หลังจากที่ฉินหยางพูดคุยกับมารดาไปเมื่อยามจื่อที่ผ่านมา ได้บทสรุปว่ารุ่งเช้าของพรุ่งนี้เขาต้องออกเดินทางเพื่อหาประสบการณ์และพัฒนาตัวเองจนกว่าจะแข็งแกร่งพอจนสามารถช่วยเหลือบิดามารดาออกมาจากสถานที่คุมขังและคืนความยุติธรรมให้กับทั้งสอง
เวลาผ่านเลยไปจนถึง่ยามดึกฉินหยางนั่งห้อยขาอยู่บนกิ่งไม้ของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่ห่างออกมาจากตัวบ้านไม่ไกลภายใต้แสงจันทร์จาง ๆ ยามค่ำคืนที่แสนเงียบสงบ ในมือของเขาถือม้วนกระดาษที่เป็ข้อมูลแผนที่ของเมืองต่าง ๆ อยู่ม้วนหนึ่ง เขานั่งครุ่นคิดบางอย่างก่อนจะส่งกระแสเสียงหาเสวี่ยอวี๋
"เสวี่ยอวี๋ เ้าเป็อย่างไรบ้าง"
ฉินหยางเอ่ยถามขึ้น
"ข้าดีขึ้นมากแล้วเ้าไม่ต้องเป็ห่วง"
เสวี่ยอวี๋ตอบกลับน้ำเสียงของเขาฟังดูอ่อนแรงเล็กน้อย
"เช่นนั้นก็ดีแล้วข้าจะได้สบายใจ ว่าแต่เหตุการณ์ตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นเหตุใดจู่ ๆ ถึงได้มีสายฟ้าแปลก ๆ โจมตีไปที่เ้า"
ฉินหยางเอ่ยถามเขายังคงไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนั้น
"นั่นเพราะข้าใช้เคล็ดวิชาลับต้องห้ามและสิ่งที่โจมตีข้าในตอนนั้นก็คือทัณฑ์์ซึ่งเป็ผลข้างเคียงจากการใช้วิชา"
เสวี่ยอวี๋เอ่ยอธิบาย
"เคล็ดวิชาลับต้องห้าม? ทัณฑ์์?"
ฉินหยางถามกลับด้วยความไม่เข้าใจ
"ถูกต้อง เคล็ดวิชาลับต้องห้าม คือวิชาที่มีผลข้างเคียงในการใช้ ซื้อบางกรณีหากฝืนใช้ก็อาจส่งผลถึงแก่ชีวิตของผู้ใช้วิชาได้ ตัวอย่างเช่นเคล็ดวิชาที่ข้าใช้ เป็เคล็ดวิชาที่จะสามารถดูดกลืนปราณฟ้าดินในรัศมี 10 ลี้รอบตัวมันโดยไม่มีจะไม่หลงเหลือปราณฟ้าดินในบริเวณนั้นเเม้แต่หยดเดียว และกว่าปราณฟ้าดินบริเวณนั้นจะกลับมาดังเดิมก็อาจใช้เวลานานหลายเดือน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็การฝืนกฏธรรมชาติ ผลที่ตามมาคือการถูกทัณฑ์์ลงทัณฑ์อย่างที่เ้าเห็น"
"เช่นนั้นเหตุใดเ้าถึงเลือกที่จะใช้เคล็ดวิชาลับต้องห้ามเล่า เ้าก็รู้ผลที่จะตามมาไม่ใช่รึ"
ฉินหยางกล่าวถามขึ้นอีกครั้ง
"เื่นั้น…เพราะว่าข้าได้สัญญากับเ้าไปแล้วว่าจะช่วยรักษาอาการป่วยของมารดาเ้าและหากข้าไม่ใช้วิธีนี้อาจจะใช้เวลานานหลายปีกว่าที่มารดาของเ้าจะฟื้นคืนสติ"
"เสวี่ยอวี๋แต่เ้าไม่จำเป็ต้อง…"
"เ้าไม่ต้องพูดอะไรแล้ว อาการของข้าไม่ได้เป็อะไรมากพักฟื้นไม่นานก็ดีขึ้น"
ฉินหยางกำลังจะกล่าวบางอย่างเเต่ก็ถูกเสวี่ยอวี๋กล่าวตัดบท
"จริงสิ พรุ่งนี้จะออกเดินทางแล้ว เ้าคิดไว้หรือยังว่าจะไปที่ใด"
