ทางเหนือห้าสิบลี้คือที่ตั้งของกองทัพคนเถื่อน ไม่เหมาะที่จะทำการล่าสัตว์ทางนั้นกลับกันทางตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่ตั้งของภูเขาอันมีชื่อเสียงในอดีต ‘จ้าวอู่’ เป็นที่ซึ่งเหมาะแก่การล่าสัตว์เป็นอย่างมากทว่าที่นั่นก็เต็มไปด้วยสัตว์อสูรเช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์อสูรที่เป็นเจ้าปกครองที่นั่นก็เป็นถึงขอบเขตแดนพิภพอีกด้วยทำให้ที่เขาจ้าวอู่มีชื่อเสียงอย่างมาก
แต่สำหรับเรื่องราวที่น่าจดจำที่สุดคงไม่พ้นการรบที่ดุเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์ของเป่ยโจว กองกำลังสุดท้ายของจ้าวและเยี่ยนมารวมตัวกันที่นี่เป็นการสู้ครั้งสุดท้ายของพวกเขาทั้งสองอาณาจักรทหารสามหมื่นนายยืนหยัดร่วมห้าเดือน ก่อนที่กองทัพคนเถื่อนราวหนึ่งแสนนายจะทำลายความหวังสุดท้ายทหารทั้งสามหมื่นนายสุดท้ายก็ตายอย่างน่าอนาถแต่ก็ทำหน้าที่ได้อย่างสมศักดิ์ศรีศึกครั้งนั้นไม่มีใครเลยที่คิดจะหนีเอาตัวรอด
พวกเขาล้วนถูกยกย่องเป็นวีรบุรุษทั้งสิ้น !
หนิงเฟยหลงรู้เรื่องราวนี้หลังจากสอบถามมาจากทหารที่ประจำการอยู่ที่นี่และพวกชาวบ้าน เขากำลังหาข้อมูลที่จำเป็นเพิ่มเติมความรอบรู้ให้กับตนเอง
ส่วนใหญ่แล้วคนที่อาศัยอยู่ที่นี่มักเป็นบุคคลเก่าแก่ตั้งรกรากมานานไม่ยอมย้ายหนีใช้ชีวิตอย่างทรหดอดทนแม้ภัยสงครามจะมาเยือนแต่พวกเขาก็ไม่ยอมหนีไปไหนไกลวนเวียนหลบซ่อนจนสงครามสงบลงแล้วกลับมาตั้งรกรากใหม่ นั่นทำให้เรื่องราวมากมายที่คนนอกไม่รู้แต่พวกเขากลับรู้นั้นมีมาก
พรรคพวกของเขาออกเดินทางร่วมกับทหารหนึ่งกองร้อยออกล่าสัตว์นอกค่ายหนิงเฟยหลงมุ่งหน้าสู่ตะวันออก แล้วค่อย ๆ ลงใต้ไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางน้ำระหว่างทางก็จับสัตว์อสูรมาได้สิบกว่าตัว ทว่านั่นก็ยังไม่เพียงพอพวกเขายังต้องการสัตว์อสูรมากกว่านี้ อย่างน้อย ๆ ก็ต้อง ร้อยตัวขึ้นไป หากเป็นป่าใหญ่สมบัติแห่งโชคชะตาก็ว่าไปอย่างต่อให้ล่าพวกมันวันละพันตัวทั้งปีก็ยังไม่หมดป่าแต่ที่นี่นั้นต่างกันสัตว์อสูรแม้มีอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ถึงก็อยู่เต็มไปหมดทั้งที่พื้นที่บริเวณนี้สมควรจะเป็นที่ชุกชุมของพวกมันด้วยซ้ำไป
“ทำไมที่นี่มันถึงมีสัตว์อสูรน้อยกว่าที่ควรจะเป็นกัน ?”หนิงเฟยหลงถามขึ้นมาลอย ๆเขากวาดจิตสัมผัสไปทั่วระยะหนึ่งลี้ก็พบเจอสัตว์อสูรเพียงไม่กี่สิบตัวเท่านั้น
