมิ่งฝานลูบจมูกของตนเองก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“บอกมาก่อนดีกว่าขอรับ ภารกิจที่ว่านั้นคือสิ่งใด?”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลิงไต้โยวก็หัวเราะออกมาเสียงเบาแล้วเอ่ยว่า “เชิญตามข้ามาได้เลย”
หลังจากที่ได้พิสูจน์ศักยภาพของเมิ่งฝานแล้วหลิงไต้โยวก็ปฏิบัติต่อเมิ่งฝานดั่งเช่นแขกผู้ทรงเกียรติ สำหรับผู้ที่มีพลังจิตในขั้นจิตทั้งที่อายุยังน้อยเช่นนี้แม้หลิงไต้โยวจะพยายามปิดบังความรู้สึกไม่ให้แสดงออกทางสีหน้าเท่าใดก็ยังต้องยอมรับว่าตนเองตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
เมิ่งฝานพยักหน้ารับแล้วเดินตามหลิงไต้โยวไปผู้อาวุโสโม่วที่อยู่ด้านหลังหัวเราะออกมาอย่างแปลกประหลาด นัยน์ตาของเขามีความแปลกใจปรากฏจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ช่างเป็นเด็กน้อยที่น่าสนใจเสียจริง...ซ้ำยังกล้าโจมตีข้าด้วย นับว่าใจกล้าไม่เบา!”
เมิ่งฝานเดินตามหลิงไต้โยวจนมาถึงห้องลับด้านหลังจุดรับแขกโดยรอบถูกสร้างขึ้นด้วยเหล็กและปิดกั้นเอาไว้อย่างแน่นหนาหลิงไต้โยวเดินไปเบื้องหน้า เมื่อปลายนิ้วขยับก็นำเอากล่องอันวิจิตรงดงามใบหนึ่งออกมา
นางมองไปยังเมิ่งฝานแล้วเอ่ยเสียงเบา“น้องชาย ที่ตระกูลหลิงของพวกข้าเดินทางมาถึงเมืองหลวงของอาณาจักรหัวอวิ๋นก็เพราะพวกข้าขยายพื้นที่การค้าขายมาถึงที่นี่และข้าก็คือตัวแทน แต่น่าเสียดายที่ข้าเจอกับปัญหาบางอย่าง อะ..นี่คือกระจกปราณธารามันคือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่ที่แม้จะไม่มีพลังการทำลายล้างอันยิ่งใหญ่แต่ก็สามารถตรวจสอบวัตถุที่มีระดับต่ำกว่าระดับหกได้ หากไม่มีมันพวกข้าคงไม่อาจเปิดการประมูลที่นี่ได้”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานจึงมองไปแล้วพบว่าในกล่องใบนั้นเป็นกระจกบานหนึ่งที่มีขนาดราวหนึ่งฝ่ามือและบนนั้นก็มีรอยร้าวอยู่ด้วย
กระจกปราณธาราวัตถุที่ใช้ในการตรวจสอบ!
นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์พร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นมาบริเวณมุมปากมันนับว่าเป็นของดีไม่น้อย เมิ่งฝานยื่นมือไปคว้ากระจกบานนั้นขึ้นมาก่อนจะลูบที่ด้านบน
เมื่อใช้พลังจิตนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์ก่อนจะพบว่าตราเวทย์ภายในกระจกบานนี้ได้รับความเสียหายไม่น้อย ดูเหมือนว่ามันถูกพลังภายนอกทำลายลงไปกว่าครึ่ง
หากต้องการทำให้กระจกปราณธารากลับมาใช้งานได้ดังเดิมต้องซ่อมแซมตราเวทย์ภายใน!
ข้างกายนั้นทั้งผู้อาวุโสโม่วและหลิงไต้โยวต่างก็ยืนมองเมิ่งฝานอย่างเงียบงัน แต่พวกเขาก็มิได้ตั้งความหวังมากมายนักเพราะผู้ที่สามารถซ่อมแซมศัสตราวุธระดับสี่ได้จะต้องเป็นปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสี่
แม้ว่าพลังของเมิ่งฝานจะมีมากพอแต่วิธีการหลอมศัสตราวุธก็ใช่ว่าจะพอ!
“ท่านพี่ สิ่งนี้สามารถซ่อมแซมได้หรือไม่ขอรับ?”
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยถามเสียงเบาแต่หลังจากที่เอ่ยถามไปหลายครั้งแล้วไม่ได้รับการตอบรับจากรั่วสุ่ยอีที่อยู่ในไข่อสูรทมิฬเมิ่งฝานพลันมีสีหน้าที่บึ้งตึงเล็กน้อยและรู้ถึงคำตอบของอีกฝ่ายดี
ดูท่าเขาคงต้องลองทดสอบการจัดการกับศัสตราวุธระดับสี่ชิ้นนี้เองแล้วแต่มันก็ดูคล้ายจะยากเย็นไปเสียหน่อย
พลังจิตถาโถมพร้อมกับการที่เมิ่งฝานได้ใช้มือทั้งสองลูบไปบนกระจกหลังจากที่เงียบงันไปชั่วครู่เขาจึงเอ่ยว่า “ข้าจะลองดูแต่จะทำได้หรือไม่ก็คงต้องดูที่ลิขิตสวรรค์แล้วล่ะ”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นนัยน์ตาของหลิงไต้โยวก็เปล่งประกายนางสบตากับผู้อาวุโสโม่วแล้วพยักหน้ารับ จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเข้ม “ขอบคุณน้องชายมาก หากทำสำเร็จข้าจะตอบแทนให้อย่างงาม!”
