อี้เฉินได้ยินจากคนสำนักศักดิ์สิทธิ์พูดคุยกัน สุสานเทพจะเปิดทุกๆ 1,000 ปี การเปิดสุสานเทพครั้งก่อนมีคนได้มรรคาวิถีของเทพผู้ล่วงลับจนคนคนนั้นกลายเป็นดั่งเทพในดินแดนแห่งนี้ ว่ากันว่าภายในยังมี โบราณสถานเก็บสมบัติของเทพผู้ล่วงลับไว้
ภูเขาล้ำค่าเองก็เต็มไปด้วยแร่หินล้ำค่านานาชนิด และที่ทุกคนอยากเข้าไปมากที่สุดคือต้นไม้ที่เก็บหลุมศพของเทพผู้ล่วงลับไว้
มีแม้กระทั่งเหล่าจอมยุทธขั้นกษัตริย์ ตัดขั้นพลังของตนเองเพื่อเข้าไปยังภายในสุสานเทพ บ่งบอกว่า ภายในสุสานเทพจะต้องมีของล้ำค่ามากมายอย่างแน่นอน
รุ่งเช้าอันวุ่นวายก็มาถึง ภายในสำนักศักดิ์สิทธิ์เต็มไปด้วยความเร่งรีบ เหล่าลูกศิษย์ต่างพากันมารวมตัวกันแต่เช้าตรู่
ที่ลานกว้างไม่เว้นแม้แต่พวกสำนักเซียน พวกเขาเริ่มรวมพล หลายคนมารอคอยก่อนแล้ว
ไม่นานพวกเหล่าเจ้าสำนักก็นำเหล่าลูกศิษย์ไปยังใจกลางเมืองที่นั่นมีโบราณสถานอยู่
รอบๆ โบราณสถานเต็มไปด้วยป่าไม้ขนาดใหญ่เก่าแก่หลายพันปี ที่นั่นเต็มไปด้วยจอมยุทธ์หลายพันคน พวกต่างพากันพูดคุย ชี้ไม้ชี้มือไปมา
ชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้น "พวกเจ้าดูนั้นเร็วเขาหน้าจะเป็นน้อยดินแดนเซียนจ้าวอี้เทียน"
"ข้าก็เคยได้ยินชื่อเขา ว่ากันว่าเขาเป็นอันดับหนึ่งของดินแดนเซียน"
ชายหนุ่มอีกคนกล่าว"ดูนั่นเร็ว คนของตระกูลเซียนว่ากันว่าคน ตระกูลเซียนเป็นตระกูลที่มี
อำนาจที่สุดที่ครองดินแดนเซียน" พวกเขาชี้นิ้วไปที่กลุ่มจอมยุทธหลายสิบคนที่รวมตัวกันอยู่
หญิงสาวชี้นิ้วมายังสำนักเซียน "ดูนั่นเร็ว อวิ้นซานซีว่ากันว่าเขาเป็นอันดับต้นๆ ของอนุชน"
หลายคนไม่พอใจเมื่อเห็นกลุ่มคนดินแดนร้อยแคว้น "ข้าว่าพวกเขาดูงั้นๆ ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษสู้อนุชนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ กับอนุชนดินแดนเซียนไม่ได้หรอก พวกเจ้าก็รู้ดี ดินแดนร้อยแคว้นขาดแคลนทรัพยากรจะตายไป หายอดยุทธสักคนยังยาก"
ชายหนุ่มดินแดนศักดิ์สิทธิ์พูดโพล่งขึ้นมา "หากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่เชิญมาพวกมันจะมีปัญญามาหรือ"
หลายคนพยักหน้ารับ"ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า"
กลุ่มคนดินแดนร้อยแคว้นได้ยินถึงกับหน้ามืดทะมึน เหมือนพวกเขาเป็นเพียงหมารอคอยเศษเนื้อที่ถูกทิ้ง
อี้เฉินส่ายหัวเขาไม่สนใจคำดูถูกของคนอื่น เขากวาดสายตามองไปรอบๆ หมายสำรวจกลุ่มคนรอบๆ ตัว
แต่ที่เขาสะดุดตาคือจอมยุทธ์ขั้นกษัตริย์ แต่ก็ไม่ใช่ขั้นกษัตริย์ที่แท้จริง อยู่ราวๆ 50คนได้ พวกเขาหน้าจะตัดขั้นพลังของตนเอง