“หัวหน้ากองพันท่านอาจไม่ทราบเดิมทีที่นี่ในอดีตมีสัตว์อสูรน้อยกว่านี้มากนั่นจึงเป็นเหตุให้สัตว์ป่าธรรมดานั้นอยู่รอดปลอดภัย และมีอยู่เป็นจำนวนมากในอดีตจนกระทั่งพวกเราขาดเสบียงไปพวกมันจึงถูกล่าอย่างต่อเนื่อง จนหายไปอย่างที่เห็นส่วนเรื่องสัตว์อสูรทำไมน้อยนั้น...ข้าเองก็ตอบท่านไม่ได้เช่นกัน หากว่าท่านมีความสงสัยใดควรสอบถามผู้ตั้งรกรากบริเวณนี้ส่วนใหญ่พวกเขาเป็นคนถิ่นฐานเดิมมีความรู้ไม่น้อยเลย”
ทหารคนเดิมผู้มาต้อนรับหนิงเฟยหลงตั้งแต่เมื่อวานก่อนเป็นผู้กล่าวเขาดูมีความรอบรู้หนิงเฟยหลงจึงจัดการให้เขาเข้ามาอยู่ภายใต้สังกัดตนด้วยนายทหารผู้นี้มีชื่อว่า ‘อู๋เฟิง’
“เช่นนั้นพวกเราก็เข้าไปสอบถามผู้คนหมู่บ้านข้างหน้านี้เถอะ”
“ขอรับ” กองทหารของหนิงเฟยหลงใช้เวลาไม่นานก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านพวกเขามุ่งหน้าเข้าไปสอบถามชาวบ้านหัวหน้าหมู่บ้านเกี่ยวกับความเป็นอยู่ไล่เรียงจนถึงเรื่องราวในอดีต
หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเชิงเขาจ้าวอู่นักหัวหน้าหมู่บ้านเป็นคนถิ่นฐานเดิม เรื่องราวเก่าก่อนจึงสืบทอดมามาก
“ท่านอาจไม่ทราบหลังจากที่กองกำลังสุดท้ายของสองอาณาจักรพ่ายแพ้ลงบรรพบุรุษของข้าก็ต้องหลบซ่อนไปตามป่าเขาพร้อมกับชาวบ้านที่เหลือรอดนานถึงหกเดือนช่วงเวลาหกเดือนนั้นพวกเราแทบไม่สามารถออกไปไหนได้เลยพวกคนเถื่อนมันอยู่เต็มไปหมดเป็นช่วงที่พวกเราข้นแค้นมากที่สุด...”
หัวหน้าหมู่บ้านเล่าเรื่องราวอย่างออกรสราวกับว่าเขาอยู่ในสถานการณ์นั้นเสียเอง
“ต่อมาภูเขาจ้าวอู่ก็กลายเป็นสมรภูมิรบเลื่องชื่ออีกครั้ง เมื่อกองทัพใหญ่สิบล้านนายของสมาพันธ์ยกพลขึ้นบกไล่ต้อนคนเถื่อนกลับขึ้นไปทางเหนือจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการศึกครั้งนั้นคือเส้นทางเชื่อมต่ออาณาจักรทางเหนือในอดีตหรือก็คือที่ตั้งของเขาจ้าวอู่ทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใคร แม้กระทั่งจอมทัพผู้แกร่งกล้าแห่งสมาพันธ์ก็มาด้วยตนเองเขาคือเซี่ยหลิ่ง ข้าคิดว่าเขาชื่อนั้นนะ ท่านดูจากบันทึกนี่สิ”
หัวหน้าหมู่บ้านหยิบบันทึกเล่มหนึ่งมาให้หนิงเฟยหลงดูนั่นคือหนังสือบันทึกภาษาจ้าว หนิงเฟยหลงมีสีหน้างุนงงเล็กน้อย เขาอ่านอักษรจ้าวไม่ออกเดิมทีคิดว่าภายในทวีปทั่วหล้านี้ต้องมีภาษาเดียวกันทั้งหมดคาดไม่ถึงว่าแต่ละอาณาจักรจะมีภาษาเป็นของตนด้วย “ใครเป็นคนให้บันทึกนี้แก่เจ้ากัน? ท่านอ่านมันออกด้วยหรือ ?”