จู่ ๆ เสวี่ยอวี๋ก็กล่าวถามเื่การเดินทางขึ้นมา
"เื่นั้น..ข้าเองก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ ข้าเติบโตมาในหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางเขามาั้แ่เด็ก โลกภายนอกเป็เช่นไรข้าก็ยังไม่รู้ "
ฉินหยางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเคอะเขินเล็กน้อยแต่สิ่งที่เขาพูดเป็ความจริงว่าเขาไม่รู้เื่โลกภายนอกเนื่องจากสภาพเเวดล้อมที่เขาอาศัยอยู่มีเพียงป่าและเขาเขายังไม่เคยออกไปผจญโลกภายนอกเลยแม้สักครั้ง
"เช่นนั้น ให้ข้าช่วยเ้าเป็อย่างไร"
พูดจบบริเวณหน้าอกของฉินหยางก็เรืองแสงสีขาวสว่างวาบร่างโปร่งใสของเสวี่ยอวี๋ ปรากฏตัวขึ้นลอยอยู่กลางอากาศด้านหน้าฉินหยาง
"ไหน…เอาแผนที่มาให้ข้าดูสิ"
เสวี่ยอวี๋ที่ปรากฏตัวออกมาไม่รอให้ฉินหยางตอบรับเขาก็สะบัดนิ้วชี้เบา ๆ ม้วนกระดาษในมือฉินหยางจู่ ๆ ก็หลุดลอยออกจากมือของฉินหยางไปอยู่ตรงหน้าของเขา
เสวี่ยอวี๋กวาดตามองแผนที่ครั้งหนึ่งก่อนจะชี้นิ้วไปยังจุด ๆ หนึ่ง แล้วพูดขึ้นว่า
"ที่นี่เป็อย่างไร"
ฉินหยางมองไปตามตำเเหน่งที่เสวี่ยอวี๋ชี้ โดยในแผนที่เขียนข้อความสั้น ๆ ไว้ว่า "ป่ามรณะ"
"ป่ามรณะ? เหตุใดต้องเป็ที่นี่กัน"
ฉินหยางเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
"นั้นก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้เป็ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์วิเศษ ซึ่งความจริงแล้วสัตว์พวกนี้ไม่ได้มีลักษณะแตกต่างไปจากสัตว์ทั่ว ๆ ไปมากนัก แต่การที่มันถูกเรียกว่าสัตว์นั่นก็เพราะพวกมันต่างก็เป็สัตว์ที่สามารถใช้พลังปราณในการฝึกฝนและยกระดับพลังได้เช่นเดียวกับมนุษย์ที่เป็ผู้วิเศษ
ข้าคิดว่าสถานที่แห่งนี้เป็สถานที่ฝึกฝนก่อนที่เ้าจะเข้าสู้โลกของผู้วิเศษได้เป็อย่างดี"
แล้วอีกอย่างที่ข้าแนะนำ ป่ามรณะเป็ที่แรกนั่นก็เพราะสิ่งนี้"
เสวี่ยอวี๋พูดพร้อมชี้นิ้วไปยังอีกตำแหน่งที่อยู่ไม่ไกลจากป่ามรณะซึ่งก็คือ "เมืองเหยียนจิ้ง"
"เมืองเหยียนจิ้งดูจากแผนที่แล้วคงจะเป็เมืองที่ใหญ่ที่สุดในแถบนี้ ซึ่งหากเ้า้าจะมีชีวิตรอดในโลกของผู้วิเศษ "ข้อมูล"ก็เป็อีกสิ่งหนึ่งที่เ้าไม่สามารถขาดได้ และเมืองเหยียนจิ้งเป็ที่ถือว่าค่อนข้างใหญ่โตดังนั้นหากเ้า้ารับรู้ข่าวสารก็ไม่มีที่ไหนจะดีกว่าที่นี้แล้ว"
เสวี่ยอวี๋กล่าวอธิบาย
ฉินหยางกอดอกเอามือลูบคางพรางครุ่นคิดถึงสิ่งที่เสวี่ยอวี๋กล่าว
"ฝึกฝน? ข้อมูล?"