หมายไปแสวงโชคภายในสุสานเทพ เขาไม่คิดว่าเรื่องที่ฟังมาเป็นเรื่องจริง การจะเลื่อนขั้นพลังเป็นขั้นกษัตริย์ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
ไหนจะต้องสะสมประสบการณ์ ไหนจะต้องผ่าน มหันตะสายฟ้าที่รุนแรงนั้นอีก
แต่เมื่อเทียบกับเวลาที่สุสานเทพเปิด มันก็ถือว่าคุ้มค่า หากเป็นอี้เฉินอยู่ขั้นพลังกษัตริย์เขาเองก็เลือกที่จะตัดขั้นพลังทิ้งเหมือนกัน
ถึงจะเสียประสบการณ์ในการหยั่งรู้ไปมากก็ตาม
อี้เฉินที่เห็นโบราณสถาน ผุๆ พังๆ เขารู้สึกแปลกใจเหตุใดไม่เห็นมีทางเข้าไปสุสานเทพ หลายๆ คนเองก็พากันพูดคุย ต่างพากันสงสัย
แต่ก็ไม่มีใครกล้าโวยวาย ที่นี่เต็มไปด้วยผู้อาวุโสขั้นพลังเทวะ หากทำอะไรที่เสียมารยาทได้โดนถีบออกไปจากที่นี่แน่
ทันทีที่แสงแดดแรกส่องมาถึง โบราณสถานผุๆ พังๆ กลับสั่นไหวอย่างรุนแรง รอบบริเวณส่องแสงสีทองพร่างพราว เศษโบราณสถานรอยร่องค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง กลายเป็นวิหารสีทองที่นั่นคล้ายกับที่เก็บศพของบรรพชนโบราณวังวิหารส่องแสงสีทองเจิดจ้า
"พวกเจ้าดูนั่นเร็วเข้า" หลายๆ คนที่ดูต่างเบิกตากว้างอ้าปากค้างกับภาพที่เห็น
ผู้อาวุโสชราคนใหญ่คนโตของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "ข้าเป็นตัวแทนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หากจอมยุทธ์คนใดอยากอยู่ดินแดนแห่งนี้ พวกเราจะชุบเลี้ยงพวกเจ้าเป็นอย่างดี หากอยากจากไปพวกเราจะไม่รั้งตัวไว้"
เหล่าอนุชนหลายคนได้ยินต่างเป็นปีติ ที่นี่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเติบโตของพวกเขาอย่างมาก
แต่พวกผู้อาวุโสดินแดนต่างๆ หลายคนกับหน้ามืดทะมึน พวกเขาต้องมาเสียเหล่าอนุชนไปอย่างนั้นหรือ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จงใจใช้สุสานเทพเป็นเหยื่อล่อ แบบนี้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ของ3ดินแดนแน่
ผู้อาวุโสชราดินแดนศักดิ์สิทธิ์เอ่ยอีกครั้ง "สุสานเทพจงเปิด"
อยู่ๆ วังวิหารสีทองก็สั่นไหวน้อยๆ ตอบรับกับเสียงของชายชรา ประตูบานใหญ่สีทองหน้าวังวิหารค่อยๆ ถูกเปิดขึ้นภายในมืดมิดมองไม่เห็นอะไร
เหล่าอนุชนหลายๆ กลุ่มค่อยๆ เริ่มทยอยกันเข้าไปภายในวังวิหาร พวกเขาต่างตื่นเต้นกันเป็นอย่างมากภายในสุสานเทพจะเป็นอย่างไรกันแน่
หน้าทางเข้าวังวิหารเต็มไปด้วยเหล่าอนุชน แย่งกันเข้าไปภายในจนแน่นขนัด จนเกิดจลาจลเล็กๆ
พวกต่างแย่งกันเข้าไปภายในอย่างบ้าคลั่ง ราวกับอยากเข้าไปสำรวจภายในเป็นคนแรก
ไม่นานกลุ่มของพวกอี้เฉินก็ได้เข้าไปภายในวังวิหาร ทันทีที่เข้าไปภายในเขาถูกเคลื่อนย้ายไปยังอีกพื้นพื้นทีหนึ่ง