หัวหน้าหมู่บ้านเกาหัว “อะ...ข้าลืมบอกท่านไปเดิมทีบรรพบุรุษข้าก็เป็นขุนนางผู้ลี้ภัยสงครามนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเราถึงสามารถอ่านและจดบันทึกได้ นี่คือคำสั่งสุดท้ายก่อนที่ท่านบรรพบุรุษจะลาลับ ‘จำไว้อย่าละทิ้งการเล่าเรียนแม้ว่าจะตกต่ำเพียงใดสักวันความรู้นี่จะนำความเจริญมาสู่ตัวเจ้าเอง’ พวกข้าจึงไม่เคยละทิ้งการเล่าเรียนโดยเฉพาะภาษาดั้งเดิมของตน”
“เช่นนั้นท่านแปลพวกมันให้ข้าที”
“ได้ข้าจะเล่าต่อจากเดิมนะ ‘ศึกครั้งนั้นเป็นการเผชิญหน้าระหว่างจอมทัพเซี่ยกับเตมูร์ข่านหนึ่งในบุตรชายของข่านผู้ยิ่งใหญ่ศึกครั้งนั้นหาได้มีใครแพ้ชนะไม่การศึกจบลงด้วยการตื่นขึ้นของราชาสัตว์อสูรที่เคลื่อนทัพสัตว์อสูรจู่โจมมนุษย์และคนเถื่อนอย่างบ้าคลั่ง ระลอกคลื่นสัตว์ในครั้งนั้นน่ากลัวเป็นอย่างมากสร้างความหวาดหวั่นพรั่นพรึงให้กับทหารทั้งสองฝ่ายจนไม่เป็นอันรบทั้งราชาสัตว์อสูรก็มีฝีมือแกร่งกล้ายิ่งหากไม่ใช่เพราะประธานสมาพันธ์เป็นผู้ลงมือผนึกราชาสัตว์อสูรนั่นไว้ กองทัพทั้งสิบล้านไม่รู้ว่าจะเหลือกี่ล้านคนกัน’ นี่คือทั้งหมดที่บรรพบุรุษข้าบันทึกไว้
‘นี่คือสาเหตุที่สัตว์อสูรลดน้อยลง พวกมันน่าจะถูกมนุษย์และคนเถื่อนจัดการสังหาร หลังจากที่ราชาสัตว์อสูรถูกผนึกแล้วที่แท้ก็มีที่มาเช่นนี้ มันทำให้ข้าไม่อยากล่าสัตว์อสูรพวกนี้ต่อเลยแฮะ’ หนิงเฟยหลงขบคิดขึ้น เขามีความเห็นใจสัตว์อสูรเล็กน้อยหากไม่ใช่เพราะสงครามก่อกวนพวกมันไหนเลยพวกมันจะเข้าจู่โจมมนุษย์และคนเถื่อนอย่างบ้าคลั่งได้
“ขอบคุณหัวหน้าหมู่บ้านมาก ข้าต้องขอตัวก่อน” หนิงเฟยหลงลุกขึ้นเขามีภารกิจต้องล่าสัตว์อสูรต่อทันใดนั้นก็คิดเรื่องราวบางอย่างได้ “จริงสิพวกท่านมีผลผลิตอะไรบ้างหรือไม่? ข้าอยากทำการค้าขายกับพวกท่าน ไม่ต้องกังวลบอกราคาตามที่ท่านต้องการมาได้เลย”
“เรื่องนั้น...พวกข้าน้อยเองก็ไม่ได้มีผลผลิตอะไรมากมายนักแต่หากจะทำการค้าก็คงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นท่านตามข้าไปที่เก็บเสบียงหมู่บ้านเถอะ” หัวหน้าหมู่บ้านนำทางหนิงเฟยหลงไป
“เสบียงจำนวนนี้สามารถแบ่งขายให้พวกท่านได้”
“ตกลงท่านว่าราคามา”หนิงเฟยหลงทำการค้ากับหัวหน้าหมู่บ้านก็ได้เสบียงมาเพิ่มไม่น้อยพวกมันส่วนหนึ่งเป็นข้าว ส่วนหนึ่งเป็นอาหารตากแห้งน่าจะพอให้เลี้ยงทั้งกองทัพได้สักสองสามวัน ทว่านี่ก็ยังไม่พอหนิงเฟยหลงแยกทหารออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนำโดยหนิงเฟยหลงเป็นกลุ่มล่าสัตว์อีกกลุ่มหนึ่งนำโดยเฟิงเหลยกับโต่วเยี่ยนฉวี่ไปทำการเจรจาการค้ากับหมู่บ้านบริเวณใกล้เคียง
“เป้าหมายของพวกเราอย่างน้อยต้องมีเสบียงให้เพียงพอสิบวันคาดว่าหลังจากสิบวันนี้กองเสบียงน่าจะมาถึง”เขาออกคำสั่งแล้วทุกคนก็พากันแยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ของตนเรื่องการขนย้ายไม่ต้องเป็นกังวล เขาและสหายทุกคนล้วนมีแหวนมิติจัดเก็บกันทั้งสิ้นแม้ไม่เพียงพอจัดเก็บทุกสิ่ง แต่ก็ลดเวลาการเคลื่อนย้ายไปได้เยอะ
‘คราวหน้าคงต้องซื้อแหวนมิติไว้เยอะ ๆเสียแล้วพวกมันมีประโยชน์กว่าที่คิดนัก’
...
