ยากูซ่าพลังผู้กล้า

    เหมันต์ที่ 21 : ออกเดินทาง

            ชายวัยกลางตัวใหญ่ไว้หนวดเขี้ยวงามกำลังนั่งดื่มไวน์สบายอารมณ์อยู่บนเก้าอี้ปรับเอนสีน้ำตาลเข้มอยู่ภายในห้องนั่งเล่นส่วนตัวสายตาสอดสองป่าไม้ด้านนอกรื่นรมย์ยินดี เสียงดนตรีคลอเคลียผ่อนคลายแสนสุขสันต์รอบด้านถูกตกแต่งด้วยเครื่องไม้ราคาแพง ติดประดับหัวสัตว์หลากพันธุ์หลายชนิดเต็มผนัง

     

            เสียงฝีเท้าอันเร่งรีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินของใครบางคนใกล้เข้ามาตามทางเดินสร้างอาการหงุดหงิดแก่ชายผู้นั้นจนหนวดกระดิก

     

            ไม่ทันให้มันได้เคาะประตูเขาจึงเอ่ยดักทางไว้ก่อน “เข้ามา!”

     

            ลูกสมุนในชุดสูททำงานวิ่งเข้ามากระหืดกระหอบใบหน้าตื่น“ยะ แย่แล้วครับ! ท่านไบสัน ที่กบดานของคุณสมิธถูกโจมตีครับ!”

     

            ไบสันทำหน้าตกใจ ลุกยืนตัวตรงรวดเร็วเผลอปล่อยแก้วแก้วไวน์หลุดหล่นลงตกแตก “ว่าไงนะ! พูดใหม่อีกทีสิ!”

     

            คำพูดของชายผู้มีนามว่า ไบสันดุดันเสียงดังราวกับยืนอยู่ใกล้หอระฆังระยะประชิดอย่างไรอย่างนั้น

     

            “คะ คุณสมิธถูกโจมตีครับ!”

     

            ไบสันตัวสั่นเทิ้มด้วยความโมโหใบหน้าแดงก่ำคล้ายจะกลืนกินทุกสิ่ง “ ใคร…มันเป็นใคร!!!”

     

            “จะ จากสายรายงานมาคงเป็นคนของแก๊งหมาป่าเหมันต์ ดูเหมือนจะนำโดยท่านไอแซกครับ”เขาพูดคล้ายกับคนทำความผิดมา ทั้งๆที่เขาแค่เข้ามารายงานหลังจากได้รับโทรศัพท์เท่านั้น

     

            “ส่งกำลังคนไปเสริมหรือยัง!”ทุกคำพูดของไบสันเต็มไปด้วยพลังเสียงมากล้นความก้องกังวานสะเทือนไปยังแก้วรอบห้องต้องสั่นไหวตาม

     

            เขาทำท่าเลิกลั่นไม่ยอมพูด “สะส่งไปแล้วครับ แต่ว่า...” จนทำให้ไบสันเริ่มรำคาญขึ้นมา

     

            “แต่ว่าอะไร! รีบพูดมา!”ไบสันกระชากคอเสื้อลูกน้องตัวเองขึ้นมาอยู่ในระดับสายตาดวงตาคล้ายกระทิงดุหมายพุ่งชนทุกสิ่งอย่างให้พังพินาศมองลึกเข้าไปยังก้นบึ้งของจิตใจ

     

            ลูกสมุนกลืนน้ำลายลงคอก่อนรวบรวมความกล้าขึ้นอีกครั้ง “มะ เมื่อกำลังเสริมไปถึงทุกคนก็ถูกฆ่าตายหมดแล้วละ และยังไม่พบศพของคุณสมิธครับ” อาการสั่นหวาดหวั่นยังหลงเหลือแม้ร่างกายตัวเองเป็นอิสระแล้ว

     

            ไบสันกัดฟันแน่นกำหมัดตัวเองบีบกระดูกลั่นเสียงดัง“พวกมันจะหยามข้าคนนี้เกินไปแล้ว!”