อี้เฉินกวาดตามองเห็นแต่ลานโล่งขนาดใหญ่ กับบันไดสูงเสียดฟ้าทั้ง10ทางเดินมุ่งไปทิศเดียวกัน ขนาดของมันกว้างไม่ถึง1จั้งมี3,000ขั้นได้
ด้านบนส่วนยอด เห็นแสงสว่าง ด้านล่างบันไดเต็มไปด้วยความมืดมิดเหมือนหุบเหวลึก หากตกลงไปจะเป็นเยี่ยงไรก็ไม่รู้ ไม่มีใครกล้ารอง
พื้นที่แห่งนี้ถูกปิดกั้นการบินไว้ทำให้ต้องใช้บันไดทั้ง10ขึ้นไป
ผู้คนหลายร้อยคนเริ่มขึ้นบันไดอย่างบ้าคลั่ง หลายๆ คนช้า ผิดปกติ อี้เฉินขมวดคิ้วมุ่นหรือบนบันไดจะมีแรงกดดัน บางอย่างอยู่
มีจอมยุทธ์หลายๆ คนที่ยืนดูอยู่ด้านล่างเพื่อประเมินสถานการณ์
จอมยุทธ์ที่เข้าร่วมมามีมากเกินไป ทำให้บันไดทั้ง10เต็มไปด้วยผู้คน ช่วงแรกๆ มีคนแอบผลักคนอื่นจนตกบันได ลงไปด้านล่าง
หลังจากนั้น ไม่นานได้กลายเป็นสงครามใหญ่ ผู้คนต่างโจมตีใส่กัน จนร่วงหล่นไปเป็นร้อยคน
หลายคนที่ตกลงไปกลับหายตัวไปอย่างลึกลับไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย
ผ่านไป2ชั่วยาม ถึงจะมีคนขึ้นบันไดไปถึง3000ขั้น แต่มีเพียงคนเดียว
ด้านบนบันไดมีไม่กี่กลุ่มที่เดินไปถึง 2500ขั้น จ้าวอี้เทียนนายน้อยดินแดนเซียน กลุ่มพวกเขาขึ้นบันไดไปจวนจะสุดเส้นทางอยู่แล้ว เหลือเพียงไม่กี่ร้อยขั้นก็จะถึงแสงสว่าง
ส่วนศิษย์พี่อวิ้นซานซี แห่งสำนักเซียนเขาเป็นเพียงคนเดียวที่ขึ้นไปถึง3000ขั้น เขาไปโดยลำพังไม่มีผู้ติดตามสักคน
นายน้อย ซีเอ๋อร์ แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ กับพวกเองก็เดินขึ้นบันไดไป ใกล้จะถึงแสงสว่างปลายทางนั้นแล้ว
เขาขึ้นบันไดไปถึง2700ขั้นแล้ว ขาดอีกไม่มาก
กลุ่มตระกูลเซียนเองก็มีอนุชนที่เก่งกาจรวมๆ 30กว่าคน พวกเขาขึ้นบันไดไปถึง2500ขั้นแล้ว
บันไดอื่นๆ เองก็มีอนุชนไล่ตามกันไปติดๆ หลายคน
ตอนนี้มีเพียงด้านล่างเท่านั้นที่เกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ พวกที่ดูสถานการณ์ต่างส่ายหัว ยิ่งเวลานานเท่าไหร่ด้านล่างทั้ง10บันไดยิ่งแออัด เต็มไปด้วยเหล่าจอมยุทธ์แย่งกันขึ้นไป ส่วนคนที่ตกลงไปด้านล่างตอนนี้ เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย
........
........
ภายนอกสุสานเทพเกิดจลาจลเล็กๆ กลุ่มคนที่ตกลงไปจากบันได กลับถูกส่งตัวออกไปด้านนอก หลายๆ คน ต่างอยากเข้าไปภายในสุสานเทพใหม่ แต่เมื่อเดินเข้าไปกลับไม่ถูกเคลื่อนย้ายไป หลายๆคนต่างเดือดดาล ต่างพากันเสียดายสุดแสน มีบางคนถึงกับตะโกนลั่นออกมา "ไอ้โง่ที่ไหนมันผลักข้าลงมากัน อย่าให้ข้าเจอตัวมันนะ"
หลายคนต่างส่งเสียง "ข้าเองก็ถูกโจมตีจนร่วงลงมา"
"ข้าด้วย" "ข้าด้วย" "ข้าก็ด้วย" ดังเอ็ดอึงไปทั่วบริเวณ รอบๆ เต็มไปด้วยเสียงก่นด่า