เขาจ้าวอู่
“ท่านหัวหน้ากองพันข้างหน้านั่นมีสัตว์อสูรระดับสาม และสี่พวกเราไม่สามารถต่อสู้กับพวกมันได้” หนิงเฟยหลงทะยานร่างเข้าหาสัตว์อสูรนั้นทันที
เขาใช้เวลาทั้งหมดในการล่าไปกับการฝึกฝนพลังกายของตน พลังจิตและพลังยุทธ์ถูกริบเก็บทั้งสิ้นกล้ามเนื้อร่างกายเขาล้วน ๆเข้าปะทะกับสัตว์อสูรระหว่างทาง มวยที่เขาได้ฝึกฝนมาจากทวีปหยินก็พัฒนาขึ้นมากการโจมตีเต็มไปด้วยความอันตรายที่ถึงแก่ชีวิตนั้นสร้างความพรั่นพรึงให้กับบรรดาทหารติดตามเป็นจำนวนมากโดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่านี่เป็นเพียงพลังกายของหัวหน้าของพวกเขาก็เท่านั้น
โดยไม่รู้ตัวพลังกายของหนิงเฟยหลงก็ข้ามขีดจำกัดครั้งแล้วครั้งเล่าจากพลังกายที่เหนือมนุษย์อยู่แล้วก็ก้าวเลยมาถึงขอบเขตสัตว์อสูรอีกความแข็งแกร่งของพลังกายกำลังไล่ตามความสามารถด้านอื่นๆ ของเขา
“ตัวที่หนึ่งร้อย ! พอเถอะทุกคนกลับค่ายได้” การล่าสิ้นสุดลงสัตว์อสูรหายไปจนบางตาอย่างกับว่าทั้งป่า และภูเขาพึ่งเจอการสังหารโหดมาเสียอย่างนั้น
...