     

            ชายเคราะห์ร้ายผู้มารายงานสถานการณ์เก็บไม้เก็บมือเจียมตัวรอรับคำสั่งไม่ไหวติงไปไหน

     

            “รีบไปเกณฑ์กำลังคนมาให้มากที่สุดพร้อมกับหาอาวุธให้พวกมันด้วย เตรียมพร้อมสำหรับแผนต่อไปแบ่งกำลังตนตามหาไอ้สมิธด้วย ไม่ว่ามันจะมีชีวิตหรือไม่มี ข้าต้องได้เห็นมันกลับตาอีกอย่าง! เรียกกลุ่มวัวบ้ากลับมา!” ไบสันตวาดลั่นเสียงดังราวกับฟ้าผ่าภาพวิวทิวทัศน์ด้านหน้าที่เคยอภิรมย์กลับไม่น่ามองเสียแล้ว

     

            ชายคนดังกล่าวโค้งตัวรับคำสั่ง “ครับ”เขารีบเดินออกจากห้องไปรวดเร็วแทบจะหายตัว

     

            ไบสันกำหมัดพร้อมกับบีบแก้วไวน์ในมือแตกละเอียดเลือดจากบาดแผลไหลหยดลงพื้นเจือนอง “ไอ้หมาแก่คาเซะ แก…ชักจะมากไปแล้ว!แกและลูกของแกต้องชดใช้ คอยดู!”

     

            ทิ้งท้ายด้วยเสียงคำรามโมโหโทโสไม่อาจหาที่ระบายความเกรี้ยวกราดอดกลั้นสนั่นลั่นป่า สัตว์น้อยใหญ่รีบหาที่หลบซ่อนตัวจ้าละหวั่นแม้กระทั่งกลุ่มคนรอบนอกที่คอยเดินลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยยังต้องขวัญผวา

     

            ...

     

            ลานจอดรถหน้าทางเข้าคฤหาสน์แก๊งเสือหมอบมีกลุ่มคนยืนรอบางอย่างอยู่ด้วยความสงบ

     

            ชายหนุ่มพิงหลังกับรถตู้คลาสสิคฟ้าขาวสไตล์วินเทจด้านข้างมีเหล่าผองเพื่อนกับคนสนิทยืนไม่ไกลอากาศเย็นสบายยามเช้าพัดพาสายลมพลิ้วไหวต้อนรับการเดินทางที่ใกล้จะมาถึง

     

            ซึ่งตอนนี้ทุกคนต่างอยู่ในชุดดูสบายสำหรับการท่องเที่ยวกลางแจ้ง เทนตะ จิน มาโคโตะสวมเสื้อฮาวายแบบเดียวกันแตกต่างเพียงลวดลายสีสันเท่านั้น แน่นอนว่าจินออกแนวเรียบง่าย ไม่โดดเด่นเท่าเทนตะและไม่มืดมนเหมือนมาโคโตะ

     

            รถด้านหลังได้รับมาไม่กี่วันก่อนจากชาโต้พอรู้ว่าจินและเพื่อนๆ มีแผนจะเที่ยวกันหลังสอบเสร็จจึงหามาให้ได้แบบไม่ยากเย็นจะเสียเวลาหน่อยในส่วนการตกแต่งภายในและยกเครื่องเก่าทิ้งเสียทั้งหมด

     

            เทนตะเปิดประตูนั่งด้านในโผล่หัวออกมองตามทางเดินของบันได“ช้าจังน้า”

     

            จินกอดอกมองไปในทิศทางเดียวกัน“ธรรมดาของผู้หญิงเขาแหละ”

     

            “ผู้หญิงนี่เหมือนกันทุกคนเลยหรือเปล่าไม่ใช่ใจเลยจริงๆ” ขนกายของเทนตะลุกชันทันทีหลังพูดเสร็จ

     

            จินมองไปยังมากิทันควันแล้วพบว่าเธอลืมตัวแผ่กลิ่นอายฆ่าฟันก่อนจะหายไปเป็นรอยยิ้มเย็นเฉียบ “พูดเหมือนรู้ดีจังเลย”

     

            เทนตะพูดแก้ต่าง “เฮ้ยๆอย่างมองฉันแบบนั้น ที่บ้านฉันมีน้องสาวหรอก เรื่องแบบนี้เป็นออกบ่อยไม่คิดว่าคนอื่นจะเป็นเหมือนกันเท่านั้น”

     