เสียงฉินหยางพึมพำสองคำนี้ออกมาเสียงเบาก่อนจะพูดขึ้นว่า
"ข้าเข้าใจแล้วเช่นนั้น พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางโดยมีจุดหมายคือป่ามรณะ"
"จริงสิ เสวี่ยอวี๋เเล้วเื่ตามหาดวงจิตของเ้าที่เหลือเล่า"
ฉินหยางกล่าวถามขึ้นเนื่องจากเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเสวี่ยอวี๋เื่นี้ได้อย่างไร
"เื่นั้นเ้ายังไม่ต้องกังวล รอให้เ้าแข็งแกร่งมากกว่านี้ค่อยเริ่มพูดคุยเื่นี้ เพราะหากเ้าไปด้วยพลังเพียงเท่านี้มีแต่ความตายเท่านั้นที่รอเ้าอยู่"
"เอาละ...เ้าจงไปพักผ่อนซะ พรุ่งนี้ต้องเดินทางไกล ต่อให้เ้าจะเป็ผู้วิเศษแต่ร่างกายของเ้ายังไม่ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็มนุษย์ดังนั้นเ้าอาจจะอ่อนล้าได้"
หลังจากที่เสวี่ยอวี๋พูดจบร่างกายก็เรืองแสงสีขาวจาง ๆ ก่อนหายลับไป
เช้าวันถัดมา...
ฉินหยางในตอนนี้กำลังเตรียมตัวออกเดินทางเพื่อไปยังป่ามรณะ เขาสวมใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ สวมทับด้วยเสื้อคลุมสีดำ เส้นผมสีดำขลับถูกมัดรวบไปข้างหลังดูสะอาดตา
หลังจากที่เขาเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยและกำลังจะไปอำลาแม่ของตนเพื่ออกเดินทางอยู่นั้นจู่ ๆ ก็เกิดเสียงะเิดังก้องไปทั่วท้องฟ้า
ตู้ม!! ตู้ม!! ตู้ม!!
เสียงะเิอีกระลอกดังใกล้เข้ามายังบริเวณบ้านที่ฉินหยางอาศัยอยู่เรื่อย ๆ ฉินหยางรีบวิ่งออกจากบ้านเพื่อดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้น หลังจากที่เขาก้าวพ้นจากตัวบ้านะเิอีกระลอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง ฉินหยางเงยหน้ามองตามที่มาของเสียงะเิ พบว่าเป็ร่างสองร่างกำลังต่อสู้กันอยู่กลางอากาศอย่างดุเดือด
ร่างแรกเป็ผู้หญิงผมยาวสีดำสวมเสื้อสีขาวและสวมทับด้วยเสื้อคลุมสีฟ้าอ่อน อายุราว ๆ 28-30 ปี ซึ่งนางก็คือมารดาของฉินหยาง ส่วนคนที่นางกำลังต่อสู้ด้วยสวมชุดคลุมยาวสีดำปกปิดใบหน้าไม่สามารถมองออกได้ว่ามีลักษณะหน้าตาอย่างไร
ทั้งสองต่อสู้พัวพันกันไปมาอย่างดุเดือดและยังไม่สามารถรู้ผลได้ว่าใครเหนือกว่าใคร
ทางด้านของฉินหยางที่วิ่งออกมาจากในบ้านและพบว่าเสียงะเิดังกล่าวเกิดจากการต่อสู้ และคนที่กำลังต่อสู้อยู่นั้นคือมารดาของตนก็เกิดความกังวล ฉินหยางกำลังจำจะตัดสินใจวิ่งไปทางที่เกิดการต่อสู้แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงพูดของเสวี่ยอวี๋ดังขึ้น
"เด็กน้อย อย่าแม้แต่จะคิดตรงนั้นไม่ใช่ที่ที่เ้าจะเข้าไปใกล้ได้"
เสวี่ยอวี๋ที่อยู่ในไข่มุกจิติญญาส่งกระแสเสียงเตือนฉินหยาง
"แต่ว่าแม่ของข้า..."
"เ้าไม่ต้องเป็ห่วงนางเป็ถึงบรรพชนมนุษย์เ้าคิดว่านางจะอ่อนแอถึงขั้นต้องขอความช่วยเหลือจากเ้าเลยงั้นรึ"
ในระหว่างที่เสวี่ยอวี๋กล่าวก็เกิดคลื่นกระแทกสาดซัดทั่วทั้ง 4 ทิศ 8 ด้าน
ปังง!! อัก!!