“เท่านี้พวกเราก็ไม่ขาดเสบียงแล้ว แจกจ่ายเสบียงให้กับทหารในกองทัพได้ไม่ต้องเน้นย้ำความเป็นระเบียบมากนักเวลานี้ความเป็นระเบียบใช้กับที่นี่ไม่ได้แล้ว”หนิงเฟยหลงเล็งเห็นถึงปัญหาที่เร่งด่วนยิ่งกว่าเสบียงคือสงครามที่รอพวกเขาอยู่เบื้องหน้า
“เหวินเหลียงเจ้าคิดจริงหรือว่าทหารสองพันนายจะต้านทัพคนเถื่อนนับหมื่นได้แค่คิดมันก็น่าเหลือเชื่อแล้วนะ”โต่วเยี่ยนฉวี่แทบจะถอดใจเมื่อรู้ว่าพวกนางถูกส่งให้มาประจำที่นี่แต่ก็มีความเชื่อมั่นเล็กน้อยในตัวชายหนุ่ม
“ท่านวางใจได้ แม้ว่าเราจะพ่ายแพ้ แต่ข้ารับรองจะต้องทำให้พวกมันเจ็บหนักเช่นกันแต่ว่าข้าไม่เข้าใจทำไมพวกมันถึงปล่อยให้ค่ายที่มีทหารเพียงสองพันอยู่มาได้นานถึงเพียงนี้?” หนิงเฟยหลงย่นคิ้วเขาสัมผัสถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง
“ข้าคิดว่า.....พวกมันคงอยากให้พวกเราอ่อนแอเกินต่อต้าน ยามใดที่พวกมันพร้อมก็จะบุกผ่านค่ายนี้ได้โดยง่ายมุ่งลงไปยังจุดอื่นได้ง่ายกว่าการเผชิญหน้ากับค่ายทหารที่เพียบพร้อม" เฟิงเหลยเอ่ยตอบไปตามที่ตนคิด
“หากเป็นตามท่านว่าจริง เวลานี้ก็แย่แล้ว !” หนิงเฟยหลงเบิกตากว้างเขานึกถึงคน ๆ หนึ่ง“เร็วเข้ารีบไปจับกุมหัวหน้ากองพันเผิง !”เฟิงเหลยงงเล็กน้อย แต่ก็ปฏิบัติตามคำสั่งนำทหารร้อยนายตามไปล้อมกองบัญชาการค่าย
“แม่นางโต่วข้ารบกวนท่านไปรออยู่ที่ประตูตะวันตกด้วยส่วนข้าจะไปทางเหนือเอง” ทั้งสองแยกย้ายกันไปคนละทางนำกำลังทหารติดตามไปด้วยหนิงเฟยหลงสั่งปิดประตูค่ายทั้งสี่ด้าน แต่ดูเหมือนว่ามันจะช้าเกินไป...
ประตูทิศเหนือ
หนิงเฟยหลงยืนมองศพทหารตายเกลื่อน กองทัพคนเถื่อนบุกเข้าค่ายมาประตูค่ายรักษาไว้ไม่ได้แล้ว ในทางเดียวกันเผิงชิวก็ได้หายตัวไปเฟิงเหลยไม่สามารถจับกุมเขาไว้ได้ทางโต่วเยี่ยนฉวี่ได้เกิดการปะทะกันกับกองกำลังส่วนตัวของเผิงชิว เผิงชิวหนีรอดไปได้สามสหายนำทหารของตนกลับมารวมตัวทางทิศใต้เตรียมถอยหนีสภาพการณ์ตอนนี้พวกเขาสู้ไม่ได้
จากทหารสองพันนายบัดนี้เหลือไม่ถึงห้าร้อยนายด้วยซ้ำ พวกเขาถอยร่นจากประตูทิศใต้พร้อมกับส่งม้าเร็วไปแจ้งเตือนค่ายตะวันตกให้ส่งกำลังเสริมขึ้นมาช่วย
“ข้าคงทำอย่างที่พูดไม่ได้แล้ว ไม่คาดคิดว่าเผิงชิวผู้นี้จะเป็นไส้ศึกจริงๆ สารเลว !”หนิงเฟยหลงเจ็บใจนัก หากว่าเขาลงมือจัดการเผิงชิวตั้งแต่แรก คนเถื่อนก็คงไม่บุกมาเร็วถึงเพียงนี้แต่อย่างเขาก็ได้รู้แล้วว่าคนเถื่อนพวกนี้คล้ายกับคนเถื่อนไม่สิชาวจิ่นของอาณาจักรหนิงจริง ๆ ทั้งรูปร่างหน้าตา
“นั่นสิมันน่าเจ็บใจนักอย่าให้ข้าได้พบเจอเจ้าสารเลวนั่นจะต้องทำให้หัวของมันระเบิดให้ได้เลย !”เฟิงเหลยกล่าวเสริมดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยความเคียดแค้น
โต่วเยี่ยนฉวี่ไม่ได้มีอาการดั่งคนทั้งสองนางยังคงหน้านิ่งเหมือนก่อน“ต่อจากนี้เจ้าจะตัดสินใจอย่างไร ?”
หนิงเฟยหลงหลุบตาลงเขาถอนหายใจหายยาว จากนั้นก็ลืมตาขึ้น “ถ่ายทอดคำสั่งถอยทัพไปที่จ้าวอู่เราจะตั้งมั่นที่นั่น!”