            จินทำหน้าเชื่อไปที “อ้อเหรอ”เทนตะแยกเขี้ยวใส่ยกกำปั้นขู่ลับหลัง

     

            คำตอบเดียวไม่อาจใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงได้ดูได้จากมากิที่ถือกระเป๋าใบเล็กไว้ในมือข้างกายไม่มีสิ่งของเพิ่มเติมและเจ้าตัวไม่เคยแต่งหน้าทำผมให้วุ่นวายจินลอบมองแล้วหวนคิดถึงใครบางคน

     

            หญิงสาวจับสัมผัสได้จึงหันมอง“ให้เข้าไปดูไหมคะ นายท่าน”

     

            “รบกวนด้วยเผื่อพวกเธอต้องการความช่วยเหลือ” จินตอบโดยไม่ต้องคิดหากสัมภาระของทั้งสองหนักคงไม่แคล้วต้องขอแรงใครสักคน ยิ่งอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวผู้หญิงด้วยกันเองคงเป็นตัวเลือกที่ดี

     

            หลังจากมากิเดินเข้าไปข้างในไม่นานโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของเขาก็สั่นเตือนมีสายเรียกเข้า

     

            ชายหนุ่มรับสายจากปู่ของตนแล้วพบว่าบทสนทนาไปในทิศทางเกี่ยวกับการเดินทาง แต่แฝงไปด้วยวัตถุประสงค์บางอย่างซึ่งเขารู้ว่ามีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งอยู่ข้างกายของชาโต้ด้วยเช่นกันพวกเขาเหล่านั้นพยายามกดดันให้จินเข้ารับการทดสอบตามที่เคยตกลงกันไว้

     

            รอกันสักหน่อยไม่ได้หรือไงยังไงก็ต้องเข้าทดสอบอยู่แล้ว อะไรของพวกเขา

     

            “การรอคอยถือเป็นการทดสอบอย่างหนึ่งหากว่าทุกคนรอไม่ได้...ผมจะรีบไปหาตอนนี้เลยก็ได้”น้ำเสียงของจินแฝงไปด้วยความอำมหิตพร้อมฆ่าฟัน

     

            ชายหนุ่มได้ยินเสียงกลืนน้ำลายดังสะท้อนเข้ามายังสายพวกเขาต่างรับรู้ถึงสิ่งที่แฝงอยู่ในประโยค

     

            “เมื่อพูดแล้ว ผมย่อมทำให้ได้ไม่ช้าก็เร็วผมจะรีบกลับมา ไม่ต้องเป็นห่วง หากยังดื้อรั้นอยู่ทางเลือกของผมคงมีไม่มาก ถึงตอนนั้น...อย่าหาว่าผมใจร้ายกับทุกคนแล้วกัน”ความเกรงขามของจินสะท้อนผ่านดวงตาของเทนตะกับมาโคโตะพวกเขามองเพื่อนตัวตัวเองด้วยควาฉงน แต่กลับไม่ถามแล้วหลับตาค้างหนึ่งคล้ายไม่สนใจ

     

            สุดท้ายชาโต้จึงเลือกตัดจบบทสนทนาเพราะรู้ว่าหาคุยกันไปมากกว่านี้ คงไม่ส่งผลดีกับฝ่ายใดชายชราฝากฝังความเป็นห่วงตามน้ำเสียงแล้วส่งสายตาดุด่าว่ากล่าวไปยังกลุ่มคนในห้องประชุมจนพวกเขาต้องแยกย้ายคอตกตามกันออกไป

     

            ความเด็ดขาดนี่สืบทอดผ่านพันธุ์กรรมหรือเปล่าเหมือนเจ้าชินไม่ผิดเลย

     

            จินวางสายแล้วถอนหายใจเขาปรับอารมณ์กลับมาให้ปรกติโดยเร็วสแตนมองนายท่านของตัวเองแวบหนึ่งเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่พูด

     

            ความรู้สึกบางอย่างส่งให้เขาหันมองหน้าเทนตะกับมาโคโตะสายตาของทั้งสองเหมือนมองคนที่ไม่รู้จักกันความหวาดระแวงสื่อผ่านภาษากายที่ปิดกั้น “เป็นอะไรกันไป”

     

            เทนตะถามขึ้นด้วยท่าทางแหยง“เอาปืนมาไหม?”