ฉินหยางที่ยืนอยู่โดยไม่ทันระวังตัวถูกคลื่นพลังที่เกิดจากการปะทะกันของทั้งสองชัดกระเด็นไปชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่อย่างจังเขาทรุดเข่าลงกับพื้น มุมปากมีเืไหลซึมออกมาเล็กน้อย
หยางเอ๋อร์ !! เด็กน้อย!!
มารดาของฉินหยางเเละเสวี่ยอวี๋ร้องะโขึ้นพร้อมกัน
"เด็กน้อย เ้าไม่เป็อะไรใช่หรือไม่"
แค็ก!!! แค็ก!!!
"ข้าไม่เป็ไร"
ฉินหยางพูดพร้อมพยายามยันตัวลุกขึ้น
ทางด้านมารดาของฉินหยางเมื่อเห็นว่าบุตรของตนได้รับาเ็ก็เป็กังวล ทำให้เสียสมาธิในการต่อสู้จนถูกคนสวมชุดคลุมดำซัดฝ่ามือใส่จนถอยหลังไปไกลราว 10 จั้ง
"แย่แล้วหยางเอ๋อร์จงรีบหนีไปจากที่นี่ซะ เร็วเข้า"
มารดาของฉินหยางที่เห็นว่าท่าไม่ค่อยดีจึงส่งกระแสเสียงเพื่อบอกให้ฉินหยางรีบหนีออกไปจากที่แห่งนี้
ชายชุดคลุมดำที่เห็นว่าจู่ ๆ นางเสียสมาธิอีกครั้งก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เขารีบซัดฝ่ามือใส่มารดาของฉินหยางอีกครั้ง
[มือเทพมารทมิฬ]
ชายชุดคลุมดำะโก้องออกมา จู่ ๆ ภายในอากาศว่างเปล่าตรงหน้าก็ปรากฏฝ่ามือั์ขนาด 40 จั้ง ออกมา ฝ่ามือั์มีสีดำสนิทรูปร่างแห้งเหี่ยวราวกับกระดูก เล็บสีเืงอกยาวออหมาดูแหลมคมยิ่ง บรรยากาศรอบ ๆ ฝ่ามือั์มีไอหมอกหมุนวนไปมาโดยรอบ
มารดาของฉินหยางััได้ถึงบางสิ่งจึงฉีกมิติตรงหน้าก่อนพุ่งเข้าไปในรอยแยกมิติที่นางสร้างขึ้นนางปรากฏตัวอีกครั้งหากจากจุดก่อนหน้า 50 จั้ง เมื่อนางหันไปดูบริเวณที่นางเคยอยู่จู่ ๆ ก็มีฝ่ามือั์พุ่งตัวลงมากระแทกกับผืนดินจนเกิดเสียงดังสนั่นหวันไหว
ฉินหยางถูกคลื่นกระแทกซัดพลิวอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้เขาเตรียมการตั้งรับไว้แล้วจึงสามารถรอดจากการาเ็ได้เฉียดฉิว
"หยางเอ๋อร์ รีบไปจากที่นี่ซะ"
มารดาของฉินหยางส่งกระแสเสียงบอกให้ฉินหยางหนีไปอีกครั้ง
"ท่านแม่..แต่ว่า.."
ฉินหยางดูมีท่าทีไม่อยากที่จะจากไป
"ไม่มีแต่เ้าจงไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ถือว่าแม่ขอร้อง "หยางเอ๋อร์เ้าลืมไปแล้วว่านี่ไม่ใช่ร่างจริงของแม่ต่อให้ร่างนี้จะเป็อะไรไปก็จะยังไม่เกิดอะไรกับร่างหลักแม่ แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเ้าในตอนนี้แม่จะไม่ยอมให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิต
แม่รู้ว่าเ้ารู้สึกอย่างไรในตอนนี้ จงเก็บความรู้สึกนี้ไว้แล้ววิ่งหนีไปให้ไกล วันใดวันหนึ่งหากเ้าแข็งแกร่งขึ้นและมีพลังมากพอ หากถึงเวลานั้นจงทำในสิ่งที่ลูกอยากทำแม่และบิดาของเ้าจะสนับสนุนเ้าและรอคอยการมาของเ้าที่โลกเบื้องบน
รีบไปซะ!!