น้องชาย...
เมิ่งฝานมองเจ้าของร่างอันสวยหยาดเยิ้มแล้วยิ้มเจื่อนตัวเขานั้นก็นับว่าเป็นเด็กน้อยจริงๆ ส่วนหลิงไต้โยวก็เป็นสตรีที่มากด้วยเสน่ห์
เมิ่งฝานพยักหน้ารับแล้วเอ่ยเสียงเรียบ“ถ้าอย่างนั้นก็มาเริ่มกันเลย!”
หลังจากที่คลี่ยิ้มหลิงไต้โยวและผู้อาวุโสโม่วจึงถอยหลังไป
เมื่อออกมาจากห้องลับผู้อาวุโสโม่วก็ยิ้มเจื่อนเขาเอ่ยถามอย่างจนปัญญา “จะทำได้หรือ?”
“เดี๋ยวก็ได้รู้กันเองถึงอย่างไรแล้วมันก็เป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่พังไปแล้ว พวกเราในตอนนี้...” หลิงไต้โยวยกยิ้มอย่างจนปัญญา ทั้งสองต่างก็ออกมารออยู่นอกห้องลับแล้วมองไปยังห้องที่เงียบงันพวกเขารู้ดีว่าเมื่อปรมาจารย์จิตศัสตราทำการหลอมศัสตราวุธนั้นจะไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไปรบกวนฉะนั้นแล้วจึงให้เมิ่งฝานได้อยู่อย่างเงียบสงบ
ภายในห้องลับนั้น
มีแค่เมิ่งฝานอยู่เพียงลำพังและกำลังมองไปยังกระจกปราณธาราเขารู้ดีว่ายามนี้รั่วสุ่ยอีคงจะไม่ยื่นมือเข้าช่วย ฉะนั้นแล้วเขาจึงต้องช่วยเหลือตนเอง
เด็กหนุ่มนั่งขัดสมาธิรอบกายเป็นผนึกโลกาที่สร้างจากพลังจิต แล้วในเวลาต่อมาพลังจิตอันแข็งแกร่งดุจดั่งคลื่นน้ำของเขาก็ถาโถมเข้าไปในกระจกปราณธารา
ตราเวทย์ของกระจกปราณธาราเสียหายอย่างหนักเมิ่งฝานรู้ดีว่าหากต้องการซ่อมแซมมันจะต้องเข้าถึงตราเวทย์ของมันเสียก่อนแล้วพลังจิตของเขาก็ถาโถมไปยังตราเวทย์ของวัตถุศักดิ์สิทธิ์ก่อนจะมีข้อมูลอันสลับซับซ้อนมากมายปรากฏขึ้นมาในหัว
เมิ่งฝานกัดฟันแน่นใบหน้าของเขาในเวลานี้ไม่น่าดูเลยแม้แต่น้อย
ดูท่าเขาคงจะประมาทความน่ากลัวของวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่ไปเสียหน่อยความแข็งแกร่งของกระจกปราณธาราเหนือกว่าที่เมิ่งฝานคิดเอาไว้อย่างยิ่งข้อมูลอันซับซ้อนที่หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเมิ่งฝานเป็นดั่งเข็มที่ทิ่มแทงลงมาอย่างไร้ระเบียบยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการรวบรวมข้อมูลเพราะเพียงรับมือกับความเจ็บปวดของมันก็ยังเป็นปัญหา
แม้ว่าเมิ่งฝานจะมีพลังจิตอยู่ในขั้นจิตแต่ก็ยังรู้สึกทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง ยามนี้สมองของเขากำลังเจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกฉีกให้ขาดสะบั้น
หากเขาไม่อาจรับมือความเจ็บปวดเช่นนั้นได้อย่าว่าแต่การซ่อมแซมกระจกปราณธาราเแม้แต่พลังจิตของตนเองก็คงต้องถูกทำลายไปด้วย! เวลานี้เมิ่งฝานนั่งขัดสมาธิตัวเกร็งและมีนัยน์ตาวาวโรจน์
“มารดาแกสิเจ็บปวดยิ่งกว่านี้ข้าก็เคยได้รับมาแล้ว ข้าจะกลัวมันหรือไร!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นพลังจิตของเมิ่งฝานก็เคลื่อนตัวไปตามตราเวทย์ของกระจกปราณธาราภายใต้แรงกดดัน
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้องลับไม่มีผู้ใดรู้ว่าเวลาผ่านพ้นไปนานเท่าใด แต่แล้วอยู่ๆ เมิ่งฝานก็ขยับอย่างฉับพลัน จากนั้นพลังปราณมากมายพลันปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือขนาดใหญ่ก่อนที่กระจกปราณธาราในมือจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
เมิ่งฝานใช้เวลานานนับหนึ่งชั่วยามจึงสามารถซ่อมแซมกระจกปราณธาราได้ในที่สุดก็มาถึงเวลาของการหลอมผสาน
การท้าทายพลังของปรมาจารย์จิตศัสตราระดับสี่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงชั่วพริบตาพลันมีรอยยิ้มพิเศษปรากฏขึ้นที่มุมปากของเมิ่งฝาน และมันบ่งบอกถึงความอดทนอันสูงส่ง!