     

            จินทำหน้าเหลอหลาแต่ก็ตอบ “ไม่”

     

            “มีดล่ะ”

     

            “ก็ไม่นิ”เทนตะพยักหน้าให้กับมาโคโตะตามคำตอบของจิน

     

            เทนตะเริ่มคลายตัวเองลง “ระเบิดล่ะ”

     

            จินเริ่มงงเข้าไปใหญ่“ฉันจะมีของแบบนั้นได้ไง”

     

            “เฮ้อ…”ทั้งสองคนถอนหายใจเสียงดังแล้วเลิกสนใจจินไปเสียอย่างนั้น

     

            “อะไรของพวกนาย มากันแล้วสินะ!”

     

            ก่อนจะคิดอะไรไปมากกว่านั้นจินจับสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ใกล้เข้ามา

     

            เรย์กะและอากิโนะแต่งตัวคล้ายกับมากิพวกเธอสวมชุดเดรสบางโดยมีผ้าอะไรสักอย่างคลุมตัวอยู่หลากสีสัน

     

            แต่คนละเดินลงมาพร้อมกับกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ข้างตัวคนละหนึ่งใบด้านหลังสะพายกระเป๋าเป้อีกคนละหนึ่งใบเช่นกัน ในมือของมากิถือมาด้วยอีกสองใบยังไม่หมดด้านหลังของเทโชยังมีลูกน้องช่วยกันยกกล่องบรรจุบางอย่างเตรียมมาด้วยสามลัง

     

            เทนตะตาโตลุกวาวคล้ายไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็น“ย้ายบ้านกันเหรอ แม่คุณ”

     

            “ไม่พูดก็ไม่มีใครว่านะ เทนตะ”อากิโนะที่มาพร้อมไฟหน้าแรงสูงพูดขึ้นอารมณ์ขุ่นๆ

     

            จินอมยิ้มกับอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเทนตะจนต้องโดนค้อนคำโตตอบกลับ

     

            พวกเขาช่วยสองสาวเอากระเป๋าไปไว้ด้านหลังรถเมื่อเสร็จสิ้นเรียบร้อยดีแล้วจึงเดินกลับตำแหน่งเดิมซึ่งตรงหน้ามีเทโชกับเหล่าลูกน้องยืนมองอยู่ หากเป็นคนปรกติมาเจอเข้าคงคิดว่าพวกเขากำลังมีเรื่องกันแน่นอน

     

            เทโชกอดอกหน้านิ่งพ่นลมหายใจออกจมูกเสียงดัง“ห้ามแกทำอะไรแปลกๆ กับหนูน้อยของข้าเด็ดขาดไม่งั้นข้าจะไปเผาบ้านแกให้ไหม้เป็นจุณพร้อมกับเผาพริกเผาเกลือสาปแช่งไม่ให้เหลือ”

     

            “ไม่รับปาก”จินทำหน้านิ่งพูดออกมาราวกับหุ่นยนต์เรย์กะพอได้ยินเกิดอาการหน้าแดงในคำพูดนั้นทันที

     

            “แก!” เทโชตั้งท่าจะเข้าขย้ำคอของจินแต่ถูกลูกน้องขวางทางเหนี่ยวตัวไว้

     

            ลูกน้องต่างปฏิบัติหน้าที่กันเป็นอย่างดีในปากก็พูดเพียงประโยคเดียวซ้ำไปมา “อย่าครับท่านหัวหน้า”

     

            เทโชโวยวายอย่างกับเด็ก “พวกแกทำอะไรปล่อยข้านะโว้ย ข้าเป็นหัวหน้าของพวกแกนะ!”