มารดาของฉินหยางหันหน้าไปทางชายชุดคลุมดำก่อนวาดมือเป็สัญลักษณ์บางอย่างและะโว่า
[เทพี์พิพากษา]
ทันใดนั้นด้านหลังของนางก็ปรากฏร่างอวตารของเทพี์ ลักษณะเป็หญิงผมลอนยาวสีบรอนซ์ สูงราว 100 จั้ง มี 6 ปีก ในมือถือกระบี่และสวมมงกุฏแสงดูยิ่งใหญ่ยิ่ง
ชายชุดคลุมดำเองก็ทำแบบเดียวกันเขาทำสัญลักษณ์นิ้วชี้กับนิ้วโป้งแตะกันก่อนจะประทับฝ่ามือไว้กลางอกพร้ะโกนก้องขึ้นว่า
[เทพมารทมิฬจุติ]
ทันใดนั้นเื้ัของชายชุดคลุมดำก็ปรากฏเป็ร่างอวตารของมารที่มีรูปร่างเป็ั์ มี 2 หัว 4 แขน โดยแขนแต่ละข้างถืออาวุธที่แตกต่างกันออกไปคือ กระบอง ค้อน กระบี่ และ ดาบ มีขนาดไม่ต่างจากเทพี์มากนัก
ทั้งสองตั้งท่าเตรียมปลดปล่อยพลังห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็เอาตาย
ในขณะเดียวกันในด้านของฉินหยางในตอนนี้เขายืนมองสถานการณ์ตรงหน้า
"เด็กน้อยทำตามที่มารดาของเ้าพูด รีบออกไปจากที่นี่ซะ เ้าอยู่ที่ไปก็ยิ่งแต่จะเป็ตัวถ่วงให้นาง เ้าอย่าลืมเป้าหมายของเ้า"
ฉินหยางที่ได้ยินคำพูดของเสวี่ยอวี๋ก็นิ่งเงียบไปเขาได้แต่ยืนนิ่งจ้องมองการต่อสู้ด้วยความรู้สึกคับแค้นใจในความอ่อนแอและไร้พลังของตนเอง
"ข้าต้องเเข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งจนไม่มีใครจะสามารถมาทำให้คนที่ข้ารักต้องเ็ปได้"
ฉินหยางกัดฟันพร้อมสาบานกับตัวเองในใจหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ตัดสินใจได้ จึงส่งกระแสเสียงไปหามารดาของตนว่า
"ท่านแม่"
"หยางเอ๋อร์รีบไป เ้าไม่ต้องเป็ห่วงทางนี้"
"ท่านแม่ เช่นนั้นรักษาตัวด้วย ข้าจะต้องแข็งแกร่ง แข็งแกร่งจนสามารถไปช่วยท่านทั้งสองได้ แข็งแกร่งจนไม่มีใครจะสามารถมาทำให้ครอบครัวของเราเ็ปได้อีก ข้าต้องทำได้อย่างแน่นอน"
ฉินหยางพูดด้วยสิ่งที่สาบานไว้ในใจออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
มารดาของเขาได้ยินก็ยิ้มตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"แม่เชื่อว่าลูกต้องทำได้อย่างแน่นอน แม่จะรอการมาของเ้าอยู่ที่แดนเบื้องบน"
ฉินหยางน้ำตาคลอเบ้าตา เขากัดฟันยืนมองไปยังมารดาของตน ถึงแม้เค้าจะรู้ว่านี่เป็เพียงร่างแยกของมารดาตน แต่ก็เป็คนที่อยู่กับเขามาั้แ่เล็กจนถึงทุกวันนี้ เขารู้สึกเ็ปและคับแค้นใจที่ไม่มีพลังที่จะช่วยอะไรได้ในสถานการณ์นี้
"เราไปกันเถอะ"
ฉินหยางที่ยืนนิ่งอยู่ส่งกระแสเสียงบอกเสวี่ยอวี๋ หลังจากนั้นเข้าก็หันหลังวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว ชายชุดคลุมดำที่เห็นว่าฉินหยางกำลังจะหนีไปก็พยายามจะไล่ตามแต่ก็ถูกมารดาของฉินหยางขัดขวางไว้
"เ้าคิดจะไปไหนกัน คู่ต่อสู้ของเ้าคือข้า"
ไม่รอให้ชายชุดคลุมดำตอบกลับนางก็ะโขึ้นทันทีว่า
[กงล้อแห่งการพิพากษา]
ทันใดนั้นด้านหลังของเทพี์ก็มีกระบี่ 24 เล่มหมุนวนเป็กงล้อก่อนจะวาดมือทำให้กระบี่ทั้งหมดพุ่งไปหาชายชุดคลุมดำด้วยความเร็วดุจแสงวาบ
ชายชุดคลุมดำหลังจากถูกขัดขวางก็ไม่สบอารมณ์ยิ่งเขาเองก็ปลดปล่อยท่าโจมตีออกมาสวนกลับ
[ะุทมิฬ]
ร่างจุติเทพมารทมิฬอ้าปากยิงะุเพลิงมารออกมาสกัดกั้นกระบี่แสงที่พุ่งเข้ามาจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ตู้ม!! ตู้ม!! ตู้ม!!