     

            ยิ่งทวีคูณความโมโหเมื่อสบเข้ากับรอยยิ้มแห่งชัยชนะของจิน

     

            “ไปกันก่อนนะลุง เดี๋ยวเอาหาดทรายขาวๆใส่ขวดมาฝาก” ชายหนุ่มโบกมือล่ำลาแล้วเดินเข้าไปนั่งข้างคนขับด้านหน้า

     

            ทุกคนหัวเราะแล้วโค้งตัวกล่าวลาเทโชที่ยังพยายามออกจากการเหนี่ยวรั้งของลูกน้องตัวเองอยู่รถเริ่มเคลื่อนตัวตามการขับของสแตน

     

            “หนูน้อยของป๊ะป๊าดูแลตัวเองดีๆนะลูกหากเจ้าจินมันทำอะไรแปลกๆ เอามีดที่ป๊ะป๊าให้แทงมันเลย!”เทโชตะโกนเสียงดังไล่ตามหลังทะลุผ่านกระจกรถทุกคนได้ยินชัดถ้อยชัดคำจึงหันมองเรย์กะกันขวับ

     

            จินเอี่ยวตัวกลับมองคนนั่งด้านหลัง“เอามีดมาด้วยเหรอ?”

     

            “อือ”เรย์กะพยักหน้าโชว์มีดที่เหน็บตรงขาของเธอให้ดู

     

            ชายหนุ่มยิ้มแห้งให้กับเรย์กะโดยไม่ลืมนับถือความห่วงลูกของเทโช

     

            ความเร็วของกาลเวลาเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้เลยผ่านเพียงลมหายใจเดียว ช่วงเวลาของการเป็นนักเรียนได้สิ้นสุดลงแล้วกลิ่นอายความตายและการนองเลือดยังติดอยู่ปลายจมูกของจินไม่เสื่อมคลายราวกับเป็นตราบาปคอยย้ำเตือนถึงสิ่งที่เขาเคยกระทำไว้

     

            ส่วนตัวเคยคิดว่ามันจะเจือจางแล้วเลือนหายไปตามกาลเวลาแต่ไม่เลย กลับกัน ยิ่งนานวันยิ่งเข้มข้น ยิ่งลืมกลับยิ่งจดจำมือที่เคยเปื้อนเลือดแล้ว ขัดถูเช่นใดคงไม่อาจลบล้างได้

     

            ชายหนุ่มมองกลุ่มเพื่อนผ่านกระจกมองหลังส่วนหน้าสามที่นั่งถูกจับจองด้วยสามสาวซึ่งก่อนมาเกิดการถกเถียงกันอยากนั่งด้านหน้าพร้อมกับจินแต่จินให้เหตุผลขอความเป็นส่วนตัวรวมถึงต้องการพักผ่อนเผื่อตัวเองจะได้สลับกับสแตนในการขับรถนั้นเอง ทำเอาสามสาวทำหน้าผิดหวังแล้วกลับไปทำหน้าละห้อยกันนั่งที่เดิม

     

            ส่วนสองแถวด้านหลังที่เลือกมีสิ่งของวางพร้อมกับการนั่งนอนแสนสบายของสองเกลอ

     

            ภาพรถตู้หน้ากลมราวกับลูกแตงโมทรงคลาสสิคสีฟ้าขาวแล่นผ่านถนนด้วยความเร็วคงที่เสียงเพลงขับประสานนัวเนียกับเสียงพูดคุยผสมการหัวเราะดังเป็นช่วงจังหวะเริ่มเงียบลงความง่วงนำพาทุกคนเข้าสู่นิทรา จนสุดท้ายผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมงจึงไร้เสียงพูดคุยใดๆ จินมองไปยังด้านหน้าคอยดูเครื่องนำทางที่ติดมากับรถอย่างระมัดระวัง ป้องกันข้อผิดพลาด

     

            ชายหนุ่มนึกคำถามที่อยากถามตั้งแต่เมื่อกี้ได้สักที“สแตนเคยเห็นทะเลไหม”

     

            เขาถามออกไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเต็มที่เพราะว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาส่วนตัวเห็นเพียงสแตนอาศัยติดอยู่กับปราสาทแวมไพร์คล้ายเสาต้นหนึ่ง

     

            “เคยบ้างขอรับแต่ส่วนใหญ่บังเอิญเจอเข้า เพราะงานและการล่าเหยื่อเท่านั้น”สายตาทั้งสองของสแตนยังตั้งมั่นที่ถนน เขาไม่เสียเวลาคิดคำตอบแต่อย่างใด

     

            ชายหนุ่มยิ้มแล้วพูดขึ้น “งั้นเหรอนี่ถือเป็นการเที่ยวครั้งแรกสินะเดี๋ยวนายจะได้เห็นสิ่งสวยงามที่น่ามหัศจรรย์ที่สุดของโลกใบนี้”เขาหันไปมองกลุ่มเพื่อนแล้วพบว่าหลายคนนอนน้ำลายไหลเสียด้วย ไม่รอช้าโทรศัพท์ในมือถือถูกหยิบขึ้นถ่ายบันทึกภาพความทรงจำเก็บไว้ แล้วพบกับสายตากึ่งดุจากมากิ

     

            ผ่านไปเกือบ 3 ชั่วโมง ในที่สุดสแตนได้ขับนำทุกคนมาถึงยังสถานที่ที่พวกเขาต้องการ

     

            ภาพตรงหน้าคล้ายดั่งภาพวาดแสงวิจิตรเนื่องด้วยการขับบนถนนคล้ายสะพานสามารถมองเห็นทิวทัศน์เกือบทั้งหมดแสงแดดสะท้อนผิวน้ำทะเลส่องระยิบระยับคล้ายอัญมณีอันลึกล้ำแสนงดงาม

     

            “ถึงแล้ว!” จินพูดเสียงดังขึ้นเล็กน้อยเพื่อเป็นการปลุก

     

            เสียงขานรับพร้อมกับอาการงัวเงียของเหล่าเพื่อนๆพูดออกมา “ถึงแล้วเหรอ…” พวกเขาและเธอหันซ้ายหันขวามองออกไปนอกหน้าต่าง

     

            คลื่นทะเลคริสตัสส่องแสงกระทบเข้ากับหาดทรายสีขาวตามสายลมส่งเสียงน่าฟัง

     

            ว้าวว! ทุกคนอุทานเป็นคำพูดเดียวกันอาการดีใจขับรอยยิ้มกว้างชื่นชอบภาพเบื้องหน้า

     

            เทนตะถือโอกาสไม่มีรถโผล่ออกนอกหน้าต่างป้องปากร้องตะโกน“ทะเลจ๋า พี่มาแล้ว!”

     

            จินมองรอยยิ้มของเพื่อนก็นึกดีใจที่ตัดสินใจถูกปิดเทอมหน้าร้อนทั้งที คงไม่มีสวรรค์ไหนดีเท่าหาดทรายหาดกับน้ำทะเลใสอีกแล้วใช้เวลาไม่นานทุกคนได้มาถึงยังที่พัก ที่ซึ่งเป็นบังกะโลใหญ่ส่วนตัวติดขอบชายทะเล

     

            “จินไม่เห็นสลับกับคุณสแตนขับเลย”เป็นอากิโนะที่มองเห็นจินนั่งที่เดิมพูดขึ้นอย่างสงสัย

     

            จินทำหน้าปั้นยากขึ้นทันที “เอ่อ…”

     

            “นายท่าน โกหก”มากิพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังจ้องมองไปทางจินอย่างกินเลือดกินเนื้อ

     

            จินทำหน้าเลิกลั่นกระสับกระส่าย“แบบว่า…”

     

            “จิน”เรย์กะพูดเสียงเบาแต่แฝงไปด้วยอารมณ์ที่ยิ่งใหญ่

     

            จินพูดพร้อมกับรอยยิ้มแห้งๆ“ลืมไปเลยแฮะ” ทำเอาสามสาวจ้องไปที่จินราวกับผู้กระทำความผิดร้ายแรง

     

            เทนตะอดใจไม่ไหวยิ่งเข้าใกล้ทะเลกลิ่นความเค็มของน้ำยิ่งทำให้อยากกระโดดไปสัมผัส “ทะเลจ๋าพี่มาแล้วโว้ย!”

     

            “หุบปาก!!!”

     

            เสียงสอดประสานของเหล่าสตรีในรถดังขึ้นพร้อมกันเทนตะตกใจนั่งนิ่งเม้มปากเงียบ เขามองซ้ายมองขวาแล้วมองหน้าจินโดยไม่เข้าใจบทสนทนาก่อนหน้าของพวกเธอ ถูกเขามองข้ามไปจนไม่รู้เรื่องรู้ราว

     

            “เกิดอะไรขึ้นเหรอ!?”

    คล้ายกับเรื่องยากูซ่าพลังผู้กล้า ที่คุณอ่าน