ฉินหยางที่วิ่งออกไปไกลยังคงได้ยินเสียงะเิดังขึ้นต่อเนื่อง เขากัดฟันวิ่งตรงต่อไปโดยไม่ได้หันหลังกลับไปมอง
ชายชุดคลุมดำที่เห็นว่าฉินหยางกำลังจะคลาดสายตาไปก็ยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างมาก เขาคิดจะใช้ท่าไม้ตายเพื่อกำจัดมารดาของฉินหยางที่คอยขัดขวางการตามล่าตัวฉินหยางให้เร็วที่สุด
เเต่ดูเหมือนว่ามารดาของฉินหยางจะเดาความคิดของชายชุดคลุมดำออกอยู่ก่อนแล้ว นางเผยรอยยิ้มออกมาจาง ๆ ก่อนจะวาดแขนไปด้านหน้าแหวกมิติไปปรากฏตัวตรงหน้าของชายชุดคลุมดำอย่างกระทันหันและพูดขึ้นว่า
"มาตายไปด้วยกันเถอะ"
หลังจากพูดจบฉับพลันนั้นร่างกายของนางก็เรืองแสงสีทองสว่างวาบออกมาสาดส่องแสงสว่างไปทั่วทั้งผืนฟ้า ก่อนจะโคจรพลังปราณบีบอัดไว้ที่จุดตันเถียรจุดเดียวและชั่วพริบตาหลังจากนั้น
ตู้มมมมมมม!!!!
นางตัดสินใจะเิตัวเองเพื่อเเลกกับการให้ฉินหยางได้มีเวลาหลบหนี
เกิดะเิจากการระเปิดตัวเองของมารดาฉินหยางดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งผืนฟ้า แผ่นดินสะท้านูเาะเืบ้านเรือนที่อยู่บริเวณนั้นถูกเเรงะเิกวาดล้างจนเหลือเพียงซากปลักหักพัง แรงะเิจากพลังปราณของผู้อยู่ในระดับบรรพชนมนุษย์ยังคงปลดปล่อยคลื่นกระเเทกทุกสิ่งที่กีดขวางออกไปไกลหลายลี้
ฉินหยางที่กำลังมุ่งหน้าวิ่งตรงเพื่อหลบหนีได้หยุดฝีเท้าลงกระทันหัน เขามองไปยังเหตุการณ์ะเิตรงหน้าพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเขายืนนิ่งอยู่อย่างนั้นนานสองนานก็จะคืนสติและสาบานกับตัวเองไว้ในใจอีกครั้งว่า
"ข้ามันอ่อนแอ ในตอนนี้ข้ามันอ่อนแอยิ่งนัก ไร้พลัง ไร้ความสามารถที่จะช่วยหรือปกป้องใครได้เพราะฉะนั้นต้องจะต้องแข็งแกร่ง แข็งแกร่งให้มากกว่านี้ ข้าจะแข็งแกร่งและยืนอยู่บนจุดสูงสุดเพียงหนึ่ง จะไม่มีใครมาทำให้คนที่ข้ารักต้องเ็ปได้อีกต่อไป"